<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยกรุงศรี เผยสถานการณ์โควิดยังไม่แน่นอน ยันมาตรการควบคุมการระบาดยังจำเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2564 วิจัยกรุงศรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;รายงานว่า ทางการเลื่อนเปิดกรุงเทพฯ ขณะที่การผ่อนคลายระยะต่อไปยังต้องระมัดระวังและอาจขึ้นอยู่กับอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เบื้องต้นเตรียมเปิดเพิ่มอีก&amp;nbsp;4&amp;nbsp;จังหวัดพื้นที่นำร่องในวันที่ 1&amp;nbsp;ตุลาคม ได้แก่ เชียงใหม่ (อ.เมือง อ.แม่ริม อ.แม่แตง อ.ดอยเต่า) ชลบุรี (พัทยา สัตหีบ อ.บางละมุง) เพชรบุรี (ชะอำ) และประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) ส่วนกรุงเทพฯ อาจต้องเลื่อนออกไปจนกว่าจำนวนประชากรในพื้นที่จะได้รับวัคซีน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;โดส ตามเกณฑ์ที่&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ของประชากร ล่าสุด ณ วันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;กันยายน มีอัตราการฉีดที่&amp;nbsp;40.7%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ทางการจะทยอยเปิดพื้นที่นำร่องเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็ตาม แต่ความกังวลและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการติดเชื้อ COVID-19&amp;nbsp;ในไทยจะยังสูงอยู่อย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2564 หลังการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุม ซึ่งในกรณีฐานการฉีดวัคซีนจำนวนมากในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะช่วยควบคุมการติดเชื้อได้ระดับหนึ่ง ภายใต้ข้อสมมติว่า ฉีดวัคซีนเฉลี่ยวันละ 460,000 โดส และประสิทธิภาพของวัคซีนต่อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าอยู่ที่ 50%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยกรุงศรีประเมินว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆตลอดช่วงที่เหลือของปี โดยคาดว่าในช่วงสิ้นปีจะมีผู้ติดเชื้อประมาณ 2,500 รายต่อวัน และเสียชีวิตราว 40 รายต่อวัน ดังนั้น มาตรการควบคุมการระบาดจึงยังมีความจำเป็น การผ่อนคลายมาตรการควรดำเนินการไปทีละขั้นตอนแต่ยังคงข้อจำกัดบางประการด้วยความระมัดระวังตลอดทั้งปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อาจมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมเพิ่มเติมในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้หรือเป็นช่วงที่จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงต่ำกว่า 150 รายต่อวัน สำหรับกรณีเลวร้าย แม้จะฉีดวัคซีนได้ 90 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันอาจยังอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากวัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำและผ่อนคลายมาตรการควบคุมเร็วเกินไป ในกรณีนี้อาจเห็นการกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางการเตรียมออกมาตรการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ตั้งเป้า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี ไว้ที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท หวังสร้างรายได้เข้าประเทศในช่วงที่ภาคท่องเที่ยวยังฟื้นช้า&amp;nbsp;คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงในลักษณะผู้พำนักระยะยาว (long-term&amp;nbsp;stay)&amp;nbsp;ใน 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1. กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp;2. กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ 3. กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และ 4. กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ โดยตั้งเป้า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี (ปี&amp;nbsp;2565-2569)&amp;nbsp;ไว้ที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยเพิ่ม&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท เพิ่มการลงทุนในประเทศ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;แสนล้านบาท สร้างรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;2.7&amp;nbsp;แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะเกือบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา การระบาดของ&amp;nbsp;COVID-19&amp;nbsp;ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปีละเกือบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวเกือบ&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ล้านคนต่อปี ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มล่าช้า โดยวิจัยกรุงศรีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่าจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดอาจต้องใช้เวลาหลายปีหรือราวปี&amp;nbsp;2568&amp;nbsp;ปัจจุบันแม้แผนการฉีดวัคซีนจะเร่งขึ้นแต่คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีเพียง 0.15 ล้านคน และ 2.5 ล้านคน ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;และปี 2565 ตามลำดับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผลจากการระบาดที่รุนแรงกว่าคาดจึงอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางและทำให้แผนการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวหลักบางแห่งเลื่อนช้าออกไป อีกทั้งหลายประเทศสำคัญได้ปรับยกระดับคำเตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาประเทศไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอังกฤษ นอกจากนี้ การฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยโดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียอาจล่าช้า เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่ยังอยู่ในระดับสูง และมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน และการกลายพันธุ์ของไวรัส&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117407</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการคุมโควิด, วิจัยกรุงศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกพท.จี้รัฐเร่งหามาตรการเข้มข้นคุมโควิดระบาด หลังยอดตาย-ติดเชื้อเพิ่มต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.64 - &amp;nbsp;น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดต่ำสุดแล้วเมื่อกลายเป็นประเทศที่ฟื้นตัวจากโควิด-19 อันดับสุดท้ายของโลก ใน 120 ประเทศ ผู้ติดเชื้อรายวันเกิน 20,000 คนติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ผู้เสียชีวิตทำสถิติสูงสุดเกือบ 200 คน รวมแล้วผู้เสียชีวิตอยู่ที่ &amp;nbsp;5,854 &amp;nbsp;ราย ผู้ป่วยทุกคนคือผู้รับผลพวงจากการบริหารที่ผิดพลาดของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศบค. ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่น่าเป็นห่วง มีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการเพิ่มขึ้น การกักตัวทำได้ไม่ดีพอ อุปกรณ์ป้องกันเชื้อ ชุดตรวจหาเชื้อด้วยตัวเอง (Antigen test kit) &amp;nbsp;ขาดแคลน &amp;nbsp;และยังไม่สามารถเข้าถึงการเบิกจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ได้ &amp;nbsp;ยิ่งทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น จากผู้ป่วยสีเขียวกลายเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากให้พลเอกประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.ศบค.ศึกษาหาทางใช้มาตรการควบคุมการระบาดอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งพิจารณากระจายการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ให้เพียงพอต่อความต้องการโดยด่วน ไม่ควรจำกัดการผลิตไว้ที่องค์การเภสัชกรรม(อภ.) เพียงหน่วยงานเดียว โดยขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่มีโรงงานผลิตยาของตัวเอง เข้ามาร่วมระดมกำลังการผลิตซึ่งสามารถทำได้ทันที อย่าปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลงทั้งที่สามารถวางแผนรับมือได้ เพราะสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสภาเภสัชกรรม ได้ประเมินแล้วว่าหากผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นวันละ 20,000 คน ความจำเป็นของการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์จะอยู่ที่ 30 ล้านเม็ดต่อเดือน ขณะที่กำลังการผลิตของ อภ.ในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 2.5 ล้านเม็ดเท่านั้น&amp;quot;
&amp;nbsp;
โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังได้แสดงความเสียใจต่อกรณีที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ถูกฆ่าข่มขืนเสียชีวิต ถือเป็นความหละหลวมในการใช้มาตรการของรัฐและซ้ำเติมสถานการณ์การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวให้เลวร้ายลง จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ระดมสรรพกำลังทำงานเรื่องนี้โดยต้องเร่งจับกุมผู้กระทำผิดให้เร็วที่สุด พลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกฯและ ผอ.ศบค.ต้องออกมาแสดงความเสียใจและรับผิดชอบต่อครอบครัวผู้สูญเสียด้วย เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับประเทศในภาวะที่บ้านเมืองเหลือตัวเลือกในการอยู่รอดเพียงน้อยนิด ก่อนที่คนไทยจะอดตายกันหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112400</URL_LINK>
                <HASHTAG>Antigen Test Kit, นางสาวอรุณี กาสยานนท์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, ฟาวิพิราเวียร์, มาตรการคุมโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610cd2c28fcc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักโทษคดีจำนำข้าว&#039;จวกรัฐคุมโควิดผิดพลาด ปชช.ขาดรายได้ กระทบห่วงโซ่เศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 - นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า ดิฉันได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในไทยด้วยความเป็นห่วงมาโดยตลอดค่ะ จึงขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนรวมถึงบุคลากรด่านหน้าไปจนถึงทีมงานสนับสนุนทุกท่าน ทุกคนทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ดิฉันขอไม่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะอะไรที่นำพาประเทศเรามาถึงภาวะการณ์เช่นนี้ ได้แต่ขอภาวนาให้ระดับนโยบายทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เพื่อให้คนไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ทางสาธารณสุขที่ปลอดภัยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันกังวลค่ะว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นกำลังทำลายระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มาตรการของภาครัฐทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดอาชีพ ขาดรายได้ และมีความเสี่ยงตกงานเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนพุ่งไม่หยุด ผู้ประกอบการทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง แม้แต่รายใหญ่ในหลายธุรกิจ กำลังเผชิญกับภาวะขาดรายได้ ขาดสภาพคล่อง ขณะที่หลายโรงงานในภาคส่งออกที่เป็นเครื่องจักรเดียวของเศรษฐกิจมีผู้ติดเชื้อเป็นหลักพัน ส่งผลกระทบไปทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิต เสี่ยงลามไปถึงระบบธนาคารที่เป็นหัวใจ และเส้นเลือดของระบบเศรษฐกิจ เพราะเมื่อรายได้หดหายลง การชำระเงินต้นและดอกเบี้ยก็จะยากมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตภาคการเกษตรเคยเป็นที่หลบภัยของผู้ตกงาน แต่ในวันนี้กำลังอ่อนแออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ราคาสินค้าเกษตรหลัก ๆ ตกต่ำแทบทุกผลผลิต การผลักคนกลับสู่ต่างจังหวัดไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเพราะคนไม่มีหนทางทำกิน ทุกคนจนลง สวนทางกับค่าครองชีพทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สาธารณูปโภค รวมไปถึงราคาเชื้อเพลิงกลับทะยานสูงขึ้น ขณะที่การลงทุนทางตรงทั้งจากธุรกิจไทยและต่างชาติที่เคยหวังว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่แก่ผู้จบการศึกษา ยังมองไม่เห็นอนาคตเพราะต้องรอจนกว่าความเชื่อมั่นจะกลับมา นอกจากนี้ปัญหาความอ่อนแอทางการคลังทั้งของรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คงทำให้ประชาชน ภาคเอกชน ต้องหันมาพึ่งพิงตัวเอง และพึ่งพากันและกันเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันขอส่งความห่วงใยไปยังครอบครัวของผู้สูญเสียและร่วมเป็นแรงใจให้คนไทยผ่านพ้นความยากลำบากทั้งความปลอดภัยจากโรคร้ายและภัยทางเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าไปให้ได้นะคะ ดิฉันมั่นใจค่ะว่าในทุกวิกฤติยังมีความหวังและโอกาสหากประเทศเรามีผู้นำและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันประเทศต้องการมืออาชีพเข้ามาแก้ไขปัญหา พร้อมกับจัดหาวัคซีนที่สามารถรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์อย่างเร่งด่วน และต้องไม่ลืมที่จะดูแลเยียวยาประชาชนที่กำลังหายใจรวยรินเพราะพิษเศรษฐกิจจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันหวังว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วๆ ค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111606</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, มาตรการคุมโควิด, เชื้อโควิดกลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103698720272.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯสมช.​แจงคิดไว้ทุกอย่าง​แม้แต่ติดเชื้อแตะหลักหมื่น มั่นใจแก้ได้ เพียงแต่สถานการณ์เปลี่ยนเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์ถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่า ต้องรอฟังจากกระทรวงสาธารณสุข จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุม ศปก.