<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.คาดการณ์ถ้าไม่มีล็อกดาวน์ต้นเดือนก.ย.ตัวเลขพุ่งถึง 7 หมื่น-ตาย 800 รายต่อวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 23,418 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 23,021 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 17,642 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 5,379 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 388&amp;nbsp; ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 9 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 863,189 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม 20,083 ราย หายป่วยสะสม&amp;nbsp; 643,884 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 212,179 ราย อาการหนัก 5,565 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,111 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 184 ราย เป็นชาย 100 ราย หญิง 84 ราย มากสุดอยู่ใน กทม. 71 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตที่เป็นหญิงตั้งครรภ์ 2 ราย ที่ จ.ชัยนาท และอุดรธานี ทำให้ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตสะสม 7,126 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีนวันที่ 12ส.ค. มีการฉีดไป 219,840 โดส ทำให้ขณะนี้มียอดฉีดสะสม 22,508,659โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 206,236,181ราย เสียชีวิตสะสม4,347,999 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม. 5,140 ราย ถือเป็นตัวเลขสูงสุดหรือนิวไฮตั้งแต่มีการติดเชื้อมา โดยข้อมูลของกทม.ชี้ให้เห็นว่าการติดเชื้อวันที่ 13 ส.ค.มาจากระบบเฝ้าระวังและบริการ 1,072 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 3,992 ราย ข้อมูลของ กทม.พบว่าการลงตรวจพื้นที่เชิงรุกของ กทม.วันที่ 13 ส.ค. พบผู้ติดเชื้อ 3,992 ราย และจากการสอบสวนโรคพบว่าเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงสุดถึง 15.78% ดังนั้น หากใครสงสัยขอให้แยกตัวออกมาและตรวจหาเชื้อ ขณะที่ จ.สมุทรปราการ 1,936 ราย สมุทรสาคร 1,847 ราย ชลบุรี 1,408 ราย นนทบุรี 731 ราย อุบลราชธานี 537 ราย นครปฐม 532 ราย บุรีรัมย์ 530 ราย สระบุรี 485 ราย พระนครศรีอยุธยา 484 ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า มีคลัสเตอร์ ในต่างจังหวัด 11 แห่งง โดยพบที่จังหวัดสมุทรสาคร 3 แห่ง ใน อ.เมือง 2 แห่ง คือบริษัทผลิตกระป๋อง พบผู้ติดเชื้อ 16 ราย บริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ พบผู้ติดเชื้อ 14 ราย และโรงงานทอผ้า อ.กระทุ่มแบน พบผู้ติดเชื้อ 9 ราย บริษัทผลิตภัณฑ์อาหาร อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี พบผู้ติดเชื้อ 21 บริษัทเสื้อผ้า อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พบผู้ติดเชื้อ 58 ราย บริษัทเครื่องกีฬา อ.สามพราน จ.นครปฐม พบผู้ติดเชื้อ 10 ราย โรงงานอาหารทะเล อ.แกลง จ.ระยอง พบผู้ติดเชื้อ 16 ราย โรงงานน้ำแข็ง อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พบผู้ติดเชื้อ 17 ราย โรงานผลไม้กระป๋อง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้ติดเชื้อ 14 ราย หอพักนักเรียน อ.พบพระ จ.ตาก พบผู้ติดเชื้อ 13 ราย และค่ายตากสิน อ.เมือง จ.จันทบุรี พบผู้ติดเชื้อ 19 ราย และตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นมา มีการนำผู้ป่วยกลับไปรักษายังพื้นที่ต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้น 129,771 ราย ส่วนใหญ่อยู่พื้นที่ภาคอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ในที่ประชุม ศปก.ศบค.กรมควบคุมโรค ได้แสดงแผนภูมิการคาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อ และจำนวนผู้เสียชีวิต ในช่วงปลายเดือนส.ค.ถึงต้นเดือนก.ย. หากเราไม่มีการล็อกดาวน์ใดๆ เกิดขึ้น จะมีผู้ติดเชื้อวันละ 6-7 หมื่นคน ผู้เสียชีวิต 800 กว่าคน แต่ถ้ามีการล็อกดาวน์แบบมีประสิทธิ ภาพ 20 เปอร์เซ็นต์ เหมือนที่เป็นอยู่จะมีผู้ติดเชื้อประมาณ 45,000 คน เสียชีวิตประมาณวันละ 500 คน และถ้าล็อกดาวน์อย่างมีประสิทธิภาพ 25 เปอร์เซ็นต์ นาน 2 เดือน รวมถึงเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเป้าหมาย 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ จะมีผู้ติดเชื้อประมาณ 2 หมื่นคน และเสียชีวิตต่ำกว่า 200 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า กรมควบคุมโรคยังแสดงสถานการณ์การติดเชื้อของหญิงตั้งครรภ์ ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.