<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2020 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮารีรายอแบบNew Normal มุสลิมเมืองคอนหันมาละหมาดที่บ้านป้องกันโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.63 - วันที่ 24 พ.ค.63 ซึ่งเป็นวันตรุษอิดิ้ลฟิตรี ปีฮิจเราะห์ศักราช1441 หรือวันฮารีรายอของชาวมุสลิมทั่วโลก หลังจากสิ้นสุดเดือนรอมฎอนแล้ว ปกติทุกปีที่ผ่านมาพี่น้องมุสลิมจะไปรวมตัวละหมาดอิดิ้ลฟิตรีหรือฮารีรายอกันตามมัสยิดต่างๆใกล้บ้านและมีพบปะญาติพี่น้องกันจำนวนมาก &amp;nbsp;ปรากฏว่าปีนี้ทางสำนักจุฬาราชมนตรีได้ประกาศขอความร่วมมือไปยังมัสยิดทั่วประเทศงดกิจกรรมละหมาดตรุษอิดิ้ลฟิตรีที่มัสยิดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เนื่องจากจะมีผู้คนไปรวมตัวที่มัสยิดจำนวนมาก แต่ไม่เป็นการบังคับแค่ขอความรวมมือ หากมัสยิดไหนจัดละหมาดก็ขอให้มีมาตรการความปลอดภัยเข้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้ชาวมุสลิมแต่ละบ้านจัดละหมาดกันเองภายในครอบครัว โดยมุสลิมส่วนใหญ่ในจ.นครศรีธรรมราชประกาศงดละหมาดอิดิ้ลฟิตรีที่มัสยิด ทำให้พี่น้องมุสลิมแต่ละครอบครัวจัดละหมาดกันเองที่บ้านกันอย่างคักคักและอบอุ่นก่อนรับประทานอาหารร่วมกันและพบปะสังสรรค์กันในญาติพี่น้องเนื่องในเทศกาลฮารีรายอดังกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66772</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาราชมนตรี, มัสยิด, ละหมาด, ฮารีรายอ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200524/image_big_5eca0f95a5c1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัตตานีน่าห่วงผสมโรง2กลุ่ม &#039;มาเลย์-กทม.&#039;หลุดมาตรการกักตัว14วัน มัสยิดกว่า2พันแห่งงดละหมาดวันศุกร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค.63 &amp;ndash;  สถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยังอยู่ในอัตราที่สูงโดย ยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถควบคุมได้ โดยล่าสุดปัตตานีเพิ่มขึ้นเป็น 29 รายแล้ว ขณะเดียวกันก็ยังไม่สามารถเข้าถึงมาตรการควบคุมกักตัว 14 วัน ในกลุ่มที่ไปทำร้านอาหารที่มาเลเซียที่กลับมาไทย รวมทั้งกลุ่มผู้ที่กลับจาก กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ที่จุฬาราชมนตรีได้ออกประกาศเตือนมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้งดละหมาดที่มัสยิด(ญามาอะห์)และการละหมาดรวมใหญ่ประจำวันศุกร์(ญุมอะห์)การจัดการศพ และกิจกรรมทางศาสนาตับลีต ลงเมื่อวันที่25มีนาคมนั้น ทางสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำชายแดนใต้จึงให้มัสยิดต่างๆปฏิบัติตามคำประกาศเตือนของจุฬาราชมนตรีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันนี้ซึ่งตรงกับวันศุกร์ จะมีการละหมาดรวมประจำสัปดาห์คือวันศุกร์(ญุมอะห์)นั้น ได้สังเกตตามมัสยิดหลายๆแห่ง ยังมีพี่น้องชาวมุสลิมละหมาดตามวันเวลาวันละ5เวลาตามมัสยิดตามปกติ แต่ประกาศให้คนที่ตัวร้อนหรืออาการไอ ห้ามมาละหมาด และให้อาบน้ำละหมาดจากบ้านให้ใช้ผ้าปูละหมาดมาจากบ้าน และต้องใส่หน้ากากอนามัยมาทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ส่วนการละหมาดวันศุกร์ หลายมัสยิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกือบ2พันกว่ามัสยิด ได้มีการประกาศขอความร่วมมือให้งดละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิด ประจำสัปดาห์เพื่อเป็นการป้องกันโรคดังกล่าวอย่างไรก็ตามในบางหมู่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครเป็นโรคดังกล่าว ก็ยังไม่ได้ประกาศงด แต่มี กรรมการมัสยิด เตรียมการจะตรวจผู้ที่มาร่วมมัสยิดว่าปฎิบัติตัวถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งมีเจล