<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาตรการสาธารณสุขเข้มแข็ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากประเทศไทยมีนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้โดยสารชาวจีนที่เป็นนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist Visa (STV) เนื่องจากต้องการเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้มาตรการสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ซึ่งวันนี้ภายในประเทศไม่มีการติดเชื้อ มีเพียงคนที่เดินทางกลับเข้ามาจากต่างประเทศ ดังนั้นการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจะคัดเลือกประเทศที่มีมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 เป็นมาตรฐาน และมีสถิติการติดเชื้อที่อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่รัฐบาลจะเปิดรับ จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแบบพำนักระยะยาว (Long Stay) และต่างชาติที่มีครอบครัวอยู่ในประเทศไทย โดยมาตรการคัดกรองก่อนเดินทางเข้ามาจะมีการตรวจหาเชื้อแบบใหม่ คือ การเจาะเลือด ซึ่งจะมีผลยืนยัน 100% จะมีความแม่นยำกว่าการตรวจหาเชื้อจากโพรงจมูก และเมื่อเดินทางถึงไทยจะตรวจหาเชื้อซ้ำอีกครั้ง และมีการกักตัวในสถานที่กำหนดไม่น้อยกว่า 14 วัน ซึ่งเมื่อครบ 14 วัน และไม่พบเชื้อ จะผ่านการรับรอง และสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมายังมอบนโยบายให้ทาง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ไปดำเนินการเตรียมความพร้อมในการจัดเตรียมห้องแล็บและเครื่องมือในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้อย่างเพียงพอกับทุกท่าอากาศในความรับผิดชอบ ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, ภูเก็ต, แม่ฟ้าหลวง เชียงราย และหาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ รมว.คมนาคม ศักดิ์สยาม ชิดชอบ&amp;nbsp;ได้เสนอแนะว่า การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุข ขณะเดียวกันต้องสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าไม่มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาด ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์นั้นพร้อมที่จะเป็นเกตเวย์ในการเป็นสถานที่กักตัว โดยเบื้องต้น ก.สาธารณสุขได้สอบถามความเห็นไปยังทุกจังหวัดแล้ว เพื่อสอบถามประชาชนในพื้นที่ว่ามีความเข้าใจและยอมรับหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ STV กลุ่มแรกเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 39 คน เดินทางมาโดยสายการบิน Spring Airlines เที่ยวบินที่ 9C8579 จากเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เวลา 17.10 น. ซึ่งนักท่องเที่ยวดังกล่าวยังคงต้องผ่านกระบวนการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามมาตรการของรัฐเหมือนกับผู้โดยสารทั่วไป และต้องตกลงยินยอมกักตัวในห้องพักจำนวน 14 วัน (Alternative State Quarantine : ASQ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มที่ 2 ผู้โดยสารชาวจีนที่เป็นนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (STV) เดินทางมาจากเมืองกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสายการบิน China Southern Airlines เที่ยวบินที่ CZ3081 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เรียบร้อยแล้ว สำหรับเที่ยวบินดังกล่าวมีผู้โดยสาร 279 คน แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวกลุ่ม STV 145 คน กลุ่มนักธุรกิจต่างชาติ 118 คน และคนไทย 16 คน แน่นอนว่าจากการตรวจสอบนั้น ไม่พบว่ามีนักท่องเที่ยวเป็นไข้ แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเพื่อความชัวร์ ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ รมว.คมนาคมจะเดินทางไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อตรวจห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อโควิด-19 (ห้องแล็บคัดกรองโรคโควิด) สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อพิจารณาว่ามีพื้นที่ อุปกรณ์เครื่องมือเพียงพอที่จะสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสาร กรณีที่รัฐบาลจะมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งระบบการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อนั้น ทราบผลโดยใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเมื่อเปิดรับนักท่องเที่ยว รัฐบาลต้องเตรียมพร้อม ดูจากประเทศสิงคโปร์ ที่สามารถตรวจสอบได้ถึง 27,000 คนต่อวัน และจะขยายเป็น 40,000 คนต่อวัน ดังนั้นสุวรรณภูมิต้องดูว่า ช่วงปกติมีปริมาณผู้โดยสารจำนวนเท่าไร ขีดความสามารถของห้องแล็บในการตรวจหาเชื้อจะต้องเพียงพอกับผู้โดยสาร เช่น เคยมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 50,000 คนต่อวัน หรือ 100,000 คนต่อวัน จะต้องสามารถทดสอบตรวจเชื้อได้ ขณะที่ต้นทุนในการจัดทำห้องแล็บและอุปกรณ์ไม่น่าจะเพิ่มมากนัก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82106</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, มาตรการสาธารณสุขเข้มแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
