<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว.ติวเข้ม&#039;SME&#039;3พันรายยกระดับมาตรฐานบัญชี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค. 2563 นางสาววิมลกานต์ โกสุมาศ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจ SME เข้าถึงโอกาสความช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐ และสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้น้อย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่นอกระบบและมีระบบการจัดการบัญชีที่ไม่ได้มาตรฐาน ขาดความน่าเชื่อถือ โดยจากข้อมูลของ สสว. ณ สิ้นปี 2560 พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกมีกว่า 3,046,793 ราย สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ นิติบุคคล 675,633 ราย หรือ 22.18% &amp;nbsp;วิสาหกิจชุมชน 85,429 ราย หรือ 2.80% และบุคคล/อื่นๆ 2,285,731 ราย หรือ 75.02%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถิติข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่ามี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพียง 22.18% เท่านั้นที่เป็นนิติบุคคล มีการจัดทำบัญชีของธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นภาครัฐจึงมีนโยบายส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีการเงินมาใช้ในการบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แสดงถึงการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสถูกต้องน่าเชื่อถือ ทั้งนี้การดำเนินงานได้รวมถึงการผลักดันให้ ผู้ประกอบการรายย่อยหรือที่เป็นบุคคลธรรมดา มีการจัดทำบัญชีหรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมากขึ้น โดยลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 40 (5) - (8) เหลือเพียง 60% หรือการให้มีการทำบัญชีชุดเดียวในการยื่นขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สสว. จึงเร่งส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการส่งเสริมและพัฒนา SME ด้วยระบบบัญชีเดียว ผ่านรูปแบบการอบรมและสร้างองค์ความรู้ด้านบัญชีให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นบุคคลธรรมดาและที่เป็นนิติบุคลแต่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องบัญชีเพียงพอ รวมถึงการพัฒนาผู้ให้บริการด้านบัญชีและที่ปรึกษาภาษี (Service Provider) ขนาดเล็ก ให้สามารถปรับปรุงพัฒนาความรู้ด้านบัญชีให้ทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีการทำบัญชีที่ถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน จะทำให้กิจการได้รับความเชื่อถือจากคู่ค้า เจ้าหนี้ และผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีกับผู้ประกอบการเองในหลายๆ ด้าน ได้แก่ การเพิ่มโอกาสด้านการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ลดต้นทุนทางการเงิน ไม่ต้องกังวลในเรื่องการลงบัญชีที่ไม่ถูกต้องทำให้ถูกตรวจสอบจากภาครัฐ รวมถึงการได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการส่งเสริมและพัฒนา SME ด้วยระบบบัญชีเดียว จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ไทย ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านบัญชี และสามารถนำเทคโนโลยีทางบัญชีจัดทำเป็นรายงานทางบัญชีที่ถูกต้องครบถ้วน เพื่อใช้ในการวางแผนและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งให้ความรู้ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบภาษีอากรที่ถูกต้อง เรียนรู้วิธีการที่จะนำข้อมูลทางบัญชีมาคำนวณภาษี การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างถูกต้อง และสร้างจิตสำนึกในการใช้ระบบบัญชีเดียวให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะของผู้ให้บริการด้านบัญชีและที่ปรึกษาภาษี (Service Provider) ให้มีประสิทธิภาพ มีความพร้อมและสามารถให้บริการผู้ประกอบการมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินโครงการฯ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการจำนวนกว่า 3 พันรายเข้าร่วมโครงการฯ และมีผู้ให้บริการด้านบัญชีและที่ปรึกษาภาษี (Service Provider) จำนวน 100 กิจการ มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยคาดหวังว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ จะสามารถนำความรู้ด้านบัญชีมาวางแผนเกิดเป็นแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถจัดทำแผนการเงินเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ไม่ต่ำกว่า 64 ล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65095</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรฐานบัญชี, วิมลกานต์ โกสุมาศ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200414/image_big_5e9524ef44a9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2018 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อภิศักดิ์” หนุนตรวจสอบความรอบคอบก่อนบังคับใช้ มาตรฐานการบัญชี IFRS9 หวั่นกระทบปล่อยกู้เอสเอ็มอี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อภิศักดิ์&amp;rdquo; แนะปรับใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานการบัญชี IFRS9 ให้เหมาะสมกับประเทศไทย แต่ยังสอดคล้องกับสากล หนุนตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบภาพกว้าง ห่วงมาตรฐานบัญชีใหม่ทำแบงก์ตั้งสำรองเพิ่มกระทบปล่อยกู้เอสเอ็มอี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี (กกบ.) ให้เลื่อนการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชี IFRS9 ในวันที่ 1 ก.