<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117941</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นคลายล็อกชุดใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก ศบค.ชุดใหญ่วันจันทร์นี้​ พิจารณาต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน​ ขยับเวลาเคอร์ฟิว​ ผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมหลายประเภท&amp;nbsp; โฆษกรัฐบาลปลื้มยอดใช้จ่ายผ่านมาตรการลดค่าครองชีพรัฐทะลุ 7.7 หมื่นล้านบาท ภาคีนักกฎหมายฯ ผนึกผู้ประกอบการร้านอาหารยื่นฟ้องรัฐบาลออกมาตรการทำให้ธุรกิจเสียหาย ซูเปอร์โพลเผย ปชช.เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์หนุนปลดล็อก-อัดฉีดเงิน ศก.ฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)​ หรือ​ ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. เป็นประธานการประชุมในเวลา 10.30 น. ผ่านระบบการประชุมทางไกล (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์) วันที่ 27 ก.ย.นี้ โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 (ศปก.สธ.) จะรายงานสถานการณ์และคาดการณ์แนวโน้มการแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อ และกระทรวงแรงงานรายงานเรื่องการปรับรายละเอียดของโครงการแฟคทอรีแซนด์บ็อกซ์ ระยะที่ 2, นอกจากนี้​ ศบค.จะพิจารณาความเหมาะสมในการขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ 14 โดยศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19​ (ศปก.ศบค.) จะเป็นผู้เสนอ รวมทั้งการปรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่เสนอโดย ศปก.สธ. และการปรับมาตรการสำหรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร​ โดยปรับลดระยะเวลาในการกักกัน การทำกิจกรรมในสถานที่กักกัน และหลักเกณฑ์ แผนงานและแนวทางการเปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมถึงแผนการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2564 และแผนการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ปี 2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมาตรการเยียวยาและมาตรการพลิกโฉมประเทศ โดย มาตรการบรรเทาค่าใช้จ่ายและเยียวยาต่างๆ นั้นมียอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 39.01 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสมรวม 77,755.2 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 24.27 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 66,911.6 ล้านบาท 2.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 76,219 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 2,254 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 94.5 ล้านบาท 3.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.53 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 7,937.7 ล้านบาท และ 4.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.13 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 557.4 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลยังปรับปรุงรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทะเบียนของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ โดยโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 31 ล้านสิทธิ เป็น 28 ล้านสิทธิ และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ปรับลดกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 1.4 ล้านสิทธิ เป็น 1 ล้านสิทธิ และในวันที่ 1 ต.ค. กระทรวงการคลังจะโอน เงินคนละครึ่งรอบที่ 2 จำนวน 1,500 บาท โดยเชื่อมกับระบบฟู้ดเดลิเวอรีตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ซึ่งขณะนี้มีแกร๊บและไลน์แมนได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้ว&amp;rdquo; นายธนกรกล่าว และว่า ขณะนี้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 คงเหลือประมาณ 1 ล้านสิทธิ และสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้เหลือ 5 แสนสิทธิ จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิลงทะเบียนได้จนกว่าสิทธิจะเต็ม ผ่านทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง เว็บไซต์ ww w.คนละครึ่ง.com และ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนร่วมกับศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ส่งเอกสารเผยแพร่แจ้งว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อศาลแพ่ง ในวันจันทร์ที่ 27 ก.ย. เวลา 10.00 น. เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ได้ และได้มีการออกประกาศ คำสั่ง ข้อกำหนดต่างๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจทุกภาคส่วนได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยปราศจากการเยียวยาที่เพียงพอและเหมาะสม ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนฯ จึงได้จัดตั้งโครงการเฉพาะกิจดังกล่าวขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการบริหารสถานการณ์โค วิด-19 ที่ผิดพลาดของรัฐบาล โดยผู้ประกอบการกลุ่มแรกที่ภาคีฯ ยื่นฟ้องนี้ คือกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง เศรษฐกิจ กับตัวเสี้ยมแตกแยก กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,078 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย. พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 96.6% ระบุรัฐบาลควรปลดล็อกระเบียบกฎเกณฑ์และอุปสรรคสกัดกั้น ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนด้านธุรกิจ และ 95.5% ระบุต้องการให้รัฐบาลอัดฉีดเงินไปที่เศรษฐกิจฐานราก กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ส่วนใหญ่หรือ 93.9% ระบุ ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยถ้าฟื้นตัวจะช่วยประชาชนฐานรากส่วนใหญ่ได้ดีกว่า, 91.1% ระบุรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มมาช่วยเศรษฐกิจ ฐานราก เช่น ธุรกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย และ 90.5% ระบุเศรษฐกิจท่องเที่ยวจากมาตรการเปิดประเทศของรัฐบาล เริ่มดีขึ้น, 86.8% ระบุหลังปลดล็อก เริ่มมีรายได้เข้ากระเป๋าเงินเพิ่มขึ้น และ 86% ระบุเศรษฐกิจของประเทศด้านการส่งออกยังคงเติบโต
เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พบว่า ส่วนใหญ่ หรือ 67.6% เชื่อมั่น ในขณะที่ 32.4% ไม่เชื่อมั่น และเมื่อสอบถามถึงความหวังต่อความสำเร็จของรัฐบาลและภาคประชาชนช่วยกัน ผ่านพ้นวิกฤตชาติทั้งโควิดและเศรษฐกิจของประเทศ พบว่าส่วนใหญ่หรือ 66.8% มีความหวัง ในขณะที่ 33.2% ไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สวนดุสิตโพล เผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีภัยสังคมในยุคโควิด-19 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,172 คน ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ย. พบว่าเมื่อเปรียบเทียบก่อนมีโควิด-19 กับในยุคโควิด-19 ประชาชนคิดว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแย่ลง 72.78% ค่อนข้างวิตกกังวล 54.46% ภัยสังคมที่ประชาชนคิดว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ภัยจากออนไลน์ 68.66% โดยมองว่าปัญหาภัยสังคมที่มีเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาความยากจน ว่างงาน ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก&amp;nbsp; 89.31% เคยมีประสบการณ์ประสบกับปัญหาภัยสังคม 34.17% จากภัยสังคมในปัจจุบันทำ ให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง 65.90% ควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน 85.82% ปัญหาภัยสังคมในปัจจุบันมีผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกวิตกกังวลและไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง ถึงแม้เดิมคนไทยจะมีลักษณะนิสัยมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นก็ตาม รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งนับว่าเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา รวมไปถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าประชาชนต้องอยู่ในสังคมที่มีภัยรุมเร้ารอบด้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117941</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ขยับเวลาเคอร์ฟิว​, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน​, มาตรการลดค่าครองชีพ, ศบค., ศบค.ชุดใหญ่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคอร์ฟิว, เวลาเคอร์ฟิว​, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613752f672877.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาลปลื้ม มาตรการลดค่าครองชีพของรัฐเงินสะพัด  7.7 หมื่นล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย. 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมาตรการเยียวยาและมาตรการพลิกโฉมประเทศ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ จากวิสัยทัศน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อาทิ มาตรการบรรเทาภาระค่าสาธารณูปโภค มาตรการบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา มาตรการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ม.39 และ ม.40 โครงการเยียวยาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่ง โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการกลับมาเปิดกิจการร้านอาหาร รวมถึงร้านค้าต่างๆ ตามเงื่อนไข COVID-Free Setting ประชาชนเริ่มเชื่อมั่น ออกมาใช้จ่ายมากขึ้นภายใต้การป้องกันตัวเองแบบครอบจักรวาล Universal Prevention อย่างระมัดระวังสูงสุด ทำให้ยอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 39.01 ล้านคน ยอดใช้จ่าย สะสม รวม 77,755.2 ล้านบาท แบ่งเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 24.27 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 66,911.6 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 34,044.2 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 32,867.4 ล้านบาท
2) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 76,219 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 2,254 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 94.5 ล้านบาท
3) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.53 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 7,937.7 ล้านบาท และ 4) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.13 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 557.4 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังปรับปรุงรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทะเบียนของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ดังนี้ 1.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 31 ล้านสิทธิ เป็น 28 ล้านสิทธิ 2.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 1.4 ล้านสิทธิเป็น 1 ล้านสิทธิ โดยในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ กระทรวงการคลังจะโอนเงินคนละครึ่งรอบที่ 2 จำนวน 1,500 บาท โดยเชื่อมกับระบบ Food Delivery Platform ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2564 &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้มี Grab และ Lineman ได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้ว ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ New Normal ในยุคโควิด-19 และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในไตรมาสที่ 4 ระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคมของปี 2564 ให้ขยายตัวมากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 คงเหลือประมาณ 1 ล้านสิทธิ และสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้เหลือประมาณ 5 แสนสิทธิ ขอเชิญชวนประชาชนผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิ ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้จนกว่าสิทธิจะเต็ม ผ่านทางแอพพลิเคชันเป๋าตัง เว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com และ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของท่านนายกฯ ในการช่วยเหลือบรรเทาภาระประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 เพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่ม และให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไป&amp;rdquo; โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117860</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, ธนกร วังบุญคงชนะ, มาตรการลดค่าครองชีพ, ยิ่งใช้ยิ่งได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149a9b5227b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานถก&#039;กฟผ.-ปตท.&#039; คลอดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 2564 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่านายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งหามาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานและกระทรวงต่างๆเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชนเพื่อรองรับผลกระทบโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระห่วางการพิจารณาทั้งเรื่องแนวทางการลดค่าไฟฟ้า และอื่นๆ โดยได้มอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ร่วมพิจารณาทั้งการช่วยเหลือประชาชน และเร่งลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาต่ออายุ การขยายมาตรการผ่อนผันยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (มินิมัม ชาร์จ) เป็นการชั่วคราวให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ หรือครอบคลุมประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า ประเภทที่ 3-7 จากเดิมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวต้องเสียค่าความต้องการพลังไฟฟ้า ซึ่งคิดจากค่าไฟฟ้าในอัตราขั้นต่ำในช่วงภาวะเศรษฐกิจปกติ มาเป็นการเสียค่าไฟฟ้าตามจริงในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และทำให้ค่าไฟฟ้าลดลง ซี่งมาตรการนี้ สิ้นสุดการช่วยเหลือ เดือน เม.ย. 64 ซึ่งคาดว่าน่าจะต่ออายุอย่างน้อย 3 เดือน ไปถึง ก.ค. 64 ซึ่งกรณีนี้ก็จะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะโรงแรมที่ได้รับผลกระทบอีกระลอกหนึ่งจากการระบาดรอบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าการพิจารณาอนุมัติเงินกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2564 วงเงิน 6,500 ล้านบาท ขณะนี้ ได้มีผู้เสนอขอใช้เงินมาร่วมถึง 15,000 ล้านบาท ในส่วนของ 7 กลุ่ม งาน ซึ่ง กลุ่ม งานที่ 1-6 เห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่ม ที่ 7 กลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก วงเงินสนับสนุน 2,400 ล้านบาท เนื่องจากปิดข้อเสนอ ช้าที่สุด คือ วันที่ 31 มี.ค. จึงอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยภาพรวมจะอนุมัติเสร็จสิ้นในเดือนพ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยอมรับว่า โควิด-19 อาจจะกระทบ ถึงการรับเหมาก่อสร้างในส่วนที่หน่วยงานต่างๆได้รับการสนับสนุนจากกองทุนอนุกรักษ์ฯปี 64 บ้าง ซึ่งคงจะมาพิจาณณาขยายเวลาในภายหลัง โดยในส่วนของการอนุมัติ โครงการได้มีการประชุมออนไลฯและจะอนุมัติเสร็จสิ้นทุกกลุ่มในเดือนพ.ค.นี้และเร่งลงนามในสัญญา โดยก็หวังว่า เม็ดเงิน 6,500 ล้านบาทจะมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง&amp;rdquo; นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังประเมินความต้องการพลังงานโดยรวมในช่วงนี้ก็มีโอกาสที่จะชะลอลง และอาจส่งผลไปยังการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตไฟฟ้า และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ในส่วนของรายใหม่ โดยยอมรับว่ายังไม่ได้พิจารณาเรื่องปริมาณนำเข้าแอลเอ็นจีในส่วนของรายใหม่ในช่วงนี้ ซึ่งกระทรวงฯจำเป็นต้องเน้นย้ำเรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วยและรับมือสถานการณ์โควิด-19 ร่วมกับรัฐบาลก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101749</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, พลังงาน, มาตรการลดค่าครองชีพ, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609126dc24182.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
