<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 11:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เล็งถกหา&#039;มาตรการภาษี&#039;จูงใจผู้ประกอบการลดขยะพลาสติก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพื่อความสุขของประชาชนและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีการบริหารจัดการอย่างบูรณาการหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เริ่มนโยบายลดการใช้ถุงพลาสติก โดยขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ งดบริการถุงพลาสติก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและประชาชนเป็นอย่างดี ทำให้เห็นว่าแนวโน้นการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาถุงพลาสติกเป็นไปในทิศทางที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า หลายประเทศทั่วโลกต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจ ก่อให้เกิดความร่วมมือจากประชาชน สำหรับประเทศไทยขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ในระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง ถึงมาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงการก่อขยะพลาสติก อันจะเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังมีเป้าหมายงดการนำเข้าเศษพลาสติกต่างจากต่างประเทศ ให้ได้ภายในปี 2569 จากเดิมที่ตั้งเป้าจะงดการนำเข้าเศษพลาสติกภายในปี 2570 ซึ่งจะทำให้ขยะพลาสติกในประเทศถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยระหว่างนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีกระบวนการค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทิ้งขยะของประชาชน เพื่อการบริหารจัดการที่ดี เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า รัฐบาลขอบคุณประชาชนที่ช่วยกันลดการใช้ถุงพลาสติกและหันมาใช้ถุงผ้าทดแทนในชีวิตประจำวัน พร้อมขอความร่วมมือในการคัดแยกขยะ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการบริหารจัดการขยะ ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกอยู่ประมาณ 1.6 ล้านตันต่อปี สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ประมาณ 2 แสนตัน ทั้งนี้ หากมีการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ ก็จะสามารถนำขยะพลาสติกกลับใช้ใหม่ได้มากกว่า 2 แสนตัน แม้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนหันมาใช้บริการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่มากขึ้น แต่การคัดแยกขยะ ก็จะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91521</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการภาษี, รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี, ลดขยะพลาสติก, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb0ce3422a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พรรคกล้า&#039; ชงมาตรการภาษี โวทำได้ง่าย ตรงเป้า ยุติธรรม และได้ผลแน่นอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.64 -&amp;nbsp;นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการภาษีของรัฐบาล &amp;#39;ยังไม่โดน&amp;#39; ต้องเร่งชดเชยรายได้ SME และคืนภาษีมนุษย์เงินเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานมีมาตรการทางการคลังประกาศออกมา แชร์กันแพร่หลาย แต่หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า &amp;#39;ยังไม่โดน&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเลื่อนเวลายื่นแบบภาษีเงินได้แทบไม่ช่วยอะไรเลย ส่วนการลดค่าโอนอสังหาริมทรัพย์ราคาบ้านไม่เกิน 3 ล้านจะช่วยได้สักกี่คน ในช่วงที่คนอยากซื้อบ้านก็กู้จากแบงก์ได้ยากอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคกล้า ขอยํ้าข้อเสนอ 2 ข้อครับ ทำได้ง่าย ตรงเป้า ยุติธรรม และได้ผลแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. &amp;lsquo;ยกภาษี&amp;rsquo; ปี 63 ทั้งหมด คืนให้ทุกคนที่มีรายได้ตํ่ากว่าเดือนละ 40,000 บาท หรือผู้เสียภาษีในอัตราไม่เกิน 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อไปกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายมนุษย์เงินเดือน ให้มีเม็ดเงินกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ชดเชยผู้ประกอบการรายเล็ก/SME ที่มีรายได้ปี 63 ลดลง เป้าหมายคือเพิ่มเงินสดในมือ วิธีการที่ควรทำคือปรับ soft loan ให้ปลอดเงื่อนไข เข้าถึงได้จริง โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเป็นการต่อลมหายใจให้ธุรกิจรายเล็ก และ SME ในภาวะที่ไม่มีเงินเข้า