<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิด้าโพล&#039;เผยผู้สูงอายุเครียดกังวลจะติดเชื้อโควิด เรียกร้องรัฐเยียวยาเพิ่มเบี้ยยังชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10ก.ย.64-กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo;&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง &amp;ldquo;60+ ฝ่าวิกฤติ COVID-19 สู่วิถีถัดไป (Next Normal)&amp;rdquo; ทำการสำรวจในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 จากผู้สูงอายุมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูณ์ขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) รวมขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 4,400 หน่วยตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีลงพื้นที่ภาคสนาม และการตอบแบบสอบถามออนไลน์ กำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.00&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงการใช้อุปกรณ์สื่อสารในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ พบว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 83.36 ระบุว่า ใช้อุปกรณ์สื่อสารในชีวิตประจำวัน ขณะที่ ร้อยละ 16.64 ระบุว่า ไม่ใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในจำนวนผู้สูงอายุที่ใช้อุปกรณ์สื่อสารในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.66 ใช้มือถือแบบสมาร์ทโฟน รองลงมา ร้อยละ 34.05 ใช้มือถือแบบไมใช่สมาร์ทโฟน ร้อยละ 5.94 ใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก/แล็ปท็อป ร้อยละ 4.83 ใช้แท็บเล็ต และร้อยละ 1.20 ใช้นาฬิกาอัจฉริยะ (สมาร์ทวอทช์)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับการใช้แอปพลิเคชันต่างๆในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.79 ระบุว่า ใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ และร้อยละ 37.21 ระบุว่า ไม่ใช้แอปพลิเคชัน ซึ่งในจำนวนผู้สูงอายุที่ใช้แอปพลิเคชัน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.19 ระบุว่าใช้ไลน์ รองลงมา ร้อยละ 67.39 ใช้เฟซบุ๊ก ร้อยละ 52.45 ใช้ยูทูบ ร้อยละ 27.49 ใช้กูเกิ้ลโครม ร้อยละ 16.59 ใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าการบริการออนไลน์ ร้อยละ 16.20 ใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเงิน ธนาคาร โอน รับ จ่ายเงิน ร้อยละ 7.29 ใช้อีเมล ร้อยละ 3.91 ใช้ทวิตเตอร์ และร้อยละ 0.13 ใช้ติ๊กต็อก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;เมื่อถามถึงผลกระทบที่ได้รับในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่&amp;nbsp; ร้อยละ 90.00 ได้รับผลกระทบโดยเกิดความเครียด วิตกกังวล รองลงมา&amp;nbsp; ร้อยละ 59.32 รายได้ลดลง มีภาระค่าใช้จ่าย หนี้สินมากขึ้น ร้อยละ 47.86 การออกไปพบปะสังสรรค์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำกิจกรรมนอกบ้าน ลดน้อยลง ร้อยละ 44.07 มีเวลาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ร้อยละ 23.84 ผู้สูงอายุต้องใช้เทคโนโลยีซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและเป็นภาระ ร้อยละ 23.61 ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 22.48 มีการจัดการดูแลสภาพแวดล้อม ที่พักอาศัยและชุมชนให้สะอาด ถูกหลักอนามัย ร้อยละ 20.20 มีการปรับใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น เช่น มีการพูดคุย สื่อสารทางสังคมออนไลน์มากขึ้น ร้อยละ 18.86 ปริมาณขยะมูลฝอยและขยะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 15.43 กิจการ ธุรกิจการค้าขายประสบปัญหา หยุด พักเลิกกิจการ ไม่สามารถส่งงาน/สินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด และร้อยละ 4.82 รายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับตัวของกิจการ ธุรกิจการค้าขาย สินค้า และการบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสิ่งที่ผู้สูงอายุวิตกกังวลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp; มากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.88 ระบุว่า เกิดความเครียดและกังวลว่า&amp;nbsp; จะติดเชื้อ อันดับ 2 ร้อยละ 17.58 ระบุว่า รายได้ รายจ่าย ภาระหนี้สิน อันดับ 3 ร้อยละ 13.89 ระบุว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทำมาหาเลี้ยงชีพ การประกอบอาชีพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านการได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยา/กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในช่วงสถานการณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.55 ระบุว่าได้รับ และร้อยละ 3.45 ระบุว่า ไม่ได้รับ โดยในจำนวนผู้สูงอายุที่ระบุว่าได้รับ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.48 ระบุว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า รองลงมา ร้อยละ 43.90 ระบุว่า เป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร้อยละ 37.05 ระบุว่า เป็นโครงการคนละครึ่ง ร้อยละ 36.84 ระบุว่า เป็นโครงการเราชนะ ร้อยละ 27.21 ระบุว่าเป็นเงินเยียวยาผู้สูงอายุ เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน หรือเงินสงเคราะห์ฉุกเฉินอื่น ๆ ร้อยละ 10.99 ระบุว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเงินเยียวยาผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเกษตรกรรายย่อย ร้อยละ 8.95 ระบุว่า เป็นการพักชำระหนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และร้อยละ 0.05 ระบุว่า เป็นเงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสาเหตุที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยา/กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในจำนวนผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.54 