<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 11:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 11:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกศบศ.เผยนายกฯสั่งเยียวยาครอบคลุมทุกกลุ่ม 29 จว.สีแดงเข้ม ทุ่ม6หมื่นล้านเยียวยาม.33</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 ส.ค.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) เปิดเผยว่า ครม. มีมติขยายมาตรการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเร่งด่วนผู้ประกอบการนายจ้าง ลูกจ้าง ตลอดจนแรงงานกลุ่มอาชีพอิสระ และพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ 9 ประเภท จากการประกาศล็อกดาวน์ยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) เพิ่มจาก 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด โดยรูปแบบของการเยียวยาจะได้รับเช่นเดียวกับ 13 จังหวัดที่ประกาศมาก่อนหน้านี้ ซึ่ง ครม. ได้เห็นชอบขยายวงเงินเยียวยาจาก 30,000 ล้านบาท เป็นประมาณ 60,000 ล้านบาทแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวต่อว่า&amp;nbsp; กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม เริ่มทยอยโอนเงินเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33&amp;nbsp; ที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 ในพื้นที่มาตรการของรัฐให้ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัดแล้ว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา โดยยอดการโอน 2 วันแรกอยู่ที่ 1,829,387 ราย เป็นเงิน&amp;nbsp; 4,573.47 ล้านบาท ซึ่งในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 จะเริ่มโอนให้อีก 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และฉะเชิงเทรา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้ประกันตนมาตรา 33 ในระบบประกันสังคมในพื้นที่ 13 จังหวัด แบ่งเป็นนายจ้าง จำนวน&amp;nbsp; 174,896 คน และลูกจ้างจำนวน&amp;nbsp; 3.1 ล้านคน ทั้งนี้ ลูกจ้างจะได้รับเงินเยียวยาจำนวน 2,500 บาท และนายจ้างจะได้รับเงินเยียวยา 3,000 บาทต่อจำนวนลูกจ้างหนึ่งคน แต่ไม่เกิน 200 คน และในส่วนของผู้ประกันตน มาตรา 39 และ มาตรา 40 ใน 13 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ยอดผู้ประกันตน มาตรา 39 จำนวน 1.3 ล้านคน และผู้ประกันตน มาตรา 40 จำนวน 4&amp;nbsp; ล้านคน แต่ที่ยังไม่ชำระเงินงวดแรกประมาณ 7 แสนคน โดยสำนักงานประกันสังคมได้ขยายเวลาให้ชำระภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 ถึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์ได้รับสิทธิ์ โดยคาดว่าจะสามารถโอนเงินเยียวยา 5,000 บาท สำหรับ มาตรา 39 และมาตรา 40 ได้ภายในวันที่ 24 สิงหาคม นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นายธนกร กล่าวอีกว่า ในส่วนของมาตรการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาของพื้นที่จังหวัดที่ประกาศล็อกดาวน์เพิ่มขึ้นอีก 16 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมุทรสงคราม&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี&amp;nbsp; อ่างทอง&amp;nbsp; นครนายก&amp;nbsp; ปราจีนบุรี&amp;nbsp; ลพบุรี&amp;nbsp; ระยอง สิงห์บุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; สระบุรี&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพชรบูรณ์&amp;nbsp; และตาก ซึ่งจะได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับ 13 จังหวัดที่ประกาศมาก่อนหน้านี้ นอกเหนือจากมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานค่าน้ำ-ค่าไฟที่ใช้แล้วทั่วประเทศ ทั้งนี้ เบื้องต้นระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ กลุ่ม 13 จังหวัดเดิม จะได้รับเยียวยา 2 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม &amp;ndash; สิงหาคม 2564 ส่วนกลุ่ม 16 จังหวัดที่เพิ่มเติมจะได้รับการเยียวยา 1 เดือน ได้แก่ เดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับรู้ปัญหาของทุกกลุ่ม ไม่ทอดทิ้งอย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนอดทนและร่วมฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ซึ่งจะมีการประชุมหารือหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเพื่อพิจารณากฎเกณฑ์และแนวทางช่วยเหลืออื่นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธนกร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายพิชัย นริพทะพันธ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตือนพล.อ.