<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 07:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 07:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รปช.ยืนยันชงรมว.แรงงานหาวิธีให้กองทุนประกันสังคมปล่อยเงินชดเชยงวดแรกให้เร็วที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 เม.ย.63 - นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รองอธิการบดี ม.รังสิต และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคร่วมพลังประชาชาติไทย(รปช.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก&amp;nbsp; เรื่อง กระทรวงแรงงานกับวิกฤตโควิด-19 มีเนื้อหา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิด-19 นั้น ทำให้เราท่านได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลและราชการไทยนั้น ฝากผีฝากไข้กันได้ ในยามวิกฤตนั้น จะเก่งกันเป็นพิเศษ ไม่ประมาท ไม่หวั่นไหว แต่ก็ไม่แตกตื่น พาประเทศไปรอด รัฐมนตรีและข้าราชการของกระทรวงแรงงาน ก็เป็นเช่นนั้นครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่ปิดประเทศปิดเมืองจนเกือบมิด ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดึงอำนาจกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ธุรกิจหลายอย่างโดยเฉพาะโรงแรมจำต้องปิดกิจการลง ทางพรรครวมพลังประชาชาติไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่ากองทุนประกันสังคมย่อมเข้ามาช่วยได้ เพราะ คนงาน พนักงาน เรือนล้านที่ตกงานครั้งนี้ คือการว่างงานด้วย &amp;ldquo;เหตุสุดวิสัย&amp;rdquo; เราจึงได้ทำหนังสือด่วนจากพรรค ยืนยันไปให้ รัฐมนตรีว่าการ คือ ม.ร.ว. จตุมงคล โสณกุล ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าพรรค ปฏิบัติตามมติพรรค ทั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณอึงมี่ให้กองทุนประกันสังคมได้ทราบด้วยว่า พรรคเอาจริงในเรื่องนี้มาก ขอให้เอาเงินที่เรียกเก็บทุกเดือนจากผู้ประกันตนนั้น แบ่งมาเยียวยาผู้คนมากมายที่ลำบากกันอยู่ทั่วทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ข้าราชการจะเฝ้าบอกว่ากองทุนอาจมีเงินสดไม่พอ และคนอีกหลายฝ่ายหลายกลุ่มวิตกว่าหากเอาเงินที่มีอยู่มาชดเชยการว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ในอนาคตอาจจะตอบสนองเรื่องความเจ็บป่วยทุพพลภาพ ความตาย และ บำเหน็จ บำนาญของผู้สูงวัยไม่ได้เต็มที่ แต่เราในฐานะฝ่ายการเมืองเห็นว่าเงินทองที่สมทบกันเข้าไปในกองทุนกันมาช้านานนั้น แม้จะมีหลายวัตถุประสงค์ แต่ที่สำคัญข้อหนึ่ง คือ เก็บเผื่อไว้ ใช้ในยามฉุกเฉิน มีภัยพิบัติอันสุดวิสัย&amp;nbsp; กองทุนนี้ยังจะต้องเป็นหลักประกันให้กับความมั่นคงทางสังคมด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงเงินออม หรือใช่จะออมไว้ใช้ในยามเจ็บทุพพลภาพเท่านั้น หรือ ใช่จะเก็บไว้ใช้ในยามแก่ชราเท่านั้น ตระหนักกันครับว่า หากทำอย่างนี้ คนส่วนใหญ่ย่อมได้รับเยียวยาเร็ว เป็นคุณกับคนส่วนใหญ่ แต่ก็อาจจะมีคนไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย มีข้อโต้แย้ง แต่ เราตัดสินใจดีแล้ว จึงเดินหน้า ไม่มีถอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นคือ : ในฐานะฝ่ายการเมือง รัฐมนตรีสั่งกองทุนประกันสังคมไม่ได้ ประธานกรรมการคือท่านปลัดกระทรวงแรงงาน และกรรมการที่เหลือล้วนเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นสำคัญ เราเป็นสุภาพบุรุษ ย่อมจะไม่ใช้วิธีบีบคั้นกดดัน เราเชื่อในเรื่องความมีเหตุมีผลของข้าราชการและผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประกันสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านรัฐมนตรียอมหารือกับท่านปลัดกระทรวงแรงงานจนเข้าใจและเห็นด้วยจริงจัง ได้ดำเนินการจนคณะรัฐมนตรีเห็นว่าสถานการณ์ว่างงานขณะนี้มาจากเหตุสุดวิสัย และแก้ไขกฏกระทรวงให้เหตุสุดวิสัยนี้รวมมาถึงโรคระบาดใหญ่เช่นโควิด-19 นี้ ด้วย ท่านรัฐมนตรียังหารือกับหลายฝ่ายว่าจะเตรียมการหรือจะแก้ไขจุดอ่อน อุดช่องโหว่ แก้ความยุ่งยากทั้งปวง อย่างไร เพื่อปล่อยเงินชดเชยงวดแรกนี้ให้ออกมาให้ได้โดยเร็วที่สุด ถ้าได้ภายในอาทิตย์นี้หรือในต้นอาทิตย์หน้าได้ก็จะดี เราเดินเรื่องนี้กันมาตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน จนถึงบัดนี้ ก็แทบจะไม่มีปัญหาแล้วในเชิงกฏหมายหรือเชิงปฏิบัติ ฉะนั้น ท่านทั้งหลายที่ว่างงานเพราะเหตุโควิดนี้ จะได้รับเงินชดเชย แน่นอน !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่อยากจะชี้คือ พรรคย่อมไม่อาจสั่งกระทรวง และไม่อาจสั่งข้าราชการ ได้ แต่ มีมติ ที่หัวหน้าพรรคร่วมลงด้วย &amp;ldquo;ยืนยัน&amp;rdquo; ให้หัวหน้าพรรคในฐานะรัฐมนตรีว่าการให้ไปหาทางทำให้จงได้&amp;nbsp; ด้วยวิธีการและข้อกฏหมายที่ถูกต้อง ด้วย ก็มีแค่นี้ครับ และท่านก็ทำได้สำเร็จแล้ว จึงขอชี้แจงแต่เพียงแค่นี้