ระบุว่าเนื่องจากเป็นข้าราชการบำนาญ รองลงมา ร้อยละ 15.63 ระบุว่า&amp;nbsp; ไม่ได้ลงทะเบียน ร้อยละ 12.50 ระบุว่า ต้องการให้คนที่เดือดร้อนกว่า ยังพอช่วยเหลือตนเองได้ มีธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นของตัวเองมีที่ดินทำกิน และมีบุตรหลานคอยจุนเจืออยู่บ้าง ร้อยละ 11.46 ระบุว่า เป็นผู้สูงอายุใช้โทรศัพท์ลงทะเบียนไม่เป็น ไม่มีใครลงทะเบียนให้ ร้อยละ 9.37 ระบุว่า ไม่ได้ใช้มือถือสมาร์ทโฟน และคุณสมบัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เข้าเกณฑ์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 3.13 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อถามถึงสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 23.77 การช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอินเทอร์เน็ต รองลงมา ร้อยละ 15.88 วัคซีนป้องกัน เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอต่อความต้องการ และได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง ร้อยละ 15.44 ความช่วยเหลือเรื่อง อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และสเปรย์แอลกอฮอล์ ร้อยละ 14.35 เพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาในการช่วยเหลือเยียวยาผ่านโครงการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่ง และเพิ่มเงินสวัสดิการต่าง ๆ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินสงเคราะห์ และเงินสวัสดิการอื่น ๆ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 5.37 ระบุว่า การเข้ารับการรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง ร้อยละ 5.15 ส่งเสริม
ด้านการประกอบอาชีพทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม ร้อยละ 3.39 ความช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ เงินลงทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 2.08 ระบุว่า ตั้งจุดตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฟรี และสามารถเข้าถึงได้ง่าย และร้อยละ 0.22 ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp; พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.50 ระบุว่า มีการรับมือกับสถานการณ์โดยติดตามข้อมูล ข่าวสาร เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รองลงมา ร้อยละ 81.20 ระบุว่า ปฏิบัติตนตามนโยบายมาตรการการควบคุมของรัฐ ร้อยละ 51.98 ระบุว่า ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ร้อยละ 43.07 ระบุว่า ใช้สมุนไพรทางเลือกมากขึ้น เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชาย เป็นต้น ร้อยละ 29.14 ระบุว่า เตรียมอาหาร ข้าวของเครื่องใช้อุปโภค บริโภค ให้เพียงพอ ร้อยละ 25.70 ระบุว่า ปรับเปลี่ยนวางแผนการเข้ารับการบริการทางสาธารณสุข เช่น การเลื่อนนัดพบแพทย์ การรับยาทางไปรษณีย์หรือ รพสต. อสม. ร้านขายยาใกล้บ้านที่ได้รับการรับรอง เป็นต้น ร้อยละ 25.61 ระบุว่า ออกกำลังกาย ร้อยละ 25.23 ระบุว่า เข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ร้อยละ 19.98 ระบุว่า&amp;nbsp; วางแผนการใช้จ่ายเงิน และทำบัญชีครัวเรือน ร้อยละ 18.84 ระบุว่า ปฏิบัติตามหลักศาสนา ร้อยละ 18.00 ระบุว่า ทำงานอดิเรกเพิ่มมากขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ งานฝีมือ&amp;nbsp; หัตถกรรม เป็นต้น และร้อยละ 6.86 ระบุว่า เรียนรู้ ฝึกทักษะ หาแนวทางประกอบอาชีพเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการความช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) มากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 23.56 คือ การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อันดับ 2 ร้อยละ 18.33 คือ การช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยา เช่น การจ่ายเงินเยียวยาและชดเชย การสร้างงาน สร้างอาชีพ อันดับ 3 ร้อยละ 15.40 คือ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่พักอาศัยที่ถูกสุขลักษณะ หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาหรือฟื้นฟู ทั้งในปัจจุบันและอนาคต มากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 16.80 คือ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา อันดับ 2&amp;nbsp; ร้อยละ 14.50 คือ ส่งเสริมการมีงานทำ พัฒนาทักษะอาชีพตามความถนัดและความสนใจ อันดับ 3 ร้อยละ 14.03 คือ เพิ่มวงเงินกู้ยืมเงินกองทุนประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับแนวโน้มการปฏิบัติตัวตามรูปแบบวิถีถัดไป (Next Normal) ในอนาคต ซึ่งพิจารณาเฉพาะสัดส่วนผู้ที่ระบุว่า &amp;ldquo;ทำ&amp;rdquo; โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อยในประเด็นต่าง ๆ พบว่า ร้อยละ 98.66 ระบุว่า ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ (ออกกำลังกาย ล้างมือบ่อย ๆ สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน เว้นระยะห่างทางสังคม) มากที่สุด รองลงมา ร้อยละ 91.91 ระบุว่า ทำกับข้าว ปลูกผักสวนครัว ไว้กินเอง&amp;nbsp; ร้อยละ 88.71 ระบุว่า การจัดสภาพแวดล้อม ที่พักอาศัยและชุมชนให้สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย ร้อยละ 86.36 ระบุว่า การกินอาหาร เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลอดสารพิษ สินค้าเกษตรอินทรีย์ ร้อยละ 82.39 ระบุว่า การฝึกปรับสภาพจิตใจและอารมณ์ให้สมดุล ปฏิบัติ ตามหลักศาสนา หากเกิดความเครียด ความวิตกกังวล ร้อยละ 81.91 ระบุว่า กินสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเน้นเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย เช่น วิตามิน อาหารเสริม สมุนไพรต่าง ๆ ร้อยละ 78.18 ระบุว่า ลดการทิ้งขยะ มีการนำมาใช้ซ้ำ/ลดการใช้ไฟฟ้า