<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;เร่งประเมินความเสียหายน้ำท่วม ก่อนเคาะมาตรการฟื้นฟู </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหารบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ที่วัดโตนด ตำบลดาวเรือง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรีว่าเบื้องต้นคาดการณ์สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ไม่น่าจะเกินความคาดหมาย อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบและความเสียหาย โดยเชื่อมั่นในการทำงานของกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยังได้เตรียมงบประมาณแก้ปัญหาน้ำไว้เป็นประจำทุกปีอยู่แล้วไม่ว่าจะน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง แต่ยังต้องติดตามรายงานสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) และกระทรวงการคลัง หารือถึงมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมคลี่คลาย ว่าจะมีแนวทางอย่างไร ซึ่งต้องดูให้สอดคล้องกับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย ขณะเดียวกัน ภาครัฐพร้อมสนับสนุนนโยบายเปิดเมืองในพื้นที่ต่างๆ ให้มีความเหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละจังหวัดว่าจะเปิดเมืองในรูปแบบ หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติอย่างไร เพื่อเป็นกติกาในการดูแลนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่ให้อยู่ร่วมกันได้
&amp;nbsp;
สำหรับการลงพื้นที่วัดโตนด ตำบลดาวเรือง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ครั้งนี้ได้ร่วมกับ ปตท. ส่งมอบถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย เพราะถือเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากมีระดับน้ำท่วมที่ค่อนข้างสูง จากการระบายน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุ &amp;ldquo;เตี้ยนหมู่&amp;rdquo; โดยมีพื้นที่ประสบอุทกภัยทั้งหมด 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี เสาให้ บ้านหมอ เฉลิมพระเกียรติ วิหารแดง ดอนพุด หนองโดน หนองแซง วังม่วง แก่งคอยและมวกเหล็ก
&amp;nbsp;
โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมีทั้งเป็นบ้านเรือนประชาชน พื้นที่ทำกิน เช่น พื้นที่ทำการเกษตร การประมง ซึ่งได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเร่งสำรวจความเสียหายและเข้าให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูพื้นที่ประกอบอาชีพอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119379</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วม, มาตรการช่วยเหลือ, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_6163a0883faf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 19:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.คลอดมาตรการใหญ่ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และ SME หวังประคองให้ผ่านวิกฤตโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา 19 (COVID-19) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงขึ้น การฟื้นตัวจะช้าออกไปและไม่เท่าเทียมกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนัก รายได้และการจ้างงานที่ลดลงส่งผลซ้ำเติมฐานะการเงินที่เปราะบางของธุรกิจและครัวเรือน ดังนั้น เพื่อให้มาตรการทางการเงินช่วยบรรเทาผลกระทบได้มากขึ้นในระหว่างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุข ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 จึงมีมติอนุมัติมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1.การรักษาสภาพคล่องและเติมเงินใหม่ให้กับลูกหนี้ SMEs และรายย่อย เพื่อให้สามารถหล่อเลี้ยงธุรกิจและเพียงพอต่อการดำรงชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ปรับปรุงหลักเกณฑ์สินเชื่อฟื้นฟูสำหรับลูกหนี้ SMEs ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2564 ธปท. อนุมัติสินเชื่อฟื้นฟูไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 92,316 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายร่วมระหว่าง ธปท. กับสถาบันการเงินที่ 1 แสนล้านบาทได้ก่อนเดือน ตุลาคม 2564 โดยสินเชื่อกระจายตัวได้ดีและครอบคลุมลูกหนี้จำนวน 30,194 ราย เฉลี่ยรายละ 3.