ถึง 11 ส.ค. โดยมีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ 185 เสียชีวิต 29 ราย โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และยังมีการรายงานข้อมูลของผู้มีอาชีพขนส่งสาธารณะ ระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-12 ส.ค.พบผู้ติดเชื้อ 353 ราย เสียชีวิต 104 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนเช่นเดียววัน จึงอยากขอให้บุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้น ผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ นำคนเหล่านี้มาฉีดวัคซีน เนื่องจากสิ่งที่ป้องกันการเสียชีวิตได้คือการฉีดวัคซีน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113173</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, มาตรการล็อกดาวน์, ศบค. ผู้ติดเชื้อรายใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6116278a6a187.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หญิงหน่อย&#039;หวั่น 77 จังหวัดกลายเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม เตือนรัฐบาลอย่าทำพลาดซ้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6ส.ค.64- คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ที่รัฐบาลมีนโยบายส่งผู้ป่วยโควิด-19 กลับบ้าน โดยไม่มีการเตรียมมาตราการรองรับผู้ป่วย ผลที่ตามมาคือ ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามลำดับ ประชาชนต้องถูกบังคับให้หยุดทำมาหากินด้วยมาตรการ Lock down เพิ่มขึ้นอีกหลายจังหวัด และต้องใช้ระยะเวลาในการLock down อีกนาน เพราะมาตรการของรัฐบาลได้ทำให้เชื้อกระจายไปทั่วประเทศ จนน่าตกใจคือ พื้นที่ในการแพร่กระจายเชื้อโรค (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2564 ) เราจะเห็นว่า ตอนนี้ในแผนที่ประเทศไทย เป็นพื้นที่ควบคุมแทบทุกจังหวัดแล้ว&amp;nbsp; แบ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด ควบคุมสูงสุด 37 จังหวัด และควบคุม 11 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ารัฐบาลเอาแต่ส่งผู้ติดเชื้อกลับบ้านโดยไร้มาตรการรองรับ อีกไม่กี่วันข้างหน้า แผนที่ประเทศไทยทั้งประเทศอาจจะกลายเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดทั้ง 77 จังหวัดได้ ต้องเร่ง ตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อ เร่งทำCommunity isolation ทุกตำบลให้เพียงพอ และต้องเร่งส่งงบประมาณลงไปให้โรงพยาบาลในแต่ละจังหวัด เพื่อให้สามารถทำโรงพยาบาลสนามได้ทันกับการระบาด ที่เพิ่มอย่างรวดเร็วในแต่ละจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าทำผิดซ้ำ ต้องจำบทเรียนการบริหารที่ผิดพลาดในกรุงเทพ จนทำให้ระบบสาธารณสุขล่ม&amp;nbsp; อย่าให้ไปเกิดซ้ำในต่างจังหวัดอีก เพราะจะทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศล้มไปทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรดเห็นแก่ความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ต้องทำงานอย่างใส่ใจ มองปัญหาให้รอบด้าน แล้วเร่งทำงาน เชิงรุก เพื่อไปดักปัญหา ไม่ใช่วิ่งตามปัญหา เพื่อรักษาชีวิตพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112379</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพัน, พื้นที่สีแดงเข้ม, มาตรการล็อกดาวน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610ca40c771d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;หมอธีระ&#039;หวั่นระบบการตรวจคัดกรองโรค&#039;Rapid antigen test&#039;อาจเกิดผลกระทบหลายเรื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ค.64-นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กรายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 มีรายละเอียดดังนี้
ทะลุ 193 ล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว ภาพรวมของโลกมีทั้งจำนวนติดเชื้อและจำนวนเสียชีวิตในแต่ละวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 537,918 คน รวมแล้วตอนนี้ 193,342,517 คน ตายเพิ่มอีก 8,451 คน ยอดตายรวม 4,150,472 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดคือ อเมริกา บราซิล อินโดนีเซีย สหราชอาณาจักร และอินเดีย
อเมริกา เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 54,344 คน รวม 35,204,382 คน ตายเพิ่ม 349 คน ยอดเสียชีวิตรวม 626,156 คน อัตราตาย 1.8%
อินเดีย ติดเพิ่ม 34,865 คน รวม 31,291,704 คน ตายเพิ่ม 481 คน ยอดเสียชีวิตรวม 419,502 คน อัตราตาย 1.3%
