<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>36400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมอ.โชว์ปราบสินค้าเถื่อนรวม1.4พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมอ.โชว์ผลงานปราบสินค้าเถื่อน 7 เดือนกว่า รวมมูลค่า 1,430 ล. พร้อมแจ้งจับปลั๊กพ่วงในห้างฯ ย่านบางแค เป็นสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ต้องโทษจำคุก 2 ปี ปรับเงิน 1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 2562 - นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าจับกุมผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 - 30 เม.ย. 2562 สมอ.ได้ตรวจติดตามสินค้าไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลผู้บริโภคและเป็นการกระตุ้นเตือนผู้ประกอบการ ผู้นำเข้าให้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยยอดจับกุมล่าสุดคิดเป็นมูลค่า 1,430,895,793 บาท แบ่งเป็นสินค้า 6 ประเภท ประกอบด้วย เหล็ก วัสดุก่อสร้าง เครื่องกลและยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมีและโพลิเมอร์ และโภคภัณฑ์ อาทิ ผงซักฟอก ของเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การจับกุมดังกล่าวเกิดจากที่ผ่านมาสมอ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค ตลอดจนผู้ประกอบการ ผู้นำเข้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าพบสินค้าไม่ได้มาตรฐานตามท้องตลาด สมอ.จึงทำการแจ้งเตือนเพราะบางผลิตภัณฑ์กฎหมายเพิ่งบังคับใช้ไม่นาน ขณะเดียวกันสมอ.ก็มีการส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกติดตามสินค้าที่น่าสงสัยจนสามารถจับกุมได้จำนวนมาก และขั้นตอนต่อไปจะดำเนินคดีตามกฎหมายและดำเนินการทำลายสินค้าต่อไป&amp;quot;นายวันชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เมื่อเร็วๆนี้ สมอ.ได้เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านบางแค พบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะปลั๊กพ่วงไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเต้าเสียบและเต้ารับสำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน : ชุดสายพ่วงมาตรฐานเลขที่ มอก.2432-2555 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2561 โดยแอบจำหน่ายจำนวนมาก จึงดำเนินการยึดอายัดผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หลังจากนั้นมีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของสินค้าทำหนังสือชี้แจงถึงสื่อมวลชนเพื่อให้แก้ข่าวดังกล่าว สมอ.จึงขอเรียนยืนยันว่า การนำเสนอข้อมูลในข่าวของสื่อมวลชนนั้นถูกต้องแล้ว โดยผลิตภัณฑ์ที่ สมอ.ยึดอายัดในวันดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์บางรุ่นที่ไม่ได้มาตรฐานจำนวน 2 เครื่องหมายการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีผู้ได้รับใบอนุญาตทำและนำเข้าผลิตภัณฑ์ปลั๊กพ่วงรวม 33 ราย แบ่งเป็นผู้ทำจำนวน 17 ราย และนำเข้าจำนวน 16 ราย บทลงโทษในกรณีทำหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และแสดงเครื่องหมาย มอก. โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุก 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36400</URL_LINK>
                <HASHTAG>ของเถื่อน, มาตรฐาน, วันชัย พนมชัย, สมอ., สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190521/image_big_5ce3c4cb743bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการค้าต่างประเทศ MOU ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า 9 รายการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการค้าต่างประเทศลงนาม MOU กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า 9 รายการได้ทั้ง 2 หน่วยงาน หวังช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการไทย ดีเดย์ใช้งานตั้งแต่ 15 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;05 มี.ค. 62 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการจัดงาน &amp;quot;คต.ยกระดับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าไทย&amp;hellip;ก้าวสู่ Thailand 4.0&amp;quot; ว่า กรมฯ ได้ลงนามบันทึกความตกลง (MOU) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า โดยกรมฯ และสภาหอการค้าฯ ได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ Real Time ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 9 รายการ ได้ทั้ง 2 หน่วยงาน โดยสามารถเริ่มขอรับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก่อนหน้านี้ สำนักงานมาตรฐานสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ เป็นผู้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าจำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย แป้งมันสำปะหลัง และปุยนุ่น ส่วนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเขียวผิวดำ ข้าวฟ่าง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และปลาป่น ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการ อีกทั้งสอดรับกับการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล&amp;rdquo;นายอดุลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้ามาตรฐานในปี 2561 มีมูลค่าส่งออก 