<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>59296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอยแจกเงิน2พัน คืนประกันมิเตอร์ กบง.อัด4.5หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ทานกระแสไม่ไหว &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ถอยแจกเงิน 2 พันลดผลกระทบไวรัสโควิด-19 จ่อจ่ายคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า 3 พันแทน ขณะที่ &amp;quot;กบง.&amp;quot; รับลูกชง 4 มาตรการเร่งด่วนอัด 4.5 หมื่นล้านตรึงค่าไฟ-ขยายเวลาชำระ 6 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ ที่อาคารบี ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2563 ว่ามาตรการที่ออกมาในขณะนี้ ทุกเรื่องตนเองนำมาคิดใคร่ครวญทั้งหมด แม้จะมีการประชุม ครม.เศรษฐกิจไปแล้วก็ตาม ทุกอย่างต้องเข้าสู่การคัดกรองของคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่อีกครั้ง ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะประกาศใช้ได้เลย หลายอย่างอาจจะยังไม่ออกมาใช้ก็ได้ แต่ยืนยันว่าทำอย่างไรประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19 และผลกระทบด้านอื่นๆ จะได้รับการช่วยเหลือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ผมได้หารือกับกระทรวงพลังงานแล้ว เรื่องการจ่ายเงินคนละ 1,000 บาท จำนวน 2 เดือน ผมยังไม่จ่าย เอาไว้อีกระยะหนึ่งค่อยมาดู แต่วันนี้ได้พิจารณาจะคืนเงินให้ประชาชน เช่นในเรื่องค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะมีการประกันอยู่มิเตอร์ละประมาณ 3,000 บาท รัฐจะคืนตรงนี้ให้ซึ่งถือว่ามากกว่า &amp;nbsp;2,000 บาท จะได้ทุกบ้านยกเว้นผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะไม่ให้ คนที่จะได้คือผู้ที่มีบ้านเป็นของตัวเอง &amp;nbsp;อย่างน้อยก็ประทังไปได้ 3,000 บาท ส่วนเงิน 2,000 บาทเอาไว้ว่ากันภายหลัง ส่วนจะได้หรือไม่ได้ยังไม่รู้ ต้องขอไปดูเม็ดเงินก่อน&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังระบุด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้หารือกับกระทรวงพลังงานในเรื่องของค่าไฟฟ้า ค่าประปา พิจารณาดูว่าอะไรจะลดราคาได้บ้าง รวมทั้งค่าพลังงาน ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส จึงขอร้องว่าอย่าเพิ่งมาตีกันว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 9 มี.ค.63 ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 4 มาตรการเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผลกระทบเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 10 มี.ค.63 วงเงินรวมประมาณ 45,000 ล้านบาท ได้แก่ 1.เห็นชอบการคืนเงินประกันมิเตอร์การขอใช้ไฟฟ้าให้แก่ครัวเรือน 21.5 ล้านราย สำหรับประเภทบ้านเรือนที่ใช้อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก วงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละรายว่าได้วางเงินประกันมิเตอร์กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เท่าไหร่ ซึ่งจะมีสิทธิ์ขอคืนเงินประกันได้ตั้งแต่รอบบิลเดือน มี.ค.ที่จะถึงนี้ และจะส่งผลให้มีเงินกลับเข้าสู่ระบบ 30,000 &amp;nbsp;ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์กล่าวต่อว่า 2.มติเห็นชอบให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ตรึงอัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอีก 3 เดือน ได้แก่ช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย.63 โดยจะทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนอยู่ที่ประมาณ 3.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากการตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เดิมของ กกพ.อยู่แล้วประมาณ -11.60 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งในส่วนนี้ได้ทำให้ไฟที่เรียกเก็บจากประชาชนในงวด ม.ค.-เม.ย.63 ลดจากประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย เป็น 3.64 บาทต่อหน่วย และจะสิ้นสุดในเดือน เม.ย.นี้ แต่จะขอให้มีการขยายมาตรการตรึงค่าไฟฟ้าต่อเนื่องไปอีก 2 &amp;nbsp;เดือน โดยคิดเป็นวงเงินช่วยเหลือประมาณ 5,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะเดียวกันจะขอความร่วมมือจาก กฟภ.และ กฟน.ให้เงินอุดหนุนอีกประมาณ 4,800 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อนำมาช่วยลดค่าเอฟทีอีก -11 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บอยู่ที่ 3.50 บาทต่อหน่วยได้ ซึ่งจะรวมเป็นการใช้เงินประมาณ 10,000 ล้านบาท&amp;quot; นายสนธิรัตน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.