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นลูกหนี้ธุรกิจขนาดเล็ก (ร้อยละ 42.6) ประกอบธุรกิจการพาณิชย์และบริการ (ร้อยละ 67.5) และเป็นลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด นอกเขตกรุงเทพและปริมณฑล (ร้อยละ 68.5) อย่างไรก็ดี ธปท. ประเมินว่าภาคธุรกิจยังมีความต้องการสินเชื่อฟื้นฟูเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา ธปท. ได้หารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบธุรกิจผ่านสมาคมต่าง ๆ เช่น หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดต่าง ๆ ของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และเห็นควรให้ขยายวงเงินสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมต่ำหรือไม่เคยมีวงเงินมาก่อน ที่เดิมอาจไม่ต้องพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงิน รวมถึงเพิ่มการค้ำประกันให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) ผ่อนปรนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสินเชื่อลูกหนี้รายย่อย ในส่วนของบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล เพื่อบรรเทาภาระการจ่ายชำระหนี้ ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้เป็นการชั่วคราว โดย (1) ขยายเพดานวงเงินสำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท (2) คงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตที่เคยผ่อนคลายไว้ก่อนหน้า และ (3) ขยายเพดานวงเงินและระยะเวลาชำระหนี้ของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ทั้งนี้ การผ่อนปรนเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบและลดความจำเป็นของลูกหนี้ที่อาจถูกผลักไปใช้สินเชื่อนอกระบบในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การแก้ไขหนี้เดิมให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันและช่วยเหลือลูกหนี้ได้จริง ที่ผ่านมา สถานการณ์การระบาดมีความไม่แน่นอนสูง เดิมคาดว่าจะควบคุมได้และคลี่คลายในเวลาไม่นาน ทำให้เน้นการแก้ปัญหาแบบระยะสั้น เช่น การพักชำระหนี้เป็นครั้งคราว หรือปรับโครงสร้างหนี้แบบระยะสั้นเป็นหลัก แต่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดมาก การแก้ปัญหาแบบเดิมจึงไม่ตอบโจทย์ และไม่ได้ทำให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้พูดคุยเพื่อประเมินสถานการณ์ หรือหาทางแก้ไขที่จะช่วยให้ภาระของลูกหนี้ลดลงจริง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ธปท. จึงส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขหนี้เดิมอย่างยั่งยืน โดยเน้นให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบระยะยาว และคำนึงถึงหลักการดังต่อไปนี้ (1) มองสถานการณ์ระยะยาว โดยกำหนดการจ่ายคืนหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ปัจจุบันที่ลดลงมากและทยอยจ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้กลับมา (2) สามารถช่วยลูกหนี้จำนวนมากได้เร็ว (3) ตรงจุดให้เหมาะกับ ปัญหาของลูกหนี้แต่ละรายที่มีปัญหาและการฟื้นตัวต่างกัน (4) เป็นธรรมกับทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายผ่านความยากลำบากไปด้วยกัน นอกจากนี้ ต้องไม่สร้างแรงจูงใจที่ไม่เหมาะสม (moral hazard) ให้กับลูกหนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปสู่กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริงอย่างได้ผล และรักษาสมดุลและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินโดยรวม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์การส่งผ่านความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่ลูกหนี้ในภาวะวิกฤต ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1&amp;nbsp; สถาบันการเงินสามารถคงการจัดชั้นสำหรับลูกหนี้รายย่อย และ SMEs (ตามนิยามของสถาบันการเงิน) ที่เข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว ได้จนถึง 31 มีนาคม 2565 เพื่อเอื้อให้สถาบันการเงินและลูกหนี้มีเวลาเพียงพอในการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผลในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2&amp;nbsp; การใช้หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองอย่างยืดหยุ่นไปจนถึงสิ้นปี 2566 เพื่อลดภาระต้นทุนสำหรับสถาบันการเงินที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างยั่งยืน ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยวิธีที่นอกเหนือไปจากการขยายเวลาการชำระหนี้เพียงอย่างเดียว เช่น การเปลี่ยนโครงสร้างสินเชื่อจากระยะสั้นเป็นระยะยาวร่วมกับการปรับโครงสร้างหนี้วิธีอื่น ๆ การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีการให้สินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ รวมถึงการลดภาระการผ่อนชำระให้ลูกหนี้ ซึ่งจะช่วยจูงใจให้เกิดการส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.3&amp;nbsp; การขยายระยะเวลาปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เหลือร้อยละ 0.23 จากร้อยละ 0.46 ต่อปี ที่จะสิ้นสุดสิ้นปี 2564 นี้ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2565 เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปในการบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ที่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขับเคลื่อนให้มาตรการสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบได้จริงและรวดเร็วทันสถานการณ์เป็นหัวใจสำคัญ ที่ผ่านมา ธปท. ได้หารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อรับทราบอุปสรรค ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากลูกหนี้ทั้งรายย่อยและธุรกิจ รวมถึงสถาบันการเงินที่เป็นกลไกหลัก และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อปรับปรุงมาตรการให้ตอบโจทย์และตรงจุดยิ่งขึ้น ซึ่ง ธปท. จะยังติดตามและวิเคราะห์แนวทางต่าง ๆ ในการให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทางเลือกในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะจัดทำขึ้นเพื่อรองรับลูกหนี้แต่ละกลุ่ม (product program) รวมทั้งเร่งผลักดันให้สถาบันการเงินมีแนวทางดูแลลูกหนี้ที่ชัดเจนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศในภาพรวม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113995</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยลูกหนี้รายย่อย, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), มาตรการช่วยเหลือ, ลูกหนี้เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b756575dfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 15:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ปกครอง 2 พันบาทต่อนร. 1 คน ลดค่าเทอมนิสิต-นศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการมาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา ภาครัฐและเอกชน ดังนี้&amp;nbsp;1. มาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ) กรอบวงเงิน 23,000 ล้านบาท&amp;nbsp;สำหรับนักเรียนในระบบการศึกษาไทย ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564&amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง 2,000 บาท/นักเรียน 1 คน,&amp;nbsp;จัดสรรค่าใช้จ่ายให้แก่สถานศึกษาเพื่อช่วยจัดการเรียนรู้,&amp;nbsp;ลดหรือตรึงค่าใช้จ่ายในโรงเรียนเอกชนให้เท่ากับปีการศึกษา 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวตกรรม (อว) กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท&amp;nbsp;สำหรับกลุ่มเป้าหมายคือ นิสิต/นักศึกษาชาวไทย ระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน ระยะเวลา&amp;nbsp;ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แนวทางการดำเนินการ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ&amp;nbsp;จะได้รับส่วนลดเป็นลักษณะร่วมจ่ายระหว่างรัฐและสถาบันอุดมศึกษาในอัตรา 6:4&amp;nbsp;โดยค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลดร้อยละ 50&amp;nbsp;&amp;nbsp;/ 50,001 - 100,000 บาท ลดร้อยละ 30 และเกิน 100,000 บาท ลดร้อยละ 10&amp;nbsp;โดยส่วนลดสูงสุดรวมกันไม่เกินร้อยละ 50,&amp;nbsp;สถาบันอุดมศึกษาของเอกชน ค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา รัฐสนับสนุนในอัตรา 5,000 บาท/คน&amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังขอให้พิจารณาเพิ่มเติม ทั้งขยายเวลาผ่อนชำระ จัดหาอุปกรณ์/โปรแกรมสำหรับยืมเรียนออนไลน์ รวมทั้งลดค่าหอพักด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศธ. และ อว. จะได้เร่งจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับสนับสนุนแหล่งเงิน ตามขั้นตอนของ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 รวมทั้งจะมีการกำหนดกลไกการตรวจสอบยืนยันตัวตนของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือและการจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือผ่านระบบบัญชีธนาคาร&amp;nbsp;พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจถึงหลักการและแนวทางการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111278</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา, คณะรัฐมนตรี, มาตรการช่วยเหลือ, ลดค่าเทอม, เยียวยาโควิด, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5d55112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2021 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2021 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> นายกฯสั่ง&#039;คลัง&#039;เตรียมพร้อมระบบลงทะเบียนก่อนคลอดมาตรการช่วยปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ม.