<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 16:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘หญิงหน่อย’ขอภาครัฐขยายมาตรการพักหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;17 ต.ค.2564-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ตามที่ทางภาครัฐได้มีการออกมาตรการพักชำระหนี้ โดยมีลูกหนี้ที่ขอรับความช่วยเหลือจากมาตรการดังกล่าวประมาณ 7 ล้านล้านบาท เป็นลูกหนี้ SME ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท ซึ่งมาตรการดังกล่าวใกล้จะครบกำหนดแล้ว ทั้งนี้ปัญหาความเดือดร้อนจากเศรษฐกิจถดถอยได้แผ่ขยายเป็นวงกว้างและซึมลึกไปในทุกภาคส่วน ส่งผลกระทบต่อปัญหาการจ้างงานและรายได้ของประชาชน และส่งผลต่อหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.โดยปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของประชาชนหรือผู้ประกอบการธุรกิจ แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความผิดพลาดของการบริหารจัดการของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;พรรคไทยสร้างไทยขอเรียกร้องให้พิจารณาขยายมาตรการพักหนี้เป็นการทั่วไปต่อไปอีกสักระยะ เช่น 6 เดือน ถึง 12 เดือน ก่อนที่หนี้ในระบบจะกลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ หนี้เสีย (NPL)เพราะหากภาครัฐไม่เข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้จำนวนมาก ก็อาจเข้าสู่ภาวะจำใจต้อง &amp;ldquo;ทิ้งหนี้&amp;rdquo; และในที่สุดต้องถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ถูกยึดทรัพย์บังคับหลักประกันขายทอดตลาด ส่งผลต่อต้นทุนในการจัดการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และทำให้เกิดปัญหาการกดราคาทรัพย์สิน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ขอเสนอให้มีมาตรการรองรับในเรื่องดังกล่าวต่อไปนี้ดังนี้ 1. ขอให้นำระยะเวลาที่ได้รับการพิจารณาพักการชำระหนี้มาบวกกับระยะเวลาการผ่อนที่เหลือด้วย เช่น ลูกหนี้เข้าโครงการพักชำระหนี้เป็นเวลา 6 เดือน หากตามสัญญาเดิมที่ลูกหนี้ทำกับสถาบันการเงิน เหลือระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้อยู่อีก 20 เดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันแล้ว ก็ขอให้นำระยะเวลาที่ผ่อนผันมารวมด้วย เป็น 26 เดือน เนื่องจากลูกหนี้เองก็มีภาระดอกเบี้ยที่ต้องแบกรับในช่วงระยะเวลาที่ผ่อนผันมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;2.ขอให้นำยอดดอกเบี้ยคงค้างที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ผ่อนผัน ยกยอดทั้งหมดไปชำระในงวดท้ายๆ หลังจากที่ได้ชำระเงินต้นหมดแล้ว 3.ขอให้คำนวณยอดเงินที่ต้องชำระต่อเดือน เท่ากับยอดชะระตามปกติของลูกหนี้ เช่น เคยชำระเดือนละ 100,000 บาท มาโดยตลอด หลังจากพ้นกำหนดการผ่อนผัน ก็ขอให้คงยอดที่ต้องชำระไว้ตามเดิม เพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่ลูกหนี้เกินสมควร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119978</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, มาตรการพักชำระหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616bcb56b99e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 11:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรไทยไฟเขียวลดภาระผ่อน-พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยช่วยเอสเอ็มอีที่ยังไม่ฟื้นจากโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ต.ค. 2563 นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคลได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ซึ่งธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น ลดยอดการผ่อนต่อเดือน พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย และสนับสนุนเงินทุนด้วยสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยให้ความช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคลผ่านมาตรการระยะที่ 1 และ 2 ไปแล้ว 860,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้ลูกค้าธุรกิจที่เข้าร่วมมาตรการ 360,000 ล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 22 ต.ค.