น้ำ น้ำมัน เชื้อเพลิง ร้อยละ 57.09 ระบุว่า หลีกเลี่ยงการจับหรือสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยี ไร้การสัมผัส เช่น การรับ โอน จ่ายเงิน ผ่านโทรศัพท์มือถือ สั่งของออนไลน์ และร้อยละ 37.14 ระบุว่า ทำกิจกรรม ทำงานประกอบอาชีพธุรกิจที่บ้านหรือทางออนไลน์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.13 ระบุว่า ควรเพิ่มสิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุ เช่น การเพิ่มเบี้ยยังชีพ รายเดือนให้แก่ผู้สูงอายุ รองลงมา ร้อยละ 15.98 ระบุว่า ควรส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้กับผู้สูงอายุ ร้อยละ 11.00 ระบุว่า ควรได้รับการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขโดยมีช่องทางการบริการสำหรับผู้สูงอายุ เพื่ออำนวยความสะดวกและรวดเร็วในการเข้ารับการรักษา ร้อยละ 8.47 ระบุว่า ควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมยามว่างหรือกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ร้อยละ 7.41 ระบุว่า ควรจัดสรรวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอต่อความต้องการ ร้อยละ 3.70 ระบุว่า ผู้สูงอายุต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ พูดคุย ให้กำลังใจ จากครอบครัวอย่างใกล้ชิด ร้อยละ 3.28 ระบุว่า การสอนหรือแนะนำการใช้อุปกรณ์เครื่องมือเทคโนโลยีต่าง ๆ ร้อยละ 2.65 ระบุว่า ควรมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ในปัจจุบัน และแนะนำวิธีการดูตัวเองที่ถูกต้องให้กับผู้สูงอายุในชุมชน ร้อยละ 2.22 ระบุว่า ควรส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต/โรงเรียนผู้สูงอายุ ร้อยละ 0.63 ระบุว่า ควรส่งเสริมการดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ควรจัดหาที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (แบบถาวร/ชั่วคราว)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116261</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มผู้สูงอายุ, นิด้าโพล, มาตรการเยียวยา, สมาร์ทโฟน, เบี้ยผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613af0e634908.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุชาติถกสมาคมก่อสร้างเปิดเยียวยาคนงานช่วงปิดแคมป์ 1 เดือน ประกันสังคมจ่าย 50% พร้อมอาหารทุกมื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 มิถุนายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมระหว่างกระทรวงแรงงานกับผู้ประกอบการสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 24 คน อาทิ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) บริษัท ฤทธา จำกัด บริษั ทวีมงคลก่อสร้าง จำกัด บริษัท ยูเวิร์ด 999 จำกัด บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)ฯลฯ เพื่อหารือในแนวปฏิบัติกรณีปิด (Seal) แคมป์คนงานก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในกลุ่มแรงงานไทยและต่างด้าว ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยมี นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย โดย รมว.แรงงาน ว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุขในศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้ปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง งดการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในคลัสเตอร์แคมป์คนงานนั้น และได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานดูแลค่าใช้จ่าย เงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างแทนผู้ประกอบการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่มีการปิดแคมป์ กระทรวงแรงงานจะจ่ายสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยโควิด-19 เนื่องจากสถานประกอบการถูกปิดตามคำสั่ง ศบค. โดยให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเป็นเงินสด 50 เปอร์เซ็นของค่าจ้าง ให้คนงานทุกๆ 5 วัน พร้อมดูแลเรื่องอาหารทุกมื้อด้วย ตลอด 1 เดือน ตามรายชื่อที่นายจ้างรับรองวันต่อวัน ตลอดเวลาการปิดแคมป์ก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังมีระบบการตรวจสอบว่าแรงงานที่จะได้รับการเยียวยาจะต้องอยู่ในแคมป์ก่อสร้าง หากไม่อยู่ก็จะไม่ได้รับเงินชดเชยดังกล่าว กระทรวงแรงงานจะประสานกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปตรวจคัดกรองโควิด-19 เชิงรุก (swab) แก่แรงงานในแคมป์คนงาน 100 เปอร์เซ็น หากตรวจพบเชื้อจะต้องแยกตัวแรงงานเพื่อมาเข้าสู่การรักษาตามขั้นตอนของสาธารณสุข ส่วนผู้ที่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อก็จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 รวมทั้งการเฝ้าระวังตรวจสอบทุกโรงงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้เป็นไปตามมาตรการควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ หรือ Bubble and Seal&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เข้าไปตรวจตราทำความเข้าใจกับนายจ้างผู้ประกอบการให้เข้มงวดถึงมาตรการป้องกันโควิด-19 ของลูกจ้างในแคมป์คนงาน และกรมการจัดหางานเข้าไปตรวจสอบหากกรณีพบว่ามีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายก็จะนำเข้าสู่ระบบทำให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107818</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงแรงงาน, ปิดแคมป์คนงาน, มาตรการเยียวยา, สุชาติ ชมกลิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d85c09b33c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 22:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขายฝัน6เดือนแก้หนี้ทั้งระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บิ๊กตู่&amp;quot; ตีปี๊บลุยแก้หนี้ทั้งระบบ หลังพบวัยทำงานหนี้ท่วม เดดไลน์ 6 เดือนต้องเห็นผล ครม.