บราซิล ติดเพิ่ม 49,603 คน รวม 19,524,092 คน ตายเพิ่มถึง 1,444 คน ยอดเสียชีวิตรวม 547,134 คน อัตราตาย 2.8%
รัสเซีย ติดเพิ่ม 24,471 คน รวม 6,054,711 คน ตายเพิ่ม 796 คน ยอดเสียชีวิตรวม 151,501 คน อัตราตาย 2.5%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 21,909 คน ยอดรวม 5,933,510 คน ตายเพิ่ม 11 คน ยอดเสียชีวิตรวม 111,565 คน อัตราตาย 1.9%
อันดับ 6-10 เป็น สหราชอาณาจักร ตุรกี อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และอิตาลี ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น
คาดว่าสเปนอาจแซงอิตาลีขึ้นมาเป็นอันดับ 10 ในอีกราว 2-3 วัน เนื่องจากช่วงนี้กลับมาติดเชื้อเพิ่มหลายหมื่นคนต่อวันอย่างต่อเนื่อง
แถบอเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย หลายต่อหลายประเทศติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชีย และยุโรปที่ทวีความรุนแรงขึ้น
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน
แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน อิรักกำลังเผชิญระลอกสามที่หนักกว่าเดิม ในขณะที่อิหร่านติดเพิ่มหลักหมื่นอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;
กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน และไต้หวัน ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และนิวซีแลนด์ ติดน้อยกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
...วิเคราะห์สถานการณ์โลก
จำนวนติดเชื้อต่อวันเมื่อวานนี้ มาจากทวีปเอเชีย 37.63%, ทวีปยุโรป 26.6%, ทวีปอเมริกาเหนือ 15.54%, ทวีปอเมริกาใต้ 14.9%, ที่เหลือมาจากทวีปแอฟริกาและโอเชียเนีย 5.29%
จะเห็นได้ว่าตอนนี้รุนแรงชัดเจนในเอเชียและยุโรป ส่วนอเมริกานั้นตอนนี้มีจำนวนติดเชื้อเพิ่มขึ้นเร็ว เพราะระบาดหนักในกลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน มักอยู่แถบมลรัฐทางใต้ ซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนเฉลี่ยต่ำกว่าพื้นที่อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...สำหรับสถานการณ์ของไทย
ตอนนี้มีจำนวนผู้ป่วยรุนแรงและวิกฤติสูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีจำนวนการติดเชื้อต่อวันของเมื่อวานสูงเป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย
หากพิจารณาสถานะปัจจุบัน จะพบว่า มาตรการล็อคเฉพาะกลุ่มจังหวัดนั้นมีโอกาสได้ผลน้อยสำหรับสถานการณ์ระบาดรุนแรง กระจายไปทั่วประเทศ ดังที่เห็นได้จากจำนวนจังหวัดสีแดง สีส้ม สีเหลือง ขยายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากที่ทบทวนบทเรียนของต่างประเทศที่ผ่านมา ยังไม่เห็นประเทศใดที่จะดำเนินมาตรการนี้แล้วจะเพียงพอในการจัดการการระบาดได้ มักต้องลงท้ายด้วยการทำ Full national lockdown ซึ่งหากทำในระยะที่ช้าเกินไป ก็จะต้องทำการล็อคยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน ระบบการตรวจคัดกรองโรคของเราตอนนี้ ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แม้จะนำวิธี Rapid antigen test มาใช้ แต่แนวทางการปฏิบัตินั้นดูจะยังมีปัญหา และอาจก่อให้เกิดผลกระทบได้หลายเรื่อง เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง โอกาสเกิดผลลบปลอม เพราะความไวต่ำกว่าวิธีมาตรฐาน RT-PCR ซึ่งอาจทำให้คนที่ติดเชื้ออยู่แต่ตรวจแล้วได้ผลลบเข้าใจผิดหรือปฏิบัติตัวโดยไม่ระวัง จนอาจแพร่ให้คนใกล้ชิดได้ จึงต้องระวังมากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง การออกแนวทางปฏิบัติล่าสุด ที่ให้คนตรวจ Rapid antigen test แล้วได้ผลบวก แต่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย ให้กักตัวที่บ้านไปเลย โดยไม่ต้องไปตรวจด้วย RT-PCR ซึ่งแนวทางปฏิบัตินี้ อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การที่ตรวจเองแล้วได้ผลบวก จะทำการแจ้งเข้าสู่ระบบการนับจำนวนผู้ติดเชื้อเพื่อรายงานประจำวันของประเทศหรือไม่? ทำอย่างไรไม่ให้ตกหล่น? มิฉะนั้นจะเกิดปัญหา under report คือจำนวนติดเชื้อที่รายงานแบบทางการนั้นจะต่ำกว่าความเป็นจริง
ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า โอกาสเกิดผลบวกปลอมนั้นแม้เกิดได้ แต่น้อย เนื่องจากหากดูข้อมูลต่างประเทศ ชุดตรวจ Rapid antigen test ที่ได้มาตรฐานมักยังมีความจำเพาะสูงใกล้เคียงกับวิธี RT-PCR โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้อย่างถูกต้องและใช้ในยามที่มีการระบาดมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม จากข้อสองนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอีกประการคือ หากไม่สามารถรวมเข้าสู่ระบบรายงานประจำวันได้ เคสติดเชื้อเหล่านั้น ซึ่งจะมีจำนวนไม่น้อยที่อาจเปลี่ยนเป็นมีอาการรุนแรง และก็จะจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาในที่สุด และจะมาโดยคาดการณ์จังหวะเวลาและจำนวนไม่ได้ เพราะไม่ทราบจำนวนตั้งต้น หากเป็นเช่นที่กล่าวมา นั่นหมายถึงแนวปฏิบัติที่แนะนำให้ทำนั้นเป็นเพียงกระบวนการที่เพิ่มขึ้นมา เผื่อหน่วงเวลาเข้าสู่ระบบ และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบ ทั้งต่อผู้ติดเชื้อ ครอบครัว สังคม และบุคลากรทางการแพทย์ในระบบสาธารณสุข
