<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังแทงกั๊กมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรับเปิดประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ต.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์หลังจากเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พ.ย.2564 โดยอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการ ซึ่งขอให้ติดตามรอดูในที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า แต่เบื้องต้นจะเป็นมาตรการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ดำเนินการอยู่แล้ว เพื่อเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับนโยบายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะใช้มาตรการตามนี้ไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไม่ได้กำชับให้คลังทำมาตรการอะไรเป็นพิเศษ เพราะการเปิดประเทศ เป็นไปตามแผนอยู่แล้ว ส่วนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทำให้เศรษฐกิจจะเปลี่ยน จะช่วยให้เกิดการบริโภค การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ต้องรอประเมินสถานการณ์ก่อนแต่กระทรวงการคลังมีความพร้อมและเม็ดเงินที่จะดำเนินการได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนก.ย. 2564 ว่า ความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 79 เพิ่มขึ้นจากระดับ 76.8 ในเดือนส.ค. 64 โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนเม.ย. 64 โดยมีปัจจัยที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายและจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเริ่มลดลง ส่งผลให้ภาครัฐมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. นั้น มองว่า จะทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้ราว 10% ของจีดีพี แต่ปีนี้เหลือเวลาแค่ 2 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับเป้าจีดีพีเพิ่มขึ้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพริศร์ สุวรรณิก นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวในงาน PIER Research Brief ครั้งที่ 1/2564 เรื่อง &amp;ldquo;โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไทย : ความเปราะบางท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในบริบทโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม โดยงานวิจัยครั้งนี้ได้ฉายภาพ 5 ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญจากความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ได้แก่ 1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 2. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่อาจทำให้ไทยตกขบวนรถไฟได้ หากปรับตัวไม่ทัน 3. ภาวะโลกร้อนจะส่งผลต่อไทยหากไม่เร่งปรับตัว 4. การเข้าสู่สังคมสูงอายุน 5. วิกฤตโควิด-19 สร้างแผลเป็นต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119595</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f42cbd897d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;เตรียมเข็นมาตรการกระตุ้นเพิ่มลุยงัดนโยบายนอกตำราเดินเครื่องฟื้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา &amp;ldquo;ธุรกิจ-สังคม สร้างภูมิคุ้มกัน ฝ่าภัยโควิด&amp;rdquo; ว่า ในอีก 1-2 เดือนนี้ รัฐบาลจะมีการออกมาตรการเสริมเพื่อกระตุ้นและสนับสนุนการใช้จ่ายให้ภาคประชาชน และธุรกิจเอสเอ็มอี เบื้องต้นคาดว่ามาตรการจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปีใหม่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้มีการลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 1% จากเดิมที่ 2.2% นั้น เป็นผลมาจากความยืดเยื้อของสถานการณ์โควิด-19 แต่ขณะนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว โดยรัฐบาลให้หลักประกันว่า ภายในเดือน ธ.ค. นี้ อัตราการฉีดวัคซีนจะทำได้ 70% ของประชากรแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารโลกมองว่าในช่วงวิกฤติการระบาด รัฐบาลหลายประเทศจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวมาจากการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น โดยธนาคารโลกมองว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ 2-3 ปีเท่านั้น และตั้งแต่ปี 2563-2564 รัฐบาลมีการกู้เงินแล้วกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ขณะที่จีดีพีในปีที่ผ่านมาติดลบ นั่นหมายถึงรายได้ประเทศลดลง แต่ในปีนี้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยจะยังโตเป็นบวกได้ เพราะภาคการส่งออกขยายตัวได้ดี แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะยังไม่ฟื้นก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปี 2565 หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์ คือ 4-5% แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่าคงทำได้แค่ 3-4% เท่านั้น แต่ก็คิดว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ ไม่ติดลบ เป็นบวกย่อมดีกว่าติดลบอยู่แล้วแม้ว่าจะมากหรือน้อย แต่การฟื้นตัวก็จะค่อย ๆ เป็นไปก็จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจ ส่วนนโยบายการเงินและการคลังในช่วงนี้ ต้องประสานกัน นโยบายการเงินต้องผ่อนคลายให้นโยบายการคลังสามารถดำเนินการได้เต็มที่ ช่วงนี้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินก็ต้องผ่อนคลาย ต้องทำนโยบายนอกตำรา ตำราเศรษฐศาสตร์ที่เคยเรียนกันมาต้องพักไว้สักพัก เพราะประชาชนเดือดร้อน ดังนั้นก็ต้องใช้ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังแบบนอกตำรา&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า เมื่อมีการใช้จ่ายเกิดขึ้น คลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับการใช้จ่าย โดยต้องดูเสถียรภาพและความมั่นคง ทั้งในระบบการเงิน การใช้จ่ายของประเทศและเงินรายได้ที่จะนำมาใช้ การจัดเก็บรายได้รัฐต้องเพียงพอ โดยในอนาคตตกระทรวงการคลังยังมีนโยบายลดการขาดดุลงบประมาณให้น้อยลง