ประยุทธ์ว่า อย่าปล่อยคนไทยตามยถากรรม ต้องหัดมองเศรษฐกิจล่วงหน้าให้เป็นและเร่งแก้ไข หลอกตัวเองไปวันๆ มีแต่จะพัง ต้องเร่งหาวัคซีนเอง อย่าหวังพึ่งเอกชนด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์มองคนไทยทุกคนเป็นเพื่อนร่วมชาติไทยเดียวกัน แล้วจะปล่อยตามยถากรรมได้อย่างไร ถ้าจะปล่อยก็คงเป็นการปล่อยนายพิชัยให้เรียกร้องคะแนนสงสารจากนายใหญ่ไปตามยถากรรมเสียมากกว่า เพราะยังคงหลอกตัวเองว่าเป็นกูรูเศรษฐกิจที่รู้ไปเสียทุกเรื่อง หัดพึ่งความสามารถตัวเองบ้าง ไม่ใช่หวังพึ่งแต่ม็อบให้กดดันรัฐบาลให้ลาออกเพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112387</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร วังบุญคงชนะ, ม.33, มาตรการเยียวยาโควิด, ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a26069b0da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ชี้แจงเหตุผลที่ไม่เยียวยากลุ่มร้านอาหาร ยันมีมาตรการดูแลทั้งให้สินเชื่อและพักชำระหนี้อยู่แล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง&amp;nbsp;ได้ชี้แจงประเด็นข้อวิจารณ์มาตรการเยียวยาของรัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และข้อเรียกร้องให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่มีข้อวิจารณ์มาตรการเยียวยาของรัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยควรนำเม็ดเงินเหล่านี้มาเยียวยาในกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ๆ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุม และข้อเรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลต่อร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดทั้ง 3 ระลอกนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในระลอกเดือนเมษายน 2564 ที่ได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และเตรียมความพร้อมของมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร ในระยะเร่งด่วนจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ดังกล่าว รวมทั้งมาตรการสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปเมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลายจนอยู่ในระดับที่สามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ข้อจำกัดจากสถานการณ์ตามกล่าวข้างต้น คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 จึงได้พิจารณาใช้มาตรการเยียวยาที่ดำเนินการอยู่แล้วและยังไม่สิ้นสุดโครงการ ได้แก่ โครงการเราชนะ และโครงการ ม33 เรารักกัน โดยเพิ่มวงเงินให้อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน โดยปัจจุบันทั้งสองโครงการมีผู้ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติและได้รับสิทธิ์รวมกันประมาณ 41 ล้านคน ซึ่งสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว ทั้งนี้ การเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งสองโครงการจะทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปด้วยความรวดเร็วกว่าการให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงพื้นที่ เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลของทั้งสองโครงการที่ภาครัฐมีอยู่ในปัจจุบันได้ทันที&amp;nbsp;
ขณะที่การให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงจะต้องทำการสำรวจข้อมูลใหม่ รวมทั้งตรวจสอบและคัดกรองผู้ได้รับผลกระทบ จึงต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนานกว่า และกระบวนการดังกล่าวอาจทำให้การแพร่ระบาดของ COVID-19 ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ การเพิ่มวงเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวยังจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจฐานรากจากร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรายย่อย รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร จึงเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบรายย่อยในท้องที่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการคนละครึ่งระยะ 3 เป็นหนึ่งในมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไปเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลง โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของมาตรการด้านการเงิน คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) มาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทั้งผู้ที่มีรายได้ประจำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย รวมไปถึงเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้สินเชื่อแก่ประชาชนรายละ 10,000 บาท ด้วยหลักเกณฑ์ที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อปกติ ดอกเบี้ยร้อยละ 0.35 ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 ปี ปลอดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) มาตรการพักชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ โดยการพักชำระเงินต้นให้แก่ลูกหนี้ตามความสมัครใจของลูกหนี้ ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เพื่อลดภาระการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวให้แก่ลูกหนี้ หรือนำเงินที่จะต้องชำระหนี้ไปเป็นสภาพคล่องเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือประกอบธุรกิจในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง&amp;nbsp;