พลังงานยังระบุด้วยว่า 3.เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาชำระค่าไฟฟ้าบิลเดือน เม.ย.และเดือน พ.ค.ให้นานได้ถึง 6 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระประชาชนประเภทบ้านเรือนที่ใช้อยู่อาศัย กิจการขนาดเล็ก &amp;nbsp;และกิจการโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยกเว้นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.พลังงานกล่าวถึงมาตรการสุดท้ายว่า 4.เห็นชอบให้นำเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าวงเงิน 4,000 &amp;nbsp;ล้านบาท แบ่งเป็นงบปี 2562 วงเงิน 2,500 ล้านบาท และปี 2563 วงเงิน 1,500 ล้านบาท มาใช้ดำเนินโครงการสร้างงานให้เกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหาภัยแล้งในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ขุดลอกคูคลองและผันน้ำ เป็นต้น โดยให้กระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินงาน ซึ่งโครงการดังกล่าวจะอัดฉีดเม็ดเงินในการจ้างงานเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก บรรเทาผลกระทบเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัว และไม่ถือเป็นวัตถุประสงค์ของการใช้เงินกองทุน เนื่องจากเป็นการใช้พัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59296</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า, ถอยแจกเงิน, มาตรการเร่งด่วน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200309/image_big_5e6653a25c30f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;ย้ำ&#039;ผีน้อย&#039;โจทย์ใหม่ต้องวางแผนให้รอบคอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.2563 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมจัดเตรียมมาตรการเร่งด่วนเพื่อรองรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ว่าในที่ประชุมอธิบดีกรมควบคุมโรคจะเป็นผู้นำเสนอ &amp;nbsp;เนื่องจากยังไม่มีมาตรการอะไร ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเราก็จะทำแผนเข้าไปเสนอในที่ประชุม &amp;nbsp;แต่ต้องดูว่าหน่วยงานอื่นๆ จะทำอย่างไรก็ต้องมาขอความร่วมมือกันจากทุกฝ่ายว่าจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวในรูปแบบใดบ้าง &amp;nbsp;ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเป็นโจทย์ใหม่ต้องใช้เวลาวางแผนให้รอบคอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเสนอให้ออกพระราชกำหนดเกี่ยวข้องกับภัยสาธารณะ ว่าด้วยมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อฉบับเร่งด่วนจะสามารถทำได้หรือไม่ &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า &amp;nbsp;ยังไม่ได้พูดคุยกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58826</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการเร่งด่วน, รมว.สาธารณสุข, รองนายกรัฐมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล, แรงงานไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200303/image_big_5e5e1f402590b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอดแผนเร่งด่วน2ระยะ รับมือสถานการณ์ภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ ห่วงภัยแล้ง คลอดมาตรการเร่งด่วน 2 ระยะรับมือ มั่นใจน้ำกิน-น้ำใช้เพียงพอถึง มิ.ย. สั่งแจงให้ประชาชนรับรู้ มท.บี้ทุกจังหวัดเร่งขุดดินแลกน้ำแก้ปัญหา &amp;quot;เฉลิมชัย&amp;quot; ทุ่ม 3.1 พันล้านจ้างงานเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการแก้ปัญหาภัยแล้งว่า หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการแก้ปัญหาภัยแล้งแก้ที่ปลายเหตุ ขอย้อนให้กลับไปดูว่าที่ต้นเหตุหรือการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมาทำไปมากมายมหาศาล แต่ยังไม่ครบหรอก ตราบใดก็ตามถ้ายังไม่สมบูรณ์ทั้งระบบ จึงต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำ 20 ปี ตอนนี้แผนมีหมดแล้ว เพียงแต่ว่าจะทำได้หรือไม่ได้ ปัญหาสำคัญคือการทำประชาพิจารณ์ แม้จะมีการเวนคืนที่ดินมาแล้วยังมีปัญหาเรื่องการเยียวยามาอีก ตอนนี้มีหลายโครงการที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของถนนที่มีปัญหา ที่ทำช้าเพราะเรื่องการเยียวยาต้องพิจารณาในมาตรการที่เหมาะสมในการดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.