แอลกอฮอล์วางไว้เพื่อให้ใช้ก่อนเข้าไปในมัสยิดทุกครั้ง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61111</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กักตัว14วัน, จุฬาราชมนตรี, ปัตตานี, มัสยิด, ละหมาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7d77be8f5d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2020 21:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 21:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หญิงอินโดนีเซียรอดคุก หมิ่นศาสนาพาสุนัขเข้ามัสยิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลอินโดนีเซียยกเว้นโทษจำคุกหญิงคริสต์วัย 52 ปี ที่มีความผิดฐานดูหมิ่นศาสนาอิสลาม จากการสวมรองเท้าและนำสุนัขเข้าไปในมัสยิด เป็นประเด็นร้อนแรงในประเทศเมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ มัสยิดแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลิปของหญิงนับถือคริสต์วัย 52 ปีชื่อซูเซ็ตเท มาร์กาเรต สวมรองเท้าและปล่อยสุนัขที่พามาด้วยให้วิ่งไปทั่วมัสยิดแห่งหนึ่งในเมืองโบกอร์ใกล้กรุงจาการ์ตาเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว สร้างความไม่พอใจต่อชาวมุสลิมในอินโดนีเซีย เนื่องจากศาสนาอิสลามเห็นว่าสุนัขเป็นสัตว์ไม่บริสุทธิ์ และห้ามสวมรองเท้าเข้าไปในมัสยิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลเมืองโบกอร์ตัดสินเมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ว่า มาร์กาเรตผิดจริงในข้อหาดูหมิ่นศาสนาอิสลาม แต่ยกโทษจำคุกเนื่องจากว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตเภทแบบหวาดระแวง ซึ่งมีการตรวจสอบทางจิตเวชจำเลยเมื่อปี 2556 โดยอัยการเสนอให้ลงโทษจำคุก 9 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์กาเรตให้การในศาลว่า เธอเดินเข้าไปในมัสยิดเพราะโดนไล่ติดตามมาและได้ยินเสียงในหัวว่าสามีของเธอจะมาแต่งงานที่มัสยิดแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคลิปเธอบอกกับคนในมัสยิดว่าเป็นคาทอลิก และกล่าวหามัสยิดแห่งนี้ว่าทำให้สามีของเธอเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม เธอเตะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่บอกให้เธอออกจากมัสยิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทนายความของมาร์กาเรตกล่าวว่า จากคำตัดสินของศาล ลูกความพ้นผิดจากสิ่งที่เธอพูด ส่วนรุสลัน เอ.ซูฮาดี ตัวแทนของมัสยิดไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของจำเลยที่บอกว่าทำลงไปเพราะป่วยทางจิต บอกว่าคนที่ป่วยทางจิตส่วนใหญ่แก้ผ้าเดินเตร่ไปตามถนน แต่หญิงคนนี้ใส่เสื้อผ้าอย่างดีเข้ามาก่อเหตุในมัสยิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่าสุนัขที่มาร์กาเรตพาเข้าไปวิ่งในมัสยิด หลังจากนั้นไม่นานก็โดนรถชนตาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56505</URL_LINK>
                <HASHTAG>พาสุนัขเข้ามัสยิด, มัสยิด, รอดโทษจำคุก, หญิงชาวคริสต์, หมิ่นศาสนา, อินโดนีเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200206/image_big_5e3c1d9ac26ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มัสยิดก็ถูกร้อง รำคาญเสียงดัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มัสยิดก็โดน เขตบางคอแหลมส่งหนังสือขอความร่วมมือลดเสียงอาซาน ละหมาด หลังมีผู้ร้องดังรบกวน ที่ปรึกษาโต๊ะอิหม่ามเผยลดเสียงอยู่ในมาตรฐาน เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบแล้ว แต่ก็ยังร้องไม่หยุด ด้าน ผอ.