เพื่อสร้างเสถียภาพให้ภาคการคลังของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างการจัดเก็บรายได้เพื่อเสถียรภาพด้านการคลังในระยะยาว ทุกประเทศดำเนินการเรื่องนี้กันหมด เพราะที่ผ่านมาเรามีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดเรื่องผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่ในปี 2563-2564 ในเรื่องของรายได้ภาษี เพราะภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขยับเพดานหนี้สาธารณะนั้น เพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลมีช่องในการใช้เงินในอนาคตถ้าหากมีความจำเป็น โดยไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลขยับเพดานแล้วจะต้องเดินหน้ากู้เงินทันที และก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2565 ซึ่งในส่วนนี้จะมีเรื่องแผนการก่อหนี้ใหม่เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งนี้แผนการก่อหนี้ดังกล่าว จะส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ เดือน ก.ย. 2565 อยู่ที่ 62% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารจัดการ และยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเชื่อว่าปีหน้าหากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น จีดีพีขยายตัวได้ที่ 3-4% และในปีต่อ ๆ ไป ที่ 4-5% สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในขณะนี้มี 3 เรื่องที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่ม คือ 1.ด้านดิจิทัล นโยบายดิจิทัลอีโคโนมี 2. การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม สภาวะภูมิอากาศ ลดการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า มีเป้าหมายในปี 2573 และ 3.นโยบายชีวภาพและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118235</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, รมว.การคลัง, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d4b9e989e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯเร่งงานแผนกระตุ้นศก.เน้นช่วยลูกหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ กำชับทุกหน่วยงานภาครัฐเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจ โดยเฉพาะลูกหนี้ SME หลังเห็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยตามรายงานสภาพัฒน์ขยับตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 พ.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ที่นำเสนอโดยสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 ปรับตัวลดลงร้อยละ 6.4 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการปรับตัวลดลงร้อยละ 12.1 และหากรวม 9 เดือนแรกของปี 2563 เศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลดร้อยละ 6.7
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยเนื่องมาจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง และการผ่อนคลายการจำกัดการเดินทางภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยของทั้งปี 2563 นั้น สศช. คาดว่าจะมีแนวโน้มที่จะลดลงร้อยละ 6.0 และคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.5-4.5 โดยมีแรงสนับสนุนจากความต้องการของผู้บริโภคที่มีการปรับตัวสูงขึ้นภายในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก และแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐจากการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณและมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2564 ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายประเทศ ซึ่งอาจมีความยืดหยุ่นและรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปริมาณการค้าโลก ภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับเงื่อนไขด้านการจ้างงาน และฐานะการเงินภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ รวมทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้งและความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า ถึงแม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะบ่งบอกว่าไทยมีแนวโน้มด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่นายกฯ ได้กำชับให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น กระตุ้นการใช้จ่าย ส่งเสริมการจ้างงาน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยเหลือลูกหนี้บุคคล และลูกหนี้ธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหนี้ SME และเร่งดำเนินการมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;รับเงินรัฐ สนับสนุนรัฐบาลหรือเปล่า?&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเป็นผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง รวม 1,320 หน่วย เกี่ยวกับโครงการที่ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากรัฐบาล และการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับรัฐบาล อาทิ โครงการคนละครึ่ง, โครงการเราเที่ยวด้วยกัน, เงินเยียวยา 5,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งผลสำรวจพบว่า เมื่อถามเรื่องการเข้าร่วมโครงการของรัฐบาล คือ เราเที่ยวด้วยกัน ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 87.50 ระบุไม่เข้าร่วม ขณะที่ร้อยละ 12.50 ระบุว่าเข้าร่วมโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามถึงการตัดสินใจของผู้ที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับรัฐบาล หลังเข้าร่วมโครงการที่ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 38.76 ระบุว่ามีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล รองลงมา ร้อยละ 25.38 ระบุว่าสนับสนุนรัฐบาล แต่ไม่เกี่ยวกับโครงการที่ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากรัฐบาล,&amp;nbsp; ร้อยละ 22.12 ระบุว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว,&amp;nbsp; ร้อยละ 12.34 ระบุว่ายังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจเปิดเผยอีกว่า เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อโครงการที่ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.32 ระบุว่าประชาชนได้ประโยชน์ รองลงมา ร้อยละ 35.45 ระบุว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี, ร้อยละ 17.80 ระบุว่าพ่อค้า นายทุนได้ประโยชน์จากโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และร้อยละ 13.86 ระบุว่า เป็นมาตรการเลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่ม, ร้อยละ 10.15 ระบุว่าเปลืองงบประมาณ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง, ร้อยละ 8.03 ระบุว่าระบบและกติกาการใช้จ่ายยุ่งยากซับซ้อนเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนข้อถามถึงการตัดสินใจของผู้ที่เคยรับเงินช่วยเหลือหรือเยียวยา ต่อการสนับสนุนรัฐบาล ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 35.03 ระบุว่ามีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล, รองลงมา ร้อยละ 25.73 ระบุว่าสนับสนุนรัฐบาล แต่ไม่เกี่ยวกับเงินช่วยเหลือ, ร้อยละ 24.76 ระบุว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 12.54 ระบุว่ายังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84714</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201122/image_big_5fba7cb3712ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ควง3รมต.ศก.ฟื้นเชื่อมั่น ‘อาคม’เริ่มลุย4เรื่องด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ควง 3 รมต.ทีมเศรษฐกิจแถลงโชว์ฟื้นเชื่อมั่น วอนคนไทยร่วมสร้างชาติรักษาบ้านเมืองสงบ &amp;quot;สุพัฒนพงษ์&amp;quot; คึกเดินหน้ามาตรการกระตุ้น ศก. ลั่นสร้างเม็ดเงิน 2 แสนล้านบาทในไตรมาสที่&amp;nbsp; 4 นำไทยกลับมาแข็งแกร่ง &amp;quot;อาคม&amp;quot; ทำหน้าที่ขุนคลังวันแรกลุย 4 เรื่องด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานกว่าก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)&amp;nbsp; ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมเป็นประธาน พล.อ.ประยุทธ์ได้แนะนำ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลังต่อที่ประชุม ครม. ซึ่ง ครม.ได้ปรบมือต้อนรับ จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้หันไปหยอกนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ที่นั่งอยู่ด้านหลังนายอาคม ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงไม่มี รมว.การคลัง นายสันติต้องขยับมานั่งแถวข้างหน้าซึ่งเป็นที่นั่งของ รมว.การคลัง ในฐานะรักษาการ รมว.การคลัง แต่วันนี้นายสันติต้องขยับไปอยู่แถวหลังซึ่งเป็นเก้าอี้ของ รมช.การคลังเหมือนเดิมว่า &amp;quot;ตรงนั้นนั่งได้มั้ย&amp;quot; ทำให้นายสันติและรัฐมนตรีคนอื่นๆ ต่างอมยิ้ม นอกจากนี้ในช่วงท้ายการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียกนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน นายอาคมและนายสันติ ให้ไปยืนแถลงข่าวกับสื่อมวลชนร่วมกัน โดยบอกกับทั้งสามคนว่า &amp;quot;ไปเรียกความเชื่อมั่นด้วยกันหน่อย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 12.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้นำทีมรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเศรษฐกิจร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่ตึกสันติไมตรี โดยนายกฯ กล่าวว่าเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้นำนายอาคมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยแล้ว ถือว่านายอาคมเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ และวันนี้ได้นำทีมเศรษฐกิจมาเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ทุกคน ทั้งในส่วนสื่อสังคม ประชาชนโดยรวม&amp;nbsp; ว่าเราจะทำงานอย่างเต็มที่ จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ได้อย่างระมัดระวังที่สุด มาตรการต่างๆ ที่ทำไปจะครอบคลุมทุกกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราใช้คำว่ารวมไทยสร้างชาติ ทุกคนที่เป็นคนไทยเกิดในแผ่นดินไทย จะต้องจับมือร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อจะช่วยกันนำพาประเทศไทยของเราก้าวไปข้างหน้า&amp;nbsp; ซึ่งที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติหลายเรื่องทางด้านเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ได้แก่ 1.มาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ประชาชน 14 ล้านคน คนละ 1,500 บาท ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ 2.มาตรการคนละครึ่ง กระตุ้นค่าใช้จ่ายโดยประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่ง รัฐบาลช่วยออกอีกครึ่งหนึ่ง นี่คือผู้มีรายได้น้อย ร้านค้าปลีกแต่ต้องขึ้นทะเบียน จะเป็นการจ่ายเงินตรงด้วยระบบอีวอลเลต 3.มาตรการช้อปดีมีคืน ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า 30,000 บาทไปลดภาษีได้ ซึ่งเห็นได้ว่าจะมีมาตรการเฉพาะกลุ่มออกมา และจะทยอยออกมาเรื่อยๆ ทั้งนี้เรื่องสำคัญในภารกิจที่มุ่งเน้นอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา คือการดูแลบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ช่วยคนไทยหลายสิบล้านคนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เป็นช่วงการดำเนินการหลังโรคโควิด-19 ถ้าทำลายกันตอนนี้ถึงเวลาจะฟื้นกลับมาไม่ได้เลย เพราะเราจะไม่ทันเขาแน่นอน ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนทุกคนด้วย ขอให้รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองให้มากที่สุด ช่วยกันเคารพกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับคนอื่นแค่นั้นเอง อันนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องสั่งอะไรเพิ่มเติม&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า วันนี้มีนายอาคมมาเติมเต็ม ที่มีความห่วงกังวลในเรื่องของการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่นายกฯ นำเรียนสื่อมวลชนไปแล้วนั้น ปลอดความกังวลในเรื่องนี้ไปได้เลย จะเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามเป้าหมาย และไม่ใช่เพียงแค่ 3 คนที่เกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจเท่านั้น โดยนายกฯ ได้กำชับในที่ประชุม ครม.