<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83696</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2020 07:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2020 07:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โควิดระบาดทั่วโลกทะลุ53ล้านคนแล้ว!&#039;หมอธีระ&#039;ยังห่วงสถานการณ์ในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย.63 -รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กรายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19ทั่วโลก 13 พฤศจิกายน 2563 มีรายละเอียดดังนี้
ทั่วโลกทะลุ 53 ล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เพิ่มราว 3 ล้านทุกๆ 5 วันครับ
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่มอีกถึง 650,914 คน รวมแล้วตอนนี้ 53,003,790 คน ตายเพิ่มอีก 9,656 คน ยอดตายรวม 1,297,476 คน
อเมริกา เกินแสนคนอย่างต่อเนื่อง ติดเพิ่ม 163,664 คน รวม 10,840,868 คน กำลังจะแตะ 11 ล้านแล้ว
อินเดีย ติดเพิ่ม 43,861 คน รวม 8,727,900 คน
บราซิล ติดเพิ่ม 31,723 คน รวม 5,779,383 คน
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 33,172 คน รวม 1,898,710 คน
รัสเซีย ติดเพิ่ม 21,608 คน รวม 1,858,568 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อันดับ 6-10 ตอนนี้ยังคงเป็น สเปน อาร์เจนตินา สหราชอาณาจักร โคลอมเบีย และอิตาลี ส่วนใหญ่ติดกันหลายพันถึงหลายหมื่นต่อวัน
เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ สวีเดน แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเมียนมาร์ ติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลายหมื่น
เยอรมันแซงแอฟริกาใต้ขึ้นเป็นอันดับ 13 ของโลกเรียบร้อยแล้ว
หลายต่อหลายประเทศในยุโรป ก็ยังติดกันหลักร้อยถึงหลักพัน
มาเลเซีย และเกาหลีใต้ติดกันเพิ่มหลักร้อยถึงเฉียดพัน ส่วนจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่เวียดนาม และนิวซีแลนด์ยังมีติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ
...สถานการณ์ในเมียนมาร์ เมื่อวานติดเพิ่มขึ้นอีก 1,145&amp;nbsp; คน ตายเพิ่มอีก 28 คน ตอนนี้ยอดรวม 65,598 คน ตายไป 1,508 คน อัตราตายตอนนี้ 2.3%
ตอนนี้น่าเป็นห่วงญี่ปุ่น เพราะจำนวนการติดเชื้อต่อวันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีลักษณะจะระบาดเป็นครั้งที่ 3 หากไม่มีมาตรการเข้มข้นมากกว่าเดิม
ดูจากสถิติการระบาดของยุโรป หลังจากที่หลายต่อหลายประเทศล็อคดาวน์ในรูปแบบต่างๆ ไปแล้วระยะหนึ่ง ดูแนวโน้มประเทศที่มีมาตรการเข้มข้นจะมีการติดเชื้อจะลดลงบ้าง คาดว่าจะเห็นผลการควบคุมได้ดีขึ้นภายในอีก 2 สัปดาห์ และน่าจะควบคุมได้ภายในกลางเดือนธันวาคม
ส่วนของไทยเรานั้น สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง เพราะช่วงที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ผุดเป็นดอกเห็ด หาต้นตอไม่ได้ หลายต่อหลายเคส เป็นสัญญาณเตือนให้เราทุกคนป้องกันตัวอยู่เสมอ เพราะอาจนำไปสู่การระบาดซ้ำได้
ยังยืนยันว่า รัฐควรเลือกดำเนินนโยบายประคับประคองให้พ้นจากการระบาดซ้ำ
ไม่ควรเน้นหาเงินกับการนำเข้านักท่องเที่ยวต่างชาติ และไม่ควรลดวันกักตัว
ขณะนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศกำลังไปได้สวย หลายมาตรการนั้นดูจะตรงจุดตรงกลุ่มเป้าหมาย และได้ประโยชน์ต่อประชาชน เช่น คนละครึ่ง เป็นต้น
ถ้าขืนเลือกดำเนินนโยบายที่นำไปสู่การระบาดซ้ำ สะดุดหกล้มจะบาดเจ็บหนัก และกู้คืนยากครับ