ค.64-น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมระบบรองรับการลงทะเบียนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาประชาชน ไม่ว่าจะเป็น โครงการคนละครึ่ง เพิ่ม 1 ล้านสิทธ์ และโครงการเราชนะ เยียวยาประชาชน 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน โดยให้ดูความพร้อมของระบบเพื่อบริการประชาชน ลดช่องโหว่ต่างๆให้ได้มากที่สุด พร้อมอธิบายชี้แจงวิธีการลงทะเบียนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง ทุกช่องทางการสื่อสาร เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจ รวมถึงป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมาตรการต่างๆของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับทั้ง 2 โครงการ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติในวันที่ 19 ม.ค.นี้ โดยคาดว่าโครงการคนละครึ่งละครึ่ง จะเปิดให้ลงทะเบียนรับ 1 ล้านสิทธิ์ในวันที่ 20 ม.ค. ขณะที่โครงการเราชนะ ได้วางแผนจะเปิดให้ลงทะเบียนในช่วงปลายเดือน ม.ค. หรือ ต้นเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณารายละเอียดขอบเขต เงื่อนไขโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกรัฐมนตรี ยังขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก้ไขข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์ ที่มีการส่งต่อข้อมูลเท็จเกี่ยวกับมาตรการต่างๆของรัฐ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด สับสน และขอให้ประชาชนติดตามความคืบหน้า รายละเอียดมาตรการต่างๆจากการประกาศของหน่วยงานราชการ เลือกบริโภคข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และไม่ส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เช็คก่อนแชร์&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90102</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาตรการช่วยเหลือ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200227/image_big_5e57426506478.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงศรีคอนซูมเมอร์เร่งช่วยเหลือลูกค้า ลดยอดชำระขั้นต่ำต่อเดือน ปรับลดดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค. 2564 นางสาวณญาณี เผือกขำ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อันประกอบไปด้วย บัตรเครดิตกรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส วีซ่า กล่าวว่า &amp;ldquo;จากสถานการณ์แพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 กรุงศรี คอนซูมเมอร์ในฐานะผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล รู้สึกห่วงใยและต้องการจะช่วยลดภาระของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ จึงได้ปรับเพิ่มมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้า โดยนอกจากการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในวงกว้าง โดยการลดยอดชำระขั้นต่ำต่อเดือนเหลือ 5% สำหรับบัตรเครดิต และ 3% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรง เช่น พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าของกิจการที่อยู่ในธุรกิจที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึงลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม บริษัทยังได้ขยายเวลาสมัครร่วมมาตรการช่วยเหลือสำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษสำหรับบัตรเครดิต และ สินเชื่อส่วนบุคคล พร้อมขยายระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 99 เดือนโดยลูกค้าต้องลงทะเบียนเพื่อขอรับพิจารณาความช่วยเหลือดังกล่าวผ่านแอปพลิเคชั่น UCHOOSE ซึ่งจะได้รับการพิจารณาเป็นรายกรณี ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2564 นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือสำหรับลูกค้าที่มียอดค้างชำระ ด้วยการปรับลดยอดในการผ่อนชำระรายเดือน โดยขยายเวลาในการผ่อนชำระนานสูงสุด 99 เดือนทั้งสำหรับบัตรเครดิต และ สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลอีกด้วย โดยลูกค้าสามารถแจ้งความจำนงมายังบริษัท และจะได้รับพิจารณาเป็นรายกรณี เพื่อหาวิธีช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของลูกค้าร่วมกัน ให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 1 : มาตรการช่วยเหลือสำหรับลูกค้าทุกราย - ลดยอดชำระขั้นต่ำต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot; ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตจากเดิม 10% เหลือ 5% ตามรอบบัญชี ถึง 31 ธันวาคม 2564 สำหรับลูกค้าทุกราย โดยมิต้องติดต่อแจ้งความจำนง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot; ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลจากเดิม 5% เหลือ 3% ตามรอบบัญชี ถึง 31 ธันวาคม 2564 สำหรับลูกค้าทุกราย โดยมิต้องติดต่อแจ้งความจำนง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 : มาตรการช่วยเหลือสำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ - ปรับลดดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ และขยายเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 99 เดือน สำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ ในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยลูกค้าต้องลงทะเบียนแจ้งความจำนง และจะได้รับการพิจารณาเป็นรายกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot; ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และลดภาระการชำระคืนด้วยการขยายระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 99 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ลูกค้าสามารถลงทะเบียนรับพิจารณาความช่วยเหลือดังกล่าว ผ่านแอปพลิเคชั่น UCHOOSE ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 3: มาตรการช่วยเหลือสำหรับลูกค้าที่มียอดค้างชำระ - ปรับลดยอดผ่อนชำระรายเดือน ด้วยการขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระนานสูงสุด 99 เดือน (ปรับโครงสร้างหนี้) พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต และ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89198</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงศรี คอนซูมเมอร์, ณญาณี เผือกขำ, มาตรการช่วยเหลือ, ลูกค้าเงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210108/image_big_5ff80ccc95ff2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เจ๊หน่อย&#039;ขอบคุณรัฐบาลฟังเสียงฝ่ายค้าน ออกมาตรการเยียวยาตรงตามข้อเสนอเพื่อไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63- คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอบคุณรัฐบาลที่ฟังเสียงฝ่ายค้าน โดยได้ออกมาตรการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ตรงตามข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยนะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเยียวยาสำหรับผู้ตกงาน ผู้ถูกพักงาน และผู้ประกอบอาชีพอิสระ คนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือนนั้น เราเห็นว่ารัฐบาลใช้งบประมาณเหมาะสมแล้วค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่นอกเหนือจากการเยียวยาดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อเสนอแนะจากพรรคเพื่อไทยอีกหลายเรื่อง ที่จะช่วยเยียวยาประชาชน และภาคธุรกิจรายย่อย SMEs ที่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ซึ่งรัฐบาลยังมิได้พิจารณาดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอย้ำอีกครั้งว่า ดิฉันและพรรคเพื่อไทยได้เสนอความช่วยเหลือเป็น 3 กลุ่มคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กลุ่มประชาชนคือ พนักงานลูกจ้างที่ต้องถูกพักงาน เลิกจ้าง รวมทั้งอาชีพอิสระต่าง ๆ และพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก SMEs ร้านค้าย่อย ทุก Sector ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สปา รับจัด Event และอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เช่น ภัยแล้ง และ COVID&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งดิฉันได้เสนอมาตรการทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยไปแล้ว ในโพสต์วันที่ 23 มีนาคม แต่รัฐบาลยังไม่พิจารณาให้ครบถ้วน จึงขอเสนอซ้ำอีกครั้งนะคะ เพื่อให้รัฐบาลเร่งพิจารณาดำเนินการ บรรเทาทุกข์ให้ประชาชน, ธุรกิจรายเล็กและเกษตรกรอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตาม Infographic ด้านล่าง 3 ตารางนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตารางที่ 1 คือ มาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ตกงาน ถูกพักงาน ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มประกันสังคม รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบ พ่อค้าแม่ขายรายย่อย, Taxi, วินมอเตอร์ไซค์, ไกด์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตารางที่ 2 คือ มาตรการช่วยเหลือเยียวยาธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง SMEs ร้านค้ารายย่อย และทุกประเภท ที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตารางที่ 3 คือ มาตรการช่วยเหลือ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง และ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้รัฐบาลรีบนำไปพิจารณานะคะ โดยเกลี่ยหรือปรับเปลี่ยนจากงบประมาณปี 63 ในส่วนที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน เช่น งบซื้ออาวุธ งบอบรมสัมมนางบสร้างตึกใหม่ เป็นต้น โดยขอให้รีบดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากรัฐบาลอนุมัติโครงการเหล่านี้ และดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยปราศจากการหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันเชื่อว่า ทั้งฝ่ายค้านตลอดจนประชาชนทั้งประเทศ จะยินดีสนับสนุนการใช้งบประมาณดังกล่าวค่ะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60952</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, มาตรการช่วยเหลือ, เพื่อไทย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c07f0b4b30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2020 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2020 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยเฮ!ครม.ไฟเขียวลดค่าน้ำ-ค่าไฟ คืนเงินประกันมิเตอร์ สู้โควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.62- นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ มาตรการ เพื่อบรรเทาให้กับประชาชนช่วยเหลือจากผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในเรื่องของค่าของชีพและบรรเทาภาระให้กับประชาชนลดค่าใช้จ่ายหลัก ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ ค่าน้ำประปา &amp;nbsp;ค่าไฟฟ้า สำหรับค่าไฟฟ้ามีอยู่ 3 ด้านที่จะช่วยเหลือ คือ 1. ลดค่าไฟฟ้า ร้อยละสาม(3 เปอร์เซ็นต์)สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทเป็นระยะเวลานาน 3 เดือนตั้งแต่เดือนเม.ย.-มิ.ย. คาดว่าจะใช้งบประมาณ 5,160 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการไฟฟ้านครหลวง ใช้งบ 1,600ล้านบาท ส่วนอีก 3,560 ล้านบาท เป็นการใช้งบประมาณของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฝภ.) ทั้งนี้ สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท และมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า 2.ขยายระยะเวลาการชำระค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการเฉพาะอย่าง ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม กิจการให้เช่าที่พักอาศัย โดยจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย ในช่วงที่ขยายระยะเวลาการชำระค่าไฟนี้ ตลอดระยะเวลาการผ่อนผัน และจะไม่มีการลดการจ่ายไฟเป็นการชั่วคราวโดยเด็ดขาด โดยให้ผ่อนผันได้ไม่เกิน 6 เดือน ของต่อรอบบิล สำหรับใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเม.ย.และเดือนพ.ค. โดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า หรือการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟ จะให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 &amp;nbsp;คือ บ้านที่อยู่อาศัย และประเภทที่ 2 คือ กิจการขนาดเล็ก รวมทั้งสิ้นจะมีผู้ได้รับการคืนเงิน ประกันการใช้ไฟฟ้า 22.17 ล้านราย วงเงิน 32,700 ล้านบาท โดยจะแบ่งเป็นส่วนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 3.87 ล้านราย วงเงิน 13,000 ล้านบาท ที่เหลืออีก 18.3 ล้านราย วงเงิน 19,700 ล้านบาท เป็นของกฝภ. โดยสามารถใช้สิทธิขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า ที่วางไว้ตามขนาดของเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ กกพ. จะมีการแถลงข่าวรายละเอียดอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องของน้ำประปาก็มีในลักษณะเดียวกันคือ 1. ลดค่าน้ำประปาอัตราร้อยละสาม สำหรับผู้ใช้น้ำทุกประเภทเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ เม.ย.-มิ.ย. คาดว่าจะใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 330 ล้านบาท 2. ขยายเวลาระยะการชำระค่าน้ำประปา ของผู้ใช้น้ำที่จดทะเบียนธุรกิจโรงแรมและธุรกิจให้เช่าที่พักอาศัย &amp;nbsp;โดยไม่คิดดอกเบี้ยและผ่อนชำระได้ไม่เกินหกเดือนของแต่ละรอบบิล &amp;nbsp;คาดว่าจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์จากการประปานครหลวง (กปน.) 900 ราย ส่วนการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)คาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์ 30,000 ราย รวม 30,900 ราย 3. มีการคืนเงินประกันการใช้น้ำ ให้กับผู้ใช้น้ำประเภทที่ 1 คือที่พักอาศัย คาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์ 5.7ล้านราย วงเงิน 2,834 ล้านบาท แบ่งเป็นกปน. 2 ล้านราย วงเงิน 1,034 ล้านบาท และกปภ. 3.7 ล้านราย วงเงิน 1,800 ล้านบาท &amp;nbsp;สำหรับมาตรการเพิ่มเติมที่จะมีออกมานายกฯได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ไปพิจารณามาตรการช่วยเหลือเยียวยา จากการที่เราจำเป็นต้องปิดสถานบริการบางอย่างในวันนี้ เพื่อดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60063</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าน้ำประปา ไฟฟ้า, นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์, มาตรการช่วยเหลือ, โฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200317/image_big_5e70a78d7b27d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