รัชดา&amp;nbsp;ธนาดิเรก&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเรื่องปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp;ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;โดย ครม.รับทราบสถานการณ์น้ำแล้งช่วงระหว่างวันที่&amp;nbsp;7-13&amp;nbsp;ม.ค.นี้&amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp;อีสาน และกลาง&amp;nbsp;18&amp;nbsp;จังหวัด&amp;nbsp;และเพื่อเป็นการดูแลประชาชนในช่วงภัยแล้ง&amp;nbsp;รัฐบาลมีแผนเฉพาะหน้าแบ่งเป็น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ระยะ&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;ช่วงภัยแล้งเร่งด่วนเดือน ม.ค.-เม.ย.&amp;nbsp;เป็นช่วงที่แล้งมาก&amp;nbsp;จากนั้นเข้าสู่ช่วงฤดูฝนเดือน พ.ค.-ก.ค. ฉะนั้นรูปแบบการทำงานจะต้องตอบสนองการทำงาน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ช่วงเวลา สนับสนุนมาตรการควบคุมการใช้น้ำเพื่อการเกษตร&amp;nbsp;ขอความร่วมมือจากเกษตรกรไม่ให้ปิดกั้นลำน้ำหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก&amp;nbsp;เพื่อลดผลกระทบการขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp;โดยมีการประสานกรมฝนหลวง&amp;nbsp;เพื่อให้ทำฝนหลวงตามสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;การรับมือภัยแล้งปี 2563&amp;nbsp;แบ่งเป็นการดำเนินการบูรณาการหลายกระทรวง และในส่วนที่แต่ละกระทรวงรับผิดชอบ&amp;nbsp;ซึ่งประกอบด้วย 3,378 โครงการ&amp;nbsp;มีการขุดเจาะบ่อบาดาล&amp;nbsp;1,053&amp;nbsp;แห่ง การจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน&amp;nbsp;การซ่อมแซมระบบประปา&amp;nbsp;ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งดำเนินการเรื่องการฟื้นฟูแหล่งน้ำ&amp;nbsp;ทั้งเล็ก&amp;nbsp;กลางใหญ่&amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่&amp;nbsp;1.2&amp;nbsp;ล้านไร่&amp;nbsp;421&amp;nbsp;โครงการ&amp;nbsp;เพิ่มปริมาณน้ำได้&amp;nbsp;942&amp;nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;รวมถึงการเตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวง&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ลุ่มน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ ย้ำว่าอยากให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลดูแลอย่างเต็มที่&amp;nbsp;พร้อมกำชับให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์น้ำ&amp;nbsp;เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนการทำการเกษตร&amp;rdquo;&amp;nbsp;น.ส.รัชดาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ภายใต้การดำเนินงานของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแลบูรณาการข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ โดยนำโครงการของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการ มีทั้งแผนระยะกลางและระยะยาว 57 โครงการ ซึ่งมีการอนุมัติให้ดำเนินการไปแล้วในปี 2561-2562 จำนวน 18 โครงการ และอยู่ระหว่างดำเนินการที่คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2565-2566&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายกฯ สั่งการในที่ประชุมให้มีการบูรณาการงานต่างๆ และแถลงข่าวสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน รวมถึงให้ดูแลเป็นภารกิจหลักสำหรับปัญหาสถานการณ์น้ำเค็มที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาเริ่มดีขึ้น ขอให้ความมั่นใจว่าน้ำอุปโภคและบริโภคจะมีเพียงพอไปถึงเดือน มิ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีการปลูกพืชช่วงภัยแล้งว่า ในส่วนของพืชที่ใช้น้ำน้อยยังสามารถปลูกได้ และในหลายพื้นที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ เช่น ในลุ่มน้ำภาคตะวันตก ลุ่มน้ำแม่กลอง หรือภาคใต้ พืชที่ไม่สามารถปลูกได้คือพืชที่ใช้น้ำมาก เช่น ข้าว ในส่วนนี้เราจะขอความร่วมมือ ทั้งนี้ เรามีมาตรการคือ 1.ส่งเสริมให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และอายุสั้น และ 2.