นี้ ธนาคารได้มีการเตรียมความช่วยเหลือสำหรับลูกค้าที่เข้ามาตรการพักชำระหนี้เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดต่อสอบถามลูกค้าแต่ละรายอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาสภาพคล่องหรือกระแสเงินสดของลูกค้า ทั้งนี้จากการเข้าพบลูกค้าผู้ประกอบการที่เข้ามาตรการฯ ประมาณ 100,000 ราย พบว่าราว 81% สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ปกติ ซึ่งเป็นธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคมีเพียง 18% ที่ต้องการมาตรการช่วยเหลือต่อ โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และส่วนที่เหลือมีการปิดกิจการไปแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับลูกค้าที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระปกติได้ ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือต่อเนื่อง โดยเน้นแก้หนี้ให้ตรงจุดแทนการช่วยเหลือเป็นการทั่วไป มาตรการช่วยเหลือของธนาคารจึงมีหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะอุตสาหกรรมและลักษณะธุรกิจของลูกค้าแต่ละราย โดยมีรูปแบบการช่วยเหลือ ดังนี้ 1) การบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย เช่น การปรับลดภาระผ่อนชำระต่อเดือน การพักชำระเงินต้น การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย และ 2) การให้เงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง เช่น การปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับกลุ่มลูกค้าธุรกิจผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Soft Loan พลัส วงเงินสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทรวมทุกสถาบันการเงิน ค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี และพักชำระเงินต้นสูงสุด 2 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ธนาคารจะมีมาตรการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการลดภาระหนี้ในปัจจุบัน แต่ภาระดอกเบี้ยในแต่ละเดือนตลอดช่วงการพักหนี้ ยังคงเป็นภาระแก่ลูกหนี้ในระยะยาว ดังนั้นลูกหนี้ที่ยังมีรายได้เพียงพอที่จะชำระคืนหนี้ควรชำระหนี้ตามปกติหลังหมดมาตรการ นอกจากนี้ การปรับตัวในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทั้งในด้านการหาตลาดใหม่ ๆ และการบริหารต้นทุน ยังคงเป็นเรื่องสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81428</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย, กฤษณ์ จิตต์แจ้ง, มาตรการพักชำระหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201022/image_big_5f910378be3a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80832</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2020 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2020 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ประกาศปิดฉากมาตรการพักชำระหนี้รับมี5.7หมื่นล.ล่องหนหาตัวไม่เจอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค. 2563 นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายเสถียรภาพระบบการเงินและยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป ลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจที่เคยเข้าร่วมมาตรการผ่อนผันให้ลูกหนี้เอสเอ็มอีที่ได้รับการพักหนี้ตามพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ที่วงเงินกู้ไม่ถึง 100 ล้านบาท ซึ่งมาตรการจะครบกำหนด 6 เดือน ในวันที่ 22 ต.ค. นี้ จะไม่ได้รับการต่ออายุมาตรการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไปดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. ได้ปรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากการให้สถาบันการเงินช่วยเหลือเป็นการทั่วไป เป็นการให้ความช่วยเหลือเชิงรุก และตรงจุดที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกหนี้แต่ละราย (Targeted) ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ไม่ได้ครอบคลุมลูกหนี้ทุกราย แต่เป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง ตรงลักษณะปัญหาของลุกหนี้ หรือการฟื้นตัวของรายได้ของลูกหนี้มากขึ้น โดยหากยังคงดำเนินมาตรการพักหนี้เป็นการทั่วไปต่อ อาจส่งผลกระทบทางลบในระยะยาวได้ เนื่องจาก ลูกหนี้ที่พักหนี้อยู่จะยังคงมีภาระดอกเบี้ยในแต่ละเดือนตลอดช่วงการพัก ซึ่งเป็นภาระแก่ลูกหนี้ในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการไม่ส่งเสริมให้เกิดวินัยทางการเงิน (moral hazard) เพราะลูกหนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบไม่มาก อาจอาศัยเป็นช่องทางเพื่อประวิงเวลาการชำระหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งจะยังส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน เพราะการพักหนี้เป็นการทั่วไป เป็นระยะเวลานานคาดว่าจะทำให้สภาพคล่องในระบบจากการชำระคืนหนี้และดอกเบี้ยหายไปประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี ดังนั้นกลุ่มลูกหนี้ที่ยังมีรายได้เพียงพอที่จะชำระคืนหนี้ ควรชำระหนี้ตามปกติหลังหมดมาตรการ เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระหนี้แล้ว ยังจะทำให้สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ยังได้รับผลกระทบอยู่ ส่วนลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยเฉพาะรายที่สถาบันการเงินยังติดต่อไม่ได้ ควรรีบติดต่อสถาบันการเงินเพื่อรับความช่วยเหลือที่เหมาะสมภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. ได้ออกประกาศให้สถาบันการเงินคงสถานการณ์จัดชั้นลูกหนี้ถึงสิ้นปี 2563 (stand still) สำหรับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างเจรจาปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ เพื่อช่วยไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้สถาบันการเงินเร่งดำเนินการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ อีกทั้งขณะนี้ ธปท. อยู่ระห่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้ทราบว่ามีภาคธุรกิจไหนที่ต้องการรับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางรุ่ง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีลูกหนี้ทั้งหมดของระบบสถาบันการเงินที่ขอรับความช่วยเหลือจากมาตรการผ่อนผันการพักชำระหนี้ดังกล่าว คิดเป็น 6.89 ล้านล้านบาท คิดเป็นเงินที่อยู่ในมาตรการพักหนี้ของลูกหนี้เอสเอ็มอี ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท ในส่วนนี้แบ่งเป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จำนวน 4 แสนล้านบาท คิดเป็นลูกหนี้ 7.8 แสนบัญชี และเป็นหนี้ในระบบธนาคารพาณิชย์ และนอนแบงก์ จำนวน 9.5 แสนล้านบาท คิดเป็นลูกหนี้ 2.7 แสนบัญชี
โดยในส่วนนี้มีลูกหนี้ประมาณ 94% ที่ทั้งสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติหลังหมดมาตรการช่วยเหลือ และสถาบันการเงินสามารถติดต่อเพื่อดำเนินการช่วยเหลือด้วยวิธีต่าง ๆ ต่ออีก แต่อีก 6% ของยอดหนี้ หรือประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาท อยู่ระหว่างการติดต่อลูกหนี้ เพราะยังติดต่อไม่ได้ โทรศัพท์ไม่รับ จึงยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างไรกับลูกหนี้ในส่วนนี้หลังจากหมดอายุมาตรการช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการรองรับสำหรับลูกหนี้แต่ละประเภท หลังหมดมาตรการพักหนี้เป็นการทั่วไป ได้แก่ 1. ลูกหนี้ที่กับมาดำเนินธุรกิจตามปกติ สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติหลังหมดมาตรการ 2. ลูกหนี้ที่กลับมาดำเนินธุรกิจแต่ยังไม่ฟื้นตัว ในส่วนนี้สถาบันการเงินจะดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยสามารถคงสถานะลูกหนี้ที่ไม่เป็น NPL ระหว่างการเจรจาจนถึงสิ้นปี 2563 และ 3. ลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ในส่วนนี้สถาบันการเงินจะพิจารณาขยายระยะเวลาชะลอการชำระหนี้เป็นรายกรณีได้อีกไม่เกิน 6 เดือน นับจากสิ้นปีนี้ 4. ลูกหนี้ที่ขาดการติดต่อกับสถาบันการเงิน ให้ติดต่อสถาบันการเงินเพื่อหาแนวทางร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดเป็น NPL&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี แนวโน้ม NPL ในระบบในระยะต่อไปยังไม่มีความน่ากังวลใจ เพราะไม่ได้มีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง แต่ ธปท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และไม่ได้ปฏิเสธปัญหา โดยในส่วนที่ต้องแก้ก็ต้องดำเนินการแก้กันไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80832</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), มาตรการพักชำระหนี้, รุ่ง มัลลิกะมาส, ลูกหนี้เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201017/image_big_5f8a5676691ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 19:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 19:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;คาดอีก2ปีศก.