รายได้หดอย่างสาหัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้ำอีกครั้งครับว่า ทำได้เลยทันที! รัฐบาลมีเงินหน้าตักอยู่อีกอย่างน้อย 400,000 ล้านบาท มีวงเงิน soft loan อีก 300,000 ล้าน - ต้องปรับใช้เพื่อรักษาชีวิตทางเศรษฐกิจให้กับ #คนตัวเล็ก ที่เสียภาษีให้รัฐบาลมาโดยตลอด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91178</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาติกวณิช, พรรคกล้า, มาตรการภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb33b5a3fd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะแพ็กเกจภาษีช่วยโควิด ลดเงินประกันสังคม2เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ครม.ไฟเขียวมาตรการภาษี ยอมเฉือนเนื้อ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;หมื่นล้านบาทช่วยประชาชน-ภาคธุรกิจสู้โควิด สั่งขยายเวลาหั่นภาษีที่ดิน 90%&amp;nbsp;พร้อมลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง ช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ ผู้ประกันตนกองทุนประกันสังคมได้บ้างเล็กๆ ลดเงินสมทบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือน&amp;nbsp;ส่วนสปา-นวดสุขภาพไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ลดค่าธรรมเนียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;26 ม.ค. หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)&amp;nbsp; นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเป็นระยะเวลา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2564&amp;nbsp;โดยลดอัตราเงินสมทบฝ่ายผู้ประกันตนมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;เหลือร้อยละ&amp;nbsp;0.5&amp;nbsp;ของค่าจ้างผู้ประกันตน&amp;nbsp; จากเดิมร้อยละ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ของค่าจ้างผู้ประกันตน&amp;nbsp;สำหรับฝ่ายนายจ้างให้คงอัตราเดิมโดยส่งเงินสมทบร้อยละ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ของค่าจ้างผู้ประกันตน รัฐบาลส่งเงินสมทบอัตราเดิมร้อยละ&amp;nbsp;2.75&amp;nbsp;ของค่าจ้างผู้ประกันตน สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา&amp;nbsp;39&amp;nbsp;จากเดิมอัตรา&amp;nbsp;278&amp;nbsp;บาทต่อเดือน ให้เหลืออัตรา&amp;nbsp;38&amp;nbsp;บาทต่อเดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชาบอกว่า มาตรการดังกล่าวทำให้นายจ้าง&amp;nbsp;486,192&amp;nbsp;ราย ผู้ประกันตนมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;11,164,387&amp;nbsp;คน และผู้ประกันตนมาตรา&amp;nbsp;39&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;1,832,500&amp;nbsp;คน ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย&amp;nbsp; โดยนำเงินสมทบที่ลดลงไปใช้จ่ายเสริมสภาพคล่อง เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึง มีนาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;23,119&amp;nbsp;ล้านบาท ลดปัญหาทางการเงินของนายจ้างและผู้ประกันตน ส่งผลให้คุณภาพชีวิตผู้ประกันตนดีขึ้น โดยการลดอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตนในครั้งนี้ ส่งผลให้กองทุนประกันสังคมจัดเก็บเงินสมทบได้ลดลงจำนวน&amp;nbsp;7,166&amp;nbsp;ล้านบาท และหากรวมกับการลดอัตราเงินสมทบครั้งที่หนึ่งตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ครั้งที่สองตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;และการลดอัตราเงินสมทบปัจจุบันตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เงินสมทบทั้งหมดรวมกัน&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เดือนจะลดลงประมาณ&amp;nbsp;68,669&amp;nbsp;ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปี&amp;nbsp; ให้แก่ผู้ประกอบกิจการสปาและกิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงาม เป็นระยะเวลา&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี โดยกิจการสปาเสียค่าธรรมเนียมปีละ&amp;nbsp;1,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; และกิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงามเสียค่าธรรมเนียมปีละ&amp;nbsp;500&amp;nbsp;บาท เพื่อบรรเทาผลกระทบโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีเปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานว่า มีกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีประเภทกิจการสปาจำนวน&amp;nbsp;896&amp;nbsp;ร้าน กิจการนวดเพื่อสุขภาพและเพื่อเสริมความงามจำนวน&amp;nbsp;9,918&amp;nbsp;ร้าน&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปีรวมเป็นเงิน&amp;nbsp;5,828,000&amp;nbsp;บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเช่นกันว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการด้านภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 3 เรื่อง คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;1.มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (มาตรการลดภาษีที่ดินฯ) เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่เป็นผู้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เนื่องจากไม่สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ โดยให้ลดภาษีในอัตรา&amp;nbsp;90% ของจำนวนภาษีที่คำนวณได้สำหรับการจัดเก็บภาษีของปีภาษี พ.ศ. 2564&amp;nbsp;และต้องตั้งงบชดเชยให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 3.5&amp;nbsp;หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย (มาตรการลดค่าธรรมเนียมฯ)&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่เป็นของตนเอง รวมถึงช่วยรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเชื่อมโยงกับการจ้างงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก&amp;nbsp;2% ลงเหลือ&amp;nbsp;0.01%&amp;nbsp; และลดค่าธรรมเนียมการจำนองจาก&amp;nbsp;1% ลงเหลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;0.01%&amp;nbsp; เฉพาะการโอนและจดจำนองในคราวเดียวกัน สำหรับที่อยู่อาศัยใหม่ราคาไม่เกิน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านบาทต่อหน่วย ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ลงประกาศกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจานุเบกษาถึงวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ธ.ค.64&amp;nbsp;โดยรัฐสูญเสียรายได้ประมาณ&amp;nbsp;5.6&amp;nbsp;พันล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม (การขยายเวลายื่นแบบฯ) เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้และผู้ประกอบการ โดยขยายเวลาการยื่นและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือน จากเดิมภายในวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;มี.ค.64&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;30&amp;nbsp;มิ.ย.64&amp;nbsp;เฉพาะการยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต และขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ และการนำส่งหรือชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับภาษีของ ม.ค.-พ.ค.64&amp;nbsp;ที่ต้องยื่นแบบ นำส่ง หรือชำระ ในช่วงเดือน ก.พ.-มิ.ย.64&amp;nbsp;โดยขยายเวลาออกไปเป็นภายในวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เฉพาะการยื่นแบบอินเทอร์เน็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รมว.การคลังกล่าวต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงการคลังดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp; ที่ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการเราชนะได้ เพราะไม่มีสมาร์ตโฟน ให้เป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยกระทรวงการคลังจะเปิดรับลงทะเบียน 15 ก.พ.64 โดยกลุ่มผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน จะเปิดรับลงทะเบียนที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เบื้องต้นจะเป็น 3 ธนาคารหลัก คือ ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารกรุงไทย เพราะมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งจะขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยให้เข้ามาช่วยรับลงทะเบียนผู้อยู่ในกลุ่มต้องดูแลเป็นพิเศษนี้ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคมกล่าวด้วยว่า ครม.เห็นชอบให้เพิ่มบริการขนส่งสาธารณะให้เข้าร่วมโครงการเราชนะได้ โดยครอบคลุม นิติบุคคล คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, รถร่วม,&amp;nbsp; รถไฟฟ้า และรถไฟ และขนส่งส่วนบุคคล เช่น แท็กซี่, สามล้อ, วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งต้องมาลงทะเบียนร้านค้า มีแอปพลิเคชันถุงเงินจึงจะใช้สิทธิ์ได้&amp;nbsp; ส่วนการใช้จ่ายเราชนะ สำหรับค่าเช่าบ้าน เช่น กรณีอพาร์ตเมนต์ สามารถทำได้ถ้าเจ้าของไม่เป็นนิติบุคคล และมาลงทะเบียนร้านค้าไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ละคนต้องมีเงิน 2 กระเป๋า คือกระเป๋าตัวเองและแอปพลิเคชันเป๋าตัง และต้องเข้าใจวิธีการใช้เงินด้วย ทุกคนมีเงินอยู่แล้ว เราสามารถใช้เงินกระเป๋าตัวเองจ่ายค่าเช่าห้อง&amp;nbsp; และใช้เงินจากแอปเป๋าตังที่ได้จากมาตรการเราชนะไปใช้จ่ายค่าครองชีพก็ได้ มันก็เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายได้&amp;quot; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การลงทะเบียนมาตรการเราชนะจะเริ่มให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.