<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนวอนรัฐอัดโปรโมชั่นต่อมาตรการบีโอไอลดภาษีนิติบุคคล100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ส.ค. 2563 - นายสมหวัง บุญรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการ สถาบันไทย-เยอรมัน เปิดเผยว่าเบื้องต้นได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ถึงการต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ที่จะสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธ.ค.2563 เพื่อสนับสนุนการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในประเทศให้มากขึ้น ทั้งการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% หากโครงการมีการใช้ระบบอัตโนมัติเชื่อมโยงในอุตสาหกรรมการผลิตของไทยไม่น้อยกว่า 30% ของเงินลงทุน และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% ให้ผู้ซื้อระบบหรือนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ คาดว่าเร็วๆ นี้จะได้ข้อสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยนำเข้าอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล 4 แสนล้านบาท และส่งออกระบบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการนำเข้าและส่งออกหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 10% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นผู้นำส่งออกหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในภูมิภาคอาเซียนภายใน 10 ปี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เกษตร และอาหาร รองรับการผลิตที่ตอบโจทย์ความต้องการ ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตยานยนต์แห่งอนาคตมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกัมปนาท ตันติพิทักษ์สิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรบอท ซิสเต็ม จำกัด กล่าวว่าภาคเอกชนต้องการเสนอให้รัฐบาลทำการโปรโมทมาตรการต่างๆ ที่สนับสนุนการใช้งานหุ่นยนต์ในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตดังกล่าว เนื่องจากผู้ประกอบการที่ต้องใช้งานหุ่นยนต์บางรายยังไม่รับทราบและเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ส่งเสริม รวมถึงระยะเวลาที่โครงการจะหมดอายุอาจจะทำให้การเตรียมเอกสารเพื่อขอยื่นนั้นไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันต้องการให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานเพื่อคัดแยกหมวดหมู่การใช้ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมต่างๆ ให้เกิดความชัดเจน จากปัจจุบันมีการนิยามเหมารวมการใช้งานระบบอัตโนมัติเป็นเครื่องจักรกลทั้งหมด ทำให้หน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ตรงจุด ที่สำคัญช่วยแก้ปัญหาการขอสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่ใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยต้องยอมรับว่าขณะนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากตื่นตัวศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับกระบวนการผลิตมาใช้หุ่นยนต์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 30-40% ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการปรับทัศนคติในการพัฒนากระบวนการผลิตในแบบเร่งด่วน เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน เกิดความแม่นยำในการทำงานซ้ำๆ ด้วยแรงงานคน ช่วยแก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันไม่เพียงแต่บริษัทขนาดใหญ่ที่สนใจนำเทคโนโลยี โรโบติกส์ และการใช้หุ่นยนต์ทดแทนในสายการผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่เริ่มพร้อมปรับตัวเพราะปัจจุบันราคาหุ่นยนต์ปรับลดลงและสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องลดการสัมผัสของมนุษย์และการสูญเสียของวัตถุดิบ ซึ่งประเมินว่าอาจเกิดการลงทุนด้านเครื่องจักรรองรับการผลิตรูปแบบดิจิตอลในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า&amp;rdquo;นายกัมปนาท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกัมปนาท กล่าวว่าในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องปรับกระบวนการผลิตไปสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและยา เครื่องดื่ม การเกษตร โลจิสติกส์มีแนวโน้มตื่นตัวมากที่สุด เพื่อทดแทนแรงงานที่มีข้อจำกัดและกำลังขาดแคลนในขณะนี้ สามารถทดแทนแรงงานที่จำเป็นต้องมีทักษะเฉพาะทางไปทำงานด้านอื่นที่คุ้มค่ากว่า หลังผู้ประกอบการมีการลดจำนวนแรงงาน และลดเวลาทำงานของแรงงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74324</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการบีโอไอ, ระบบอัตโนมัติ, ลดภาษีนิติบุคคล, สนับสนุนการใช้หุ่นยนต์, สมหวัง บุญรักษ์เจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f350f4d8e125.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2019 00:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอนพรรคร่วม อย่ามัวหาเสียง ร่วมปฏิรูปศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; วอนพรรคร่วมเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ชี้มีนโยบายเดียวกัน อย่าคิดว่าต้องเลือกตั้งเร็วๆ นี้แล้วหาเสียงอย่างเดียว แจง ครม.เศรษฐกิจเตรียมถกมาตรการบีโอไอ หอการค้าไทยเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค.อยู่ที่ 73.6 ปรับลงต่อเนื่องต่ำสุดในรอบ 33 เดือน จากความกังวล ศก.