ศบค. อีกครั้ง เราประเมินว่าตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจจะสูงขึ้น และพยายามเร่งรัดเรื่องฉีดวัคซีนให้เร็วและมากขึ้น​ ไม่ได้ฉีดไปเรื่อยๆ ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ไปอีกสักระยะ ต้องขอความร่วมมือประชาชนทำตามมาตรการส่วนบุคคล โดยเว้นระยะห่างและสวมหน้ากากอนามัยมากขึ้น เพราะหลังจากที่ปิดแคมป์คนงานและแรงงานต่างด้าวก็อยู่นิ่งกับที่ แต่จำนวนตัวเลขที่มากขึ้นอาจจะเกิดจากการเคลื่อนไหวของบุคคลทั่วไปในสังคมแล้ว ที่ระบุเช่นนี้ไม่ใช่เพราะตัวเลขสูงขึ้นแล้วโทษประชาชนแต่เป็นการขอความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า​ ถ้าตัวเลขยังพุ่งสูงขึ้น มาตรการป้องกันจะเข้มขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า คงไม่เข้มกว่านี้ เพราะตอนนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี​ และรมว.กลาโหม กับศบค.ห่วงความเดือดร้อนของประชาชน และคิดว่ามาตรการที่ใช้อยู่น่าจะเพียงพอแล้ว ซึ่งภาครัฐอาจจะต้องลงรายละเอียดมากขึ้น รวมถึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและประชาชนมากขึ้น ถ้าทั้ง 3 ส่วนให้ความร่วมมือ เช่นภาครัฐจริงจัง จากเดิมที่จริงจังอยู่แล้วก็ต้องมาดูในรายละเอียดกันมากขึ้น เพราะบุคลากรทางการแพทย์ ทุ่มเท และเหนื่อยล้า จึงต้องขอความร่วมมือผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่เชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีแนวโน้มที่จะให้ผู้ป่วยที่รอเตียง กระจายไปรักษานอก กทม. หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ในทางระบบยังไม่ถึงขนาดนั้น โดยกระทรวงสาธารณสุข และกทม. พยายามเพิ่มจำนวนเตียงอยู่ โดยวันนี้ มณฑลทหารบก ที่ 11 ได้เพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยสีแดง และสีเหลือง ได้เปิดทำการแล้ว ในส่วนที่ไม่สามารถหาเตียงได้ ก็เดินทางกลับไปรักษาในภูมิลำเนา ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ นอกจากนี้​ จะพิจารณาแนวทางรักษาตัวที่บ้าน แต่ต้องมีระบบรองรับก่อนที่จะเริ่มดำเนินการ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ติดเชื้ออยู่บ้านเฉยๆ และที่ยังไม่เริ่มการแยกกักที่บ้านเพราะ กระทรวงสาธารณสุข และศบค. เป็นห่วงว่าอาจทำให้เสี่ยงอาการรุนแรงขึ้น จึงต้องมีระบบรองรับเช่นการติดตาม การตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หากจำนวนติดเชื้อไปถึงหลักหมื่น ทุกอย่างพร้อมรองรับหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราคิดไว้ทุกอย่าง ทั้งเพิ่มจำนวนเตียง และจะเพิ่มเรื่อยๆ นับแต่วันนี้ รวมถึงการแยกกักตัวที่บ้าน คาดว่าถ้าภาครัฐทุ่มเท สถานประกอบการภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือมาตรการส่วนบุคคล คิดว่าน่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ โดยในเดือนก.ค.นี้วัคซีนจะเข้ามา 10 ล้านโดส ซึ่งจะทยอยเข้ามา เมื่อฉีดวัคซีนแล้ว อาจจะป้องกันอาการรุนแรงได้มากขึ้น โดยอาจารย์ทางการแพทย์ชี้แจงว่า สายพันธุ์เดลตาจะติดได้ไวและเพิ่มจำนวนรวดเร็ว แต่จำนวนผู้เสียชีวิตอาจจะไม่มากจนน่ากังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอให้ยุบ ศบค. เพราะทำงานล้มเหลว พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขอไม่ตอบในเรื่องนี้ ทั้งนี้เราพยายามทำงานเต็มที่ ให้ดีที่สุด โดยขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา จะพิจารณาตามความเหมาะสม เมื่อถามว่า มั่นใจว่าการทำงานของศบค. ที่ผ่านมา สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มั่นใจ การทำงานของศบค. ไม่ได้ทำงานเฉพาะหน่วยงาน แต่ทำงานร่วมกันทุกส่วน โดยลำดับแรกเราจะฟังจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก เสนอมาอย่างไรจะไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าสามารถบังคับใช้ตามที่เสนอได้หรือไม่ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และในศบค. ยังมีส่วนราชการร่วมอีกกว่า 30 หน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ตัดสินใจแค่ ศบค. ที่อยู่ในทำเนียบฯ ที่เดียว เชื่อว่าสามารถแก้ปัญหาได้ เพียงแต่สถานการณ์ระบาดเปลี่ยนแปลงเร็ว ครั้งแรกมาจากต่างประเทศ ครั้งที่สองมาจากผู้ทำงานในสถานบันเทิงที่ท่าขี้เหล็ก ครั้งที่สามจากแรงงานต่างด้าว ครั้งที่สี่จากสถานบันเทิงในประเทศ และครั้งนี้พบจากแรงงานในไซต์ก่อสร้าง และขยายไปถึงบุคคลทั่วไปในสังคม และเชื้อสายพันธุ์ต่างๆ ก็เปลี่ยนไป ศบค. จึงต้องปรับวิธีรองรับกับเชื้อสายพันธุ์ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ อยากขอให้ช่วยให้กำลังใจ บุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่หน้างาน และเจ้าหน้าที่ที่มาทำงานในศบค.&amp;rdquo; พล.อ.ณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องของบุคลากรด่านหน้าที่ที่ระบุว่า วัคซีนสองเข็มไม่เพียง ต้องมีเข็มที่สาม พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ทางศบค. ได้หารือกับกระทรวงสาธารณสุข เรื่องนี้อยู่แต่ต้องเรียนว่าวัคซีนมีจำกัด คนที่ยังไม่ได้รับเข็มแรกยังมีอยู่ ต้องว่าไปตามลำดับ ดูแลให้ฉีดเข็มแรกให้มีภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ก่อน จากนั้นจึงไปที่เข็มที่สอง เราต้องฉีดให้ประชาชนให้ครบก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108376</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, การระบาดของเชื้อโควิด -19, พล.อ.ณัฐพล นาค พาณิชย์, มาตรการคุมโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de983f757d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งประเมินผลระลอก3! โอ่คลอดเยียวยาทุกกลุ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่งหน่วยงานด้านเศรษฐกิจประเมินผลกระทบหลังออกมาตรการคุมโควิดระลอกใหม่ ก่อนชง &amp;quot;ศบศ.&amp;quot;&amp;nbsp; ออกแนวทางเยียวยาทุกกลุ่ม พร้อมกำชับแรงงานดูแลผู้ประกันตน ม.33 &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; จี้รัฐบาลเร่งแจกเงิน 5 พัน 3 เดือน โยกงบ ปภ.ช่วยเหลือ ปชช.เดือดร้อน &amp;quot;อนุสรณ์&amp;quot; ชง 5 แผนฟื้น ศก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 พ.