เขตคนใหม่เปลี่ยนใจยังไม่เข้าขอโทษ อ้างติดภารกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า สำนักงานเขตบางคอแหลม นอกจากจะส่งหนังสือถึงวัดไทรให้ตีระฆังในช่วงเช้ามืดเบาลง เนื่องจากมีผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียมสตาร์วิวร้องเรียนว่าเสียงระฆังรบกวนการใช้ชีวิตตามปกติแล้ว ยังพบว่าทางสำนักงานเขตได้ส่งหนังสือไปถึงมัสยิดบางอุทิศที่อยู่ใกล้กัน ให้ลดเสียงอาซาน หรือเสียงการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง เชิญชวนให้พี่น้องชาวมุสลิมมาทำละหมาดเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายอนันต์ กายพรรณ ผู้อำนวยการเขตบางคอแหลมคนใหม่ มีกำหนดที่จะลงพื้นที่พบผู้นำมัสยิดบางอุทิศในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เพื่อเยี่ยมเยียน พบปะผู้นำศาสนา และขอโทษจากการทำหนังสือดังกล่าว เนื่องจากหนังสือดังกล่าวออกโดยผู้อำนวยการเขตคนเก่า เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยที่ยังไม่มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงพร้อมที่จะแก้ไขความผิดพลาดในอดีต โดยขณะนี้มัสยิดดังกล่าวสามารถประกาศเวลาละหมาดวันละ 5 เวลาได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานจากมัสยิดบางอุทิศว่า เวลาประมาณ 12.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม ยังคงมีการทำอาซาน พิธีละหมาดตามปกติ นายสมบัติ วงศ์สมัย หรือฮัจยีโด่ง อายุ 68 ปี ที่ปรึกษาโต๊ะอิหม่ามมัสยิดบางอุทิศ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2558 และมัสยิดได้ดำเนินการปรับแก้ไขทิศทางของลำโพง ลดการเปิดเสียงให้ตรงตามมาตรฐานตามที่เขตแจ้งเอาไว้ คือไม่เกิน 80 เดซิเบลแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่เขตก็ได้ลงมาตรวจสอบและพบว่าไม่เกินตามที่กำหนด เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นความไม่พอใจส่วนบุคคลมากกว่า เนื่องจากที่นี่ไม่ได้มีแค่มัสยิด แต่ยังมีวัดและโบสถ์ รวมถึงห้าง อยากให้ผู้ที่ร้องเรียนเข้าใจถึงประเพณีวัฒนธรรม พิธีกรรมของแต่ละศาสนา ว่าเป็นสิ่งที่ทุกศาสนาปฏิบัติสืบทอดมานานนับร้อยปี อีกทั้งยังได้ปรับเปลี่ยนพิธีกรรมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปรีดา เชื้อผู้ดี ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี ได้เดินทางมาให้กำลังใจกับทางมัสยิด พร้อมกับกล่าวว่า ในเขต กทม.มีมัสยิดราว 180 แห่ง ได้ยึดหลักตรงกันว่า ทางมัสยิดจะไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ทางเราต้องปรับและเข้าใจคนที่เข้ามาอยู่ใหม่ในพื้นที่ ส่วนเรื่องการร้องเรียนนั้น ผู้ร้องควรเข้ามาพูดคุยกับทางมัสยิดด้วยตนเอง เพราะทางมัสยิดก็ยินดีนำเรื่องร้องเรียนนั้นมาปรับเพื่อแก้ไขปัญหาให้อยู่แล้ว โดยทางสำนักงานเขตบางคอแหลมมีหนังสือแจ้งมาเมื่อครั้งล่าสุดวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ระบุขอความร่วมมือให้ทางมัสยิดระมัดระวังเรื่องเสียงดังจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตเข้ามาชี้แจงปัญหาแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนันต์ กายพรรณ ผอ.เขตบางคอแหลม ที่มีกำหนดเข้าพูดคุยและขอโทษในช่วงบ่าย กล่าวภายหลังตรวจชุมชนตลาดเจริญกรุง 103 ว่า อาจจะไม่ได้เข้าไปพูดคุยแล้วเนื่องจากติดภารกิจสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่วัดไทร พระลูกวัดรูปหนึ่งเปิดเผยว่า หลังจากมีข่าวคนร้องเรียนเรื่องทางวัดตีระฆังดัง ขณะนี้มีประชาชนมาที่วัดเพิ่มมากขึ้นจากที่มีมาทำบุญปกติอยู่แล้ว รวมถึงมีประชาชนบางกลุ่มมาเพื่อถ่ายภาพวิวคู่กับวัดเก็บเป็นที่ระลึกด้วย ส่วนกิจของสงฆ์ยังคงเป็นเช่นเดิม โดยทางเจ้าอาวาสได้กำชับพระลูกวัดงดให้สัมภาษณ์ เนื่องจากขณะถือเป็นเรื่องของฆราวาส ไม่ใช่เรื่องของสงฆ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนุ่มพีเค-ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร พิธีกรและดีเจชื่อดัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่พักอาศัยในคอนโดฯ สตาร์วิว กล่าวว่า ตนซื้อห้องพักในคอนโดฯ นี้มา 8 ปีแล้ว ตั้งแต่งานเปิดคอนโดฯ ไปเป็นพิธีกร เห็นบรรยากาศดี รู้ว่าข้างหลังคือโรงเรียน ซ้ายขวาคือศูนย์รถ ออกไปนิดนึงเป็นทางด่วน ทุกคนเข้ามารู้อยู่แล้วว่าตื่นเช้ามาหันหน้าเจอแม่น้ำ หันขวาเจอวัด ซึ่งที่ผ่านมาคอนโดฯ กับวัดก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันเลย เมื่อสองเดือนที่แล้วก็เพิ่งนิมนต์พระวัดไทรมาสวด มาทำบุญที่คอนโดฯ เดี๋ยววันที่ 13 ตุลาคมนี้ ก็มีการนัดลูกบ้านมาทำกิจกรรมที่วัดไทร มากวาดวัดกันอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19300</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรีดา เชื้อผู้ดี, ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร, มัสยิด, สมบัติ วงศ์สมัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนันต์ กายพรรณ, โต๊ะอิหม่าม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bba10c5b0be7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 20:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 20:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลย์ห้ามทัวริสต์เข้ามัสยิด ฉุนสาวต่างชาตินุ่งสั้นเต้นยั่วบนกำแพง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวสาวชาวเอเชียตะวันออก 2 นางไม่รู้กาลเทศะ นุ่งกางเกงขาสั้นเสื้อเอวลอยเต้นยั่วบนกำแพงมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ในเมืองโกตากีนาบาลูของมาเลเซีย ประธานมัสยิดประณาม &amp;quot;ยอมรับไม่ได้&amp;quot; สั่งปิดมัสยิดไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวชั่วคราว ขณะทางการซาบาห์ไม่เอาผิดทางกฎหมายแต่จะตามตัวมาอบรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครดิตภาพ&amp;nbsp; youtube&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2561 กล่าวว่า วิดีโอคลิปที่ถูกเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นภาพสาว 2 คน หน้าตาเหมือนคนเอเชียตะวันออกและเชื่อว่าน่าจะเป็นชาวต่างชาติ ใส่กางเกงขาสั้นเต่อและใส่เสื้อเข้ารูปเอวลอย ยืนเต้นบนกำแพงเตี้ยๆ ของมัสยิดใหญ่แห่งเมืองโกตากีนาบาลู เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและกรุ๊ปทัวร์ในรัฐซาบาห์บนเกาะบอร์เนียวของมาเลเซีย ในวิดีโอยังได้ยินเสียงใครคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์พูดว่า ทำไมพวกเธอไม่ร่วงลงจากกำแพงนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จามัล ซาคารัน ประธานของมัสยิดหลังนี้ กล่าวประณามพฤติกรรมของสองสาวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เป็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไม่อาจยอมรับได้ และประกาศไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามัสยิดนี้เป็นการชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้หญิง 2 คนนี้เป็นคนสัญชาติอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสตินา เลียว รัฐมนตรีการท่องเที่ยวรัฐซาบาห์ กล่าวกับหนังสือพิมพ์เดอะสตาร์ว่า ทางการจะไม่ดำเนินการทางกฎหมายกับ 2 คนนี้ เนื่องจากพวกเธออาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าพฤติกรรมแบบนี้มีความร้ายแรงถึงขั้นไหน แต่เจ้าหน้าที่ต้องการติดตามตัวพวกเธอ เพื่อแจ้งให้รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนสนุกนั้น ในความเป็นจริงแล้วเป็นการไม่เคารพและเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในรัฐซาบาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกตำหนิว่าไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่นในรัฐซาบาห์ เมื่อปี 2558 เคยมีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก 4 คนยอมรับผิดข้อหามีพฤติกรรมลามกอนาจาร จากการถ่ายภาพนู้ดบนยอดเขากีนาบาลู แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม พฤติกรรมของพวกเขาถูกบางคนกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวร้ายแรงคร่าชีวิตคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12092</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาบาห์, นุ่งสั้น, มัสยิด, มาเลเซีย, ห้ามนักท่องเที่ยว, เต้นยั่ว, โกตากีนาบารู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180625/image_big_5b30e66eef39c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