ไทยถึงฟื้นปกติชี้หนี้ไวรัส7ลล.ไม่น่าห่วงยันจัดการได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย. 2563 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ &amp;ldquo;ทางเลือก ทางรอด ประเทศไทย&amp;rdquo; ในงานสัมมนา ทางเลือก ทางรอด ฝ่าวิกฤติ &amp;ldquo;หนี้&amp;rdquo; ว่า ในช่วงการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคให้มีสภาพคล่องดีขึ้น โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์จากมาตรการพักชำระหนี้ 12.8 ล้านคน เป็นยอดหนี้ 7 ล้านล้านบาท และรัฐบาลได้อัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 8 แสนล้านบาทในช่วงล็อกดาวน์ เพื่อเป็นเงินเยียวยาอาชีพอิสระและเกษตร 33 ล้านคน วงเงิน 4 แสนล้านบาท, ซอฟท์โลนจากธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินต่าง ๆ วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายให้ภาคประชาชน อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า &amp;nbsp;วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ให้ช่วงล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำได้สำเร็จ เพื่อให้ประชาชนมีวันนี้ ให้มีความพร้อมฟื้นฟู และเริ่มต้นกันใหม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปัจจุบัน เชื่อว่าประเทศไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 ปี โดยจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 และจะกลับสู่ภาวะปกติภายในปี 2565 บนสมมุติฐานของตัวเลขหนี้ตามมาตรการพักชำระหนี้ในปัจจุบัน นั่นคือความหวังและความเชื่อของผมที่มี จากเดิมที่มองว่าหนี้ในส่วนนี้จะไม่สามารถแก้ไขได้เลย แต่จนถึงปัจจุบันที่สถานการณ์เศรษฐกิจต่าง ๆ คลี่คลายลง รัฐบาลมีการคลายล็อกมาตรการถึง 6 ขั้น เศรษฐกิจมีการเคลื่อนไหว คนกลับมาใช้ชีวิตปกติ การบริโภคใช้จ่ายก็ดีขึ้นมาก ทำให้เชื่อว่าหนี้ที่จะเป็นปัญหาจะน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมทำหน้าที่ทุกวัน ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเกิดวิกฤติ แม้ว่าอาจจะไม่มีโอกาสได้ไปสัมผัสร้านค้าในรายละเอียด แต่ได้ทำงานร่วม สศช. พบว่าตัวเลขดัชนีชี้วัดดีขึ้นทุกเดือน การผลิต การบริโภคดีขึ้นตลอด 4 เดือนหลังผ่อนคลายมาตรการ ทำให้เชื่อว่าจำนวนหนี้ที่ห่วงกันในวันนี้ก็น่าจะน้อยลงไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารของรัฐ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวต้องติดตาม ซึ่งผมได้ให้อิสระกับ ธปท. ในการทำงาน แต่จะมีการติดตามดูตลอด โดยยืนยันว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ ไม่ใช่มหาวิกฤติเหมือนปี 2540&amp;rdquo; นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่า หลังเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงานได้เดือนกว่า ได้ทำความเข้าใจกับประเทศไทย และพบว่าไทยมีความพร้อม คนไทยทุกคนเข้าใจรู้ปัญหาและแก้ไขปัญหา เชื่อว่าความกลัวเรื่องวิกฤติหนี้ในครั้งนี้จะแก้ไขได้ด้วยดี เพราะยอดหนี้ 7 ล้านล้านบาท เป็นเรื่องที่ยังบริหารจัดการได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ 6-7% ทำให้แรงโน้มถ่วงไม่เยอะ แต่มีปัจจัยกดดันเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยเท่านั้น ดังนั้นหากรัฐบาลมุ่งมั่น คนไทยมีความเชื่อมั่นร่วมกันว่าปัญหาโควิด-19 ต้องมีวันสิ้นสุด จะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78639</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทางเลือก ทางรอด ประเทศไทย, มาตรการพักชำระหนี้, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200819/image_big_5f3d22521d5e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
