<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องนายกปรับมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซี้ซอฟต์โลนเกณฑ์การพิจารณายุ่งยากรายย่อยไม่ได้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย. 2564 นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ได้เปิดเผยรายละเอียดการเข้าพบและการนำเสนอต่อประธานกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)&amp;nbsp;เพื่อเสนอผ่านไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) แก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว โดยกำหนดเป็นมาตรการเร่งด่วนเข้าถึงแหล่งทุนและลดการว่างงาน ซึ่งเรื่องแรกที่ต้องการให้จัดการคือ มาตรการซอฟต์ โลน(Soft loan) โดยต้องการให้ปรับปรุง 4 เรื่อง คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.นิยามของเอสเอ็มอี เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นคือแต่ละธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนนั้นใช้คำจัดความไม่ตรงกับ สสว. เพราะมีการกำหนดจากแหล่งที่มาไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ต้องการให้กำหนดนิยามของเอ็สเอ็มอีใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่มีการประเมินและตรวจสอบได้เป็นรูปแบบเดียวกัน 2.แบ่งวงเงินให้แต่ละกลุ่มผู้ประกอบการอย่างชัดเจน เนื่องจากการปล่อยซอฟต์โลนครั้งแรกนั้น เมื่อไปดูรายละเอียด จะเห็นได้ว่าวงเงินถูกปล่อยให้กับเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20 ล้านบาท เพียง 25%&amp;nbsp;นอกจากนั้นถูกปล่อยให้กับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีวงเงินสินเชื่อมากกว่า 20-500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.จำนวนผู้ประกอบการที่จะเข้าถึงแต่ละวงเงิน และกำหนดวงเงินที่จะเข้าถึง เพราะส่วนใหญ่ธนาคารจะอยากปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีความแข็งแรงอยู่แล้ว และไม่มีผลกระทบ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินมาก กลุ่มผู้ประกอบการขนาดย่อยจึงไม่ค่อยได้รับการพิจารณา และ4. เกณฑ์การพิจารณา ควรผ่อนปรน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการลดการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)&amp;nbsp;และให้วงเงินเพื่อมาปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต้นทุนที่ต่ำอยู่แล้วให้กับแต่ละธนาคาร อีกทั้งยังมี บสย.เข้ามารับประกันความเสี่ยงอีกทางหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแสงชัย กล่าวถึงมาตรการที่จะเป็นวัคซีน 3 เข็มแรกที่สำคัญที่จะเป็นจะต้องเร่งดำเนินการอย่างด่วนที่สุด คือมาตรการเพื่อหยุดการล้มละลายและหยุดเลือด แบ่งออกเป็น 1. พักต้น-พักดอก-เติมทุน ไปต่อ โดยไม่คิดดอกเบี้ยตลอดระยะเวลาการพักต้น และยืดระยะเวลาการชำระออกไป รวมทั้งไม่ติดเครดิตบูโร เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว เอ็นพีแอล บรรเทาภาระหนี้ และสร้างสภาพคล่องชั่วคราวให้กับเอสเอ็มอีที่ไม่ได้รับซอฟต์โลนทั้ง 2 ครั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;PO&amp;nbsp;และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ใบสั่งซื้อ-ใบกำกับภาษี คือต้องการใช้ใบสั่งซื้อมาขอสินเชื่อ 30-50% ของวงเงินใบสั่งซื้อที่มีจากลูกค้าของเอสเอ็มอีเพื่อนำเงินไปใช้ซื้อวัตถุดิบ จ้างผลิตหรือจ้างงานก่อน ช่วยเพิ่มสภาพคล่องตั้งแต่ใบสั่งซื้อได้ และ3.กองทุนประกันสังคม 30,000 ล้านบาท ที่มีออกมาแต่ผู้ประกอบการเข้าถึงยากมาก เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมมีหน้าที่ออกใบรับรองผู้ประกอบการว่าอยู่ในระบบเท่านั้น ซึ่งต้องการให้เพิ่มเติมในการเข้าไปช่วยเหลือแรงงานที่มีประวัติการส่งเงินสมทบตรงด้วย เพื่อชดเชยการว่างงาน แต่เป็นการแสวงหาอาชีพใหม่ให้กับผู้ตกงาน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามซึ่งหากประเมินสถานการณ์กลุ่มเอสเอ็มอีที่มีความเปราะบาง(ขาดส่งชำระสินเชื่อ) จะพบว่ามีถึง 432,563 ล้านบาท หรือ 13% ของวงเงินสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งระบบ โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดโควิด&amp;nbsp;-19 ถึง 258,519 ล้านบาท ซึ่งหากยังไม่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไป โดยจะต้องมีเป้าหมายให้เอสเอ็มอีเหล่านี้กลับสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ และอยู่ในระบบฐานภาษีของรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลาย ๆ มาตรการที่ภาครัฐออกมาเป็นมาตรการที่ดีมาก และสมาพันธ์เอสเอ็มอีก็มีโอกาสเข้าไปช่วยขับเคลื่อนอยู่ด้วย แต่ก็ยังมีความเห็นที่ต้องการจะให้มีการผลักดันหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น เชื่อว่าสิ่งสำคัญคือวัคซีนทางสุขภาพอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่ต้องการวัคซีนทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการบริหารไปพร้อม ๆ กัน และจากการระดมสมองของสมาพันธ์ บางมาตรการก็ได้เคยเรียกร้องไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว และยังไม่มีความคืบหน้าพอสมควร ถ้ามีการผลักดันไปได้ตั้งแต่ 1 ปีที่แล้ว เชื่อว่าผลกระทบจะไม่รุนแรง&amp;rdquo;นายแสงชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106807</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี, สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60867c26e020d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สุริยะ” มั่นใจมาตรการช่วยเอสเอ็มอี ช่วยกระตุ้นศก. และช่วยรักษาจ้างงาน 1 แสนตำแหน่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงมาตรการ&amp;ldquo;ต่อเติม เสริมทุน SME สร้างไทย&amp;rdquo; ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 ว่า &amp;nbsp;ในส่วนความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรมได้ สั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) และ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เร่งดำเนินการตามมติ ครม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) วงเงิน 35,000 ล้านบาท ผ่าน 2 โครงการ เพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้อยู่รอดท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ประกอบด้วย สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan) 20,000 ล้านบาท จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ซึ่งรวมถึง ลูกหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอลที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว โดยมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นตั้งแต่ 3% ต่อปีขึ้นไป วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท และอีกหนึ่งโครงการ คือโครงการ Transformation Loan เสริมแกร่ง เป็น Soft Loan เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร หรือเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ทั้งนี้ ได้ขยายจากเดิมกลุ่มเอสเอ็มอี S-Curve เพิ่มกลุ่ม supply chain และธุรกิจอื่น ๆ โดยได้เตรียมวงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ผ่านธนาคารออมสินและธนาคารพาณิชย์ทั้ง 18 แห่ง โดยมีอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี วงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระทรวงอุตสาหกรรม ได้พิจารณาโครงการสินเชื่อทั้ง 2 โครงการ พบว่าเมื่อปล่อย &amp;nbsp; &amp;nbsp; เข้าระบบทั้งหมดแล้ว จะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ประมาณ 17,600 ราย และจะสามารถรักษาการจ้างงานได้ไม่น้อยกว่า 101,000 คน และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 320,600 ล้านบาทภายในปี 2564 ทั้งนี้ สามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 18 ธันวาคมนี้ หรือจนกว่าวงเงินหมด&amp;quot; นายสุริยะ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54595</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d8497a10a063.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