-12 ก.พ.64 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่ได้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง และเราเที่ยวด้วยกัน โดยจะต้องลงทะเบียนผ่านหน้าเว็บไซต์&amp;nbsp;www.เราชนะ.com&amp;nbsp;จากนั้นเข้ากรอกข้อมูล ประกอบด้วย&amp;nbsp; ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน รหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด และเบอร์โทรศัพท์ กดยืนยัน และรอรับรหัส&amp;nbsp;OTP&amp;nbsp;จากระบบ และรอตรวจสอบสิทธิ์อีกครั้งในวันที่ 8 ก.พ.64 ถ้าผ่านสิทธิ์ก็จะเริ่มรับเงินตั้งแต่ 18&amp;nbsp; ก.พ. สัปดาห์ละ 1,000 บาท โดยจะโอนเงินทุกวันพฤหัสบดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ต้องลงทะเบียน&amp;nbsp; รัฐบาลจะจัดสรรวงเงินรอบแรกให้เป็นรายสัปดาห์ ทุกวันศุกร์&amp;nbsp; สัปดาห์ละ 675 หรือ 700 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.เป็นต้นไป สะสมได้จนถึง 31 พ.ค. ส่วนกลุ่มผู้เข้าร่วมมาตรการคนละครึ่งและมีแอปพลิเคชันเป๋าตังเดิม ตรวจสอบสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. และระบบจะเริ่มโอนเงินให้ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.&amp;nbsp; สัปดาห์ละ 1,000 บาท โดยจะโอนเงินทุกวันพฤหัสบดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์เราชนะสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งจะเพิ่มหัวข้อ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; ให้สามารถใช้สิทธิ์ได้ วิธีการใช้จ่ายเหมือนคนละครึ่ง คือเปิดแอปพลิเคชันเพื่อสแกนคิวอาร์โค้ดจากร้านค้า ส่วนร้านค้าธงฟ้าจะเริ่มรับจ่ายผ่านบัตร ผ่านเครื่อง&amp;nbsp;EDC&amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.นี้.&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91115</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ช่วยประชาชน, มาตรการภาษี, ลดเงินประกันสังคม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_601024a49dedc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เคาะมาตรการช่วยโควิดหั่นภาษีที่ดิน-ยืดเวลายื่นแบบเงินได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการด้านภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID&amp;ndash;19) ในปี 2564 จำนวน 3 เรื่อง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (มาตรการลดภาษีที่ดินฯ) มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่เป็นผู้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เนื่องจาก
ไม่สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ อันเนื่องมาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID - 19 โดยให้ลดภาษีในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่คำนวณได้สำหรับการจัดเก็บภาษีของปีภาษี พ.ศ. 2564

2. มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย (มาตรการลดค่าธรรมเนียมฯ) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่เป็นของตนเอง รวมถึงช่วยรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเชื่อมโยงกับการจ้างงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID&amp;ndash;19 โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนจากร้อยละ 2 ลงเหลือร้อยละ 0.01 และลดค่าธรรมเนียมการจำนองจากร้อยละ 1 ลงเหลือร้อยละ 0.01 (เฉพาะการโอนและจดจำนองในคราวเดียวกัน) สำหรับที่อยู่อาศัยใหม่ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย ซึ่งครอบคลุมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ และห้องชุด ที่ซื้อจากผู้ประกอบการ ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ลงประกาศกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจานุเบกษาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

3. การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม (การขยายเวลายื่นแบบฯ) มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้และผู้ประกอบการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งจะทำให้ผู้มีเงินได้และผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นโดยสรุปรายละเอียดมาตรการได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.1 ขยายเวลาการยื่นและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 3 เดือน จากเดิมภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 เป็น 30 มิถุนายน 2564 เฉพาะการยื่นแบบ e-filing
3.2 ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ และการนำส่งหรือชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับภาษีของเดือนมกราคม &amp;ndash; พฤษภาคม 2564 ที่ต้องยื่นแบบ นำส่ง หรือชำระ ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - มิถุนายน 2564 โดยขยายเวลาออกไปเป็นภายในวันสุดท้ายของเดือนนั้น ๆ เฉพาะการยื่นแบบ e-filing

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการลดภาษีที่ดินฯ และมาตรการลดค่าธรรมเนียมฯ จะต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับการขยายเวลายื่นแบบฯ ที่จะต้องมีการออกประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในเร็วๆ นี้ โดยกระทรวงการคลังจะได้ประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91071</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยโควิด, มาตรการภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb1530c7e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพากรยังไม่คลอดมาตรการภาษีสู้โควิดรอจับตาสถานการณ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค. 2564 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรต้องขอติดตามผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ว่าจะส่งผลอย่างไรต่อผู้เสียภาษีบ้าง เบื้องต้นยังไม่มีนนโยบายจากกระทรวงการคลังให้เตรียมมาตรการช่วยเหลือ โดยผู้เสียภาษีจะต้องเริ่มยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดขึ้นในปี 2563 ในรูปแบบเอกสารภายในวันที่ 31 มี.ค.2564 และ แบบออนไลน์ภายในวันที่ 8 เม.ย.2564 จากก่อนหน้านี้ที่เลื่อนเวลาให้ยื่นแบบสำหรับรายได้ในปี 2562 ได้ถึง 31 ส.ค.2563 เพื่อลดภาระให้กับประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรใน 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.-พ.ย. 63) ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่ติดลบไม่มากเมื่อเทียบกับกรมจัดเก็บอื่น ๆ เนื่องจาก มีการขยายเวลายื่นแบบเสียภาษี ทำให้มีรายได้ภาษีบางส่วน มาอยู่ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2564 โดยกรมฯ จะพยายามจัดเก็บรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายมากที่สุดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยจะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากโควิด-19 เช่น ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ และ กลุ่มธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะสร้างความเป็นธรรมให้ผู้เสียภาษีมากขึ้น ในโลกยุคใหม่ก็จะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจออนไลน์ แต่ไม่ได้บอกว่าออนไลน์ทุกคนต้องเสียภาษี ค้าขายออนไลน์ขาดทุนก็มี แต่กลุ่มที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ก็ต้องมาเสียภาษีให้ถูกต้อง ให้คิดว่า เหมือนเสียค่าส่วนกลางคอนโด อยากเห็นคอนโดของเราดีไหม มีการตรวจโรค มี รปภ. ก็ต้องช่วยกัน ถ้าทุกคนหลบหนีภาษี ประเทศก็พัฒนาไม่ได้&amp;rdquo; นายเอกนิติ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในช่วงเตรียมการยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมฯ ได้แต่งตั้งทูตภาษี 119 คน ใน 119 พื้นที่ มาลงพื้นที่เพื่อให้ความรู้กับผู้เสียภาษีให้ถูกต้อง เช่น กลุ่มธุรกิจออนไลน์ ถ้ามีปัญหา ไม่เข้าใจเรื่องเสียภาษี ก็สามารถติดต่อขอความรู้ได้ รวมทั้งกรมฯ มีการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) ซึ่งตรวจพบได้ทั้งหมดว่า ใครโกงภาษีตรงไหน ใครหลบเลี่ยง หรือยื่นรายได้ไม่ครบ ก็จะให้ทูตภาษีเข้าไปให้คำแนะนำ ไปเตือนก่อน เพราะไม่อยากให้ต้องไปตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งผู้เสียภาษีอาจจะต้องผิดกฎหมายและเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กรมสรรพากรยืนยันว่า ในส่วนรายได้ที่มาจากมาตรการของรัฐ เช่น เราไม่ทิ้งกัน กำลังใจ คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ที่เกิดขึ้นภายในปี 2563 นั้น ถือเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี ไม่ต้องนำมารวมในการยื่นแบบ ซึ่งขณะนี้ กรมสรรพากรอยู่ระหว่างรอให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สรุปมาตรการทั้งหมดที่ออกมาภายในปี 2563 เพื่อให้กรมฯ ไปร่างกฎหมายเสนอให้ยกเว้นภาษีในรอบเดียว ส่วนมาตรการที่เกิดขึ้นในปี 2564 เช่น คนละครึ่งเฟส 2 ที่รับเงินเพิ่มคนละ 500 บาท และช่วยอีกรายละ 3,500 บาท ก็จะไปยกเว้นรวมในรอบการยื่นภาษีเสียภาษีปี 2565&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89111</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือโควิด, มาตรการภาษี, สรรพากร, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8e39da3d18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15504</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 22:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 22:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พงษ์ภาณุ&#039;มั่นใจหักลดหย่อนภาษีมาถูกทาง ช่วยกระจายรายได้เมืองรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดฯ ท่องเที่ยว ชื่นชม...มาตรการภาษีฯ กระตุ้นท่องเที่ยวไทย&amp;rdquo;มั่นใจมาถูกทาง ...เน้นกระจายรายได้โดยตรง ทั่วถึง และเท่าเทียม

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่าตามที่วันที่ 14 สิงหาคม 2561 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยวเมืองรองสำหรับการเข้าที่พัก 4 ห้อง ที่จดทะเบียนถูกต้องและเพิ่มสิทธิ์ในพื้นที่เมืองรองตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยเป็นไปตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ให้คำแนะนำ กระทรวงการคลังพิจารณาเพิ่มผู้ประกอบการหรือชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่มีห้องว่างหรือห้องพักรวมกันไม่เกิน 4 ห้อง และมีผู้เข้าพักรวมกันไม่เกิน 20 คน จดแจ้งกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำห้องว่างของตนเองเปิดบริการให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง ในพื้นที่เมืองรอง 55 จังหวัด และพื้นที่ระดับอำเภออีก 167 อำเภอ ในพื้นที่เมืองหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปลัดฯท่องเที่ยว กล่าวว่า มาตรการดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งต่อนโยบายการลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ สนับสนุนการกระจายตัวของการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง รวมทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อให้มาตรการดังกล่าวเกิดผลอย่างเต็มที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเดินหน้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ได้แก่
1. จัดฝึกอบรมผู้ประกอบการหรือชาวบ้านในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี โดยจะมีการนำเข้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;Online Platform ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าถึง และจะเปิดให้บริการที่จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใกล้เคียงเพื่อรองรับการจัดการแข่งขัน Moto GP ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2. ส่งเสริมให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ เข่น การจดแจ้งห้องพัก 4 ห้องตามพ.ร.บ. โรงแรม กฎหมาย ตรวจคนเข้าเมือง และกฎหมายภาษี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp; สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ตามมาตรฐานการท่องเที่ยวชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ประกาศพื้นที่ผ่อนผันมัคคุเทศก์ชุมชน และร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ และ เรามีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายดีแบบนี้&amp;nbsp; ซึ่งตนเชื่อว่ามาถูกทาง ตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการให้เน้นการกระจายรายได้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; โดยผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือประชาชนในท้องถิ่น เพราะรายได้จากภาคการท่องเที่ยวนั้นได้กระจายลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม&amp;rdquo; ปลัดฯพงษ์ภาณุทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15504</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, ท่องเที่ยวเมืองรอง, พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์, มาตรการภาษี, หักลดหย่อนภาษี, โฮมสเตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b74460de8591.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทิสโก้ฟันธงสงครามการค้ากระทบจีดีพี 0.