ลดเงินสมทบผู้ประกันตน ม.40 เหลือ 60% นาน 6 เดือน คลังยันยังไม่ขยับเงิน &amp;quot;คนละครึ่งเฟส 3&amp;quot; เป็น 6 พัน เต้นแจงมาตรการเยียวยา ปชช.ตามกลุ่มเหมาะสม ชี้ช่วงโควิดช่วยคนจนรายละ 11,800 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม &amp;nbsp;แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้นำเรื่องปัญหาหนี้สินของประชาชนเสนอต่อที่ประชุม ครม.ให้ได้รับทราบ หากประชาชนมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก มีหนี้ตั้งแต่อายุน้อยจะมีผลต่อทั้งชีวิตของเขา วันนี้เราต้องแก้ปัญหาให้ครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งหนี้สินกลุ่มต่างๆ ตอนนี้ที่ร้อนใจมากที่สุดคือหนี้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 3.6 ล้านคน ผู้ค้ำประกัน 2.8 ล้านคน หนี้ครู/ข้าราชการ 2.8 ล้านบัญชี หนี้เช่าซื้อรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ 27.7 ล้านบัญชี หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 49.9 ล้านบัญชี ปัญหาหนี้สินอื่นๆ ของประชาชน 51.2 &amp;nbsp;ล้านบัญชี โดยเราได้กำหนดมาตรการออกมาทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการระยะสั้นเราจะทำให้เกิดขึ้นให้ได้ภายใน 6 &amp;nbsp;เดือน ทั้งเรื่องการลดภาระดอกเบี้ยของประชาชนและสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อ PICO และ NANO สำหรับประชาชน ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของครูและข้าราชการรวมถึงสหกรณ์ ปรับรูปแบบการชำระหนี้ คุ้มครองความเป็นธรรมให้ประชาชนที่เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ &amp;nbsp;และขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ยและการกำกับดูแลบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อจำนำทะเบียนอีกด้วย&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังพิจารณาการไกล่เกลี่ยหนี้สินเพื่อลดการดำเนินคดีกับประชาชน เช่น หนี้ กยศ., หนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ, หนี้สหกรณ์ และให้มีการเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการรายย่อยเอสเอ็มอี จัดให้มีซอฟต์โลน (มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) สำหรับเอสเอ็มอีที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ &amp;nbsp;การเพิ่มจำนวนโรงรับจำนำและโรงรับจำนองเพิ่มขึ้น เพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อยแต่มีที่ดินจำนวนจำกัดเพื่อจะเข้าถึงสินเชื่อเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการระยะต่อไปคือ การเร่งส่งเสริมการแข่งขันให้อัตราดอกเบี้ยถูกลง การให้ความช่วยเหลือเด็กรุ่นใหม่ คนเกษียณที่มีภาระหนี้สิน โดยจะต้องออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องที่อยู่อาศัย ค่าเดินทางระบบขนส่งมวลชนในราคาถูก การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ เพิ่มการดูแลสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อรายย่อยเป็นการเฉพาะ การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจและการเงินเพื่อชะลอการฟ้อง อำนวยความสะดวกให้การฟื้นฟูหนี้รายบุคคลที่มีเจ้าหนี้หลายราย เป็นต้น ส่วนหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันนั้นมีข้อมูลว่า ก่อนปี 2557 มีอัตราเพิ่มขึ้นเดือนละ 8.8 หมื่นล้านบาท แต่จากปี 2557 จนถึงปัจจุบัน มีการเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบลดอัตราเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม คือกลุ่มผู้ประกอบการอาชีพอิสระ &amp;nbsp;เหลือร้อยละ 60 ของเงินสมทบเดิมเป็นระยะเวลา 6 เดือน &amp;nbsp;ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจ่ายผลประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกันตนกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และจะยังทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้นอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม ครม. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ได้รายงานว่า ยอดหนี้ครัวเรือนที่มีถึง 89% ต่อจีดีพี เนื่องจากอยู่ในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำ โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความเป็นห่วงต่อปัญหาหนี้ครัวเรือน เนื่องจากพบว่าช่วงวัยเริ่มต้นทำงานที่อายุระหว่าง &amp;nbsp;25-35 ปี เป็นหนี้กันถึง 60% และเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ถึง 23% จึงสั่งให้หน่วยงานต่างๆ เสนอแนวทางแก้ปัญหาเพื่อเร่งแก้ไข นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่าอยากให้นำข้อมูลหนี้ในส่วนต่างๆ เช่น หนี้ กยศ., หนี้ครู, หนี้สถาบันการเงิน, หนี้บัตรเครดิตมารวมกันไว้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแบบวันสต็อปเซอร์วิส เพื่อแก้ปัญหาหนี้ให้ได้โดยเร็ว พร้อมกับย้ำว่าขอให้เห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมใน 6 เดือน เพราะถ้าคนที่ยังเป็นหนี้อยู่จะไม่มีสมาธิในการทำงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการคลัง นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เสนอให้เพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 จาก 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการหารือกัน เนื่องจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาทเพิ่งผ่านวุฒิสภา และการช่วยเหลือนั้นจะต้องครอบคลุมรวมถึงผู้ประกอบการด้วย ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์ในโครงการนี้ประมาณ 31 ล้านคน โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 20 