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 ประกอบด้วย 2 มาตรการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ หรือมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 250,000 ล้านบาท โดยการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจให้เข้าถึงสินเชื่อในอัตราที่เหมาะสม โดยผู้ประกอบธุรกิจทั้งที่มีสินเชื่อและไม่มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก เฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปีตลอดระยะเวลามาตรการ โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบธุรกิจเป็นระยะเวลา 6 เดือน และมีการประกันสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ หรือมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องรับภาระต้นทุนทางการเงินเป็นการชั่วคราว และมีโอกาสกลับมาดำเนินธุรกิจโดยใช้ทรัพย์สินหลักประกันเดิมได้หลังสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลง โดยผู้ประกอบธุรกิจสามารถยื่นขอโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้โดยมีสิทธิเช่าทรัพย์สินเพื่อประกอบธุรกิจต่อไป และมีสิทธิซื้อทรัพย์สินนั้นคืนได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันโอนหรือระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของมาตรการด้านภาษี รัฐบาลได้ออกมาตรการเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลไปเป็นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและผู้ทำบัญชีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่มีความรุนแรงและครอบคลุมทั่วประเทศและสนับสนุนการทำธุรกรรมภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงช่วยลดความแออัดและความเสี่ยงจาก COVID-19 อีกทั้งช่วยเพิ่มสภาพคล่องในมือผู้ประกอบการให้มีมากขึ้นและนานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการร้านอาหารสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการต่าง ๆ ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102270</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, ธุรกิจร้านอาหาร, มาตรการเยียวยาโควิด, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_6086ce1eed66c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 17:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เปิดตัว &#039;สินเชื่อสู้ภัยโควิด&#039; งบ 1 หมื่นล้านเพิ่มสภาพคล่องดำรงชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19&amp;nbsp;โดยอนุมัติวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตให้แก่ผู้มีรายได้ประจำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกรรายย่อยหรือลูกจ้างภาคการเกษตร&amp;nbsp;ที่ได้ผลกระทบจาก COVID-19&amp;nbsp;โดยต้องผู้มีสัญชาติไทย อายุครบ 20 ปีขึ้นไป โดยต้องไม่เป็นผู้ที่มีรายได้จากภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่ ครม. มีมติเห็นชอบถึงวันที่ 31 ธ.ค.64&amp;nbsp;คาดว่าจะช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้ประมาณ1 ล้านคน โดย ธ. ออมสินและ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อวงเงิน แห่งละ 10,000 ล้านบาท รวม 20,000 ล้านบาท&amp;nbsp;เพื่อให้วงเงินสินเชื่อไม่เกินรายละ 10,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ ไม่เกินร้อยละ 0.35 ต่อเดือน โดยไม่ต้องมีหลักประกัน พร้อมปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 งวดแรก&amp;nbsp;ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี ทั้งนี้ รัฐบาลจะใช้วงเงินงบประมาณเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก NPLs ร้อยละ 100 สำหรับ NPLs ที่ไม่เกินร้อยละ 50 ของสินเชื่อที่อนุมัติทั้งหมด 20,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ครม. รับทราบการขยายระยะเวลามาตรการพักชำระหนี้ของ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ในส่วนของเงินต้น จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 64 ตามความสมัครใจ เพื่อนำเงินงวดที่จะต้องชำระหนี้ไปใช้เสริมสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ ออกมาตรการเยียวยาเพื่อช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนภายใต้โครงการเราชนะ จำนวนไม่เกิน 3,500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน (สำหรับเดือน ม.ค. - ก.พ. 64) สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 64 ซึ่งมีผู้ได้รับสิทธิ์ประมาณ 33.2 ล้านคน และมีมูลค่าการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจประมาณ 203,295 ล้านบาท&amp;nbsp;และมาตรการ ม.33 เรารักกัน รวมทั้งมาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับปีภาษี 2564&amp;nbsp; การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลออกไปเป็นภายในวันที่ 30 มิ.ย. 64 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ(สินเชื่อฟื้นฟู) วงเงิน 250,000 ล้านบาท มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้วงเงิน 100,000 ล้านบาท&amp;nbsp;และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. ซึ่งได้ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิดออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 64 และลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.01 ต่อปี เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101871</URL_LINK>