145,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.44% โดยสินค้ามาตรฐานสำคัญที่มีมูลค่าส่งออกสูงที่สุด คือ แป้งมันสำปะหลัง มีมูลค่า 59,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.40% รองลงมา คือ ข้าวหอมมะลิไทย มีมูลค่า 51,269 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.20%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, มาตรฐาน, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สินค้าไทย, อดุลย์ โชตินิสากรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6ae52acafe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2026 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบทาโกร ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารไทย ทุกผลิตภัณฑ์ S-Pure ผ่านการรับรองไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ เป็นรายแรกของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ (ที่ 3 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือ&amp;nbsp;เบทาโกร รับมอบมาตรฐานรับรองการเลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ทุกผลิตภัณฑ์&amp;nbsp; 


แทงบอลออนไลน์&amp;nbsp;หมู-ไก่-ไข่ แบรนด์ S-Pure เป็นรายแรกของโลก จาก มร.ปีเตอร์ บราเชอร์ (ที่ 3 จากซ้าย)&amp;nbsp;


แทงสล็อต​​​​​​​ กรรมการผู้จัดการ NSF International Asia Pacific&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์ &amp;nbsp;โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ (กลาง) รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน เมื่อเร็วๆนี้&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14632</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมปศุสัตว์, มาตรฐาน, ยาปฏิชีวน, วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์, เบทาโกร, แบรนด์ S-Pure เ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180803/image_big_5b63ca841d08a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.ลุยตรวจโรงงานผลิตเครื่องสำอางให้เสร็จภายใน3เดือน/พบได้มาตรฐานแค่194ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4มิ.ย.61-อย.ลุยตรวจมาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องสำอางทั่วประเทศให้เสร็จภายใน 3เดือน หรือภายในเดือนส.ค.เบื้องต้น พบ194 ราย ที่ได้มาตรฐาน GMP &amp;nbsp;ประเดิมแห่งแรกปทุมธานี มีบริษัทยื่นตรวจสอบและได้มาตรฐาน 21 ราย จากทั้งหมด 1,619 แห่งเท่านั้น &amp;nbsp;เผยปี 60 ได้ค่าปรับ 70ล้าน มากสุดเป็นเครื่องสำอาง รองลงมาเป็นอาหารเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัด สธ. นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ นพ.ณรงค์ ตั้งตรงไพโรจน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ปทุมธานี เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตเครื่องสำอาง บริษัท ปฐวิน จำกัด อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เพื่อดำเนินการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนสถานที่ผลิตเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐาน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการผลิตเครื่องสำอาง พ.ศ.2561 ซึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2561 ภายใต้ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2561
นพ.เจษฎา กล่าวว่า จากการลงตรวจสอบพบว่า เป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐาน มีการผลิตมายาวนานกว่า 28 ปี สำหรับการตรวจสอบมาตรฐานสถานที่ผลิตเครื่องสำอางทั่วประเทศ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น หากเป็นบริษัทรายใหม่ อย.และ สสจ.ทั่วประเทศ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ส่วนบริษัทรายเก่าจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อขึ้นทะเบียนทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน หรือภายใน ส.ค.นี้ ซึ่งขอเตือนโรงงานผลิตเครื่องสำอางทุกรายให้ปฏิบัติตามให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผลิตตามมาตรฐาน เพราะกฎหมายฉบับใหม่มีโทษสูงคือ จำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.วันชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตเครื่องสำอางว่าได้มาตรฐานหรือไม่ จะเป็นแบบสมัครใจ เพราะยังไม่มีกฎหมายกำหนด ทำให้มีโรงงานเพียงแค่ 194 รายที่ยื่นตรวจสอบมาตรฐานและได้มาตรฐาน GMP ส่วน จ.ปทุมธานีมีผู้ยื่นตรวจสอบและได้มาตรฐาน 21 ราย จากทั้งหมด 1,619 แห่งเท่านั้น ประกอบกับการให้ขึ้นทะเบียนผ่านระบบออนไลน์หรือ E-Submission ทำให้จดแจ้งเครื่องสำอางได้ง่าย และนำไปผลิตเครื่องสำอางปลอมหรือใส่สารอันตราย ซึ่ง อย.ได้ปรับแก้ไขแล้ว โดยการออกประกาศวิธีการผลิตเครื่องสำอาง โดยการยื่นจดแจ้งจะต้องระบุสถานที่ผลิตที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและอยู่ในระบบของ อย.แล้วเท่านั้น จึงต้องเร่งตรวจสอบาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องสำอางทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2561 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เชื่อว่าภายหลัง ส.ค.2561 สถานการณ์เครื่องสำอางปลอมน่าจะดีขึ้น เพราะผู้ประกอบการที่ดีเองก็ทำอย่างถูกต้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.วันชัย กล่าวว่า การตรวจสอบมาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องสำอางถือเป็นเรื่องที่ดี หากตรวจสอบพบว่ามีการแอบใส่สารอันตรายลงไป อย่างพวกสารที่ทำให้ขาว เช่น สารปรอท ไฮโดรควิโนน วิตามินเอแอซิด เป็นต้น ก็จะสั่งปิดโรงงานทันที สำหรับการตรวจสอบขึ้นทะเบียนมาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องสำอางนั้น เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้นตรวจสอบ จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีกี่แห่งที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว แต่ จะมีการรายงานผลให้ทราบเป็นระยะ และหลังจากตรวจสอบเสร็จจะมีการทำเป็นคลังข้อมูลเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ทั้งนี้สำหรับการจับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางผิดกฎหมายในปี 2560 สามารถจับกุมได้หลายร้อยรายการ ส่วนค่าปรับ ใน ปี 2560 ที่ได้จากผลิตภัณฑ์สุขภาพ มีมากถึง 70 ล้านบาท มากที่สุดคือกลุ่มเครื่องสำอาง รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร &amp;nbsp;สำหรับมาตรฐานโรงงานผลิตอาหารนั้น เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมตรงนี้มานาน ส่งผลให้ต้องมีการตรวสอบมาตรฐานโรงงานผลิตก่อน ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิตอาหารที่ผ่านมาตรฐานทั้งสิ้น 51,744 แห่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10649</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีเอ็มพี, มาตรฐาน, ลงทะเบียนออนไลน์, อย., อาหารเสริม, โรงงานผลิตเครื่องสำอาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b14fa120b9ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพลเผยประชาชนยังมีความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมาย อย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิด้าโพล เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่มีความความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมาย อย. และการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาขายสินค้า มีส่วนช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือและตัดสินใจซื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 61 - ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเครื่องหมาย อย.&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 22 พฤษภาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,251 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเครื่องหมาย อย. การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการอ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. ในการเลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.78 ระบุว่า อ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. รองลงมา ร้อยละ 27.98 ระบุว่า ไม่อ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. และร้อยละ 0.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. หลังจากที่มีกระแสข่าวการจับกุมผลิตภัณฑ์ที่มีการสวมเลขทะเบียน อย. รวมถึง การใช้เครื่องหมาย อย. ปลอมจำนวนมาก พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.12 ระบุว่า มีความเชื่อมั่น เพราะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เป็นองค์กรที่มีมาตรฐานในการตรวจสอบความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีการจัดตั้งมานานแล้ว ขณะที่บางส่วนระบุว่า ปัญหาเกิดจากผู้ประกอบการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รองลงมา ร้อยละ 42.21 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมั่น เพราะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ขาดความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า และร้อยละ 1.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระดับความรุนแรงของปัญหาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 25.90 ระบุว่า เป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมาก ร้อยละ 44.60 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ค่อนข้างมีความรุนแรง ร้อยละ 25.90 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ ไม่ค่อยมีความรุนแรง ร้อยละ 2.16 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ไม่มีความรุนแรงเลย และร้อยละ 1.44 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการที่ให้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาขายสินค้า มีส่วนช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นดูมีความน่าเชื่อถือและตัดสินใจซื้อ ง่ายขึ้นหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.71 ระบุว่า มีส่วนช่วย เพราะ เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดแรงจูงใจ และความมั่นใจในการเลือกซื้อ รองลงมา ร้อยละ 32.93 ระบุว่า ไม่มีส่วนช่วย เพราะ ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ราคา ความพึงพอใจ ความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่เลือกซื้อ ขณะที่บางส่วนระบุว่า มุ่งเน้นที่เครื่องหมาย อย. มากกว่า และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงแนวทางในการแก้ปัญหาการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.20 ระบุว่า เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบทั้ง ก่อน &amp;ndash; หลัง กับสินค้าที่ได้รับเครื่องหมาย อย. รองลงมา ร้อยละ 34.05 ระบุว่า เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้กระทำผิด ร้อยละ 33.89 ระบุว่า เพิ่มหน่วยงานของภาครัฐเข้ามากำกับดูแลการคุ้มครองผู้บริโภค ร้อยละ 32.37 ระบุว่า เพิ่มมาตรการควบคุมการโฆษณาที่เกินจริงรวมถึงการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงในการโฆษณา ร้อยละ 27.10 ระบุว่า เพิ่มบุคลากรให้เพียงพอต่อการตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า ร้อยละ 0.