ให้ช่วยกันสนับสนุนมาตรการต่างๆ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และให้มีประโยชน์เต็มที่ในทุกกลุ่มเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉะนั้น สื่อมวลชนจะเห็นภาพที่จะเชื่อมโยงและต่อเนื่องกันไปในไตรมาส 4 นี้ โดยเม็ดเงินที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจประมาณ 2 แสนล้านบาท เป็นงบประมาณของรัฐกว่า 6 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นในส่วนของรวมไทยสร้างชาติ ประชาชนคนไทยทุกคนมีส่วนร่วมกับรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นำประเทศไทยให้กลับมาแข็งแรงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้มาครบจะมาช่วยกัน ในส่วนของผมนอกจากดูเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ก็ต้องดูเรื่องการเจริญเติบโตอื่นๆ ในเรื่องของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย ซึ่ง รมว.คลังจะมาเสริมผมในเรื่องของการหามาตรการดีๆ เข้ามาเสริมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาตรการต่างๆ ที่จะมาช่วยกัน และกำลังสำคัญคือ ศบศ. ในส่วนของ รมช.คลังจะมาสนับสนุน รมว.คลัง ในการช่วยกันดูแลเสถียรภาพความมั่นคงทางด้านการคลังของประเทศ เรามีวินัยการคลังที่จะต้องดูแลให้ดีที่สุด เพื่อวันที่โควิด-19 จบสิ้นหรือการควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีแล้ว ประเทศไทยจะมีความเข้มแข็งและแข็งแกร่งทางการเงิน ที่จะเดินหน้าเติบโตต่อไปได้ นั่นคือวิถีการทำงานตามนโยบายของนายกฯ ที่กล่าวถึง รวมไทยสร้างชาติ&amp;quot;&amp;nbsp; รองนายกฯ และ รมว.พลังงานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเช้าวันเดียวกัน เวลา 07.00 น. นายอาคมเข้าทำงานที่กระทรวงการคลังวันแรก โดยผู้สื่อข่าวสอบถามว่ากังวลเรื่องการเมืองแทรกแซงเหมือนกรณีนายปรีดี ดาวฉาย อดีต รมว.การคลังหรือไม่&amp;nbsp; นายอาคมระบุว่า &amp;quot;ผมทำงานครับ เรายึดงานเป็นหลัก&amp;quot; เมื่อถามว่าทำงานกับใครก็ได้ใช่หรือไม่ ตอบว่า&amp;nbsp; &amp;quot;ยึดงานเป็นหลักครับ&amp;quot; เมื่อถามย้ำว่าจะทำงานได้นานกว่า 27 วันหรือไม่ นายอาคมยิ้มและหัวเราะให้ผู้สื่อข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังเป็นกลไกหนึ่งในเรื่องการดูแลเศรษฐกิจภาพรวม โดยกรณีที่สถาบันต่างๆ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2564 จะยังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้การฟื้นตัวจะต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังต้องทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจของไทยยังเดินหน้าได้ และคลังต้องร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วย ทั้งนี้จะมีการหารือเกี่ยวกับพระราชกำหนดการกู้เงิน&amp;nbsp; 1 ล้านล้านบาท ในส่วนใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบในส่วนเงินกู้อาจจะได้รับเสียงบ่นกันว่าออกมาช้า ตรงนี้ต้องดูว่าจะติดขัดอะไรและต้องแก้ไขอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับงานสำคัญเร่งด่วนจะต้องเป็นไปตามนโยบายของนายกฯ ซึ่งมีศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) คอยกำกับดูแลอยู่แล้ว โดยมี 4 เรื่องที่ต้องดำเนินการ คือ 1.การดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ จนส่งผลต่อสภาพคล่อง เพราะการใช้จ่ายของภาคเอกชน และภาคประชาชน คิดเป็น 70% ของจีดีพี อีก 20% เป็นส่วนของรัฐ&amp;nbsp; รัฐบาลก็ต้องเข้าไปช่วยดูแลด้วย 2.ผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งต่อเนื่องมาจากในช่วงที่คุมเข้มเรื่องโควิด-19 ส่งผลให้อัตราการบริโภคยังต่ำอยู่ ดังนั้นต้องมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะการบริโภคภายในประเทศคิดเป็น 50% ของจีดีพี โดยเศรษฐกิจขณะนี้ต้องพึ่งพาเรื่องภายในประเทศเป็นหลัก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ผลกระทบภาคการท่องเที่ยว ต้องดูธุรกิจที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยว ซึ่งมาตรการที่เข้าไปเสริมสภาพคล่องและเข้าไปแก้ปัญหาให้กลุ่มต่างๆ อาจจะออกมายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ต้องเข้าไปช่วย ศบศ. และได้หารือกับนายสุพัฒนพงษ์แล้วว่า ในเรื่องการขับเคลื่อนหรือการเร่งรัดแก้ไขข้อติดขัดในส่วนนี้จะต้องรีบดำเนินการ และ 4.เร่งรัดผลักดันการใช้จ่ายของภาครัฐ คิดเป็น 20% ของจีดีพี ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณและผลักดันงบล้างท่อเพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80288</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, ทีมเศรษฐกิจ, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, รักษาบ้านเมืองสงบ, วอนคนไทยร่วมสร้างชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f845c0e513ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เคาะ5.1หมื่นล. แจกคนจน500 กระตุ้นใช้จ่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศบศ.เคาะ 5.1 หมื่นล้านลุย 2 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เติมเงินบัตรคนจนเพิ่ม 500 บาท 3 เดือน แจก 3 พัน 10ล้านคนโครงการคนละครึ่งเริ่ม 23 ต.ค. &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยันเดินหน้าขับเคลื่อน ศก.ฟื้นจากวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กันยายน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี?และ รมว.