ความท้าทายจึงอยู่ที่ การหาทางทำให้เกิดความสะดวกในการรายงานผลการตรวจของประชาชนเข้าสู่จำนวนการติดเชื้อประจำวันที่รายงานให้ได้อย่างครบถ้วน โดยจะจำแนกตามวิธีการตรวจให้เห็นอย่างชัดเจน
สำหรับเรื่องระบบการดูแลรักษา ประเมินในแง่มุมใด ก็ยังพบว่าไม่มีทางที่จะสร้างเพิ่มเพื่อรองรับปริมาณการระบาดหนักขนาดนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นสิ่งที่ศบค.ควรพิจารณาทำ ยังยืนยันเช่นเดิมคือ
1. ชะลอนโยบายเปิดเกาะ เปิดประเทศ
2. ปรับเปลี่ยนกลไกนโยบายและวิชาการ
3. Full national lockdown 4 สัปดาห์ โดยต้องเตรียมระบบสนับสนุนช่วยเหลือเยียวยาประชาชนอย่างรอบคอบ
4. ปูพรมตรวจ โดยจัดทั้งบริการตรวจที่รพ.อย่างเต็มศักยภาพ บริการจุดตรวจนอกสถานที่ บริการตรวจโดยรถเคลื่อนที่ บริการตรวจแบบ knock the door and do the test และการตรวจด้วย Rapid antigen test ด้วยตนเองโดยมีจุดแจกจ่ายชุดตรวจโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมระบบรายงานผลหรือรวบรวมผลการตรวจไม่ให้ตกหล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฝากความหวังไว้กับการฉีดวัคซีน เพื่อจะตัดวงจรการระบาดนั้น ไม่ใช่หนทางที่จะฝากความหวังไว้ได้ในระยะสั้น และมักต้องใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการมาตรฐานสากล จึงจะมีโอกาสสำเร็จ
ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตัดวงจรการระบาดด้วยมาตรการทางสาธารณสุขที่ถูกต้องและต้องทำให้ทันเวลา
สำหรับประชาชนอย่างพวกเราทุกคน ขอให้ป้องกันตัวเองและครอบครัวอย่างเต็มที่ มุ่งเป้าอย่าให้เราติดเชื้อ
ใส่หน้ากากนะครับ สำคัญมาก สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110787</URL_LINK>
                <HASHTAG>Rapid Antigen Test, ธีระ วรธนารัตน์, มาตรการล็อกดาวน์, สถานการณ์ผู้ป่วยโควิดรายวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efa8328cc03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 07:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 07:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตายเพิ่มอีกมาก!&#039;จาตุรนต์&#039;เตือนไม่เร่งตรวจเชื้อ ไม่รีบแยกผู้ติดเชื้อ  รัฐบาลไม่มีทางควบคุมโควิดได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.64- นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์ พรรคไทยรักษาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ไม่เร่งตรวจเชื้อ
ไม่รีบแยกผู้ติดเชื้อ
รัฐบาลไม่มีทางควบคุมโควิดได้
.
การติดเชื้อในบ้านกำลังเป็นที่มาอันดับหนึ่งของการติดเชื้อไปแล้ว การล็อกดาวน์ที่เน้นให้คนอยู่ในบ้านโดยไม่แยกผู้ติดเชื้อออกมาไว้ข้างนอกกลับกำลังทำให้เกิดการแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น เมื่อพบว่าติดเชื้อแล้วไม่มีที่รองรับก็ต้องอยู่บ้าน จากที่ติดเชื้อคนเดียว ก็เลยติดทั้งบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่รีบแก้ไขปัญหานี้ การล็อกดาวน์ก็ไม่อาจช่วยให้ควบคุมการแพร่ระบาดได้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อ ป่วยหนักและเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยตรวจหาผู้ติดเชื้อน้อยมากเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากหรือมีผู้ติดเชื้อน้อย ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดลดจำนวนผู้เสียชีวิตจนเหลือน้อยมาก อาศัยวัคซีนและการตรวจจำนวนมาก ตรวจเพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกมาจากผู้ไม่ติดเชื้อ จะได้ไม่แพร่เชื้อ ผู้ติดเชื้อก็ได้รับการดูแลทันท่วงที ทำให้ป่วยน้อยและเสียชีวิตน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดของไทยทำนิวไฮอยู่แทบทุกวันจนน่าเป็นห่วง แต่ถ้ามีการตรวจจริงจังเหมือนที่ประเทศอื่นเขาทำกัน ตัวเลขอาจจะมากกว่านี้อีกเป็น 2-3 เท่าเป็นอย่างน้อย