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เพิ่มช่องทางในการตรวจสอบเลข อย. เช่น มีแอปพลิเคชันสำหรับตรวจสอบเลข อย. ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และร้อยละ 2.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 9.59 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ตัวอย่างร้อยละ 25.42 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 32.53 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 13.91 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่าง ร้อยละ 51.40 เป็นเพศชาย และร้อยละ 48.60 เป็นเพศหญิง ตัวอย่างร้อยละ 7.03 มีอายุ 18 &amp;ndash; 25 ปี ร้อยละ 16.55 มีอายุ 26 &amp;ndash; 35 ปี ร้อยละ 23.10 มีอายุ 36 &amp;ndash; 45 ปี ร้อยละ 33.49 มีอายุ 46 &amp;ndash; 59 ปี ร้อยละ 18.23 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 1.60 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่างร้อยละ 91.61 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.28 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.88 นับถือศาสนาคริสต์ /ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือ ศาสนาใด ๆ และร้อยละ 4.24 ไม่ระบุศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 20.30 ระบุว่าสถานภาพโสด ร้อยละ 70.26 สมรสแล้ว ร้อยละ 4.64 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 4.80 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ 26.14 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 29.34 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.51 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.30 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 5.60 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.12 ไม่ระบุการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 12.07 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 12.23 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.18 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 13.59 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.03 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.27 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 3.04 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 0.08 เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 5.52 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 13.35 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 24.62 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 22.46 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 &amp;ndash; 20,000 บาท ร้อยละ 11.91 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 &amp;ndash; 30,000 บาท ร้อยละ 6.39 มีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 30,001 &amp;ndash; 40,000 บาท ร้อยละ 8.79 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 12.47 ไม่ระบุรายได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10083</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายสินค้า, นิด้าโพล, ปลอดภัย, ผลิตภัณฑ์, มาตรฐาน, ยา, สินค้า, อาหาร, เครื่องหมาย อย., เชื่อมั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0a1c1b9d0b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2018 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมอ.ลุยทำมาตรฐานเอส-เคิร์ฟ กำหนด 117 เรื่องภายใน ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมอ.ลุยทำมาตรฐานเอส-เคิร์ฟ 117 เรื่องให้เสร็จภายใน ก.ย.นี้ พร้อมเดินหน้าทำ มอก.เอส หนุนเอสเอ็มอีมีมาตรฐานปีนี้อีก 20 รายการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 เม.ย. 61 -นายณัฐพล &amp;nbsp;รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.อยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะการกำหนดมาตรฐานตามกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอส-เคิร์ฟ) เพื่อให้สอดรับกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมของรัฐบาล โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 ได้กำหนดมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมตามกลุ่มเอม-เคิร์ฟแล้ว 45 เรื่อง คิดเป็นความคืบหน้า 38.46% แบ่งเป็นอุตสาหกรรมเดิม 22 เรื่อง และกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต 23 เรื่อง จากเป้าหมายทั้งหมด 117 เรื่องโดยตั้งเป้าจะกำหนดมาตรฐานให้ครบทั้งหมดก่อนสิ้นปีงบประมาณ คือเดือน ก.