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เร่งประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการยกระดับมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อกำหนดแนวทางการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งผู้ประกอบการ, ลูกจ้างและประชาชน รวมถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ โดยให้เตรียมความพร้อมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคโควิด-19 หรือ ศบศ. ซึ่งจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า การประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจระลอกใหม่ครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ต้นที่มีการปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ฯลฯ ทั่วประเทศ กระทั่งมาถึงมาตรการล่าสุดที่เน้นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 6 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; ซึ่งแม้ก่อนออกมาตรการต่างๆ จะได้ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน แต่ก็ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินผลหลังมีมาตรการออกไปแล้ว เพื่อกลั่นกรองเป็นแนวทางการช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน โดยมาตรการเยียวยาต่างๆ จะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ รัดกุม และรวดเร็ว ให้สามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม โดยได้ขอให้กระทรวงอื่นๆ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการแบ่งเบาภาระค่า ครองชีพประชาชนด้วย เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้มีมาตรการช่วยลดค่าครองชีพ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ รวมถึงแก๊ส ฯลฯ ซึ่งสามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้เป็นอย่างดี ถือเป็นแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อีกทางหนึ่ง&amp;quot; รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ กำชับให้กระทรวงแรงงานดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพของพี่น้องแรงงาน พร้อมให้ดูแลผู้ประกันตนที่มีกว่า 16.5 ล้านคน โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดสถานที่และสถานประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว จะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ตามประกาศกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ.2563 และลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้างหรือถูกสั่งให้กักตัวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน แต่ไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการของรัฐบาลที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า หลายคนมีความเป็นห่วงว่าจะมีผลกระทบเพราะทั้งโควิดและเศรษฐกิจมีความเกี่ยวเนื่องกัน แต่ใช่ว่าเศรษฐกิจจะมีแต่สัญญาณลบไปทั้งหมด โดยช่วงก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 รอบสาม โดยเฉพาะช่วง มี.ค.ที่ผ่านมามีสัญญาณเป็นบวก ยกตัวอย่างตัวเลขการส่งออกเดือน มี.ค. การส่งออกบวกถึง 8.47% ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ และถ้าไม่นับทองคำ น้ำมัน นับเฉพาะภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง เดือน มี.ค.ตัวเลขส่งออกบวกถึง 12% ซึ่งถือเป็นความหวังในภาวะที่เจอกับโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปี 2564 นับตั้งแต่เดือน ม.ค.จนถึงเดือน มี.ค.สูงมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบ&amp;nbsp; เช่นเดียวกับราคาพืชผลทางเกษตรอยู่ในตัวเลขที่ดีสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เป็นสัญญาณก่อนการระบาดโควิดรอบสามหรือในช่วงก่อนเริ่มระบาดก็ยังมีสัญญาณดีอยู่ สำหรับเศรษฐกิจในภาพรวมที่ผ่านมาเราพึ่งตัวเลข 2 ตัวที่สำคัญคือ การท่องเที่ยวและการส่งออก เดือน มี.ค.ตัวเลขการส่งออก 8.47 สำหรับเดือนเม.ย.ก็คาดการณ์ว่ายังมีโอกาสเป็นบวกเช่นเดียวกัน&amp;rdquo; รองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงข่าวกรณี พ.ร.ก.เงินกู้โควิด 1.9 แสนล้านบาทว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ขอกู้เงินผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ 1.9 แสนล้านบาท ขอทวงถามเงินกู้ที่เคยขอสภาไปนั้นเหลืออีกเท่าไหร่ ตอนนี้ประชาชนกำลังจะอดตาย เหตุใดรัฐบาลไม่รีบเร่งนำเงินส่วนที่เหลือออกมาเยียวยาผู้ประกอบการ ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ปีที่แล้วโควิดระลอกแรกเยียวยาประชาชน 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน แต่ระลอกนี้ยังไม่เยียวยาสักบาท ก็อยากเรียกร้องให้ท่านเยียวยาในจำนวน 5,000 บาท 3 เดือนเท่ารอบแรก&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) วันนี้มีภัยที่ใหญ่หลวงมาก มีงบประมาณในการช่วยเหลือหากมีภัย สามารถนำน้ำอาหารไปช่วยเหลือหมู่บ้านที่ล็อกดาวน์ ขอให้นำระเบียบของ ปภ. ออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน&amp;quot; นายยุทธพงศ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมาย การกำหนดอัตราเงินสมทบ และการพัฒนาสิทธิประโยชน์ สำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจว่า ที่ดูเหมือนกระเตื้องขึ้นบ้างในไตรมาสแรกปีนี้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกสาม กำลังทำให้เศรษฐกิจของประชาชนระดับฐานรากและผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบรุนแรง คาดว่าจะมีการเลิกจ้างระลอกใหม่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกิจการต่อเนื่อง และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์บางส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์กล่าวว่า ขอเสนอนโยบายแรงงานและข้อเสนอเพื่อการดำเนินการ 5 ข้อต่อรัฐบาลภายใต้ผลกระทบการแพร่ระบาดโควิดระลอกสาม 1.ขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2565 เพิ่มเติมให้กับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษาฯ&amp;nbsp; กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดให้มีโครงการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมทั้งจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น เพื่อนำผู้ว่างงานมาทำหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขและผู้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ 2.ขอเสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณและการนำเงินจากกองทุนประกันสังคมบางส่วนมาจัดสร้างโรงพยาบาลของผู้ประกันตน อย่างน้อย 8 แห่งทั่วประเทศ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ 3.ขอให้ดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อจัดตั้ง ธนาคารแรงงานหรือธนาคารผู้ประกันตน ให้สามารถปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการออมเงินให้กับผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งเป็นแหล่งทุนให้กับผู้ประกอบอาชีพอิสระ 4.ให้รัฐบาลประกาศรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 และ 5.รัฐบาลควรปฏิรูปโครงสร้างการบริหารสำนักงานประกันสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า มีข้อเรียกร้องมายังนายกฯ 1.อนุญาตให้ร้านอาหารสามารถนั่งรับประทานในร้านได้ไม่เกิน 21.00 น. และงดนั่งดื่มแอลกอฮอล์ ขอให้พิจารณาอนุญาต ในวันที่ 7 พ.ค.2564 เพราะมั่นใจมีมาตรฐานป้องกันการติดเชื้อมีความปลอดภัย สามารถเปิดให้บริการให้นั่งรับประทานได้ 2.มาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการร้านอาหาร ค่าจ้าง เงินเดือนพนักงาน 50% งดการจัดเก็บภาษีในรอบระยะเวลาบัญชี 1 ปีที่ผ่านมา ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผ่อนผันการชำระดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน และพักการชำระเงินต้นเป็นเวลา 1 ปี อีกทั้งขอความกรุณารัฐบาลโดย ศบค.