<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการ สนับสนุนนโยบาย ครัวไทยสู่ครัวโลก พร้อมเปิดรับสมัครร้านอาหารไทยรายใหม่เพื่อรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ถึงวันที่ 15 ก.ค. 64</HEADLINE>
                <CONTENT>



&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศสู่ภาคบริการมากขึ้น สนับสนุนนโยบาย ครัวไทยสู่ครัวโลก สร้างฐานการผลิตอาหารโลกเป็นที่หนึ่ง คำนึงมาตรฐานสากลเป็นหลัก มีคุณภาพได้มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นระยะยาวให้ธุรกิจอาหารไทย พร้อมจับมือ 6 เดลิเวอรี และเพจรีวิวอาหารชื่อดังช่วยผู้ประกอบการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารกระตุ้นตลาดอีกทางหนึ่ง ดีเดย์!!! เปิดรับสมัครร้านอาหารไทยรายใหม่เพื่อรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ตั้งแต่บัดนี้ - 15 กรกฎาคม 2564 นี้ ทาง www.dbd.go.th และ Facebook : Thai select thailand&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) มีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ภาคบริการมากขึ้น รวมทั้ง ให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกมาอย่างต่อเนื่องโดยส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารอันดับ 1 ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่คำนึงถึงมาตรฐานสากลเป็นหลักไม่ว่าจะอยู่ต่างประเทศหรือในประเทศไทยก็สามารถหาอาหารไทยที่มีคุณภาพได้มาตรฐานรับประทานได้ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มีการส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารไทยให้ใส่ใจด้านการบริการ รสชาติ และความมีคุณภาพ จึงได้กำหนดให้มีตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อสร้างการจดจำและเป็นสัญลักษณ์ที่การันตีถึงคุณภาพมาตรฐานของอาหารไทย โดยอาหารไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งใช้รับรองมาตรฐานคุณภาพร้านอาหารไทยในต่างประเทศได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคในต่างประเทศยาวนานกว่า 20 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ต่อยอดตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ที่ได้รับความนิยมจากต่างประเทศมาดำเนินการต่อในประเทศไทย จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 4 ที่ได้ใช้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในประเทศ โดยมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ฯ แล้วจำนวน 940 ร้าน กระจายอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมพัฒนาและขับเคลื่อนธุรกิจอาหารไทยให้มีความแข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับแก่สาธารณชนทั่วไปมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ธุรกิจร้านอาหารของไทยได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งจำต้องปิดกิจการไป อีกส่วนหนึ่งแม้จะสามารถประคับประคองให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ และกลับมาเปิดร้านได้อีกครั้ง แต่ก็จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการร้านค้าตามแนววิถีชีวิตใหม่ (New Normal) และต้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ร้านค้าให้กลับมามียอดขายที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต กรมฯ จึงได้ร่วมมือกับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี 6 ราย ประกอบด้วย LINEMAN, Foodpanda, Grab, Gojek, True ID และ Robinhood รวมทั้ง เพจรีวิวอาหารชื่อดังที่ได้รับความนิยม มียอดผู้ติดตามกว่า 1,000,000 คน ช่วยประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นตลาดอีกทางหนึ่ง รวมทั้งจัดแคมเปญพิเศษในการกระตุ้นยอดขายให้แก่ร้านอาหารด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในประเทศ มีทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ 1) Thai SELECT SIGNATURE มอบให้แก่ร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม จำหน่ายอาหารไทยแท้ ตกแต่งร้านสวยงาม และมีการบริการที่เป็นเลิศ โดยต้องได้รับคะแนนการประเมินมากกว่า 90 คะแนน 2) Thai SELECT CLASSIC มอบให้แก่ร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพดีเยี่ยม และจำหน่ายอาหารไทยต้นตำรับคุณภาพดี โดยต้องได้รับคะแนนการประเมินระหว่าง 75 - 89 คะแนน 3) Thai SELECT UNIQUE มอบให้แก่ร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพดีเยี่ยม จำหน่ายอาหารไทยต้นตำรับคุณภาพดี และมีรายการอาหารที่อนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยต้องได้รับคะแนนการประเมินระหว่าง 75 - 89 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ กรมฯ กำลังเปิดรับสมัครร้านอาหารไทยรายใหม่เพื่อรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2564 โดยคุณสมบัติร้านอาหารไทยที่จะเข้ารับการประเมินเพื่อรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประกอบด้วย 1) เปิดให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน 2) เป็นร้านอาหารที่มีจำนวนที่นั่งภายในร้านไม่ต่ำกว่า 40 ที่นั่งและมีพนักงานให้บริการ 3) มีรายการอาหารไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของรายการอาหารทั้งหมด โดยร้านอาหารไทยในประเทศที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แล้ว จะมีอายุการใช้ตราสัญลักษณ์เป็นเวลา 