ค. 2562 ออกไปเป็นวันที่ 1 ม.ค. 2565 เนื่องจากต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาศึกษาข้อเสียที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้ชัดเจนก่อน ว่า เรื่องดังกล่าว กกบ. เป็นตัวหลักในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งเห็นด้วยที่จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิจารณาและรวบรวมข้อมูลความพร้อม รวมถึงผลกระทบในภาพรวมกับประเทศก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับสถาบันการเงินทั้งหมดเพื่อให้มีการเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมในการบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว ส่วนบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ ก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่จะต้องไปเตรียมความพร้อมกับบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่าหลักเกณฑ์ IFRS9 ดังกล่าว เป็นเรื่องที่ใช้กันในสากล เมื่อต่างประเทศออกหลักเกณฑ์มา ในส่วนของประเทศไทย ก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเพื่อนำมาใช้ภายในประเทศด้วย ซึ่งไทยเองเป็นประเทศขนาดเล็ก ดังนั้นจึงเห็นว่าเราอาจจะมีการพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย แต่ก็สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่เป็นสากลได้ โดยไม่ต้องกำหนดการใช้ตามหลักเกณฑ์สากลให้เหมือนเป๊ะทุกข้อก็ได้ โดยให้มองเป็นภาพกว้าง ๆ ก็พอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราไม่จำเป็นต้องทำแบบที่เขากำหนดทั้งหมด แต่เราสามารถเอาภาพรวมหลักเกณฑ์ที่ต่างประเทศกำหนดมาพิจารณาปรับให้สอดคล้องได้ ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือการปรับให้สอดคล้อง เอาสิ่งที่ควรพัฒนามาดำเนินการ ดังนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ควรจะมีการศึกษาข้อดีข้อเสียของเรื่องนี้ใหม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กกบ. ที่จะต้องดำเนินการเรื่องนี้ โดยสิ่งที่อยากให้พิจารณาคือ ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสูง ประมาณ 30% ขณะที่ต่างประเทศมีประมาณ 10% หรือประเทศที่พัฒนาแล้วอาจจะไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ ผลกระทบที่ตามมาของเรื่องนี้ คือ สถาบันการเงินจะต้องมีการตั้งสำรองเพิ่ม ดังนั้นก็เป็นไปได้ที่สถาบันการเงินจะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยกับเอสเอ็มอีเพิ่ม หรือบางแห่งอาจจะไม่ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีเลยก็ได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลและอาจเกิดผลกระทบในวงกว้าง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรอดูผลการศึกษาก่อน&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า มาตรฐาน IFRS9 ไม่กระทบกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพราะเป็นการปล่อยกู้ให้กับผู้ด้อยโอกาสมีรายได้น้อย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อย หากให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปล่อยกู้ดังกล่าวและต้องตั้งสำรองจนขาดทุนก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องมีการปรับลดหลักเกณฑ์ให้เหมาะสม โดย ธปท. ทราบปัญหาดังกล่าวเป็นอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สภาวิชาชีพบัญชีมีแผนจะนำการบัญชีหรือมาตรฐานรายงานการเงิน (IFRS 9) มาใช้ในประเทศไทยในปี 2562 หลังจากวันบังคับใช้ของต่างประเทศ 1 ปี (ซึ่งบังคับใช้ในปี 2561) ธปท. ได้หารือร่วมกับสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในแง่ระบบและเตรียมการตั้งสำรองอันเป็นผลสืบเนื่องจากมาตรฐานการบัญชีใหม่ ซึ่งโดยรวมแล้วสถาบันการเงินเองก็ดำเนินการเตรียมตัวและพร้อมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มดี ด้วยเหตุนี้ ทราบมาว่า สภาวิชาชีพบัญชีโดยคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี (กกบ.) จะนำผลกระทบต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี (ในแง่ของต้นทุนการขอสินเชื่อที่อาจสูงขึ้นและการเข้าถึงสินเชื่อที่อาจยากขึ้น) มาประกอบการพิจารณาเพื่อความรอบคอบ รวมถึงอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางที่จะช่วยลดผลกระทบในการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8889</URL_LINK>
                <HASHTAG>IFRS9, กระทรวงการคลัง, ธปท., บัญชี, มาตรฐานบัญชี, อภิศักดิ์  ตันติวรวงศ์, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180202/image_big_5a7494c05558d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