ประสานเจ้าของห้างสรรพสินค้าลดค่าเช่าอย่างน้อย 50% โดยเจ้าของพื้นที่ที่ให้ส่วนลด สามารถนำไปลดหย่อนภาษีจากรัฐบาลในรอบบัญชีถัดไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101555</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ประเมินผลกระทบ, มาตรการคุมโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาทุกกลุ่ม, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210502/image_big_608ebd206dce7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเทศไทยต้องชนะ ‘บิ๊กตู่’ลั่นไม่ล็อกดาวน์ไม่เคอร์ฟิว ผุดมาตรการเข้มคุมโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ยันไม่ประกาศเคอร์ฟิว-ไม่ล็อกดาวน์ เผยเจ็บปวดทุกครั้งที่ออกมาตรการคุมโควิดกระทบประชาชน ลั่นประเทศไทยต้องชนะ ยกสุภาษิตโบราณ ยามคับขันต้องมีคนกล้า ไม่พูดพล่ามบิดเบือนไร้สาระ เตือนผู้ชุมนุมแม้เป็นสิทธิ์ก็ต้องระวัง ไม่ได้ขู่ ซัดคนโจมตีรัฐบาลไม่เป็นผลดีต่อชาติ ติดต่อซื้อวัคซีนสหรัฐ-รัสเซียเพิ่มเติม &amp;quot;หมอทวีศิลป์&amp;quot; เผยมาตรการคุมเข้มทั่วประเทศ สะดวกซื้อไม่ 24 ชั่วโมง ห้ามขายเหล้า งดงานเลี้ยง เริ่ม 17 เม.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 16 เมษายน 2564 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 5/2564 ว่า แม้เราจะผ่านช่วงวันเวลาสงกรานต์มาแล้วจนกระทั่งวันนี้&amp;nbsp; ระหว่างนั้นเราไม่เคยหยุดทำงาน ทั้งตน ข้าราชการ แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกันไป และวันนี้จะเห็นว่าสถานการณ์มีการแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น แต่ก็อยากจะพูดกับทุกคนว่าอย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนมากเกินไป เพราะเราพยายามจะแก้ปัญหาด้วยหลักการ ด้วยวิธีการของเรา ซึ่งเราเคยได้รับผลดีมาแล้วจากระยะที่หนึ่ง ที่เคยมีการแพร่ระบาดในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ช่วงนั้นมีการล็อกดาวน์ประเทศ ซึ่งมีเหตุผล แต่ก็มีผลเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศ แต่จำเป็นต้องล็อกดาวน์ในช่วงนั้นเพื่อสกัดกั้น เพื่อศึกษาที่มาที่ไปของโรคโควิด-19 จนได้ข้อยุติการสอบสวนโรคว่าสถานการณ์แพร่ระบาดมาจากที่ใด และต้องหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งก็ทำมาได้ดีในระดับต้นของโลก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในห้วงการแพร่ระบาดระยะที่สองที่จังหวัดสมุทรสาคร ตัวเลขเพิ่มมากขึ้น เป็นการแพร่ระบาดในพื้นที่ค้าขาย วันนี้การแพร่ระบาดมาสู่ระยะที่สาม สาเหตุมาจากสถานที่ท่องเที่ยวและบริการ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์พร้อมที่จะแพร่ระบาดได้ในทุกพื้นที่ ทั้งนี้ จากการประชุมของคณะทำงานตลอด 7 วันที่ผ่านมา ตนได้กำกับดูแล วางแผน ให้แนวทางในการปฏิบัติทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุม สกัดกั้นการแพร่ระบาด รวมถึงการจัดหาวัคซีน และฉีดมาอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้วัคซีนที่รับมาจำนวนหนึ่งที่ไม่มากนัก ได้ฉีดให้คนไปจำนวน 5-6 แสนคน ซึ่งเราฉีดเท่าที่วัคซีนเรามีอยู่ และวันนี้เราได้วัคซีนเพิ่มเติมมาอีกจำนวนหนึ่ง และในระยะต่อไปก็จะได้รับวัคซีนจำนวนมากขึ้น โดยเราได้มีการวางแผนการฉีดวัคซีนให้ทั่วถึงคน 60 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ แม้เราจะมีวัคซีนเพียง 2 ชนิด แต่ตนก็ให้มีการตั้งคณะทำงาน ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์จากภายนอกมาหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นในยี่ห้ออื่นอีกด้วย และเราก็มีความก้าวหน้าเรื่องเหล่านี้ตามลำดับ โดยหารือกับหลายประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นของเราคือเนื่องจากวัคซีนตอนนี้เป็นวัคซีนที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ฉะนั้นการขายวัคซีนจะขายให้กับรัฐต่อรัฐเท่านั้น ดังนั้นการที่รัฐจะซื้อหรือสั่งเข้ามาขายต่อเราทำไม่ได้ นี่คือหลักการทางข้อกฎหมาย แต่สิ่งที่เราพยายามคือให้องค์การเภสัชกรรมสั่งซื้อได้ เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชนรับไป หรือแม้กระทั่งใครก็ตามที่ต้องการและมีขีดความสามารถในการฉีดวัคซีน จึงขอฝากไปถึงบรรดาหมอ พยาบาล ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว เมื่อเราได้รับวัคซีนจำนวนมากขึ้นมา อยากให้มารวมพลังโดยสมัครในแต่ละจังหวัด มาฝึกความพร้อมเพื่อที่จะได้ช่วยกันฉีดวัคซีนให้มากขึ้นในพื้นที่ทุกจังหวัด
ผมเจ็บปวด-ไม่สบายใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาทุกครั้ง ผมเจ็บปวด ผมไม่สบายใจ และเป็นเรื่องที่หนักใจพอสมควร เพราะรู้ว่ามาตรการต่างๆ มันมีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมห่วงใยผู้มีรายได้น้อยที่อาจจะเดือดร้อนมาก เพราะเป็นแหล่งทำมาหากิน เป็นอาชีพของท่าน ฉะนั้นหลายๆ อย่างผมไม่สามารถที่จะตัดสินไปทางหนึ่งทางใดได้โดยที่ไม่คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ ผมฟังทุกคน ทุกภาคส่วน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ตนเป็นผู้รับผิดชอบ ก็พยายามจะแก้ปัญหาให้ดีที่สุด เมื่อมีการแพร่ระบาดเชื้อโควิดอย่างรวดเร็ว เราจำเป็นจะต้องจัดการอย่างรวดเร็วด้วย ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยเฉพาะการเข้มงวดตั้งแต่ต้นจะทำให้ลดความเสียหายระยะสามลงไปได้ เช่นเดียวกับตอนสมุทรสาคร ครั้งนี้ตนคาดหวังอย่างนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องร่วมมือกัน เพราะเป็นสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในหลายประเทศไม่ต้องการให้มีการล็อกดาวน์หรือเข้มงวดอะไรเลย แม้กระทั่งการบังคับใช้หน้ากาก และวันนี้เขาก็เดือดร้อนมากกว่าเรา จะเห็นได้ว่าสถิติการติดเชื้อในแต่ละวันมีจำนวนมาก ไม่ใช่หลักพัน แต่เป็นหมื่นคน เสียชีวิตเป็นพันเป็นหมื่นคนเช่นเดียวกัน วันนี้ติดเชื้อทั่วโลกไปกว่า 133 ล้านคนแล้ว และประเทศในอาเซียนบางประเทศมีการติดเชื้อวันละหลายหมื่นคน บางประเทศตายวันละหมื่น ของเราอยู่ในขั้นตอนที่ถือว่ามากสำหรับเรา ในความรู้สึกของเรา ไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบ ว่าตราบใดที่มีการระบาดอยู่ก็ยังไม่ปลอดภัย ซึ่งตนก็ไม่ได้บอกว่าปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การฉีดวัคซีนเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับคนที่ฉีด ไม่ได้หมายความว่าฉีดแล้วจะไม่เป็น แต่อย่างน้อยก็มีภูมิต้านทานที่จะไม่ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และเมื่อไม่ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นก็ไม่สามารถที่จะไปแพร่ระบาดเชื้อให้กับผู้อื่น นั่นคือความมุ่งหมายในการฉีดวัคซีน สำหรับผู้ติดเชื้อแล้วก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการรักษาพยาบาล และส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตจะมีโรคร้ายแรง หรือเป็นผู้สูงวัย ฉะนั้นขอยืนยันว่าเรายังรักษาได้อยู่ อันนี้ขอให้เข้าใจด้วย