ย.2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สมอ.ได้ดำเนินการส่งเสริมเอสเอ็มอีตามนโยบายรัฐบาลด้วย โดยได้จัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) เพื่อยกระดับขีดความสามารถเอสเอ็มอี โดยการสร้างระบบการมาตรฐานเฉพาะ และได้ประกาศใช้แล้ว จำนวน 20 มาตรฐาน และในปีนี้ สมอ.มีแผนกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมอีก 20 มาตรฐาน ได้แก่ กลุ่มมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมันกฤษณา ลูกหมากรถยนต์ และกลุ่มมาตรฐานการให้บริการ เช่น การบริการล้างรถ การบริการซักอบรีดการบริการร้านกาแฟ เป็นต้น เพื่อให้มาตรฐานมีความหลากหลาย และสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สมอ. เตรียมประกาศมาตรฐานยางล้อเป็นมาตรฐานบังคับ โดยอยู่ระหว่างการตราพระราชกฤษฎีกา และจะประกาศใช้ภายในปี 2561 เพื่อรองรับศูนย์ทดสอบทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ &amp;nbsp;จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ 1. มอก.2718-2560 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ยางล้อสูบลม : ข้อกำหนดด้านเสียงจากยางล้อสัมผัสผิวถนน การยึดเกาะบนถนนพื้นเปียก และความต้านทานการหมุน 2. มอก.2719-2560 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ยางล้อสูบลม สำหรับรถยนต์และส่วนพ่วง 3. มอก.2720-2560 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ยางล้อสูบลมสำหรับรถยนต์เชิงพาณิชย์และส่วนพ่วง และ 4. มอก.2721-2560 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยางล้อแบบสูบลม สำหรับรถจักรยานยนต์และโมเปด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6755</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรฐาน, มาตรฐานผลิตภัณฑ์, สมอ., เอส-เคิร์ฟ, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb37b517cc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 08:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาเม.ย.พาณิชย็ลุยจัดระเบียบรถเร่ขายสินค้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาณิชย็ เล็งจัดระเบียบรถเร่ขายสินค้า หวังสร้างมาตรฐานและปรับรูปแบบให้ทันสมัย คาดเริ่มเดินหน้าดครงการภายในเดือนเม.ย.นี้ พร้อมแจง ผลตรวจสอบบิ๊กซี ทำรถเร่ขายสินค้า ยังไม่พบทำผิดกฎหมาย แต่พร้อมใช้พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าเข้าไปดูแล หากมีการร้องเรียนเข้ามา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 61- นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า กระทรวงพาณ์ชย์ มีแผนที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย รวมถึงผู้ประกอบการรถเร่ที่ขายของตามชุมชนต่างๆ เช่น รถกระบะจำหน่ายอาหารสด รถกระบะจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ให้เข้มแข็งมากขึ้น โดยได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้าไปดูแลให้เกิดการรวมกลุ่ม และประสานตลาดสดในการจำหน่ายสินค้าประเภทผัก และผลไม้ ราคาถูก และประสานผู้ผลิต ร้านค้าส่ง เพื่อขายสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับรถเร่รายย่อยในราคาถูกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะเร่งปรับรูปแบบรถเร่ให้มีมาตรฐาน มีหน้าตาที่ดูทันสมัย เพื่อดึงดูดลูกค้าด้วย อย่างไรก็ตามการส่งเสริมรถเร่นั้น &amp;nbsp;จะดำเนินการเหมือนกับการส่งเสริมรถฟู้ดทรัค ที่จำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ โดยจะมีการสร้างรูปแบบให้มีมาตรฐาน จากนั้นจะให้หน่วยงานกระทรวงพาณิชย์เข้าไปช่วยเหลือ คาดว่าจะเริ่มได้ภายในเดือนเม.ย.นี้ 2561 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรรัตน์กล่าวถึงกรณีที่ ห้างบิ๊กซีจัดทำรถกระบะเร่ (รถพุ่มพวง) ขายสินค้าตามชุมชนว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบตามหลักการบิ๊กซีสามารถกระทำได้ เพราะหากพิจารณาภายใต้กฎหมายที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดูแลสามารถดำเนินการได้และไม่ต้องขออนุญาต เนื่องจากเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า และไม่ได้เป็นการขยายสาขาเพิ่ม ยกเว้นอาจจะผิดกฎหมายอื่น เช่น การใช้รถยนต์ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องดูแล &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กซี ได้ชี้แจง แล่วว่า เป็นเพียงโครงการนำร่อง ดำเนินการเพียงบางจังหวัด &amp;nbsp;และยังไม่ได้เข้าไปดำเนินการใดๆ กับบิ๊กซี เพราะยังไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ถ้าหากมีการร้องเรียนเข้ามา ก็จะดูแลให้ โดยสามารถใช้พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 เข้าไปจัดการได้ ทั้งการใช้อำนาจเหนือตลาด การประกอบธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6010</URL_LINK>
                <HASHTAG>การค้า, ทันสมัย, บิ๊กซี, พาณิชย์, มาตรฐาน, รถเร่, สินค้า, แข่งขัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7c7b5ec2276.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