การที่รัฐบาลไม่เร่งให้มีการตรวจเชื้อให้มากๆ แล้วคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อแต่ละวันให้ทรงๆ ไปแบบนี้ เป็นนโยบายที่ผิดอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งตรวจน้อยก็ยิ่งเท่ากับปล่อยให้การแพร่ระบาดรุนแรงขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยยิ่งล้นระบบสาธารณสุขและจำนวนผู้เสียชีวิตจะยิ่งสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;WHO ย้ำความสำคัญของการตรวจมานานแล้ว หลายประเทศก็ทำมานานแล้วและประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาด แม้ตอนนี้ในหลายประเทศมีการเสียชีวิตน้อยมากแล้วเขาก็ยังตรวจมากกว่าไทยหลายเท่า แพทย์และผู้เชี่ยวชาญของไทยหลายคนก็เสนอให้ตรวจมากๆ มาตลอด แต่ผู้บริหารในระบบสาธารณสุขและผู้บริหารประเทศของไทยไม่ยอมรับฟังและยังดื้อรั้นดำเนินนโยบายที่ผิดมาตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้วันนี้จะเริ่มยอมให้นำเข้าเและใช้ rapid antigen test แล้ว แต่ก็ยังปล่อยให้ระเบียบราชการและการทำงานที่อืดอาดทำให้การดำเนินการเรื่องนี้ล่าช้าอย่างมาก
หาก Rapid test ทำได้ช้ามากแบบนี้ การตรวจมากๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือการตรวจ การนำเข้า Rapid test kit จะมีปัญหาอย่างเดียวกันกับเรื่องวัคซีน คือ การมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ถามกันตรงๆอย่างนี้แหละครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110785</URL_LINK>
                <HASHTAG>Rapid test, จาตุรนตฺ์ ฉายแสง, มาตรการล็อกดาวน์, องค์การอนามัยโลก (WHO)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa0d8f1e605.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 08:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะลุ 186 ล้าน!&#039;หมอธีระ&#039;ฟันธงการล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่ระบาดหนักไม่มีทางได้ผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
09 ก.ค.64 -นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กรายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 มีรายละเอียดดังนี้
ทะลุ 186 ล้านไปแล้ว ตอนนี้ภาพรวมการติดเชื้อกำลังไต่ขึ้น อันเป็นผลจากการแพร่ของสายพันธุ์เดลต้าในหลายต่อหลายประเทศทั่วโลก
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 457,550 คน รวมแล้วตอนนี้ 186,296,398 คน ตายเพิ่มอีก 8,021 คน ยอดตายรวม 4,025,561 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุด คือ บราซิล อินโดนีเซีย อินเดีย สหราชอาณาจักร และรัสเซีย
อเมริกา เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 17,110 คน รวม 34,674,151 คน ตายเพิ่ม 250 คน ยอดเสียชีวิตรวม 622,202 คน อัตราตาย 1.8%
อินเดีย ติดเพิ่ม 34,443 คน รวม 30,743,013 คน ตายเพิ่ม 470 คน ยอดเสียชีวิตรวม 405,527 คน อัตราตาย 1.3%
บราซิล ติดเพิ่ม 53,749 คน รวม 18,962,786 คน ตายเพิ่มถึง 1,733 คน ยอดเสียชีวิตรวม 530,344 คน อัตราตาย 2.8%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 4,442 คน ยอดรวม 5,799,107 คน ตายเพิ่ม 25 คน ยอดเสียชีวิตรวม 111,284 คน อัตราตาย 1.9%
รัสเซีย ติดเพิ่ม 24,818 คน รวม 5,707,452 คน ตายเพิ่ม 734 คน ยอดเสียชีวิตรวม 140,775 คน อัตราตาย 2.5% คาดว่าอีก 5-6 วันจะแซงฝรั่งเศสขึ้นเป็นอันดับที่ 4 ได้
อันดับ 6-10 เป็น ตุรกี สหราชอาณาจักร อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และอิตาลี ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น
แถบอเมริกาใต้ แอฟริกา เอเชีย อย่างชิลี โบลิเวีย แซมเบีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล ญี่ปุ่น เมียนมาร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ติดกันเพิ่มหลักพัน
เกาหลีใต้เกินพันมาติดกันเป็นวันที่สอง ล่าสุด 1,275 คน สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการระบาดมา
ส่วนเมียนมาร์ ทะลุสี่พันคนอย่างรวดเร็ว ระลอกสองที่เป็นอยู่ตอนนี้น่ากลัวมาก
แถบยุโรปกำลังเผชิญการระบาดซ้ำ เช่น เนเธอร์แลนด์ ล่าสุดเพิ่มถึง 5,431 คน เป็นขาขึ้นของระลอกที่ 5
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่ม ส่วนใหญ่อยู่หลักร้อย ยกเว้นคาซักสถาน คีร์กีซสถาน จอร์เจีย เบลารุส และมองโกเลียที่ติดเพิ่มหลักพัน
แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ในขณะที่อิหร่านหยุดไม่อยู่ ติดเพิ่มทะลุสองหมื่นคน เป็นระลอกสี่ชัดเจน
เวียดนาม และกัมพูชา ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน ไต้หวัน ลาว สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และนิวซีแลนด์ ติดเพื่มต่ำกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...คาดการณ์ทางสองแพร่งของไทยเรา...