ตนไม่ต้องการให้มีใครตายสักคนเดียว ตายคนตนก็เสียใจ และคนที่เสียใจมากที่สุดคือครอบครัวของท่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเป็นคนรักครอบครัว ผมรู้ว่าท่านรักครอบครัวอย่างไร และวันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องรักคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะยากดีมีจน จะรักผมหรือไม่รักผม ผมก็ต้องรักเขาอย่างที่ผมเคยพูดเสมอ จะเห็นได้ว่าวันนี้รัฐบาลเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้กับบรรดานักการเมืองต่างๆ ที่จำเป็นต้องไปพบปะกับประชาชน ต้องขอความร่วมมือด้วย แต่ถ้าใครไม่อยากฉีดก็บอกมาว่ายังไม่พร้อมจะฉีด ไม่สมัครใจก็ประกาศออกมาเลย ส่วนที่สมัครใจก็ถือว่าท่านได้ระมัดระวังตัวเอง ไม่ไปแพร่เชื้อสู่คนอื่น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์เผยว่า มีประสบการณ์มามากพอสมควรจากระยะที่หนึ่ง ระยะที่สอง จนมาระยะที่สามของการแพร่ระบาดนี้ ได้นำแนวทางทั้งหมดมาประมวล ประยุกต์ และไม่ได้คิดเอง ต้องฟังจากบุคลากรทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค ซึ่งมีการประชุมร่วมกันมาตามลำดับทุกวัน ไม่ได้หยุดพัก และมีการรายงานมาให้ทราบ รวมถึงขออนุมัติหลักการต่างๆ จนกระทั่งนำมาสู่การประชุม ศบค.ชุดใหญ่ แน่นอนพวกเราเจ็บปวดมาด้วยกัน สถานการณ์ของเราอาจจะไม่เท่ากับประเทศอื่นๆ นั่นเป็นเพราะเรามีวินัย แต่เมื่อไรก็ตามที่เราหย่อนวินัยหรือประพฤติปฏิบัติตัวสนุกสนาน สะดวกสบายจนเกินไป นั่นแหละเราก้าวสู่ความประมาท ตนตำหนิใครไม่ได้ เพราะทุกคนคือคนไทย แต่ถ้าทุกคนร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้ วิกฤติมันก็จะคลี่คลายไปได้เร็ว
ขอให้ทุกคนภูมิใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ก็เห็นอยู่แล้วว่าถ้าการ์ดตกอะไรจะเกิดขึ้น แต่ก็รู้สึกดีใจที่เห็นคน 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ใส่หน้ากาก แต่อีกหลายอย่างตนก็ยังกังวลอยู่ คือเรื่องการเว้นระยะห่าง ไม่ว่าจะในครอบครัว สังคม ชุมชน หลายคนยังไม่ปฏิบัติตามกติกา ยังมีการชุมนุมต่อต้านนั่นต่อต้านนี่ นั่นคืออันตรายทั้งสิ้น ตนไม่ได้พูดถึงเรื่องผิดถูกกฎหมาย แต่พูดถึงความอันตรายของท่าน อันตรายที่จะไปสู่ครอบครัวและสังคมของท่าน แต่อย่างไรก็ตาม ตนต้องดูแลพวกท่านทุกคน การ์ดตกไม่ได้ เพราะมันจะเกิดอะไรตามขึ้นมาทันที ฉะนั้นทุกคนต้องรักษาวินัย เว้นระยะห่าง ใส่แมสก์ ล้างมือ 3 ข้อจะเป็นอาวุธสำคัญที่สุดสำหรับเรา แม้กระทั่งคนในครอบครัวก็ต้องเว้นระยะห่างใช้ช้อนกลางในการตักอาหาร ที่บ้านตนก็ปฏิบัติตัวแบบนี้ ในครอบครัวนั่งกินข้าวห่างกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราลดภาวะความเสี่ยงได้มาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อไปว่า ท่านอาจจะมองว่าทำไมช่วงสงกรานต์ตนจึงให้มีการเดินทาง เพราะตนต้องมองคนอีกระดับหนึ่งที่เป็นพี่น้องประชาชนที่อยากกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ ซึ่งตนก็ได้เตือนแล้ว ต้องปฏิบัติตามมาตรการขั้นต้น หลายคนบอกให้ปิดไปเลย เพราะไม่ได้เดือดร้อนอะไร มีรายได้เพียงพอที่จะอยู่กับบ้าน แต่บางคนเขาไม่มีเงินเพียงพอ ถ้าจะบังคับให้ทุกคนไม่ต้องทำอะไร อยู่ที่บ้าน เขาก็เดือดร้อน นั่นคือสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วย โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก แต่ถ้าทั้งหมดสามารถประกอบกิจการ ธุรกิจได้ โดยมีมาตรการสำคัญที่ได้กล่าวไป จะสามารถลดการแพร่เชื้อไปได้เยอะ และทราบดีว่าทุกคนเสียสละกันมามาก ซึ่งจากสถานการณ์ทั่วโลกเราก็ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า วันนี้มีการผลิตวัคซีนมาหลายยี่ห้อ แต่ต้องรอผลการทดสอบทดลอง การสั่งซื้อจะต้องซื้อขายผ่านรัฐบาล ยังไม่ใช่สินค้าเชิงพาณิชย์ เพราะถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอยู่ ตรงนี้คือประเด็นสำคัญ ฉะนั้นขอให้ทุกคนได้มีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างระมัดระวัง การที่ห้ามและออกกติกาไป ถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่สามารถติดตามพวกท่านได้ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ อสม. ฝ่ายความมั่นคง ตรงนี้คือสิ่งที่จะทำให้เราปลอดภัย สิ่งใดที่เป็นความเสี่ยงอย่าไปทำ อย่าประพฤติตนอยู่บนความประมาท เพราะจะเป็นสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลายมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ทุกคนภูมิใจสิ่งที่ทำมาตั้งแต่ระยะหนึ่ง สอง จนมาถึงระยะนี้ คือความพิเศษของคนไทย เมื่อใดก็ตามที่ขอความร่วมมือ ทุกคนให้ความร่วมมือ ก็โอเค คนไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วในหลายมิติ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องโควิด เมื่อใดก็ตามที่คนไทยรวมพลังเป็นหนึ่ง ทั้งรักตัวเอง คนอื่น และครอบครัว รักสังคม รักประเทศชาติ ทุกอย่างแก้ได้หมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องการสร้างความเข้าใจในสื่อโซเชียลอะไรต่างๆ ยอมรับว่าที่คิดมาอะไรมาก็เป็นเหตุผลของท่าน แต่อย่าลืมว่าตนคิดเองไม่ได้ คิดได้เฉพาะจากสิ่งที่เสนอมาและจะตัดสินใจอย่างไร ยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก ขอฝากเพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำดีอยู่แล้วให้ทำดียิ่งขึ้น พยายามเข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลแจ้งข้อมูลออกมา สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็นำมาขับเคลื่อน ไม่ใช่ไม่ฟังใครเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมมีคำสามสี่ประโยคด้วยกัน ประเทศไทยเราต้องชนะ นี่คือธีมที่เราต้องใช้กันในตอนนี้ ประเทศไทยต้องชนะ เมื่อถึงยามคับขัน ประชาชนต้องการผู้กล้าหาญ เมื่อถึงคราวปรึกษางาน ต้องการผู้ที่ไม่พูดพล่าม ไม่พูดไร้สาระ ไม่พูดสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์บิดเบือน ยามมีข้าวมีน้ำก็ต้องการผู้เป็นที่รัก ยามเกิดปัญหาก็ต้องการบัณฑิต นั่นคือคำสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรจะต้องมาเป็นหลักชัย หลักนำในการดำรงชีวิตของเราในช่วงนี้ ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะนี่คือประเทศไทยของท่าน นี่คือคนไทยของท่าน ไม่ว่าจะคนใดก็ตามก็คือคนไทย อย่ารังเกียจกันมากจนเกินไป กฎหมายก็ต้องทำตามกฎหมาย เท่านั้นเอง&amp;rdquo;