พลังงาน นำนักเศรษฐศาสตร์ จากองค์กรวิจัยอิสระ มหาวิทยาลัย และสถาบันการเงิน เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในช่วงวิกฤติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า&amp;nbsp; &amp;quot;มีหลายเรื่องที่ได้คุยกัน เช่น นโยบายการเงินการคลัง ระบบภาษี การกระตุ้นการจ้างงาน และการปรับทักษะแรงงาน รวมถึงสถานการณ์และมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลต้องเตรียมการเพื่อรับมือในอนาคต หลายเรื่องได้เริ่มทำไปแล้ว หรืออยู่ระหว่างการดำเนินการ เพราะตรงกับยุทธศาสตร์ชาติที่เรามี อีกหลายเรื่องจะเป็นประโยชน์ที่ช่วยให้ผมสามารถตัดสินใจและกำหนดแนวทางการดำเนินการของรัฐบาลต่อไป ผมรู้สึกดีใจที่ได้เห็นความเต็มใจของทุกท่านที่พร้อมจะเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ผมยืนยันครับว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังทุกภาคส่วนครับ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 14.40 น. นายกฯ แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. ครั้งที่ 3/2563 ว่าได้มีการเสนอขออนุมัติหลักการโครงการหลายลักษณะด้วยกันในเรื่องการดูแลเศรษฐกิจฐานราก การดูแลผู้ประกอบการ โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาครัฐ และการลงทุนในประเทศให้เกิดความต่อเนื่อง โดยหลายประเทศให้ความสำคัญเรื่องเหล่านี้ และได้พยายามติดต่อขอเข้ามาดูกิจการและแผนการลงทุนของเขา จึงได้มีการขออนุมัติหลักการเบื้องต้นว่าจะมีกรอบอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว นักธุรกิจ การอนุมัติวีซ่า รวมถึงการลงทุนอีอีซี อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาตกลงสัญญา ทุกอย่างไม่ได้หยุดนิ่ง แม้จะมีปัญหาโควิด-19 ก็ตาม ยังมีการติดต่อ ประชุมร่วม และประชุมทางไกลกันอยู่ตลอด ขออย่าไปพูดอะไรให้เกิดความเสียหายมากนักในกรณีที่ว่าทุกคนไม่อยากมาลงทุนในไทยแล้ว พูดแบบนี้คิดว่าไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ ขัดกับข้อเท็จจริง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะบอกกับประชาชนให้เห็นว่ารัฐบาลมีแผนลงทุนมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งทางเรือ ทางบก และทางอากาศ ทุกอย่างมีความก้าวหน้าตามลำดับ มีการลงนามสัญญาเดินหน้าต่อไป ที่สำคัญคือรัฐบาลได้ดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมี 2 สองส่วน ส่วนแรกคือบัตรสวัสดิการของรัฐ และส่วนที่สองจะมีมาตรการเฉพาะกลุ่มเฉพาะอย่างออกไปให้ประชาชน อีกส่วนคือการลงทุนระยะยาว เพื่อให้มีรายได้กลับเข้ามาประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวกาญจนา ตั้งปกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายภาษี สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ศบศ.เห็นชอบวงเงิน 5.1 หมื่นล้านบาท รวมผู้เข้าร่วมโครงการ 24 ล้านคน เพื่อดำเนินมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไป ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.ถึง ธ.ค.2563 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 2.โครงการคนละครึ่ง ภาครัฐจะให้สิทธิประโยชน์โดยอาศัยวิธีการร่วมจ่ายร้อยละ 50 ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป (ไม่รวมลอตเตอรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และการบริการ) โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ในวันที่ลงทะเบียนและมีบัตรประจำตัวประชาชน มีกลุ่มเป้าหมายประมาณ 10 ล้านคน โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่ใช่ร้านค้าสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ มีกลุ่มเป้าหมายร้านค้าจำนวนประมาณ 100,000 ร้านค้า สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือแจ้งผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการให้มีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2563.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77683</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, ศบศ., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200916/image_big_5f622848d8a1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื้อตั้งขุนคลังแทนปรีดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ไม่รีบเคาะชื่อ &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; แทนปรีดี เชื่อการแก้เศรษฐกิจไม่สะดุด ที่สำคัญประยุทธ์ 2/2 เพิ่งทำงานไม่ถึงเดือน เวิร์กช็อปใหญ่ฟังความคิดเห็นภาคอสังหาฯ-ธุรกิจค้าปลีก แห่ชงมาตรการกระตุ้นเพียบ &amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์&amp;rdquo; เตรียมรวบรวมข้อเสนอก่อนชงเข้า ศบศ.ใน 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งถึงกรณีนายปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะสรรหาบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งแทน หลังมีแคนดิเดตหลายชื่อหลุดออกมา ทั้งคนในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และคนนอก โดยล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครมาดำรงตำแหน่ง รมว.การคลัง เพราะมองว่าการลาออกของนายปรีดี ไม่ทำให้การเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลสะดุดลง เนื่องจากยังมีทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (ศบศ.) ยังสามารถขับเคลื่อนงานได้ ขณะเดียวกันนายกฯ เองเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอยู่แล้ว ดังนั้นช่วงเวลานี้จะยังไม่มีการแต่งตั้ง รมว.การคลัง อีกทั้งเห็นว่าเพิ่งจะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ได้ไม่ถึงเดือน จึงไม่เหมาะสม
ขณะที่นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร. ปฏิเสธตอบคำถามกรณีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พปชร. ระบุว่าพร้อมขึ้นเป็น รมว.การคลัง และเมื่อถามว่า รมว.การคลังเป็นโควตาของนายกฯ หรือของพรรค นายอนุชาตอบว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่มีเรื่องของโควตา เป็นอำนาจของนายกฯ คนเดียว ถามย้ำว่าแสดงว่า พปชร.จะไม่เสนอชื่อ รมว.การคลังใช่หรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ไม่ใช่พูดอย่างนั้น แต่หมายความว่าเป็นอำนาจของนายกฯ &amp;nbsp;