                <HASHTAG>มติ ครม., มาตรการเยียวยาโควิด, สินเชื่อสู้ภัยโควิด, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_60695e6dbfa8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล ย้ำดูแลกลุ่มเปราะบาง พร้อมตั้งคณะทำงานช่วยเหลือผู้พิการติดเชื้อโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด 19 รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจพร้อมให้ความช่วยเหลือ ดูแล ผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม โดยทุกหน่วยงานทยอยออกมาตรการเพื่อดูแลประชาชนในส่วนการรับผิดชอบแล้ว และจะมีการออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมในส่วนของมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกตรวจตราราคาสินค้าและบริการ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเปรียบผู้บริโภค กำชับให้มีการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน และบางสินค้าหากจะมีการขึ้นราคา ต้องขออนุญาตที่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้มีการปรับขึ้นราคาใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้ กระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งให้ควบคุมอัตราค่าบริการในส่วนของธุรกิจจัดส่งสินค้ามากเป็นพิเศษ เนื่องจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศใช้บริการสั่งสินค้า สั่งอาหารแบบส่งถึงบ้าน (Delivery) มากขึ้น จึงต้องกำกับดูแลอัตราค่าขนส่งเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับพี่น้องประชาชน เพื่อสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนทำงานที่บ้าน WFH และอยู่กับบ้านเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ คนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน และผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมตั้งคณะทำงานช่วยเหลือผู้พิการที่ติดเชื้อโควิด-19 เป็นการเฉพาะ ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัดภายใต้ &amp;ldquo;ทีมเรามีเรา&amp;rdquo; ซึ่งจะดำเนินการตั้งแต่ 1.มอนิเตอร์ ติดตามว่ามีคนพิการที่โพสต์/โทรขอความช่วยเหลือหรือไม่ คัดกรอง ประสานเครือข่ายเพื่อให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลทั้งโรงพยาบาลหรือ รพ.สนาม และ ประเมินและติดตามผลการช่วยเหลือ โดยผู้พิการสามารถโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือมายังสายด่วน 1300 ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศและสายด่วน 1479 ตั้งแต่ขณะนี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ ย้ำแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่พยายามดูแลผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม ส่วนมาตรการดูแลผู้ประกอบการร้านอาหาร และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีมาตรการให้การช่วยเหลือออกมาเร็วๆนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101624</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเปราะบาง, คนพิการ, ทีมเรามีเรา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาตรการเยียวยาโควิด, รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607bb4f845903.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 06:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 06:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลชี้ประชาชนคาดหวังรัฐบาลเยียวยาโควิดทุกกลุ่มเท่าเทียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;มาตรการเยียวยาโควิด-19 ระลอกใหม่ของรัฐบาล&amp;rdquo; จำนวน 1,087 คน สำรวจวันที่ 23 &amp;ndash; 26 กุมภาพันธ์ 2564 พบว่า มาตรการที่ประชาชนพึงพอใจมากที่สุด คือ การลดค่าไฟฟ้า 2 เดือน ร้อยละ 41.58 จุดเด่นของมาตรการเยียวยา คือ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย ร้อยละ 48.58 จุดด้อย คือ มีเงื่อนไขมากเกินไป เกิดความเหลื่อมล้ำ ร้อยละ 52.34 สิ่งที่รัฐบาลควรคำนึงถึงในการออกมาตรการ คือ ต้องเยียวยาทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน ร้อยละ 71.72 โดยภาพรวมค่อนข้องพอใจต่อการออกมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ ร้อยละ 50.60&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องกับการออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ล่าช้า ใช้งานยุ่งยาก มีเงื่อนไขมาก เข้าไม่ถึงทุกกลุ่ม แต่ก็ยังเห็นถึงความพยายามและตั้งใจในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เงินงบประมาณในด้านอื่น ๆ แล้ว