ล้านคนแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อเสริมสภาพคล่องและช่วยรักษาระดับการจ้างงานนั้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังรวมรวบข้อมูลเพื่อพิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั้งในระบบและนอกระบบที่ได้รับผลกระทบอยู่ ซึ่งขณะนี้มีการร่วมมือกันจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาวางแนวทางช่วยเหลือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลนั้น ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานปลัดกำลังกำหนดรูปแบบและหลักเกณฑ์ผู้ที่เข้าร่วมอยู่ ส่วนจะมีการเปิดลงทะเบียนใหม่ตอนไหนจะต้องรอดูเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นหลังจากโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐ เช่น &amp;nbsp;เราชนะ, คนละครึ่ง เป็นต้น ในช่วงโควิด-19 เสร็จสิ้นเสียก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง &amp;nbsp;ชี้แจงกรณีที่มีข้อวิจารณ์มาตรการเยียวยาประชาชน ว่าคนที่เดือดร้อนมากหรือคนยากจนได้รับเงินช่วยเหลือน้อยกว่าคนที่ไม่ยากจนว่า โครงการของรัฐบาลถูกออกแบบมาด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งเพื่อการบรรเทาภาระค่าครองชีพและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มเป้าหมาย และวิธีการสนับสนุนมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการให้สวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งครอบคลุมประชากร จำนวนกว่า 13.65 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับความช่วยเหลือสวัสดิการหลักกว่า 2,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ในช่วงการระบาดโควิด-19 รัฐได้ช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมรวมเป็นเงินกว่า &amp;nbsp;11,600/11,800 บาทต่อคน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106513</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการเยียวยา, วัยทำงานหนี้ท่วม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้หนี้ทั้งระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c8b0aedacec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; บอกไม่ใช่เวลาทำการเมือง ทางเดียวที่จะชนะโควิดคนไทยต้องร่วมมือกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.64 - ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตอนหนึ่งว่า สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจที่ครม.ได้พิจารณามีหลายประเด็นที่สำคัญ เช่นโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากวงเงิน 45,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนบนพื้นฐานของโอกาสและศักยภาพของท้องถิ่น ซึ่งจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อสถานการณ์โควิด-19 บรรเทาลงโดยจะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเป็นกลไกสำคัญ ภายใต้การติดตามของรองนายกรัฐมนตรีทุกคน นอกจากนี้ ครม.ได้มีมติเห็นชอบกับการเพิ่มเงินสนับสนุนในโครงการเราชนะ อีกคนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะมีพี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวนมากถึง 33.5 ล้านคน และเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการม.33 เรารักกัน อีกสัปดาห์ละ1,000 บาทเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์เช่นกัน และขยายเวลาของโครงการออกไปถึงเดือนมิ.ย.นี้ ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้มากกว่า 8 ล้านคนรวมแล้วก็ 40 กว่าล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งหมดคือการทำงานอย่างเต็มที่ของตนและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ที่ทำงานอย่างต่อเนื่องทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่วันหยุด ในการวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือประชาชน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโควิด และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน เตรียมความพร้อมในการฟื้นฟูอนาคตประเทศไทย และตอบรับโอกาสที่กำลังจะมาถึง ซึ่งตนให้ความสำคัญกับเรื่องการท่องเที่ยวด้วย อย่างไรก็ตามเราก็ต้องยืนในจุดที่ทำอย่างไรเราจะมีความพร้อมในพื้นที่จังหวัดใดบ้าง ได้ก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการต่างๆที่องค์กรต่างประเทศกำหนดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพร่ระบาด การนำคนเข้า-ออกประเทศ เราคิดไว้แต่ก็ต้องดูหลักการสำคัญของประชาคมโลกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอกราบเรียนอีกครั้งว่า ขณะนี้เราคนไทยทั้งประเทศ และทั่วโลกกำลังเผชิญกับ สถานการณ์ เผชิญหน้ากับศัตรูตัวร้ายที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน ที่ชื่อว่าไวรัสโควิด-19 และทางเดียวที่เราจะเอาชนะศัตรูตัวนี้ได้ก็คือการร่วมแรงร่วมใจร่วมมือกัน แก้ปัญหา ไม่ใช่การขัดแย้งหรือแตกแยกกัน อนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้จะขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคงเพียงใด ขึ้นอยู่กับเราทุกคน ที่จะต้องรวมใจให้เป็นหนึ่งเดียว แล้วก้าวเดินไปพร้อมกัน วันนี้ไม่ใช่เวลาทำการเมืองทั้งสิ้น เป็นเวลาที่ทำให้บ้านเมืองให้ประเทศชาติของทุกคนและประชาชนที่เป็นที่รักที่เลือกพวกท่านเข้ามาทำงาน ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในเวลานี้ จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา อะไรที่ยังมีปัญหาขัดข้อง ไม่เข้าใจก็ขอให้สอบถามเข้ามายินดีที่จะให้หน่วยงานตอบ&amp;rdquo;พล.อ.