ตอนนี้เรามีการระบาดรุนแรง คุมไม่ได้ และยืดเยื้อมายาวนานหลายเดือน
ธรรมชาติของโรคระบาดลักษณะแบบนี้ พอปล่อยให้กระจายมากและนาน พื้นที่ต่างๆ จะเปลี่ยนไปเป็นแดนดงโรคระยะยาว หรือหากใช้ภาษาดอกไม้คือกลายเป็นโรคประจำถิ่น (ซึ่งโดยแท้จริงแล้วป้องกันได้ แต่นโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนั้นไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ)
ความลำบากในการแก้ไขสถานการณ์แบบนี้ของโรคโควิด-19 ในประเทศคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ทางเลือกในการดูแลรักษามีจำกัด และประสิทธิภาพในการรักษาของหยูกยาที่มีนั้นก็ไม่ได้ดีมากนักเมื่อเทียบกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรคที่กินยาฆ่าเชื้อก็หาย นอกจากนี้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องในระบบการดูแลรักษา ทั้งคน เงิน ของ เตียง ก็กำลังประสบปัญหากับภาวะล้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง อาวุธป้องกันคือวัคซีนที่มีในไทยนั้นมีปริมาณจำกัด และชนิดที่เลือกซื้อมาใช้นั้นก็มีประสิทธิภาพจำกัดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทำให้โอกาสจะได้ประสิทธิภาพรวมในการควบคุมการระบาดก็จะน้อยกว่า แม้จะอ้างว่าลดโอกาสป่วยรุนแรง หรือลดโอกาสเสียชีวิตได้ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ระบบการตรวจคัดกรองโรคมีจำกัดจำเขี่ย ทำได้น้อย ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เกิดคอขวดดังที่เห็นเป็นข่าว ไม่สามารถรองรับความต้องการจำเป็นในการตรวจของประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ ผลกระทบจากนโยบายอื่นที่จะนำความเสี่ยงต่อการระบาดซ้ำเติมเข้ามาในประเทศ ได้แก่ นโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเริ่มมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และนโยบายเปิดประเทศใน 120 วัน ก็จะเป็นปัจจัยหนุนเสริมให้ปัญหาการระบาดทวีความรุนแรงขึ้นจากเดิมได้ เพราะเสี่ยงทั้งการนำเชื้อจากนอกประเทศเข้ามา และเสี่ยงจากการเปิดกิจการกิจกรรมต่างๆ ทำให้มีการพบปะ สังสรรค์ รวมกลุ่มใกล้ชิด บันเทิงกัน อันเป็นปัจจัยที่ครบองค์สำหรับการระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางสองแพร่งของไทย ที่ทุกคนคงรอการตัดสินใจจากศบค.ในวันนี้คือ จะล็อคดาวน์หรือไม่?
เดาใจกัน...ไม่ว่าจะใช้คำว่าล็อคดาวน์ด้วยความแสลงใจหรือจั๊กจี้หัวใจ หรือจะเลี่ยงไปใช้วาทกรรมสวยหรูอื่นก็ตาม แนวทางน่าจะหนีไม่พ้น 2 แนว
1. ล็อคเฉพาะพื้นที่/จังหวัด/กลุ่มจังหวัด/ภูมิภาค ที่มีการระบาดหนัก
2. ล็อคทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบทเรียนต่างประเทศ ที่ประสบความสำเร็จในการหยุดการระบาด การล็อคเฉพาะพื้นที่นั้น จะสำเร็จก็ต่อเมื่อเริ่มทำตั้งแต่แรก มีจำนวนเคสไม่มาก และปูพรมตรวจคนในพื้นที่นั้นอย่างเข้มข้น โอกาสสำเร็จก็จะมีมากและใช้เวลาล็อคสั้นเพียงระดับสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากมีการระบาดหนัก กระจายไปทั่ว และปล่อยไว้ยาวนานหลายเดือน ไม่มีทางที่แนวทางการล็อคเฉพาะพื้นที่ที่ระบาดหนักจะได้ผล ประเทศต่างๆ จึงตัดสินใจล็อคทั้งประเทศ และเร่งการตรวจคัดกรองโรคอย่างเข้มข้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีโอกาสสำเร็จได้ แต่ใช้เวลาล็อคยาวนานระดับเดือนหรือหลายเดือน โดยมีข้อแม้เรื่องระบบการตรวจคัดกรองโรคต้องมีมากเพียงพอและทำได้ต่อเนื่อง และหากมีการใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ย่อมมีโอกาสช่วยให้มีโอกาสกดการระบาดในระยะยาวได้ แต่ไม่สามารถหวังผลวัคซีนในการตัดวงจรการระบาดได้ในระยะสั้น
คราวนี้ก็มาถึง...What if...ที่ต้องมีหลายคนในวงคิดในใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยแลนเดอร์อย่างฉันจะล็อคเฉพาะพื้นที่ในสถานการณ์ปัจจุบัน จะมีอะไรไหม ฉันจะประคับประคองเศรษฐกิจไปให้ได้ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดเช่นนี้ได้ไหม?