ผลงานในการบริหารและออกมาตรการเยียวยาในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา นับเป็นผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร. ปรียนันนท์ ประยูรศักดิ์ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลในเรื่องมาตรการเยียวยาโควิด-19 ระลอกใหม่ของรัฐบาลนั้น พบว่า มาตรการที่สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนมากที่สุด 2 ลำดับแรกคือ การลดค่าไฟและค่าน้ำ ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่าประชาชนต้องการความช่วยเหลือที่เข้าถึงทุกครัวเรือน การมีสิทธิ์ได้รับโดยไม่ต้องร้องขอ ไม่ต้องลงทะเบียนเพื่อรอลุ้นว่าใครจะได้บ้าง ไม่ต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเพื่อมาแก่งแย่งแข่งขัน รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าการนำภาษีประชาชนมาใช้ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ยุ่งยาก ไม่มีเงื่อนไขเยอะ และรวดเร็วทันเวลา ซึ่งเป็นจุดด้อยที่ชัดเจนมากของมาตรการที่รัฐกำลังดำเนินการอยู่ ถึงแม้ว่าเราจะมองเห็นถึงความพยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนและการจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้แต่ก็ยังคงเกิดปัญหากับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งประชาชนส่วนหนึ่งไม่ได้เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้น ทำให้เราเห็นภาพคุณตาคุณยายเดินเท้าจากบ้านมาต่อคิวเพื่อลงทะเบียนท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ผู้คนที่น้ำตาไหลเพราะเสียใจที่ไม่ได้รับเงินสดไปใช้จ่ายแต่กลับต้องรับเงินไว้ในเป๋าตังเพื่อซื้อของที่จำเป็นน้อยกว่าค่าเช่าบ้านที่จะต้องจ่าย รัฐบาลควรจะแบ่งเงินงบประมาณมาจัดทำฐานข้อมูลประชากรที่ดีเพื่อโอนความช่วยเหลือที่ตรงความต้องการให้ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนแข่งขันใดๆ เลย เหมือนเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์...ท้ายสุดเราชนะหรือใครชนะก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆคนแพ้ก็คือประชาชนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ทั้งที่ก็เดือดร้อนเหมือนกับคนอื่น จากฝีมือการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94464</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดุสิตโพล, มาตรการเยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603adbec60df6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90664</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.ก้าวไกลจี้‘สุพัฒนพงษ์’แจงรายละเอียดเยียวยาให้ชัดหวั่นตกหล่นล่าช้าซ้ำรอยรอบแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ม.ค.64 -&amp;nbsp; นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า แม้ไม่มีสมาร์ทโฟนก็สามารถใช้สิทธิในโครงการ &amp;lsquo;เราชนะ&amp;rsquo; ได้ หลังจากมีคนจำนวนมากเป็นห่วงว่า ประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิในโครงการ โดยยืนยันว่า ตอนที่ทำแผนกัน ทีมงานคิดละเอียดทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้คนที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือตกหล่นไป และได้วางรูปแบบไว้แล้วสำหรับกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐชา กล่าวว่า จึงอยากขอให้ชี้แจงรายละเอียดให้ชัดๆ ว่า หากไม่มีมือถือสมาร์ทโฟนจะให้ทำอย่างไร ซึ่งที่จริงเรื่องแบบนี้ไม่ควรต้องชี้แจงกันหลายครั้ง หรือให้ประชาชนต้องเสียเวลามาคอยตามการชี้แจงกันรายวัน หรือเมื่อกระแสสังคมวิพากษณ์วิจารณ์แค่ออกมาบอกว่าคิดไว้แล้วแบบนี้ก็ไม่พอ สิ่งที่คิดคืออะไร ประชาชนต้องทำอย่างไรบ้างต้องออกมาทันทีเพราะเขารอคอยคำตอบอยู่ มาตรการเยียวยาที่ผ่านมาของรัฐบาล ยังต้องให้ยืนยันตนผ่านแอพพลิเคชั่นมาตลอด ทั้งที่รัฐบาลก็มีข้อมูลของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากการเยียวยารอบก่อน เหตุใดไม่ทำการโยกข้อมูลส่วนนี้มาใช้ ทำไมต้องให้ประชาชนยุ่งยากทำซ้ำทำซาก หากมีความจริงใจจะเยียวยาจริงๆ ควรทำกระบวนการให้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ใช่สร้างความสับสนเหมือนต้องลุ้นเสี่ยงโชคกันตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงเหตุผลในการไม่จ่ายเงินเยียวยาเป็นเงินสดว่า เพื่อลดการสัมผัสธนบัตรในช่วงสถานการณ์เสี่ยงนั้น นายณัฐชา กล่าวว่า การที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นม แต่คงไม่ใช่เหตุผลหลักในเวลานี้ การเยียวยาที่ตรงจุดคือการดูแลประชาชนให้สะดวกนำไปใช้จ่าย หรือลดภาระหนี้สินของเขาได้ง่าย ทั้งยังมีวิธีการที่ง่ายกว่าการใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่น ก็คือการจ่ายผ่านระบบพร้อมเพย์ เนื่องจากประชาชนทุกคนมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักอยู่แล้ว สามารถลงทะเบียนแล้วรับเงินเยียวยาผ่านระบบนี้ได้เลย โดยสามารถทำได้เองผ่านตู้กดเงินสด หรือถ้าใครไม่สามารถทำหน้าตู้ได้ก็สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากธนาคารได้ แต่ถ้าเป็นการจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่น หากเขาทำไม่เป็น ก็จะไม่มีระบบสนับสนุนความช่วยเหลือเหมือนธนาคาร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่นไม่เพียงแต่กีดกันประชาชนให้เข้าไม่ถึงการเยียวยาแล้ว ในอีกมุมหนึ่งยังเอื้อให้มีการทุจริตเงินได้ด้วย สมมติเช่นเขาต้องเอาเงินสดไปจ่ายค่าเช่าบ้าน แล้วจ่ายผ่านแอพไม่ได้จะทำอย่างไร ก็ต้องไปพึ่งธุรกิจรับลงทะเบียนซึ่งก็ไม่รู้ว่าท่านรู้ไหมว่ามันมีอยู่ ผู้เดือดร้อนยอมรับเงินสดมาแต่ก็แลกกับการถูกหักเงินไปส่วนหนึ่งทั้งที่เขาลำบากอยู่แล้ว รัฐบาลต้องไม่ไปทำตัวเป็นพ่อรู้ดีว่าเขาจะนำเงินไปใช้ทำอะไร ถ้าจ่ายแล้วกำหนดเงื่อนไขได้ว่าไม่ให้นำเงินไปซื้อเหล้า หรือไม่ให้นำเงินไปใช้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถามหน่อยว่าเวลาประชาชนเสียภาษี จะกำหนดไม่ให้ท่านเอาเงินไปซื้อเรือเหาะ ซื้อเรือดำน้ำจีนได้ไหม ผมหวังมาตลอดว่ารัฐบาลจะมีบทเรียนและเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ล้มเหลวจากการออกมาตราการเยียวยาแก่ประชาชนรอบก่อนที่มีความล่าช้าและไม่ทั่วถึง แต่สุดท้ายแล้วดูเหมือนพวกท่านก็ไม่ได้เรียนรู้และแก้ไขอะไรเลย&amp;nbsp; ผู้ที่รับผลกรรมกับความไร้ศักยภาพของรัฐบาลก็หนีไม่พ้นประชาชน&amp;rdquo; นายณัฐชา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90664</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐชา บุญชัยอินสวัสดิ์, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, มาตรการเยียวยาโควิด, แอพพลิเคชันเป๋าตัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_600677869aeb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89770</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขานรับแจก7พัน พยุงศก.โต2.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์-อาคม&amp;rdquo; พร้อมใจแจงมาตรการเยียวยาโควิด &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; ยันจ่าย 3,500 บาทแค่ 2 เดือน เพราะต้องประหยัดงบให้มากที่สุด แต่ยันเงินรัฐบาลเพียงพอ โอ่ครอบคลุม 35 ล้านคนได้เฮ แย้ม &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; ต้องประเมินเป็นรายไตรมาส&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดีอีเอส&amp;rdquo; คุยเจรจาเอกชนเตรียมช่วยค่ามือถือทุกประเภท พร้อมเพิ่มความเร็วเน็ตบ้าน &amp;ldquo;ม.หอการค้าไทย&amp;rdquo; ยกมือเชียร์ บอกเกาถูกที่คัน ชี้หากคุมโควิดอยู่ใน ก.พ.ได้จะเสียหายแค่ 2 แสนล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธที่ 13 มกราคม ยังคงมีความต่อเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ม.ค. ในการคลอดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณามาตรการด้านไฟฟ้าเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นเวลา 2 เดือน ในระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค.2564 ซึ่งได้เสนอต่อที่ประชุม ครม.และได้มีการเห็นชอบ 3 มาตรการ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์กล่าวต่อว่า มาตรการที่ 1 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1.1 ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), ประเภทที่ 1.1.1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), ลูกค้ารายย่อยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และประเภท 10 ของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กิจการไฟฟ้าสวัสดิการฯ) รวมจำนวน 10.13 ล้านราย จะได้รับค่าไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรกทุกราย มาตรการที่ 2 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1.2 และ 1.3 ของ กฟน.&amp;nbsp; ประเภท 1.1.2 และ 1.2 ของ กฟภ. ลูกค้ารายย่อยของ กฟผ. และประเภท 11 ของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการฯ รวม 11.83 ล้านราย จะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าในส่วนของหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากบิลค่าไฟฟ้าซึ่งใช้เดือน ธ.ค.2563 เป็นฐานในการคำนวณส่วนลด ทั้งนี้ ในการดำเนินงานดังกล่าวให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการที่ 3 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจของ กฟน.และ กฟภ.ลูกค้าตรงของ กฟผ.และผู้ใช้ไฟฟ้าของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการฯ ที่มีลักษณะเป็นการอยู่อาศัยร่วมกับการประกอบธุรกิจรายเล็ก จะให้ค่าไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรกทุกราย โดยจะแถลงรายละเอียดมาตรการความช่วยเหลือจาก กกพ., กฟน. และ กฟภ.อีกครั้งในวันศุกร์ที่ 15 ม.ค. 2564 นี้ โดยมาตรการดังกล่าวใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 8,202 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้า 23.70 ล้านราย หรือคิดเป็น 97% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ &amp;nbsp;