ทังนี้ หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย คือ หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63393</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนประกันสังคม, ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล, มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b0686da2727a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เคาะ8มาตรการเร่งด่วน เยียวยาผลกระทบไวรัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.ไฟเขียวมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ระยะ 2 ชดเชยรายได้แรงงานที่ไม่อยู่ในประกันสังคม 5 พันบาท/เดือน ในระยะเวลา 3 เดือน พร้อมออกสินเชื่อกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ โยน 3 ธนาคารรัฐดูแล พร้อมออกอีก 7 มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีการอนุมัติมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 2 ที่มีการเสนอจากกระทรวงการคลัง ว่าเป็นการออกมาตรการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งประชาชนและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ขยายวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีมาตรการดูแลและเยียวยาทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 2 ดังนี้ 1.มาตรการดูแลและเยียวยา &amp;ldquo;แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม&amp;rdquo; ซึ่งได้รับผลกระทบประกอบด้วย 8 มาตรการ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.1 มาตรการชดเชยรายได้แก่แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมหรือผู้ได้รับผลกระทบอื่น ๆ ของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาให้กับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดประกอบกิจการของสถานประกอบการที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนแออัด เบียดเสียด ง่ายต่อการแพร่เชื้อ เช่น สนามมวย สนามกีฬา ผับ สถานบันเทิง โรงมหรสพ นวดแผนโบราณ สปา ฟิตเนส สถานบริการอื่นๆ เป็นต้น หรือผู้ได้รับผลกระทบอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ไม่รวมผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขการได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม ไม่รวมข้าราชการและข้าราชการบำนาญ และไม่รวมเกษตรกร (กลุ่มเกษตรกรได้รับความช่วยเหลืออื่นๆ จากรัฐบาลอยู่แล้ว) ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะเป็นผู้รับลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ เป้าหมาย รวมทั้งสิ้น 3 ล้านคน โดยการสนับสนุนเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เม.ย.-มิ.ย.2563 รวมวงเงินทั้งสิ้น 45,000 ล้านบาท ผ่านการลงทะเบียนแสดงความจำนงตรวจสอบคุณสมบัติและการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น พร้อมเพย์ตามเลขบัตรประจำตัวประชาชน โอนเข้าบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ส่วนวิธีการขอรับความช่วยเหลือจะเป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.2 โครงการสินเชื่อฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 40,000 ล้านบาท (ธนาคารออมสิน 20,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. 20,000 ล้านบาท) วงเงินต่อรายไม่เกิน 10,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกิน 0.1% ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธ.ค.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.3 โครงการสินเชื่อพิเศษเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนที่มีรายได้ประจำ โดยมีหลักประกัน โดยธนาคารออมสิน สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท วงเงินต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกิน 0.35% ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธ.ค.