ประยุทธ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102528</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาตรการเยียวยา, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087c1b9b57ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาพัฒน์แจงยิบแผนเบิกจ่ายเงินกู้เกี่ยวกับงานทางการแพทย์ 4.5 หมื่นล้านล่าช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.64 นายวันฉัตร&amp;nbsp; สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะโฆษกสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการเบิกจ่ายและแผนการใช้งบประมาณมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในประเด็นแผนงานเงินกู้ทางการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย 5 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ 1.แผนงาน/โครงการเพื่อรองรับค่าใช้จ่าย ค่าเยียวยา ค่าชดเชย และค่าเสี่ยงภัยสำหรับบุคลากร ทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้ชำนาญการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เพื่อจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ยารักษาโรควัคซีนป้องกันโรค และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการบำบัดรักษา ป้องกัน ควบคุมโรค รวมทั้งการวิจัยพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อการฟื้นฟูด้านสาธารณสุขของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เพื่อการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 5.เพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอันเนื่องมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจุบันภาพรวมการอนุมัติโครงการและการเบิกจ่ายแผนงาน/โครงการด้านสาธารณสุข (แผนงาน/โครงการกลุ่มที่ &amp;nbsp;ณ ข้อมูลวันที่ 5 พ.ค. 2564&amp;nbsp;ในกลุ่มที่ 1.มีการอนุมัติแผนงาน/โครงการดังกล่าวไปแล้ว จำนวน&amp;nbsp;42 โครงการ วงเงินอนุมัติรวมทั้งสิ้น 25,825.8796 ล้านบาท และจากข้อมูลของรายงาน MIS ของกรมบัญชีกลางพบว่ามีการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 7,102.6471 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ&amp;nbsp;27.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้มีการเบิกจ่ายค่อนข้างต่ำ เป็นผลจากหน่วยงานรับผิดชอบโครงการยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข อาทิ เครื่องฉายรังสี ยารักษาโรค วัคซีนป้องกันโรค&amp;nbsp; ก่อสร้างและปรับปรุงห้องปฏิบัติการทางแพทย์ อาทิ ห้องความดันลบ (Negative pressure) cohort ward ห้องทันตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการที่มีการเบิกจ่ายแล้วเช่น การจ่ายค่าตอบแทน/เสี่ยงภัยให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564 สำหรับภารกิจเพิ่มเติมในช่วยสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 การเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ยารักษาโรค วัคซีนป้องกันโรค และห้องปฏิบัติการโดยกรมควบคุมโรค การจ่ายค่าบริการสาธารณสุขภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การสนับสนุนครุภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องช่วยหายใจและการปรับปรุงห้องความดันลบแก่สถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการในกลุ่มอื่นๆได้แก่ โครงการ กลุ่มโครงการที่ยังไม่ถึงงวดของการเบิกจ่ายงบประมาณ จำนวน 1 โครงการ วงเงิน 1,575.4590 ล้านบาท ได้แก่ การจ่ายค่าค่าตอบแทน/เสี่ยงภัยให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในช่วงเดือนเมษายน &amp;ndash; มิถุนายน 2564 สำหรับภารกิจเพิ่มเติมในช่วยสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019กลุ่มโครงการที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ จำนวน 24 โครงการ วงเงิน 11,094.9465 ล้านบาท อาทิ การสนับสนุนด้านการจัดซื้อครุภัณฑ์/การปรับปรุงสิ่งก่อสร้างในสถานพยาบาลทั้งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล โดยปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ อยู่ระหว่างการเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่เกี่ยวกับการวิจัย/พัฒนาน้ำยาเพื่อการตรวจโรค การพัฒนาระบบสื่อสารสั่งการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขและกลุ่มโครงการที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดโครงการ จำนวน 6 โครงการ วงเงิน 179.1635 ล้านบาท อาทิ โครงการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์/โครงการปรับปรุงห้องผู้ป่วย ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102421</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการเยียวยา, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ารเบิกจ่ายและแผนการใช้งบประมาณมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ, เงินกู้, แผนงานเงินกู้ทางการแพทย์และสาธารณสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210510/image_big_6099019fca4a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพียบ! ครม.เคาะมาตรการเยียวยาประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค. 64 - เมื่อเวลา 15.17 น &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโคตวิด19 ว่าการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด ที่ต้องทำควบคู่กันไป คือมิติด้านเศรษฐกิจ ที่ตนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงการเดินหน้าของประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทำให้ตนมีความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงได้ตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) เพื่อพิจารณาความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยได้มีมาตรการออกมาจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการเราชนะ โครงการ ม. 33 เรารักกัน และมาตรการทางการเงิน &amp;nbsp;เช่นมาตรการสินเชื่อ พักทรัพย์ พักหนี้ และมาตการทางภาษี