คุยกับรัสเซีย-สหรัฐซื้อวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของการจัดหาวัคซีนมีความก้าวหน้า ซึ่งวันนี้ได้มีการพูดคุยไปทางประเทศรัสเซีย โดยตนได้มีการติดต่อผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ก็มีแนวโน้มว่ามีแนวทางในการจัดหามากขึ้น คือวัคซีนสปุตนิก วี รวมทั้งวัคซีนของไฟเซอร์จากสหรัฐอเมริกา และอีกหลายบริษัทที่อยู่ระหว่างการติดต่อ ถือเป็นความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดี ซึ่งก็จะต้องมาดูว่าจะซื้อได้จำนวนเท่าไหร่และเมื่อใด แต่ขั้นตอนทั้งหมดต้องขึ้นทะเบียนโดยบริษัทต่างๆ ที่จะขายให้กับเรา ก็ต้องขึ้นทะเบียนของทางองค์การอาหารและยา (อย.) ว่ายินดีที่จะขายให้กับองค์การเภสัชกรรมของไทยหรือจะขายในนามรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การมีวัคซีนมากขึ้นตนยินดี เพราะจะได้นำมาฉีดให้กับคนไทยทั้งประเทศ ทั้งหมดได้มีการติดต่อไปแล้ว อยู่ที่ว่าจะขายหรือไม่ ที่ผ่านมามีปัญหาเพราะเราไม่สามารถติดต่อได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องไปร่วมลงทุนกับเขาด้วย ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่โชคดีที่ทางแอสตราเซเนกาเจรจาเป็นผลสำเร็จ และเป็นโครงการต่อเนื่อง ถือเป็นความโชคดีของไทย ซึ่งหลังเดือนมิถุนายนเราก็จะมีวัคซีนจำนวนมาก เพราะสามารถผลิตได้ในประเทศ สามารถที่จะคำนวณฉีดกับประชาชนได้ โดยภายในปีนี้จะสามารถฉีดให้กับประชาชนให้เร็วที่สุดอย่างน้อยร้อยละ 60
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับเรื่องการแพร่ระบาดของโรคในขณะนี้ ตนได้สอบถามแพทย์แล้วว่าวัคซีนที่มีอยู่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ในส่วนของแอฟริกาคงต้องรออีกสักระยะ แต่เราต้องระมัดระวังบุคคลที่จะเข้ามาจากพื้นที่เสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญขอร้องว่าอย่าเคลื่อนไหวกันไปมามากนัก ในเมื่อคนบางคนรู้ตัวเองว่าไปในพื้นที่ส่วนไหนมา ก็อย่าพาตัวเองไปที่อื่น ไปเที่ยวสถานบริการมาก็ต้องไม่ไปที่อื่น ต้องเข้ารับการตรวจสอบคัดกรองหรือรักษา เพราะทุกคนรู้แน่แก่ใจ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ซึ่งปัจจุบันเรามีอยู่ทั้งสิ้นจำนวน 1.3 ล้านโดส เป็นของซิโนแวค อีกทั้งวัคซีนของแอสตราเซเนกาจะเข้ามาในเดือนมิถุนายน 1.5 ล้านโดส และวันนี้ในที่ประชุมได้สั่งการไปแล้ว โดยต้องวางแผนเป็นรายสัปดาห์ ว่าสัปดาห์แรกจะต้องมีการฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์สายงานอื่นที่สัมผัสกับผู้ป่วยอย่างทั่วถึงภายในพื้นที่ระบาดหนัก สัปดาห์ที่สองต่อไปคือระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่มีการแพร่ระบาดหนัก และฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สายงานอื่นที่สัมผัสกับผู้ป่วยปานกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่สาม ระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในจังหวัดระบาดปานกลาง และฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สายงานอื่นที่สัมผัสผู้ป่วยในจังหวัดระบาดเบา และสุดท้ายระดมฉีดให้กับประชาชนในจังหวัดระบาดเบา โดยเราจะฉีดให้ครบทุกกลุ่มในระยะเวลา 1 เดือนจะต้องทำให้ชัดเจน เพิ่มปริมาณวัคซีน เพิ่มปริมาณการฉีดวัคซีน มีทีมหมอพยาบาลมากยิ่งขึ้น ในส่วนพื้นที่ที่จะทำการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก็ต้องอาศัยข้อมูลกรณีที่พบอาการ พื้นที่ต่างจังหวัดในพื้นที่เขตเมืองก็จะใช้หลักเดียวกันกับพื้นที่กรุงเทพมหานคร คือการกำหนดขนาดวงพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คิดว่ามาตรการต่างๆ ที่ประกาศออกมาผมใช้ความระมัดระวังมากที่สุด และอย่างที่บอกการตัดสินใจแบบนี้ผมเจ็บปวด เพราะรู้ว่ามีคนเดือดร้อน หลายคนเสนอว่าให้ปิดไปเลยปิดให้หมด แต่ผมต้องนึกถึงคนที่เดือดร้อน จะทำอะไรก็ตามเราต้องคิดถึงคนเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ต้องนึกถึงคนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกัน ผมถึงต้องอยู่ตรงนี้ให้ได้&amp;quot;
ชีวิตผมให้กับคนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า หลายอย่างถ้าไม่เข้าใจขอให้ถามมา หลายอย่างที่มีการบิดเบือนหรือพูดออกมาโดยไม่มีข้อเท็จจริง กรุณาว่าอย่าไปอ่านเลย ทำให้เกิดความสับสนไปเปล่าๆ ขอให้ฟังรัฐบาล เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่โจมตีรัฐบาล ไม่ว่าจะหวังผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติเลย ถือว่าไม่ร่วมมือกับรัฐบาล ไม่ร่วมมือในการแก้ปัญหาให้กับคนไทยทั้งประเทศ ก็ขอให้ประชาชนติดตามดูก็แล้วกันว่าควรจะเชื่อใคร ควรจะนับถือใคร ควรจะให้ใครมาแก้ปัญหาให้ท่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมยืนยันว่าชีวิตผมให้กับคนไทย ให้กับประเทศไทยไปแล้ว ผมต้องทำงานของผมให้เต็มที่จนกว่าผมจะทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ผมขอยืนยัน สิ่งสำคัญขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว ยังไม่ล็อกดาวน์ โอเคหรือไม่ เพราะเห็นใจ แต่อาจจะต้องลดเวลาลงบ้าง ผมไม่อยากจะปิดอะไรทั้งสิ้น เพราะการปิดมันง่ายนิดเดียว แต่คนเดือดร้อนจะเกิดขึ้นกับใครบ้าง สมมุติว่าเราปิดกันทั้งหมด เคอร์ฟิวกันทั้งหมด เจ้าหน้าที่ก็ต้องลงมาขึงพืด แล้วเจ้าหน้าที่ก็ติดโควิดไปเยอะ เจ้าหน้าที่ติดเชื้อ ประชาชนก็ต้องมาคัดกรองตรวจผ่านด่านต่างๆ ก็จะติดกันมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นการชุมนุมต่างๆ ถึงแม้จะเป็นการชุมนุมตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ พวกท่านก็ต้องระวังไว้ก็แล้วกัน ผมไม่ได้ขู่ท่าน&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า แล้ววันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ก็เข้ามาฉีดวัคซีนกับตนแล้ว หลายท่านเคยบอกว่าไม่มี หลอก วันนี้ก็คิดกันเองก็แล้วกันว่าจะฟังใคร เป็นบางคนบางพวกเท่านั้น ขอร้องว่าช่วยกันประเทศชาติจะได้ปลอดภัย วันนี้เราต้องการบัณฑิต วันนี้เราไม่ต้องการคนที่บ่อนทำลายซึ่งกันและกัน ประเทศไทยอยู่ไม่ได้หรอกแบบนั้น จึงขอร้องทุกคน และขอบคุณสื่อมวลชนทุกคน ตนโกรธพวกท่านไม่ได้อยู่แล้ว ตนเกลียดคนไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าถ้าเกลียดใครก็ตาม หรือไปแช่งใครก็ตาม มันจะกลับมาที่ตัวเราเอง เพราะฉะนั้นตนไม่ทำเด็ดขาด ตนอโหสิให้ท่านทุกคน ถึงช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวพร้อมถอนหายใจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงผลประชุม ศบค.ชุดใหญ่ว่า ยืนยันว่าไม่มีการเคอร์ฟิว แต่จะออกเป็นร่างข้อกฎหมายตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 ฉบับที่ 29 เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ในการระบาดระลอก เม.ย.2564 โดยกำหนดพื้นที่ควบคุมสูงสุด 18 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม ภูเก็ต นครราชสีมา นนทบุรี สงขลา ตาก อุดรธานี สุพรรณบุรี สระแก้ว ระยอง และขอนแก่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 59 จังหวัดให้เป็นพื้นที่ควบคุม โดยห้ามการดำเนินการกิจการหรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ของโรค ได้แก่ การห้ามใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทุกประเภท เพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ทำให้เสี่ยงต่อการแพร่โรค เว้นแต่การใช้เป็นที่เอกเทศตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อหรือใช้เป็นสถานที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ
งดการจำหน่ายสุรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กรณีที่มีความจำเป็นให้ขออนุญาตเข้ามา เช่น การสอบของโรงเรียนนานาชาติ ที่ต้องสอบพร้อมกันทั่วโลก ห้ามกิจกรรมที่เป็นการรวมกลุ่มของคนที่มากกว่า 50 คน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการโดยเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่กักกันโรค โดยให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.หรือ ผวจ.พิจารณาอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า การปิดสถานบริการหรือสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคทั่วราชอาณาจักร ให้ผู้ว่าฯ กทม.หรือ ผวจ. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม. หรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด แล้วแต่กรณี ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พิจารณาสั่งปิดสถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ สถานประกอบการอาบน้ำ หรือกิจการที่คล้ายกันเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 14 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 18 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด ให้การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มให้บริโภคและเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ร้านเหล้า เปิดนั่งกินได้ไม่เกิน 21.00 น. และสามารถสั่งซื้อกลับไปที่บ้านได้ถึงเวลา 23.00 น. ให้งดการจำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับร้านอาหารหรือสถานที่จำหน่ายสุราห้ามดื่มในร้านอย่างเด็ดขาด สำหรับห้างสรรพสินค้า ศูนย์สรรพสินค้า หรือลักษณะอื่นที่คล้ายกัน ให้เปิดได้ถึงเวลา 21.00 น. โดยจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการและงดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ยกเว้นส่วนที่เป็นตู้เกม เครื่องเล่น ร้านเกม สวนสนุก ให้งดบริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาดนัดกลางคืนโต้รุ่ง&amp;nbsp; ถนนคนเดิน รวมถึงร้านที่เปิด 24 ชั่วโมง ให้เปิดบริการได้เวลา 04.00 น. ถึง 23.00 น. สำหรับสนามกีฬาหรือสถานที่ออกกำลังกาย ยิมหรือฟิตเนส ให้เปิดไม่เกิน 21.00 น. และการแข่งขันกีฬาสามารถจัดแข่งขันกีฬาได้ แต่ให้จำกัดจำนวนผู้ชม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพื้นที่ควบคุม 59 จังหวัดที่เหลือให้ปฏิบัติคล้ายคลึงกันโดยการจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มนั่งกินในร้านได้ไม่เกิน 23.00 น. ห้ามจำหน่ายและบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน ห้างสรรพสินค้าให้เปิดได้ตามเวลาปกติแต่ไม่เกิน 21.00 น. ส่วนกิจกรรมอื่นไม่ได้ห้าม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับการเดินทางนั้น ขอความร่วมมือให้ประชาชนลดหรือชะลอการเดินทางหากไม่มีเหตุจำเป็น โดยเฉพาะการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ควบคุมสูงสุด ซึ่งมีการแพร่ระบาดของโรคที่เสี่ยงหรือมีโอกาสติดโรค หรือการตั้งจุดสกัดหรือจุดคัดกรองให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเท่าที่จำเป็นตามมาตรการของศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กำหนด แต่ต้องไม่เป็นการก่อความเดือดร้อนแก้ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ โดยให้กระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบกำกับดูแล การให้บริการของขนส่งผู้โดยสารสาธารณทุกประเภท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือให้ประชาชนเลื่อนหรืองดการจัดกิจกรรมสังสรรค์ งานเลี้ยงหรืองานรื่นเริงในช่วงเวลานี้ก่อน ยกเว้นเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในครอบครัวและมีมาตรการป้องกันอย่างเพียงพอ สำหรับข้าราชการ ขอให้ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง หรือเวิร์กฟรอมโฮมเต็มรูปแบบ ส่วนภาคเอกชน ขอความร่วมมือเจ้าของกิจการผู้ประกอบการภาคเอกชนดำเนินรูปแบบการปฏิบัติงานของบุคลากรในช่วงเวลานี้ หรือเวิร์กฟรอมโฮม อาจทำงานนอกสถานที่ตั้ง สลับการทำงาน หรือวิธีการอื่น เพื่อลดโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ
ไม่ใช่เคอร์ฟิว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า ให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์ และสาธารณสุข หรือ ศปก.ศธ. ร่วมกับศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงมหาดไทย และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ศปก. จัดหาสถานที่รับรองดูแลรักษาแยกกัก กักกันตัวผู้ติดเชื้อ หรือผู้มีเหตุอันสงสัยว่าติดเชื้อโดยด่วน โดยขอความร่วมมือสถานศึกษา มหาวิทยาลัย โรงแรม หอประชุม สถานที่ของเอกชน หรือสถานที่อื่นที่มีความเหมาะสม และเตรียมความพร้อมสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์เพื่อการตรวจและรักษาโรคที่จำเป็นให้เพียงพอ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยให้ผู้ติดเชื้อทุกรายตรวจรักษาและแยกกักในสถานที่ตามระยะเวลาที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขกำหนด จนกว่าจะพ้นระยะติดต่อของโรค หรือสิ้นสุดเหตุสงสัยว่าเป็นโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ขอให้ผู้ติดเชื้อหรือผู้มีเหตุอันควรสงสัยว่าติดเชื้อรีบแจ้งพนักงานควบคุมโรคติดต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในพื้นที่เข้ารับการรักษาตามขั้นตอนสาธารณสุขต่อไป ทั้งนี้ ศปก.ศบค.ใช้มาตรการนี้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อประเมินสถานการณ์ แต่หากระหว่างนี้พื้นที่ใดมีเหตุขึ้นมาให้อำนาจผู้ว่าฯ กทม.และ ผวจ.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อในการสั่งปิด จำกัด หรือห้ามการดำเนินการของพื้นที่ สถานที่หรือพาหนะ หรือสั่งให้งดการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคในเขตพื้นที่รับผิดชอบเพิ่มเติมจากที่กำหนดได้ โดยสอดคล้องกับมาตรการหรือแนวปฏิบัติที่รัฐมนตรีกำหนด เมื่อครบ 2 สัปดาห์จะประเมินภาพใหญ่อีกครั้ง โดยข้อกำหนดนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยืนยันว่า ข้อกำหนดที่ประกาศมานี้ไม่ใช่เคอร์ฟิวแต่เป็นการยกระดับควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งประชาชนยังสามารถเดินทางทำกิจกรรมค้าขายขนส่งได้ แต่ถ้าจะเดินทางข้ามจังหวัดจากพื้นที่สีแดงไปพื้นที่สีส้ม ก็ขอความร่วมมืออย่าเพิ่งเดินทางไป เพื่อไม่ต้องบังคับใช้ข้อกำหนดที่แรงกว่านี้ และในช่วงเวลา 14 วันนี้ ตนจะกลับมาสื่อสารให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ทุกวันในเวลา 11.30 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.นี้เป็นต้นไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99710</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ประเทศไทยต้องชนะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาตรการคุมโควิด, ยามคับขันต้องมีคนกล้า, รคุมโควิดกระทบประชาชน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคอร์ฟิว, โควิด 19, โควิด-19, ไม่ประกาศเคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_6079889e3415c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