การจ้างงาน โดยกรมชลประทานวางแผนจ้างงานเกษตรกร ที่ไม่สามารถทำการเกษตร ซึ่งใช้งบประมาณ 3,100 ล้านบาท ซึ่งต้องทำงานบูรณาการในหลายภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหา คิดว่าตอนนี้เป็นวิกฤติของประเทศ ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกัน อย่าคิดว่าเป็นปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง วันนี้ต้องช่วยกันคิดว่าจะผ่านปัญหาไปได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายกฯ ได้ให้แนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน ด้วยการขุดดินแลกน้ำ โดยใช้วัสดุมูลดินที่ได้จากการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อเป็นการบริหารจัดการวัสดุมูลดินให้เกิดประโยชน์ และเป็นการขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ ทั้งนี้ รมว.มหาดไทยได้มอบหมายให้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่พิจารณาดำเนินการขุดดินแลกน้ำตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับสถานการณ์ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้ง&amp;nbsp;สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วนสาธารณภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นครพนม สถานการณ์แม่น้ำโขงในพื้นที่ยังวิกฤติ ส่งผลให้ระดับน้ำโขงลดลงรวดเร็วกว่าทุกปี ล่าสุดอยู่ที่ระดับประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เมตร กระทบต่อลำน้ำสาขาสายหลัก ทั้งนี้ นายเกียรติศักดิ์ ผัดวัง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำเเละบำรุงรักษาน้ำก่ำ&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ทะเลสาบหนองหารได้ระบายน้ำออกเพื่อทำโครงการพัฒนา ตั้งเป้าที่ประมาณ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะนี้ได้ทยอยระบายน้ำลงมาสู่ลำน้ำก่ำ ซึ่งโครงการชลประทานน้ำก่ำได้วางแผนรับมือ เร่งกักน้ำที่หนองหารมีการระบายลงมาสู่น้ำโขงให้มากที่สุด คาดว่าจะเพียงพอในการระบายสู่ระบบชลประทาน ช่วยพื้นที่นาปรังไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;5,000-6,000&amp;nbsp;ไร่.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54578</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุดดินแลกน้ำแก้ปัญหา, ภัยแล้ง, ม 3.1 พันล้านจ้างงานเกษตรกร, มาตรการเร่งด่วน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dcbf11ad97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะ6มาตรการ แก้วิกฤติภัยแล้ง เสี่ยต่อลุยอีสาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ครม.ไฟเขียวเปิดศูนย์น้ำเฉพาะกิจ บูรณาการ 4 กระทรวงหลักแก้ภัยแล้ง คลอด 6มาตรการเร่งด่วน พร้อมระยะสั้น 4 เรื่อง-ระยะยาวอีก 3 &amp;quot;เฉลิมชัย&amp;quot; หอบบิ๊ก ขรก.ลงพื้นที่อีสานตอนบน &amp;nbsp;เยียวยาเกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงฤดูฝนและมาตรการแก้ไข ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ โดยเห็นชอบเปิดศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ เพื่อทำหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัยใน 4 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเสนอมาตรการแก้ไขสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ได้อนุมัติมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน 6 เรื่อง ระยะสั้น 4 เรื่อง และระยะยาว 3 เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 6 มาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเหนืออ่างเก็บน้ำ และพื้นที่เกษตร 2.กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งสำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำ พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือ 3.กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ปรับแผนการระบายน้ำ โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% 4.กรมชลประทาน และ กฟผ. ปรับลดแผนระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยาแบบขั้นบันได และกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทย เตรียมมาตรการรองรับ 5.การประปานครหลวงวางแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ร่วมกับ กฟผ.และกรมชลประทาน 6.หน่วยงานระดับกรมและจังหวัด เร่งสร้างความเข้าใจสถานการณ์น้ำและแนวทางแก้ไข ให้ ส.ส.ในพื้นที่รับทราบภาพรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 4 มาตรการระยะสั้น ได้แก่ 1.เร่งรัดหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณงบกลาง รายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ปี 2562 ก่อสร้างซ่อมแซมฝายชะลอน้ำให้ทันต่อการรับน้ำในฤดูฝน ปี 2562 และงานขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำ 2.