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.4 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับสำนักงานธนานุเคราะห์เพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานรากที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานรากที่ได้รับผลกระทบ โดยธนาคารออมสินสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำวงเงินรวม 2,000 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในนามของสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) โดยคิดดอกเบี้ยในอัตรา 0.1% ต่อปี และ สธค. คิดดอกเบี้ยจากประชาชนในอัตราไม่เกิน 0.125% ต่อเดือน ระยะเวลา 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.5 มาตรการเสริมความรู้ พิจารณาดำเนินการจัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ เสริมอาชีพ เพื่อเสริมสร้างความรู้ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หรือผู้ที่สนใจ พร้อมทั้งจัดทำกิจกรรมเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์), 1.6 มาตรการเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.2563 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ส.ค.2563 เพื่อบรรเทาภาระให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.7 มาตรการเพิ่มวงเงินหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพ โดยเพิ่มวงเงินหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพจากเดิมตามจ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท เป็นไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับการหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีภาษี 2563 เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นและมีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพลดลง และรัฐสามารถนำรายจ่ายด้านสาธารณสุขที่ลดลงจากการทำประกันสุขภาพของประชาชนไปช่วยเหลือประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยทั้งในด้านสาธารณสุขและด้านอื่นๆ ได้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.8 มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าตอบแทนในการเสี่ยงภัยของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ 1 ค่าตอบแทนเสี่ยงภัยในการเฝ้าระวัง สอบสวน ป้องกัน ควบคุม และรักษาผู้ป่วยจากไวรัสโควิด-19 ค่าตอบแทนบุคคลที่มิใช่ข้าราชการหรือข้าราชการที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงสาธารณสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีภาษี 2563 เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่มีภาระภาษีสำหรับค่าตอบแทนพิเศษจากการปฏิบัติงานดังกล่าวและมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.มาตรการดูแลและเยียวยา &amp;ldquo;ผู้ประกอบการ&amp;rdquo; ประกอบด้วย 7 มาตรการ ดังนี้ 2.1 โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แก่ ธุรกิจทัวร์ ธุรกิจสปา ธุรกิจขนส่งที่เกี่ยวเนื่อง (รถทัวร์ รถบัส รถตู้ รถแท็กซี่ เรือนำเที่ยว รถเช่า) บริษัทนำเที่ยว โรงแรม ห้องพัก และร้านอาหาร โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท วงเงินต่อรายไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 3% สำหรับ 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 5 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธ.ค.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายใต้มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัส ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงทางอ้อม ระยะที่ 1 นั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการ ครม. จึงได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินเป็นผู้นำหลักในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว เพื่อประคองให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดในภาวะเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.2 มาตรการเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้ 1.รอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 (ภ.ง.ด.50) สำหรับกรณีที่จะต้องยื่นรายการชำระภาษีตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2563 ถึงวันที่ 30 ส.ค.2563 ออกไปเป็นภายในวันที่ 31 ส.ค.63 2.รอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 (ภ.ง.ด.51) สำหรับกรณีที่จะต้องยื่นรายการชำระภาษีตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2563 ถึงวันที่ 29 ก.ย.2563 ออกไปเป็นภายในวันที่ 30 ก.