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวเมื่อวันที่ 2 ก.ย. มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อเสนอชื่อนายสันติ นายอนุชาระบุว่า ไม่ได้มีการประชุม เพราะยกเลิกไป และยังไม่มีการพูดคุยกั นเรื่องนี้ ขอย้ำว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มีข่าวว่าคนนอกไม่กล้าเข้ามารับตำแหน่งเพราะกลัวฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ พปชร. นายอนุชากล่าวว่า เป็นข่าวมากกว่า เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน ข่าวที่ออกไปทำให้เกิดความขัดแย้ง จริงๆ แล้วไม่มีความขัดแย้ง การที่นายปรีดีลาออก เป็นเรื่องสุขภาพของท่านจริงๆ เป็นเหตุสุดวิสัย คนคนหนึ่งถ้าป่วยแล้วเราไม่สามารถไปป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลโดยนายกฯ ก็ต้องเดินหน้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อให้ประเทศของเราเดินได้
&amp;ldquo;ยืนยันว่าประเทศของเราไม่ขาดคนมีฝีมือ ไม่ขาดคนเก่งแน่นอน เราไปได้แน่นอน หากพวกเราช่วยกันคิดช่วยกันทำในสิ่งที่ดี หวังดีกับบ้านเมืองมันก็ไปได้ คนที่อยากเห็นบ้านเมืองดี อยากทำให้บ้านเมืองดี ยังมีอีกหลายคนที่อยากอาสาเข้ามาทำเพื่อบ้านเมือง ผมไม่คิดว่าใครอยากจะเห็นบ้านเมืองไม่ดี เชื่อมั่นว่าทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองที่ดี ประชาชนมีความสุข&amp;rdquo; นายอนุชากล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าคนนอกไม่กล้าเข้ามา นายอนุชา กล่าวว่า ไม่กังวล เราเห็นคนเก่งคนดีผ่านมาหลายคนแล้ว และเราเห็นอะไรบ้าง เห็นความสำเร็จเกิดขึ้นหรือยัง ที่เราบอกว่าเราได้เลือกมาแล้วคนเก่งคนดี ผ่านมากี่ยุคแล้ว และเมื่อถามว่า หากนายกฯ ไปเลือกฝ่ายค้านหรือขั้วตรงข้ามรัฐบาลมาดำรงตำแหน่ง นายอนุชากล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอำนาจอยู่ที่นายกฯ เพราะฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างเราคิดว่าดี ก็ใช่ ถ้าคิดว่าดีแล้ว พวกเราว่าใช่ก็ไม่ควรมาสะท้อนอะไรกัน นี่คือเรื่องจริงของแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงการลาออกของนายปรีดี ว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งด้านการค้าการลงทุนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมหาศาล เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้มีปัญหาการบริหารงาน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ ขาดความเป็นเอกภาพ มีปัญหาความขัดแย้งกันเองภายในทีมคณะรัฐมนตรี กระทรวงเศรษฐกิจแล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่อส่วนรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ทาบทามนักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์หลายคนให้เข้ามารับตำแหน่ง รมว.การคลัง แต่ถูกปฏิเสธ เพราะไม่อยากเอาชื่อเสียงมาทิ้งกับรัฐบาลนี้ และทุกท่านไม่มีความเชื่อมั่นในผู้นำรัฐบาล&amp;rdquo; นายสงครามกล่าว และว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ควรทบทวนตัวเองและควรพิจารณาตัวเอง หากยังอยู่ต่อไปเศรษฐกิจไทยไทยคงล่มสลายแน่ แต่ถ้าลาออก เศรษฐกิจไทยดีขึ้นแน่ ลาออกวันนี้พรุ่งนี้ตลาดหุ้นขึ้นแน่นอน &amp;nbsp;
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะได้จัดประชุมเวิร์กช็อปกับภาคธุรกิจ ประกอบด้วยภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ภาคธุรกิจค้าปลีก และภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ ตามแนวทางรวมไทยสร้างชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย? พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดประชุมว่า การก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19? และวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งโลกให้ได้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งที่เราควรมองไปในอนาคตที่ไกลกว่านั้น และควรใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นโอกาสที่จะนำพาไทยให้ไปอยู่ในจุดที่ดียิ่งขึ้น โดยอยากทราบว่า ท่านมีมุมมองหรือความคิดในการขับเคลื่อนภาคส่วนของท่านอย่างไร โอกาสของภาคธุรกิจของท่านเป็นอย่างไร อนาคต 3 ปีข้างหน้าภาคธุรกิจของท่านควรไปอยู่ที่จุดไหน อุปสรรคคืออะไร ซึ่งเป้าหมายของตนเองคือต้องการเข้าใจประเด็นหลักๆ และเข้าใจโดยลึกจากการฟังตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เมื่อเวลาพิจารณานโยบาย หรือโครงการที่หน่วยงานต่างๆ นำเสนอ จะสามารถตัดสินใจไปในแนวทางที่จะสนับสนุนวิสัยทัศน์ของพวกท่านได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เสนอให้ออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคของผู้บริโภคภายในประเทศ ทั้งในส่วนการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัย ซื้อเพื่อการลงทุน และลงทุนบ้านให้เช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งควรให้ความสำคัญกับการผลักดันให้ไทยเป็นบ้านหลังที่สองของคนทั่วโลก และเป็นศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนภาคธุรกิจค้าปลีกเสนอว่าภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นสุดยอดการใช้ชีวิตแห่งเอเชีย โดยเสนอมาตรการระยะสั้น กลาง และยาว โดยระยะสั้นเพื่อพยุงการจ้างงาน และขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้อยู่รอด เสนอแก้นโยบายค่าแรงขั้นต่ำให้จ้างแรงงานขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมงได้ รวมทั้งออกนโยบายกระตุ้นการใช้จ่าย ด้วยการนำโครงการช้อปช่วยชาติออกมาอีกครั้ง รวมทั้งลดภาษีนำเข้าชั่วคราวเป็นเวลา 4 เดือน ส่วนแผนระยะกลาง ควรส่งเสริมยกระดับให้ธุรกิจศูนย์การค้าอยู่ในแผนแม่บทของประเทศ และแผนระยะยาวควรผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เป็นแหล่งช็อปปิ้งเทียบชั้นญี่ปุ่น และเกาหลี พร้อมยกระดับสินค้าไทยให้แข่งขันได้ พร้อมทยอยลดภาษีนำเข้าให้ราคาสินค้าแข่งขันกับต่างประเทศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงานกล่าวหลังประชุมว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี ภาคธุรกิจได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาล โดยเฉพาะข่าวดีที่ว่าความต้องการ และกำลังซื้อของคนในประเทศยังมีอยู่? นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่เชื่อและสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอีกด้วย ทำให้วันนี้มีการเสนอความเห็นหลายอย่างให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ?ในการสนับสนุนปล่อยสินเชื่อสำหรับอสังหาริมทรัพย์ มาตรการด้านภาษี และการวางระบบผังเมือง เป็นต้น? ทั้งหมดถือเป็นความเห็นบวกที่ทุกคนมีความเชื่อมั่นและเห็นโอกาสที่จะใช้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในการขับเคลื่อน?เศรษฐกิจ?ของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จะรวบรวมสรุปนำเข้าสู่ที่ประชุม? ศบศ.ให้เร็วที่สุด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และนำเข้าสู่ที่ประชุม ศบศ.ในครั้งหน้า&amp;rdquo; นายสุพัฒนพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวหลังนายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ว่าประธานหอการค้าฯ ได้ฝากเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว ขอให้ภาครัฐช่วยดูแลส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มของเขา ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน เพราะหากไทยดูแลกลุ่มเหล่านี้ ก็จะมีการใช้เงินท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และขณะนี้มีชาวต่างชาติที่ยังติดอยู่ในไทยประมาณ 4 แสนคน หากเปิดโอกาสให้ขยายเวลาอยู่ต่อ เขาพร้อมที่จะอยู่ต่อในเมืองไทย เพราะปลอดภัยและมีความสุขดี ดังนั้น หากยืดเวลาวีซ่าที่กำลังหมดอายุในวันที่ 26 ก.ย.นี้ออกไปได้อีกจะเป็นผลดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี ศบศ.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายคนละไม่เกิน 3,000 บาท จำนวน 15 ล้านคนว่า ถ้าคิดได้เพียงเท่านี้ คือเน้นการแจกเงินเหมือนเดิม จะไปขับไล่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และทีมรัฐมนตรี 4 กุมารออกไปทำไม เสียเวลาประเทศชาติ ประชาชนเสียโอกาส ชิมช้อปใช้ กลายเป็นเจ๊งเซ้งขายหมดแล้ว รัฐบาลยังจะนำโมเดลแก้เศรษฐกิจแบบเน้นแจกเงินกลับมาใช้ตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แจกเงินแต่ละครั้ง ทุนใหญ่ได้ประโยชน์ ประชาชนตั้งคำถามเหมือนเตรียมการซื้อเสียงล่วงหน้า ก่อหนี้ สร้างภาระให้คนรุ่นต่อไปไม่สิ้นสุด&amp;quot; นายอนุสรณ์กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76443</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ทำเนียบรัฐบาล, ปรีดี ดาวฉาย, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200903/image_big_5f50f90f9a729.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไร้รูปธรรมเยียวยา ธปท.เล็งอุ้ม‘ธุรกิจ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ&amp;quot; ถก &amp;quot;ครม.นัดพิเศษ&amp;quot; หามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ &amp;quot;สมคิด&amp;quot; ยันออก พ.ร.ก. 2 ฉบับ หาเงิน 1 ล้านล้านบาท ออกมาตรการครอบคลุมทุกมิติ ทั้งดูแลประชาชน ภาคธุรกิจ &amp;nbsp;เคาะอีกที 7 เม.ย. ขณะที่ รมว.คลังเผยทุกกระทรวงโอเคเกลี่ยงบฯ ใหม่ ไม่จำเป็นต้องกู้ทั้งหมด ส่วนแบงก์ชาติชงออก พ.ร.ก.ทำซอฟต์โลนอุ้มธุรกิจ-พยุงตราสารหนี้เอกชน ขยายเวลาคุ้มครองเงินฝาก-ลดเงินนำส่งของสถาบันการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 เมษายน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรูปแบบการประชุมเต็มคณะ มีรัฐมนตรีเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกฯ กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า วันนี้ทุกคนทราบดีอยู่แล้วถึงสถานการณ์บ้านเมืองของเรา &amp;nbsp;ต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลดูแลทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนการบริหารราชการในปกติ ซึ่งต้องมีการฟื้นฟูในระยะต่อไป เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันทำความเข้าใจตรงนี้ นอกจากนั้นในเรื่องของเงินงบประมาณจะมีปัญหาอย่างไร ทันเวลาหรือไม่ สอดคล้องหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวาระสำคัญในการพิจารณา อาทิ มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะ 3-4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพื่อให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม มาตรการด้านงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในปีงบประมาณ 2563 โดยการปรับลดการใช้จ่ายงบประมาณ หรือเปลี่ยนวิธีดำเนินงาน สำหรับงบประมาณในลักษณะรายจ่ายประจำ และการกำหนดนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564-2565 และประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางปี 2563-2566 &amp;nbsp;รวมถึงการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม อันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เปิดเผยว่า การออก พ.ร.ก. 2 ฉบับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ พ.ร.ก.การกู้เงินกระทรวงการคลัง เพื่อนำมาดูแลประชาชน การดูแลเยียวยาเศรษฐกิจ ให้หมุนเวียนเดินหน้าต่อไปได้ จึงต้องใช้เงินทั้งจากงบประมาณเพื่อเกลี่ยจากหลายกระทรวง สัดส่วนการใช้เงินครั้งนี้ประมาณร้อยละ 10 ของจีดีพี หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท เป็นการเยียวยาเศรษฐกิจเหมือนกับหลายประเทศที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดโควิด-19 และหากปัญหายังยืดเยื้อรัฐบาลก็พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในช่วงต่อไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถือเป็นมาตรการที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งดูแลประชาชน ภาคธุรกิจให้สามารถประกอบธุรกิจและยืนอยู่ได้ภายใต้วิกฤตินี้ ดูแลภาคการเงินให้มีสภาพปกติ เป็นตัวซัพพอร์ตให้เกิดการหมุนเวียนธุรกิจ ท้ายที่สุดคือการดูแลประชาชน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหายจะส่งผลกระทบถึงประชาชนไม่ว่าจนหรือรวย ดังนั้นทางการดูแลและคิดมาพอสมควรจึงออกมาตรการ และนำเสนอในหลักการวันนี้ ขณะเดียวกันคลัง และ ธปท.จะไปดูกฎเกณฑ์ เพราะอาจต้องมีบางส่วนมาจากงบ บางส่วนมาจากการกู้ยืม การเตรียมการในรายละเอียดกำลังทำ ถ้าทันจะเข้า ครม.