ถดถอย-การเมืองไร้เสถียรภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ &amp;quot;อนาคตเศรษฐกิจไทย เรากำหนดได้&amp;quot; จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าเศรษฐกิจไทยต้องการความเชื่อมั่น หากไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีการบริโภค ผู้บริโภคไม่อยากไปเที่ยว เศรษฐกิจไทยก็จะชะลอตัว ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เหล่านี้ให้ได้ ต้องทำให้คนไทยเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลพยายามทำมาต่อเนื่อง เมื่อมีข่าวดีต้องรีบประชาสัมพันธ์บอกให้ประชาชนรับทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิดกล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตย หลังจากนี้ต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจต่อยอดสิ่งที่ได้วางรากฐานไว้ คือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชดเชยการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่คาดว่าจะจบลงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐในปีหน้า นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ใช้เวลานานถึง 3 เดือน ทำให้การลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจต่ำกว่าเป้าหมาย ส่งผลให้เอกชนไม่ลงทุน เพราะไม่แน่ใจว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างอยู่ในความไม่แน่นอน ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2562 ขยายตัวชะลอเหลือเพียง 2.3% เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่าเราน่าจะประคองเศรษฐกิจไทยอยู่ได้ จากมาตรการของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ถึงเงินจะออกไม่ทันไตรมาส 3/2562 แต่ไตรมาส 4/2562 จะมีเงินทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจากการลงทุนขนาดใหญ่ ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4/2562 น่าจะดีขึ้นมาได้&amp;quot; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายสมคิดกล่าวยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัด เพราะคนไทยและนักลงทุนไทยยังไม่ตื่นตัวการปฏิรูปเศรษฐกิจ คนไทยไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ไม่ยอมใช้จ่ายและไม่ยอมลงทุน ทำให้ต้องเร่งการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งต้องมีรัฐบาลและการเมืองที่เข้มแข็งอย่างมากถึงจะทำได้ ถ้ารัฐบาลและการเมืองไม่เข้มแข็งทำไม่ได้ ตอนนี้ประเทศไทยเป็นรัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ำ แต่ผู้นำพรรคการเมืองทั้งหลายรู้จักกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าทุกพรรคมีนโยบายของตัวเอง จึงต้องมีการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ขึ้นมาเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจร่วมกันให้เป็นทิศทางเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ได้คุมหลายกระทรวง ผมไม่ใช่รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แต่นโยบายของเราต้องมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน อย่าไปคิดว่าต้องเลือกตั้งเร็วๆ นี้ แล้วคิดหาเสียงเพียงอย่างเดียว หากไม่สนใจไม่ทำอะไรเลยความสามารถในการแข่งขันของประเทศเราจะตกลงไปเรื่อยๆ พรรคร่วมรัฐบาลต้องร่วมมือกันเดินไปข้างหน้า ครม.ก็ต้องพยายามทำงาน ต้องมีส่วนร่วมในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ต้องขับเคลื่อน ไม่ใช่อยู่เฉยๆ&amp;quot; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิดกล่าวอีกว่า ในวันที่ 6 ก.ย.นี้ จะมีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพื่อพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เสนอโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อดึงนักลงทุนใหม่เข้ามาลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อชดเชยการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนค่ายรถยนต์โตโยต้าก็ได้ยืนยันว่าจะใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (รถยนต์อีวี) ซึ่งเป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทย ยกระดับอุตสาหกรรมใหม่และระดับเทคโนโลยีของไทยให้มีความทันสมัยมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ส.ค.62 อยู่ที่ระดับ 73.6 จาก 75.0 ในเดือน ก.ค.62 ปรับตัวลดลงทุกรายการ และปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 อีกทั้งยังต่ำสุดในรอบ 33 เดือนนับตั้งแต่ ธ.ค.59 เนื่องมาจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองเป็นสำคัญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐจะทำสงครามการค้ากับจีนมากขึ้น ตลอดจนราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเชิงลบในอนาคต และทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4 ซึ่งรัฐบาลควรดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปัจจัยลบที่สำคัญ ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 2/62 ที่ 2.3% เติบโตต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดจีดีพีปี 62 ลงเหลือเติบโต 2.7-3.2%, ความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และความกังวลปัญหาภัยแล้งที่จะส่งผลต่อราคาพืชผลทางการเกษตรและรายได้เกษตรที่จะยังอยู่ในระดับต่ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัจจัยบวก ได้แก่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, การส่งออกไทยในเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 4.28% ขยายตัวครั้งแรกในรอบ 5 เดือน, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.50%, เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น และราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการซ่อมสร้างผลกระทบจากน้ำท่วม จะช่วยคลายปัญหาภัยแล้ง จึงคาดว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับร้อยละ 3 ถึง 3.2 ภายใต้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 100,000-150,000 ล้านบาทเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45107</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เศรษฐกิจ, ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค, ปฏิรูปเศรษฐกิจ, มาตรการบีโอไอ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190905/image_big_5d711f4e92d25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