ย.63 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากการเลื่อนชำระภาษีตาม ภ.ง.ด.50 ประมาณ 120,000 ล้านบาท และจากการเลื่อนชำระภาษีตาม ภ.ง.ด.51 ประมาณ 30,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.3 มาตรการเลื่อนเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ นำส่ง และชำระภาษี โดยเลื่อนเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ นำส่ง และชำระภาษีทุกประเภทที่กรมสรรพากรจัดเก็บ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นต้น ให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก ได้แก่ 1.ผู้ประกอบการที่ต้องปิดสถานประกอบการตามคำสั่งของทางราชการ เช่น กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น 2.ผู้ประกอบการอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส เฉพาะที่มีเหตุอันสมควรให้เลื่อนเวลาออกไป โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาเป็นรายกรณี เพื่อเป็นการลดภาระในการจัดทำเอกสารและการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.4 มาตรการขยายเวลาการชำระภาษีให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้เสียภาษีที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากการแพร่ระบาดไวรัสฯ กรมสรรพสามิตให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันจากเดิมยื่นขอชำระภาษีภายใน 10 วันเป็นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน โดยให้ดำเนินการดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เม.ย.-มิ.ย.63
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.5 มาตรการขยายเวลาการยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีของการประกอบกิจการสถานบริการที่จัดเป็นบริการตามบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้ประกอบกิจการสถานบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากการให้ปิดสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัด เบียดเสียด ง่ายต่อการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 เป็นการชั่วคราว กรมสรรพสามิตขยายเวลาการยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีของการประกอบกิจการสถานบริการ ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโก้เธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรวมถึงสถานที่ที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น. และสถานอาบน้ำหรืออบตัว และนวด ตลอดจนกิจการเสี่ยงโชคประเภทสนามแข่งม้า และสนามกอล์ฟ ให้ยื่นแบบรายการและชำระภาษีภายในวันที่ 15 ก.ค. 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.6 มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าของที่ใช้รักษา วินิจฉัย หรือป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยยกเว้นอากรขาเข้าของที่ใช้รักษา วินิจฉัย หรือป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัส ตามรายการที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนด ตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงการคลังมีผลบัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะสามารถกระจายเงินสู่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับได้ภายในช่วงต้นเดือนเม.ย.63 นี้ ซึ่งผู้ที่ได้รับสิทธิ์ชดเชยรายได้แก่แรงงานลูกจ้าง รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน จะต้องเป็นคุณสมบัติ เป็นแรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยต้องมีหลักฐาน 1.บัตรประจำตัวประชาชน 2.ข้อมูลส่วนบุคคล 3.ข้อมูลนายจ้าง โดยลงทะเบียนผ่าน w ww.เราไม่ทิ้งกัน.com และรอตรวจสอบคุณสมบัติและรับเงินเยียวยาผ่านบัญชีธนาคาร หรือพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;งบประมาณทั้งหมดที่จะใช้ในมาตรการดังกล่าวอยู่ที่ 4,500 ล้านบาท และถ้ามีความต้องการมากกว่า 3 ล้านรายที่กำหนดไว้ ก็อาจจะมีการขยายโควตาเพิ่มขึ้นอีก แต่ต้องมีการเสนอเข้า ครม. ใหม่อีกครั้ง เพื่อขออนุมัติงบเพิ่มเติม&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60797</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ครม., ชดเชยรายได้, มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แรงงานที่ไม่อยู่ในประกันสังคม, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200324/image_big_5e7a18fa2757c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