คำตอบคือ หากทำเช่นนั้น สิ่งที่จะต้องเตรียมเผชิญคือ การระบาดซ้ำซากไปเรื่อยๆ ทั่วประเทศครับ และการล็อคพื้นที่นั้นๆ โดยใช้โครงสร้างบริการเดิมที่มีความจำกัดจำเขี่ยด้านการตรวจคัดกรอง และวัคซีนที่มีใช้ตอนนี้ การล็อคจะไม่ได้ผลเท่าใดนัก และต้องใช้เวลายาวนานเป็นเดือนๆ โอกาสที่ประชาชนในพื้นที่จะยืนหยัดสู้ได้ในระยะยาวคงลำบาก หากเลือกทางนี้คงต้องหาทางวางแผนช่วยเหลือกันยาวๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม
เอาล่ะ...ไม่ว่าจะออกมาทางใด สิ่งที่อยากเรียนพวกเราทุกคนไว้ให้เตรียมรับมือ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง หากประกาศล็อคเมื่อใด จะมีคนจะอยู่กับที่มากขึ้น ด้วยความชุกของการระบาดที่มากแบบปัจจุบัน จะมีโอกาสเกิดปัญหาการติดเชื้อแพร่เชื้อภายในที่อยู่อาศัยมากขึ้นอย่างมาก ทั้งในบ้าน หมู่บ้าน หอพัก อพาร์ตเมนท์ แฟลต คอนโด รวมถึงชุมชนที่คนอยู่กันอย่างใกล้ชิดแออัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ขอให้ตระหนักถึงเรื่องนี้ และเตรียมเรื่องพื้นที่ในบ้านหรืออื่นๆ เพื่อแยกกักตัวสังเกตอาการเวลาไม่สบาย หมั่นสังเกตอาการตนเองและสมาชิกในครอบครัวหรือที่อาศัยในพื้นที่เดียวกัน ถามไถ่อาการผิดปกติเป็นประจำ พยายามอยู่กันห่างๆ และหากไม่สบาย ต้องรีบหาทางไปตรวจรักษา การมีเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ไว้ติดต่อปรึกษาทางโทรศัพท์ในพื้นที่ก็จะดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ล็อคครั้งนี้ไม่ว่าจะแบบใด มีโอกาสสูงที่จะเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิต เศรษฐกิจ สังคม อย่างมาก เพราะมีทั้งคนติดเชื้อคงค้างจำนวนมาก ป่วยรุนแรงจำนวนไม่น้อย รวมถึงคนที่ยังไม่ติดเชื้อแต่ทรัพยากรร่อยหรอไปมากจนไม่น่าจะยืดหยัดสู้เองได้ ระบบรัฐสวัสดิการไม่มีทางเยียวยาได้ทันหรือเพียงพอ จึงมีโอกาสเกิดปัญหาอัตวินิบาตกรรม อาชญากรรม และอื่นๆ ได้สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงอยากเรียนขอให้พวกเราทุกคน ใครพอมีกำลัง ก็ช่วยเหลือแบ่งปันคนที่อยู่ในละแวกเดียวกัน ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร น้ำดื่ม ที่พักพิง หรือจ้างงานเล็กๆ น้อยๆ หรือแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่จำเป็นในการดำรงชีวิต โดยไม่ใช้เงิน
สุดท้ายที่ต้องเน้นย้ำคือ การใส่หน้ากากสำคัญมาก สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า
ขอให้เรามีแรงกายแรงใจ ร่วมกันสู้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109113</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการล็อกดาวน์, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์โควิดทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_60876f1f83695.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 21:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลเซียอัดฉีด1.15ล้านล้าน รองรับขยายล็อกดาวน์ไม่มีกำหนด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน ของมาเลเซีย ประกาศมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจ 1.15 ล้านล้านบาท รวมถึงการแจกเงินช่วยเหลือและอุดหนุนค่าจ้าง หวังบรรเทาผลกระทบจากการตัดสินใจขยายมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อคุมการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ มูห์ยิดดิน ยัสซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Photo by Syaiful Redzuan/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศของมาเลเซียครบกำหนดในวันจันทร์นี้ แต่สื่อของทางการมาเลเซียรายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า รัฐบาลจะไม่ผ่อนคลายมาตรการจนกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จะต่ำกว่าวันละ 4,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์รายงานว่า วันอาทิตย์มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 5,218 คน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมเป็น 739,266 คน เสียชีวิตแล้ว 5,001 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำแถลงทางโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน นายกฯ มูห์ยิดดินกล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ 150,000 ล้านริงกิต (1,156,440 ล้านบาท) จะรวมถึงการอัดฉีดทางการคลัง 10,000 ล้านริงกิต, โครงการอุดหนุนค่าจ้าง 3,800 ล้านริงกิต และการแจกเงินสดเพิ่มเติม, การพักชำระหนี้, การลดหย่อนภาษี, เงินช่วยเหลือ, เงินอุดหนุน และมาตรการอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำมาเลเซียกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะใช้จ่ายเงินเพิ่มเติมอีก 1,000 ล้านริงกิต (7,700 ล้านบาท) ในโครงการฉีดวัคซีน รวมถึง 400 ล้านริงกิตในการจัดซื้อวัคซีนเพิ่มเติม โดยเงินกองทุนส่วนนี้จะรับประกันว่าการฉีดวัคซีนจะครอบคลุม 130% ของประชากร 32 ล้านคน และจะขยายโครงการฉีดวัคซีนให้แก่เยาวชนอายุ 12-18 ปีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกเหนือจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ต้องกดให้ลงแล้ว รัฐบาลมาเลเซียกล่าวว่า มาตรการล็อกดาวน์จะผ่อนคลายได้ต่อเมื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งด้านอัตราการฉีดวัคซีนและขีดความสามารถด้านการรักษาพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูห์ยิดดินกล่าวว่า ถึงวันเสาร์ มีประชากรมาเลเซียประมาณ 15.5% ที่ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 1 โดส และ 6% ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107970</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายล็อกดาวน์ทั่วประเทศ, นายกฯมาเลเซีย, มาตรการล็อกดาวน์, มาเลเซีย, มูห์ยิดดิน ยัสซิน, อัดฉีดเงินช่วยเหลือ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9de5ad1b5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 21:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการห่วง &#039;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&#039; ดึงโควิดสายพันธุ์อินเดียระอุในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย. 2564 นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ และการเมืองกล่าวว่า มาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลที่ออกมาล่าสุดไม่เพียงพอในการดูแลควบคุมการระบาดของโควิด-19 เพราะว่ารัฐบาลมีมาตรการที่ย้อนแยง คือ ด้านหนึ่งมีการล็อกดาวน์ แต่อีกด้านหนึ่งมีการเปิดประเทศ โดยเฉพาะโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งส่วนตัวมีความเห็นว่าควรจะเลื่อนโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ออกไปอย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดภายในประเทศให้เรียบร้อยก่อน จากปัจจุบันที่มีผู้ติดเชื้อ 3-4 พันรายต่อวัน ก็ควรจะควบคุมให้เหลือไม่เกิน 1-2 พันรายต่อวันก่อน จึงค่อยมาคิดว่าควรจะเดินหน้าโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมคิดว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่สามารถหยุดได้ เพราะรัฐบาลประกาศไปแล้วว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ในวันที่ 1 ก.ค. นี้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องยอมรับความเสี่ยงในอนาคตจากการเปิดประเทศครั้งนี้ว่าจะเป็นต้นเหตุของการเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียให้เพิ่มขึ้นในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าภายใน 2-3 เดือนจากนี้สายพันธุ์อินเดียจะระบาดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย หากรัฐบาลไม่มีมาตรการบริหารจัดการที่ดีพอ ก็อาจจะทำให้เกิดการระบาดระลอกที่ 4 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยแย่ไปกว่านี้&amp;rdquo; นายสมชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย กล่าวอีกว่า โควิด-19 สายพันธุ์อินเดียมีตัวอย่างให้เห็นชัดมาก ทั้งในยุโรป อังกฤษ รวมถึงอิสราเอล หรือแม้แต่สิงคโปร์เองที่มีการฉีดวัคซีนไป 50-60% แล้ว และเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพดีกว่าของไทย แต่พอมาเจอสายพันธุ์อินเดียก็ทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ จนทำให้ประเทศดังกล่าวต้องมีการชะลอการคลายล็อกมาตรการควบคุมการระบาดต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการระบาดของโควิด-19 มากกว่าการเร่งเปิดประเทศ โดยเฉพาะโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้จากการส่งออกที่ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 10% และมาตรการกระตุ้นการบริโภคต่าง ๆ ที่รัฐบาลออกไปอย่างต่อเนื่อง การเร่งการลงทุนของภาครัฐ ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเป็นบวกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะบวกมากหรือน้อยก็ตาม ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรเสี่ยงรีบเปิดประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการระบาดระลอกที่ 4 และเศรษฐกิจจะเกิดความเสียหายอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มีความเสี่ยงในการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียสูงมากจากการที่นักท่องเที่ยวจะนำเชื้อดังกล่าวเข้ามาในไทยเพิ่ม จากที่ขณะนี้ก็พบเชื้อดังกล่าวในประเทศบ้างอยู่แล้ว และอาจจะแพร่กระจายเพิ่มในภูเก็ตและเมื่อมีคนไทยไปเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวก็อาจไปติดและแพร่กระจายจนเกิดสะสมของการติดเชื้อ จนเป็นซุปเปอร์สเปรดเดอร์เหมือนละลอก 3 ที่ผ่านมา หากเกิดการระบาดระลอกที่ 4 จะประเมินยากมากว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร&amp;rdquo; นายสมชาย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107836</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์, มาตรการล็อกดาวน์, สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d883f707012.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