ในวันที่ 7 เม.ย.นี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า มาตรการเยียวยาเฟส 3 มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มเติม รวมถึงสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non Bank) ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อประเภทต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนขณะนี้ได้รับประโยชน์ ร่วมกันดูแลเศรษฐกิจในประเทศ หลังจากการออกมาตรการเฟส 1 และ 2 มาแล้ว จึงต้องมีแหล่งทุนมารองรับช่วยเหลือทั้งประชาชนและเอกชนเพิ่มเติมให้เพียงพอ ขณะที่ ครม.ทุกกระทรวงเห็นด้วยกับแนวทางเกลี่ยงบประมาณมาใช้ดูแลปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 เมื่อหารือกับสำนักงบประมาณและ ธปท. หากสรุปร่วมกันได้แล้วจะเตรียมนำรายละเอียดการกู้เงินเสนอที่ประชุม ครม.วันที่ 7 เมษายนนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังยืนยันว่า วงเงินเยียวยาเศรษฐกิจสัดส่วนร้อยละ 10 ของจีดีพี ไม่ใช่เป็นการกู้เงินทั้งหมด เพราะเป็นการใช้เงินจากงบประมาณ หากเกลี่ยจากงบประมาณจำนวนมากจะทำให้กู้เงินน้อยลง และไม่ให้กระทบต่อเงินเดือนประจำ สำหรับมาตรการเฟส 3 ยังมุ่งเน้นดูแลแรงงานซึ่งเดินทางกลับต่างจังหวัด หากต้องการทำงานอยู่กับบ้าน รัฐบาลพร้อมส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างเศรษฐกิจในชนบทให้เข้มแข็ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบสรุปรายงานแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ตามมาตรการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และสถานการณ์ภัยแล้งตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้ &amp;nbsp;หน่วยรับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ภายใต้แผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์จำนวน 419 หน่วยงาน ปัจจุบันมีวงเงินคงเหลือที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายและก่อหนี้จำนวนทั้งสิ้น 644,181.4081 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมเสนอมาตรการต่างๆ ให้ ครม.เห็นชอบในหลักการในวันที่ 7 เม.ย.นี้ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แก่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การออก พ.ร.ก.เพื่อจัดทำโครงการซอฟต์โลนพิเศษโดยตรงให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยเงินของ ธปท.เอง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโครงการสินเชื่อของธนาคารออมสินที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ที่ผ่านมา ธปท.ได้ทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์นำเสนอมาตรการชุดต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้เน้นไปที่ลูกค้ารายย่อย ให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยระยะหนึ่ง ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็เป็นมาตรการอีกชุด แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มจะขยายมากขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการพักเงินต้นและดอกเบี้ยให้ไปสู่เอสเอ็มอีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีสินเชื่อที่เป็นสภาพคล่องใหม่เพื่อช่วยเหลือรายที่ขาดเงินทุนหมุนเวียน และดูแลให้ธุรกิจก้าวข้ามสถานการณ์วิกฤติไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การออก พ.ร.ก.เพื่อจัดทำมาตรการสร้างหลังพิงให้แก่ตลาดตราสารหนี้เอกชนเพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยศึกษาจากมาตรการของธนาคารกลางหลายประเทศ พ.ร.ก.ดังกล่าวจะให้อำนาจ ธปท.สามารถซื้อตราสารหนี้เอกชนที่ครบกำหนดเพื่อไปชำระตราสารเดิม เฉพาะตราสารของบริษัทที่มีคุณภาพดี โดยจะต้องระดมทุนจากตลาดเอกชนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่เติมเต็มให้ตลาดตราสารหนี้เอกชนทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งจะต้องมีเงื่อนไขคัดกรองว่าเป็นบริษัทที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ธปท.จะมีมาตรการขยายระยะเวลาคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งตามกำหนดเดิมในเดือน ส.ค.63 วงเงินคุ้มครองเงินฝากจะลดลงจาก 5 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาท ซึ่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้เสนอให้ยืดระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี &amp;nbsp;เพื่อยังคงให้คุ้มครองเงินฝากที่ 5 ล้านบาทต่อไปถึง ส.ค.64 เพื่อช่วยลดความกังวลใจของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ธปท.จะให้สถาบันการเงินลดการนำเงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จากเดิมอัตรา 0.46% จะลดเหลือ 0.23% ในระยะเวลา 2 ปี เพื่อลดต้นทุนให้แก่สถาบันการเงิน ซึ่งหวังว่าจะนำไปสู่การลดดอกเบี้ยให้แก่ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ล่าสุดสำนักงบประมาณได้ประสานวัน เวลา สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 มาที่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ว่าจะมีการพิจารณาในสัปดาห์ถัดไปหลังเปิดสมัยประชุม อย่างไรก็ตาม หากวันนี้รัฐบาลมีมติออกพระราชกำหนดกู้เงินก็ต้องนำมาพิจารณาก่อนเป็นเรื่องแรก ดังนั้นจึงต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลในวันนี้ก่อน ส่วนถึงขั้นต้องเปิดสมัยประชุมวิสามัญพิจารณาร่างพระราชกำหนดกู้เงินหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่ตามกฎหมายสามารถรอจนเปิดสมัยประชุมได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61975</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเวลาคุ้มครองเงินฝาก, ประชุมครม.นัดพิเศษ, พยุงตราสารหนี้เอกชน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, ลดเงินนำส่งของสถาบันการเงิน, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุ้มธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e872ef0195e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