กองทัพบกปรับแผนการขุดเจาะบ่อบาดาลและซ่อมแซมล้างบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่ฝนตกน้อยกว่าปกติ 3.กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนงานโครงการเพื่อของบประมาณ ตามความสำคัญเร่งด่วน เน้นน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะพื้นที่ปริมาณฝนตกน้อยกว่า 60 มิลลิเมตรต่อเดือน และ 4.บูรณาการ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงการคลัง กำหนดนโยบายช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น สินเชื่อเงินด่วนหรือฉุกเฉินเพื่อสร้างอาชีพ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตฯ พักชำระหนี้เงินต้น สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ชดเชยเยียวยา การสร้างอาชีพเสริม ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ 3 มาตรการระยะยาว คือ 1.ให้หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณบูรณาการ เร่งรัดการปฏิบัติงานโครงการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ และโครงการแหล่งน้ำตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้เป็นไปตามแผน 2.สทนช. บูรณาการจัดทำทะเบียนแหล่งน้ำ ทะเบียนผู้ใช้น้ำ แผนที่แสดงพื้นที่ชลประทาน และพื้นที่รับประโยชน์จากแหล่งน้ำ 3.กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการปรับแผนการเพาะปลูกพืช และปฏิทินการเพาะปลูกเป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะในฤดูแล้งปี 2562/63 ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์น้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 31 ก.ค. ตนพร้อมผู้บริหารระดับสูงและอธิบดีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาภัยแล้งจะเดินทางตรวจปัญหาภัยแล้งในพื้นที่อีสานตอนบนที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวหอมมะลิ ในทุ่งกุลาร้องไห้ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากฝนทิ้งช่วง ทำให้นาข้าวได้รับความเสียหายจำนวนมาก ทั้งนี้ จะดูสถานการณ์น้ำภาพรวมของภาคอีสานตอนบน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาภัยแล้ง เร่งจัดหาพืชอื่น ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำปศุสัตว์ เพื่อทดแทนการทำนา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทำงานเชิงรุกรับมือปัญหาภัยแล้งทุกพื้นที่ โดยกรมชลประทานจัดหาแหล่งน้ำ และเน้นย้ำการปฏิบัติการฝนหลวง พร้อมกันนี้จะได้ปล่อยรถบรรทุกน้ำเพื่อช่วยเหลือปัญหาน้ำด้านอุปโภคบริโภคให้ประชาชน พร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน อาทิ กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมปศุสัตว์ สปก. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่้เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ต้องลงไปร่วมรับฟังและเน้นย้ำแนวทางแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ทั้งปัญหาน้ำไม่มีพอเพียงและการช่วยเหลือทางด้านผลผลิตทางการเกษตร &amp;nbsp;สนับสนุนปัจจัยการผลิตในรอบเพาะปลูกถัดไปอย่างทันเหตุการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ภาพรวมการทำฝนหลวงในภาคอีสานที่ผ่านมา ได้ขึ้นปฏิบัติการแล้วทั้งหมด 17 จังหวัด มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำรับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำรวม 19 แห่ง สำหรับจังหวัดที่มีรายงานฝนตกแล้วได้แก่ จังหวัดขอนแก่น, กาฬสินธุ์, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, มหาสารคาม และยโสธร นอกจากนี้ มีเขื่อนรวมถึงอ่างเก็บน้ำที่สามารถรับน้ำฝนจากการปฏิบัติของฝนหลวง อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์, เขื่อนห้วยหลวง, เขื่อนลำนางรอง, เขื่อนลำแซะ เป็นต้น ยังพบว่าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นหลังจากทำปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน? 2 แห่งคือเขื่อนลำน้ำพุงและเขื่อนจุฬาภรณ์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42359</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาภัยแล้ง, มาตรการเร่งด่วน, หนังสือพิมพ์, เยียวยาเกษตรกร, แก้ปัญหาภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190730/image_big_5d4051a6bf9f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