โวช่วยเหลือ 35 ล้านคน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และในภาพรวมจะช่วยประคองเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการป้องกันการระบาดไม่ให้ขยายวงกว้าง โดยในส่วนของมาตรการเราชนะ จะเป็นการช่วยเหลือในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการดูแล ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่นอกระบบ เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คาดว่ามีอยู่ราว 30-35 ล้านคน ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเสนอรายละเอียดต่อ ครม.อีกครั้งก่อนเปิดให้ลงทะเบียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วิธีการลงทะเบียนจะไม่ยาก ต้องการแค่ข้อมูลส่วนตัวและเลขบัตรประชาชนเท่านั้น รอบนี้เราจะพยายามทำให้การลงทะเบียนง่ายขึ้นกว่ารอบแรกหรือโครงการเราไม่ทิ้งกัน&amp;quot; นายอาคมกล่าว และว่า ส่วนความช่วยเหลือที่รัฐบาลกำหนดไว้เพียง 2 เดือนนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องประหยัดการใช้งบประมาณให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคมยังกล่าวถึงโครงการคนละครึ่งทั้งเฟส 1 และเฟส 2 ว่าได้ผลตอบรับที่ดีมากจากประชาชน ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศที่ต้องการแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคในประเทศเป็นหลัก หลังจากที่รายได้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งขณะนี้รัฐบาลขอพิจารณาสถานการณ์เป็นรายไตรมาสว่ายังจำเป็นต้องขยายเวลาโครงการในลักษณะนี้ออกไปอีกหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำต่อ ยังมีโอกาส แต่หลักการที่เราจะดูคือ เวลานี้เศรษฐกิจของเราที่เคยอาศัยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศขณะนี้ยังไม่มีเข้ามาเลย ดังนั้นเราต้องใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในก่อน เราจะดูไตรมาสต่อไตรมาส ยังไม่เคยบอกว่าจะไม่ทำต่อ ต้องดูว่ากำลังซื้อของประเทศดีขึ้นหรือไม่ และประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ถ้าได้ประโยชน์จริง รัฐบาลก็ยินดีจะพิจารณา&amp;quot; รมว.การคลังระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคมยืนยันว่า รัฐบาลยังมีเม็ดเงินเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยขณะนี้ยังมีเงินเหลือจากในส่วนที่กู้มาตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ส่วนที่กังวลว่าถ้าสถานการณ์โควิดรอบนี้ยาวนานเกินกว่า 2 เดือนที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้นนั้น คงไม่มีใครอยากเห็นภาพแบบนั้น ดังนั้นจึงต้องพิจารณาใน 2 ส่วนควบคู่กันไปคือ ทำอย่างไรไม่ให้ระบาดมากไปกว่านี้ และจำกัดพื้นที่ให้ได้น้อยที่สุด ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับเรื่องเศรษฐกิจ คือให้ยังเดินต่อได้ด้วย ซึ่งการระบาดในรอบใหม่นี้ถือว่าดีกว่ารอบก่อน เพราะรอบนี้มีความก้าวหน้าเรื่องวัคซีนที่จะนำมาใช้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะทำให้เกิดความมั่นใจได้มากขึ้นว่าการระบาดรอบนี้จะไม่กินเวลายาวนานและไม่ขยายวงกว้างมาก ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ไทยจะถือเป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจไม่ได้หยุดชะงักท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความท้าทายของปีนี้คือทำอย่างไรให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกันได้ สังเกตดูว่าที่โควิดระบาดรอบนี้ แม้แต่ในพื้นที่สีแดง การใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งก็ยังเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้หยุดชะงักไปหมด ยกเว้นกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันเป็นจุดเสี่ยง เพราะคนทั่วไปยังต้องกินต้องใช้ ถ้าทำได้สำเร็จ เราจะเป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจกับเรื่องการแพร่ระบาดไปด้วยกันได้&amp;quot; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังย้ำว่า การออกมาตรการแต่ละเรื่อง รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนมาโดยตลอด สำหรับมาตรการชุดแรกที่ออกมานี้ ในระยะต่อไปอาจพิจารณาเพิ่มเติม โดยจะพยายามให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปได้ เช่น อาจช่วยเรื่องมาตรการเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