การลดภาษี และมาตรการอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในการแพร่ระบาดของโควิดในระลอกนี้ ทำให้จำเป็นต้องออกมาตรการปิดสถานที่ต่างๆ ซึ่งเกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงได้มีคำสั่งให้กับทางกระทรวงการคลัง และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ไปพิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนเพิ่มเติมโดยเร่งด่วน โดยสรุปได้เป็นมาตรการดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการระยะที่ 1 มี 3 มาตรการหลัก ที่สามารถดำเนินการได้ทันที ได้แก่ 1. มาตรการด้านการเงิน มี 2 มาตรการคือ มาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้สินเชื่อแก่ประชาชนรายละ 10,000 บาท ด้วยหลักเกณฑ์ที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อปกติ ดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 ปี ปลอดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก และมาตรการพักชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือ SFIs โดยให้ SFIs ขยายระยะเวลาพักชำระเงินต้นให้แก่ลูกหนี้ ออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อลดภาระ และสามารถนำเงินที่จะต้องชำระหนี้ไปเป็นเสริมสภาพคล่อง ซึ่งจะจากผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อดูแลลูกหนี้ได้อย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มาตรการด้านการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย โดยภาครัฐจะลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้า และน้ำประปาของประชาชน และกิจการขนาดเล็กทั่วประเทศ ในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2564 เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและกิจการที่ถูกปิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3. มาตรการต่อเนื่องด้านการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ประกอบด้วย 2 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 85,500 ล้านบาท ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การเพิ่มวงเงินโครงการเราชนะ อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยให้สิ้นสุดเวลาการใช้จ่ายในเดือนมิถุนายน 2564 วงเงินรวมประมาณ 67,000 ล้านบาท และ 2. การเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการ ม.33 เรารักกัน อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยให้สิ้นสุดเวลาการใช้จ่ายในเดือนมิถุนายน 2564 วงเงินรวมประมาณ 18,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการระยะที่ 1 นั้น ในคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการในส่วนของมาตรการด้านการเงินทั้ง 2 เรื่องตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และเห็นชอบให้ดำเนินมาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปา และไฟฟ้า ในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเพิ่มเงินในโครงการเราชนะ และโครงการ ม.33 เรารักกัน หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการจะเร่งนำเสนอโครงการให้พิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งตนได้กำหนดให้นำเข้าสู่การพิจารณาของครม.ในสัปดาห์หน้าต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังจะมีมาตรการต่อเนื่องอื่นๆอีก เช่นการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยการขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิดออกไปจนสิ้นปีนี้ และลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.01 ซึ่งจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ประมาณ 3 ล้านคน รวมทั้งการชดเชยผู้ประกันตนตาม ม.33 ที่ต้องกักตัวหรือต้องหยุดทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากโครงการระยะสั้นแล้ว ทางรัฐบาลยังได้วางแผนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องไปอีกถึงอย่างน้อยสิ้นปีนี้ ด้วยมาตรการระยะที่ 2 ในช่วงเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2564 ซึ่งคาดว่าถ้าเราร่วมมือกันเพื่อจำกัดการระบาดอย่างเต็มที่ สถานการณ์การระบาดน่าจะคลี่คลายลงจนอยู่ในระดับที่สามารถดำเนินมาตรการในระยะที่ 2 ได้ โดยมาตรการในระยะที่ 2 ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก กรอบวงเงินประมาณ 140,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แก่ 1. มาตรการลดภาระค่าครองชีพ ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 โดยให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม - ธันวาคม 2564 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 13 ล้าน 6 แสนคน และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม - ธันวาคม 2564 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 2 ล้าน 5 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้สูง ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ซึ่งโครงการนี้ทุกท่านคงมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว และเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากได้โดยตรง และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้โครงการนี้จะเป็นโครงการใหม่ ซึ่งโดยภาครัฐจะสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) ให้แก่ผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เมื่อชำระเงินผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตังกับผู้ประกอบการร้านค้าและบริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อสูงให้นำเงินออกมาใช้จ่ายและสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่า โดยมาตรการในระยะที่ 2 ทั้ง 4 โครงการข้างต้นจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 51 ล้านคน และคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 473,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถมีโอกาสในการขายสินค้า และบริการได้มากขึ้น ซึ่งมาตรการในระยะที่ 2 นี้ ครม.