ส่วนตัวแล้วคาดการณ์ว่า มีนาคมน่าจะเป็นเวลาที่หายใจหายคอได้ดีขึ้น
ด้วยรักต่อทุกคน
รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83696</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก, ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05230a5ece1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 07:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 07:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.ธรณ์&#039;ชี้อัดฉีดเงินกระตุ้นท่องเที่ยวแบบเดิมๆไม่ได้ผลแนะหันมาเน้นสุขภาพ-รักธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ส.ค.63 - ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้
ไม่ได้พูดถึงโควิดมานาน สถานการณ์โลกยังลำบาก ผู้ป่วยรวม 19.1 ล้าน เดิมทีผมคิดว่าคงเกิน 10 แต่ไม่น่าถึง 20 แต่ถึงตอนนี้คงเกินแน่นอน ได้แต่หวังว่าจะไม่ถึง 30 ครับ
ตัวเลขสูงเช่นนี้เพราะหลายประเทศพีคกว้างมาก เช่น ฟิลิปปินส์ เคยคิดว่าน่าจะพีคช่วงพค.-มิย. แต่ตอนนี้กลับสูงกว่าเดิม
อินเดียเป็นอีกประเทศที่เพิ่มขึ้นตลอด จนยังหายอดพีคไม่เจอ ตอนนี้บวกวันละเกิน 5 หมื่น วันนี้บวกเกิน 6 หมื่นเป็นวันแรก (ตอนเขียนบวกเกิน 6.2 หมื่นครับ)
และหากเป็นเหมือนบางประเทศก่อนหน้านี้ ตัวเลขจะเพิ่มยาวเป็นเดือนๆ
อเมริกาเป็นตัวอย่าง บวกเพิ่มวันละเกิน 4 หมื่นมาตั้งแต่ปลายมิถุนายน ผ่านไป 6 สัปดาห์ ยังไม่เคยมีตัวเลขต่ำกว่า 4 หมื่นเลย และผู้ป่วยสะสมคงเกิน 5 ล้านในคืนนี้
สำหรับประเทศที่เคยคล้ายไทย เช่น ออสเตรเลีย เจอเวฟสองเข้าไป แรงกว่าเวฟแรก เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ดูกราฟจะเห็นชัด (ผมใส่ไว้ในคอมเมนต์ เพราะช่วงนี้เฟซถามตลอด โพสต์ไม่ได้จ้ะ)
ลักษณะแบบนี้เลยยิ่งยากบอกว่าจะมีเวฟไหนตามมาอีกหรือเปล่า เพราะต้องเปิดบ้างปิดบ้างสลับกันไปมา
ผลกระทบแบบนี้ทำให้ท่องเที่ยวระหว่างประเทศคงหยุดยาวอีกนาน เดิมทีใครๆ ก็หวังกับไตรมาส 4 แต่ตอนนี้ไม่แน่ครับ หรือถึงเปิดได้ก็คงช่วงสั้นมาก
ดูจากสถานการณ์นี้ ททท.ก็คงเน้นไทยเที่ยวไทยเต็มกำลัง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ผลกระทบเศรษฐกิจยิ่งมากขึ้น การส่งออกก็ติดขัดเพราะประเทศคู่ค้าเปิดๆ ปิดๆ
การขาดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆ เช่น ยอดใช้น้ำมันลดลง 16% ฯลฯ
เพราะนทท.ต่างชาติเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนศก.ไทยมาตลอด นั่งรถลงเรือไปมา เข้าร้านอาหารร้านขายของ
สถานการณ์ศก.ไม่แน่นอน ทำให้คนกลัวและอยากเก็บเงินไว้เผื่อฉุกเฉิน การกระตุ้นเที่ยวไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ผมคิดว่าการกระตุ้นแบบเดิมๆ เช่น อัดฉีดเงินให้คนไปเที่ยว อาจไม่ได้ผลเท่าที่คาด เพราะคนส่วนหนึ่งต้องการเงินเลี้ยงชีพ/งานให้ทำ ไม่ใช่ต้องการเงินไปเที่ยว
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องใช้วิธีนั้นโดยคาดหวังให้น้อยลง เสริมวิธีอื่นๆ เข้าไป โดยต้องมีหลายแบบเพื่อกระตุ้นคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ จะเอาแบบทีเดียวบูมคงยาก
การหันมาเน้นเรื่องสุขภาพ/รักธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่ง
หากดูในตปท. มีหลายอย่างที่ทำได้ เช่น ฟิจิ/มัลดีฟส์มีหลายรีสอร์ทที่เปิดแพคเกจให้แขกมาช่วยดูแลปะการัง ฯลฯ