&amp;ldquo;14 ล้าน-คนรวย&amp;rdquo;แห้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กลุ่มที่จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 3,500 บาท นาน 2 เดือน เบื้องต้นจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลอยู่แล้ว เช่น กลุ่มข้าราชการกว่า 3 ล้านคน พนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ กลุ่มที่อยู่ในฐานระบบกองทุนประกันสังคม ตามมาตรา 33 อีก 11 ล้านคน รวมทั้งผู้ที่มีรายได้สูง ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีเกณฑ์มาวัดว่ารายได้เท่าใดจึงไม่ได้รับเงิน 3,500 บาท โดยพิจารณาบัญชีเงินฝาก รายได้เข้า-ออกเดือนต่อเดือน ฐานข้อมูลผู้เสียเงินภาษี เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ได้หารือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติม ในรูปแบบการสนับสนุนค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งลูกค้าในระบบรายเดือน (โพสต์เพด) และระบบเติมเงิน (พรีเพด) ผ่านการทะเบียนรับสิทธิในจำนวนที่กำหนด เช่น 5 ล้านสิทธิ์ เป็นต้น สำหรับผู้ใช้บริการเติมเงินทุกราย และผู้ใช้บริการรายเดือนที่ใช้แพ็กเกจรายเดือนต่ำกว่า 500 บาท ส่วนสิทธิและจำนวนเงินการสนับสนุนต่อรายนั้น รวมถึงเวลาในการสนับสนุนนั้น ยังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปร่วมกัน อาจเป็น 100 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน ขึ้นอยู่กับงบประมาณและจำนวนผู้ใช้งานว่าเป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นจำนวนเท่าไหร่ โดยจะรีบหาข้อสรุปก่อนเสนอ ครม.โดยเร็ว
&amp;ldquo;ก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือให้โอเปอเรเตอร์ไม่คิดค่าบริการดาต้าสำหรับประชาชนที่โหลดแอปพลิเคชันหมอชนะเป็นเวลา 3 เดือน เริ่ม 11 ม.ค. ซึ่งแอปฯ ดังกล่าวมีการเรียกหาตำแหน่งตลอดเวลามีการใช้ดาต้าเฉลี่ยวันละ 100 เมกะไบต์ คิดเป็นเดือนละ 3 กิกะไบต์ ซึ่งปกติโอเปอเรเตอร์มีแพ็กเกจ 3 กิกะไบต์ ที่เดือนละ 199 บาท ดังนั้นหากมีการใช้งานฟรีโดยไม่เสียดาต้า ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนใช้งานแอปฯ หมอชนะมากขึ้น ทำให้การเฝ้าระวังมีความแม่นยำ&amp;rdquo; นายพุทธิพงษ์ระบุ
นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า กสทช.ยังได้ร่วมกับโอเปอเรเตอร์ช่วยเหลือประชาชนในการใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านและเน็ตมือถืออีกเป็นเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. ได้แก่ 1.ปรับเพิ่มความเร็วขึ้นไม่ต่ำกว่า 100/100 เมกะบิต สำหรับผู้ใช้บริการในโครงข่ายไฟเบอร์ และเพิ่มความเร็วให้เต็มขีดความสามารถของอุปกรณ์นั้นๆ ในกรณีที่ไม่ได้ใช้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ และ 2.การออกแพ็กเกจเสริมพิเศษในราคา 79 บาทต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไม่จำกัดปริมาณการใช้งาน ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 10 เมกะบิต สำหรับการใช้แอปฯ เวิร์กฟรอมโฮมต่างๆ
ม.หอการค้าไทยชี้แก้ตรงจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลออกมาถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่ง ม.หอการค้าไทยประเมินว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาทต่อเดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือนครึ่ง-3 เดือน ก็จะเสียหายประมาณ 3-4 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ได้ โดยสถานการณ์ทั้งหมดจะคลี่คลายในเดือน ก.พ.2564 ซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปี 2564 หดตัวเหลือ 2.2% จากที่คาดการณ์เดิมที่ 2.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า มาตรการแจกเงิน 3,500 บาท 2 เดือน ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น โดยต้องโอนเงินเข้าถึงมือประชาชนเพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าวิธีอื่นที่อาจไม่ทัน เป็นการแก้ไขได้ตรงประเด็น เพราะการขยายมาตรการคนละครึ่งถือว่าเต็มที่แล้ว และมีข้อจำกัด จากผู้รับสิทธิ์ 15 ล้านคน แม้จะเปิดเพิ่มอีก 1 ล้านสิทธิ์ ก็ยังเป็นตัวเลขตามกรอบเดิมอยู่ รวมถึงมาตรการเราเที่ยวด้วยกันก็ยังมีข้อจำกัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาตรการแจกเงินจะมีเงินเติมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปได้ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านบาท น่าจะเพียงพอจุนเจือสถานการณ์ โดยประเมินว่าหากมีการแจกเงินถึง 15 ล้านคน จะใช้เงินมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ก็จะมีโอกาสโตได้เพิ่มอีก 0.5-0.6% และมีโอกาสขยายตัวมากกว่า 2.5%&amp;rdquo; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาให้คลี่คลายได้ภายในเดือน มี.ค.2564 และหลังจากนั้นต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2564 ซึ่งอาจยังทำได้ไม่มาก จึงต้องใช้มาตรการเดิมที่มีอยู่ไปก่อน เช่น มาตรการคนละครึ่ง และเที่ยวด้วยกัน ซึ่งหอการค้าฯ เสนอให้รัฐบาลขยายเวลาโครงการให้ครอบคลุมถึงไตรมาส 2-3 ปี 2564 รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เช่น การสนับสนุนให้เกิดการเดินทาง อบรมสัมมนา การดูแลค่าเงินบาท การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการพยุงการจ้างงานไม่ให้มีการปลดคนงาน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89770</URL_LINK>
                <HASHTAG>500 บาท, COVID-19, ประหยัดงบ, พยุงเศรษฐกิจ, มาตรการเยียวยาโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาโควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210113/image_big_5fff063e8588a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