ได้รับทราบในหลักการ และหน่วยงานที่รับผิดชอบจะเร่งดำเนินการเพื่อขออนุมัติจาก ครม. ต่อไป ทั้งหมดนี้ คือการดำเนินการอย่างเต็มที่ของรัฐบาลและศบค. ในการบริหารจัดการ แก้ปัญหาวิกฤตโควิด ทั้งด้านการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด และการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ตนในฐานะนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศบค. จะไม่มีวันท้อถอยหรือท้อแท้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาใดๆ และจะไม่หยุดในการคิดและทำเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกคนให้ปลอดภัย และให้ประเทศไทยที่รักของเราทุกคน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงแข็งแรง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101868</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำเนียบรัฐบาล, มาตรการเยียวยา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092708c11ce0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EXIM BANK ออกมาตรการเยียวยาธุรกิจไทยชุดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบโควิด19-เมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 เมษายน 2564 นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ตลาด CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ไต่อันดับขึ้นมาเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 CLMV เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 4 ของไทย รองจากสหรัฐฯ อาเซียนเดิม 5 ประเทศ และจีน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยไปตลาด CLMV มีเหตุสะดุดลงในปี 2563 โดยหดตัวกว่า 11% ขณะที่ในปี 2564 ยังต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน ทั้งวิกฤตโควิด-19 ประกอบกับสถานการณ์ภายในเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจส่งออกและลงทุนในตลาดเมียนมา ขณะที่ในภาพรวมกลุ่มประเทศ CLMV ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตทางเศรษฐกิจและมีความต้องการซื้อสินค้าและบริการของไทยอยู่มาก การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SMEs มีแหล่งเงินทุนเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางปัจจัยท้าทายต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ดังนั้น EXIM BANK จึงออกมาตรการช่วยเหลือดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; มาตรการสินเชื่อ CLMV อุ่นใจ เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการไทยใน CLMV ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.99% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 3 ปี ใช้เพียงหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหลักประกันร่วมกับบุคคลหรือนิติบุคคลค้ำประกันได้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2564 ทางเว็บไซต์ www.exim.go.th สอบถามได้ที่ EXIM BANK สำนักงานใหญ่และสาขาทุกแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; มาตรการเยียวยาธุรกิจไทยในเมียนมา สำหรับลูกค้าปัจจุบันของ EXIM BANK สามารถพักชำระหนี้เงินต้นกรณีวงเงินกู้ระยะยาวสูงสุด 12 เดือน ต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินรวมสูงสุดไม่เกิน 180 วัน โดยแจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ EXIM BANK ภายใน 30 กันยายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ความไม่สงบภายในเมียนมาอย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อลูกค้า ผู้ประกอบการไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการชำระเงินล่าช้าและการชะลอคำสั่งซื้อของคู่ค้าในเมียนมา EXIM BANK จึงได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านมาตรการต่าง ๆ ตามความจำเป็นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันมีลูกค้า EXIM BANK ที่เป็นผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยในตลาดเมียนมาจำนวนกว่า 200 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อประมาณ 5,300 ล้านบาท การออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในเมียนมาจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินและเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากมาตรการด้านการเงินข้างต้นแล้ว EXIM BANK พร้อมให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยในเมียนมา ทาง Hotline โทร. 0 2271 3700 ต่อ 3009&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งไทยและ CLMV มาตั้งแต่ต้นปี 2563 ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ CLMV เป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงในระยะยาว EXIM BANK จึงต้องเร่งออกมาตรการเยียวยาในระยะสั้น ทั้งด้านสินเชื่อและการให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อประคับประคองสภาพคล่องทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย รอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของตลาด CLMV ในระยะถัดไป&amp;rdquo; นายรักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100888</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK), ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ, มาตรการเยียวยา, รักษ์ วรกิจโภคาทร, เมียนมา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fdaa425dcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