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิสโก้ชี้สงครามการค้ากระทบจีดีพีไทย 0.3% ด้านโกลเบล็กเชื่อตลาดหุ้นไทยสดใส หลังหุ้นกลุ่มธนาคารบาดเจ็บไม่มาก จับตาปัจจัยต่างประเทศกำหนดทิศทางลงทุนโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า สงครามการค้าจะส่งผลกระทบต่อไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม เบื้องต้นประเมินว่ามาตรการภาษีที่สหรัฐ ปัจจุบันที่ประกาศออกมา ส่งผลจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย กระทบต่อมูลค่าการส่งออกไทยอย่างมากที่สุดไม่เกิน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.2% ของมูลค่าการส่งออกปี 60 หากคำนวณมูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกแต่ละรายการ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยไม่เกิน 0.3% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตที่ 4.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลกระทบทางตรงมาจากมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มโซลาร์เซลล์ เครื่องซักผ้า เหล็กและอะลูมิเนียม ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปยังสหรัฐ จากข้อมูลปี 60 มีการส่งออกรวมเป็นมูลค่า 885 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 0.4% &amp;nbsp;ของมูลค่าส่งออกรวมของไทย ส่วนผลกระทบทางอ้อม เกิดจากสหรัฐ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ทำให้จีนส่งออกสินค้าไปสหรัฐ ลดลง ส่งผลมายังการส่งออกสินค้าขั้นต้นและสินค้าขั้นกลางของไทยไปยังจีนลดลงตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ได้นำรายการสินค้าที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ประกาศขึ้นภาษีระยะแรกมูลค่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐและระยะที่ 2 มูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเมินจากมูลค่าสินค้าส่งออกของไทยไปยังจีนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด และลดทอนด้วยสัดส่วนที่จีนจะนำไปผลิตและส่งออกต่อไปยังสหรัฐ ซึ่งจะได้มูลค่าสินค้าส่งจากไทยไปยังจีนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 0.9% ของมูลค่าส่งออกรวมของไทย ปี 60&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและจีดีพีของไทยค่อนข้างจำกัด แต่สงครามการค้ายังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกผ่านทางช่องทางอื่น ๆ เช่น ความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน รวมถึงการตัดสินใจลงทุนขยายกิจการของภาคเอกชน ซึ่งอาจล่าช้าออกไปจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากการประกาศงบไตรมาส 2 ปี 61 ของหุ้นกลุ่มธนาคารใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยนักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรทั้งปีใหม่ หลังเลื่อนบังคับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ (ไอเอฟอาร์เอส9) ออกไปอีก 1 ปีเป็นวันที่ 1 ม.ค.63 และตัวเลขส่งออกเดือน มิ.ย.ขยายตัว 8.19% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 61 ขยายตัว 10.96% สูงสุดในรอบ 7 ปี สนับหนุนการปรับเพิ่มเป้าหมายส่งออกปีนี้
ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาปัจจัยต่างประเทศวันที่ 25 ก.ค. ยุโรปและสหรัฐ มีกำหนดเจรจาการค้าที่กรุงวอชิงตัน วันที่ 26 ก.ค. กำหนดประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) วันที่ 30-31 ก.ค. กำหนดประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) วันที่ 31 ก.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย และวันที่ 31 ก.ค.-1 ส.ค. กำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า จากการคาดการณ์ผลกระทบของคำสัมภาษณ์ปธน.ทรัมป์ที่ระบุว่า จีนกดค่าเงินหยวนให้อ่อนเพื่อหวังผลประโยชน์ด้านการค้าระหว่างประเทศ &amp;nbsp;ทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงทันที &amp;nbsp;แต่คาดว่ามีผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น &amp;nbsp;และมีโอกาสที่จะกลับมาแข็งค่าอีก โดยประเมินกรอบการรีบาวด์ของราคาทองคำจะถูกจำกัดอยู่ที่แนวต้าน 1,240 ดอลลาร์ และแนะนำให้พอร์ตระยะสั้นเก็งกำไรในสินค้าทองคำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14067</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ทิสโก้, บล.โกลเบล็ก, มาตรการภาษี, สงครามการค้า, สงครามการค้าสหรัฐ-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b57ea6089c88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