(ไอเดียนี้ผมนำไปใช้ที่พีพี/มัลดีฟส์ มีแขกที่มาพักสนใจมาร่วมตลอดครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเกือบทั้งหมดเป็นต่างชาติ สำหรับคนไทยอาจเป็นช่วงเริ่มต้น ยังมีน้อยแต่ควรวางรากฐานไว้)
อุปสรรคสำคัญเท่าที่ตามดูมา คือเรายังยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ทั้งที่สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก การเพลย์เซฟแบบยุคก่อนกำลังเริ่มไม่ได้ผล
ไม่ได้จะติเตียนอะไร เพราะทราบดีว่าททท./ผู้เกี่ยวข้องก็ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ แต่อยากให้กล้าสักหน่อย ลองวิธีที่หลุดกรอบเดิมบ้าง ผสมผสานไปกับแนวทางเดิม อาจได้ผลมากขึ้น
ในส่วนของภาคเอกชน ตอนนี้กำลังล้า บ้างที่เหลือแรงอยู่ก็พยายามหารายได้สุดตัวในช่วงที่คนยังพอเที่ยวไหว แต่ถ้าสถานการณ์ลากไปอีก 5-6 เดือน คนไทยก็เที่ยวไทยไม่ไหวแล้ว ถึงตอนนั้นก็ใกล้ทางตัน
มันไม่ใช่หมายความว่าควรถอดใจ แต่เขียนเพราะอยากบอกว่าหากต้องการ S-curve เหมือนที่เคยคิดๆ กัน ตอนนี้แหละคือช่วงต้องลงมือ
S ตัวนี้ไม่ใช่จะสร้างรายได้ฉับพลันในตอนนี้ แต่หมายถึง 5-6 เดือนหน้าเรายังพอมีหนทางอยู่ต่อได้
วันนี้เพิ่งให้สัมภาษณ์เด็กๆ รุ่นน้อง ก็พูดเรื่องนี้แหละ new S ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทหรือองค์กรใหญ่
แต่มันยังหมายถึงรายย่อย และหมายถึงส่วนตัวแต่ละคนว่าจะมองช่องทางอย่างไร
จบง่ายๆ ด้วยการราตรีสวัสดิ์ และหวังว่าเพื่อนธรณ์จะลองพิจารณาให้รอบคอบ คิดให้ดี หาข้อมูลให้เยอะ อ่านในสิ่งที่มีประโยชน์และนำมาใช้กับตัวเองได้
สถานการณ์ข้างหน้ามองไปแล้วไม่ง่าย การหาทางออกจากห้องมืด ไม่ใช่การยืนอยู่นิ่งๆ แล้วรอความหวังว่าจะมีคนมาเปิดไฟให้ แต่ต้องค่อยๆ เดินไปข้างหน้า คลำหาบานประตูและเปิดออกไปเองครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73673</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดเชื้อไวรัส COVID-19, ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ผลกระทบเศรษฐกิจ, มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d474b690de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2020 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2020 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมคิด&quot;จ่อเข็นแพคเก็จกระตุ้นเที่ยวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.พ. 2563 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมมาตรการช่วยเหลือภาคเอกชน ว่า ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อออกชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้นภาคท่องเที่ยวเป็นสำคัญ เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอการเดินทางท่องเที่ยว จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โดยให้หน่วยงานทั้งหมดเร่งพิจารณาเพื่อสรุปรายละเอียดของชุดมาตรการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนมี.ค. นี้ เพื่อให้ชุดมาตรการมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายเดือน มี.ค. 2563 ซึ่งจะสอดรับกับช่วงเทศกาลหยุดยาวในเดือนเม.ย. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รายเอียดเบื้องต้นของชุดมาตรการดังกล่าว จะเน้นการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อประคับประคองภาคการท่องเที่ยวของไทยในช่วงที่ทุกประเทศได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โดยจะมีทั้งการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ การลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพนักงาน รวมทั้งยังมีมาตรการภาษีดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ต้องยอมรับว่าตอนนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ก็ต้องหันมาดูเรื่องท่องเที่ยวในประเทศื ที่แม้จะไปทดแทนรายได้จากการท่องเที่ยวของต่างชาติไม่ได้ แต่ตอนนี้ทำอะไรได้รัฐบาบก็พยายามทำออกมา แนวทางใดที่ทำให้มีงาน ทำให้มีรายได้เพิ่มก็จะเร่งออกมา ซึ่งกระทรวงการคลัง และหน่วยงานในภาคท่องเที่ยวกำลังออกแบบแพคเก็จเพื่อให้คนสนใจการนท่องเที่ยวในประเทศ โดยเบื้องต้นคุยกันว่าจะมีมาตรการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุที่เกิน 60 ปี ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา ให้นำใบเสร็จค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีให้ลูกหลานได้ ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยได้&amp;quot; นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังเตรียมออกมาตรการเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ผ่านมาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 4 เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะพิจารณา รวมทั้งยังอยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ของมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้เกิดสภาพคล่องในระบบ ในการรองรับผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ในสภาวะการณ์แบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปีนี้เป็นปีพิเศษ ไทยเจอมรสุมเยอะ ดังนั้นเราต้องดูแลกัน นายกรัฐมนตรีกำชับตลอดเวลา ว่าคนไทยต้องไม่ทิ้งกัน โดยสิ่งที่กำลังดำเนินการเหล่านี้จะเป็นมาตรการที่ประคองและผ่อนคลายสถานการณ์ให้ประเทศได้ อะไรที่เข้า ครม. ก่อนได้จะเร่งเข้าเพื่อกระกาศใช้ในช่วงปลายเดือน มี.ค. นี้ ในระหว่างที่ช่วงนี้รอให้งบประมาณผ่าน และช่วงนี้ต้องประคองภาคการท่องเที่ยวเป็นพิเศษ&amp;quot; นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า หลังจากนี้กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน ธปท. สมาคมธนาคารไทย สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งกลับไปคิดชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละหน่วยงานมา และนำมาประกอบกันเป็นชุดมาตรการใหญ่ เพื่อที่จะเสนอให้ ครม. พิจารณา เพื่อให้ชุดมาตรการมีผลในเดือน มี.ค. นี้ ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการที่เร็วแล้ว โดยคิดว่าจะช่วยการพยุงการท่องเที่ยวและภาคส่วนเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เบื้องต้นชุดมาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ประกอบด้วย มาตราการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการภาษีให้ผู้ประกอบการจ้างพนักงานต่อ การลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต และลดวงเงินผ่อนชำระขั้นต่ำ ซึ่งสถาบันการเงินพร้อมพิจารณาในส่วนนี้ โดยรายละเอียดทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่ไม่ใช่มาตรการถาวร ไม่ต้องห่วงว่าจะกระทบกับเงินงบประมาณ และมาตรการที่จะออกมาอยู่ในรูปแบบที่รัฐบาลดูแลได้ ทุกอย่างอยู่ในกรอบ อยู่ในวินัยที่ดูแลอยู่&amp;quot; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57246</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26bc9bbe8b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