3 ปี และสามารถสมัครต่ออายุตราสัญลักษณ์ได้อีกคราวละ 3 ปี โดยหากร้านอาหารมีมากกว่า 1 สาขา แต่ละสาขาต้องแยกยื่นขอเข้ารับการประเมินฯ เพื่อรับตราสัญลักษณ์ฯ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยสมัครเข้ารับตราสัญลักษณ์ฯ ได้ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ทาง www.dbd.go.th และ Facebook :Thai select Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 5158 และ e-Mail : Thaiselectdbd@gmail.com อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108698</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai SELECT CLASSIC, Thai SELECT SIGNATURE, Thai SELECT UNIQUE, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กระทรวงพาณิชย์, ครัวไทยสู่ครัวโลก, จับมือ 6 เดลิเวอรี, ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT, ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายทศพล ทังสุบุตร, มาตรฐานสากล, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2dae272bda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 11:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 11:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม.โผล่แล้วออกแถลงการณ์ให้ผู้ชุมนุมยึดมาตรฐานสากลเลี่ยงใช้ความรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.2563 &amp;ndash; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมยึดมาตรฐานสากลและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ระบุว่า ตามที่กลุ่มประชาชนได้ชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภาในระหว่างที่มีการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ยุทธวิธีควบคุมฝูงชนโดยมีการฉีดน้ำและน้ำผสมแก๊สน้ำตาเพื่อสกัดผู้ชุมนุม และต่อมาเกิดเหตุปะทะกันของผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบราย นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รู้สึกเป็นกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์การชุมนุมที่อาจมีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรงและเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงระหว่างกลุ่มที่มีความเห็นต่าง จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพิจารณา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ผู้ชุมนุมและประชาชนที่เห็นต่างทุกฝ่ายควรเคารพในสิทธิและเสรีภาพในความคิด ความเชื่อ และการแสดงออกของบุคคลอื่น โดยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากัน การสร้างเงื่อนไข และการสื่อสารด้วยวิธีการใด ๆ ที่สร้างความขัดแย้ง ความเกลียดชัง และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงต่อกันในทุกกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รัฐบาลต้องเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้แนวทางสันติวิธีในการเจรจาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างเป็นธรรมกับผู้ชุมนุมทุกฝ่าย หากไม่ปรากฏเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงจะต้องไม่ใช้มาตรการในการสลายการชุมนุมจนกระทบต่อสิทธิในชีวิตและร่างกายของทุกฝ่าย โดยควรนำมาตรฐานสากลมาปรับใช้ตามสมควรแก่กรณีเพื่อให้มีลำดับขั้นตอน สัดส่วนและวิธีการที่จะใช้ในการควบคุมการชุมนุมอย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3. รัฐบาลควรเร่งเยียวยาทุกฝ่ายที่ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมอย่างรวดเร็วและเสมอภาค รวมทั้งเพิ่มมาตรการป้องกันการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งนี้ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บมาดำเนินคดีโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ควรร่วมกันใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญและรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายร่วมด้วย เพื่อมิให้สถานการณ์บานปลายและนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84221</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., การชุมนุม, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, มาตรฐานสากล, แถลงการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb4a6d717f11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอบใบขับขี่มีหนาวคมนาคมเข้มยกระดับเพิ่มข้อบังคับเทียบสากล เพิ่มตรวจโรค-อบรมปฐมพยาบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 เม.ย.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ดำเนินการยกระดับการออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ประเภทต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมานั้น ขบ. ได้ไปดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) และได้ข้อสรุปออกมาเป็น 7 มิติ โดยนำตัวอย่างจากต่างประเทศที่มีมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์มาใช้ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การขับรถที่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย รวมถึงสร้างให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของ 7 มิติ แบ่งเป็น 1.การกำหนดสภาวะโรค ซึ่ง ขบ.จะต้องไปดำเนินการตรวจโรคจากแพทย์สภาให้เป็นมาตรฐานในการออกใบรับรองแพทย์ให้ผู้ที่จะขอใบอนุญาตขับขี่ จะต้องไม่มีโรคต้องห้าม ซึ่งในอนาคตเตรียมนำระบบออนไลน์มาประยุกต์ใช้ ก่อนที่จะมีการออก Fir for Drive ต่อไป 2.การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย โดย ขบ.จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านเวชศาสตร์การจราจร เพื่อประเมินร่างกายของผู้ขอรับใบอนุญาต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การอบรมและทดสอบความรู้ของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ (ภาคทฤษฎี) โดยจะมีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรการอบรม ให้สอดคล้องกับการขอรับใบอนุญาต พร้อมทั้งจัดทำ e-Learning สำหรับวิชาพื้นฐาน เพื่อให้ไปศึกษาก่อนที่จะมาสอบ รวมถึงกำหนดให้ผ่านหลักสูตรการอบรมการปฐมพยาบาลอุบัติเหตุ และปรับภาคทฤษฎีให้เน้นการวิเคราะห์สถานการณ์ด้วย อย่างไรก็ตาม จะนำตัวอย่างจากต่างประเทศ อาทิ เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ มาประยุกต์ใช้ &amp;nbsp;4.การอบรมการขับรถและทดสอบความสามารถในการขับรถของผู้ขอรับใบอนุญาตภาคปฏิบัติ โดยจะมีการจัดทำคู่มือการฝึกหัดขับรถแบบ e-Learning พร้อมทั้งการพัฒนาการทดสอบขับรถไปสู่การทดสอบบนถนนจริงโดยผู้ควบคุมการทดสอบที่ ขบ.รับรอง ทั้งนี้ จะมีการกำหนดเป็นชั่วโมงว่าผ่านหรือไม่ และทดสอบว่าปฏิบัติได้ถูกตามหลักกฎหมายที่ถูกต้องหรือไม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การบริหารจัดการ โดย ขบ.ปรับบทบาทจากการเป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแล และกำหนดหลักเกณฑ์ตรวจสอบการออกใบอนุญาตขับรถ พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ทดสอบสำหรับผู้ขออนุญาตขับรถ เพื่อให้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ลดปัญหาความแออัด &amp;nbsp;6.การปรับปรุงรูปแบบใบอนุญาตขับรถ ซึ่งในตอนนี้ยังไม่เป็นสากล โดยจะต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยการจราจรทางถนน ค.ศ. 1968 ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถนำใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศได้ภายในปี 2564 และใบอนุญาตขับรถภายในประเทศ ภายในปี 2568&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.การควบคุมพฤติกรรมการขับรถด้วยมาตรการตัดแต้ม (การติดตามประเมินผล) ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อต้องการให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดย ขบ. ต้องหารือร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในฐานะผู้ดูแลกฎหมายจราจร พร้อมบูรณาการร่วมกัน เพื่อกำหนดฐานความผิดในส่วนของโทษปรับ ที่ในอนาคตจะมีการตัดคะแนนด้วย กล่าวคือ เมื่อมีการตัดคะแนนครบตามที่กำหนด จะมีการพักใบอนุญาต 1 ปี เมื่อครบระยะเวลาแล้ว จะต้องกลับเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่ขั้นต้นดังกล่าว ซึ่งเมื่อกระทำความผิดอีกครั้ง จะถูกตัดคะแนน แต่หากถูกตัดคะแนนจนครบในครั้งนี้ จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีวิต ไม่สามารถขับรถได้อีกตลอดไป เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายบนท้องถนนในอนาคต อย่างไรก็ตาม คาดว่า การตัดคะแนนใบอนุญาตขับรถ จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2564 อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63284</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรฐานสากล, สอบใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e96f3d1f0172.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2018 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2018 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม.ยื่น12ข้อให้ครม.เคาะสิทธิมนุษยชนในการทำธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.2561 - นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน กสม.ได้ส่งข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights &amp;ndash; NAP) ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเสนอของ กสม. เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร่งด่วน อีกทั้งเพื่อให้เป็นไปตามปฏิญญาความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในประเทศไทย (UN Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGPs) ที่หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคธุรกิจ และ กสม. ได้ร่วมลงนามในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง &amp;ldquo;การเผยแพร่และขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในประเทศไทย&amp;rdquo; ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัส กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของ กสม.ดังกล่าวครอบคลุมหลักการเคารพ ปกป้อง และเยียวยา อันเป็น 3 เสาหลักพื้นฐานของ UNGPs ที่ไทยให้การรับรอง ตลอดจนข้อเสนอแก้ไขปรับปรุงกฎหมายรวมทั้งสิ้น 12 ข้อ จำนวน 49 หน้า อาทิ การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาและมาตรการการแก้ไขปัญหาด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน มาตรการป้องกันและเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ และการนำนโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัส กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2544 - 2560 กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนจำนวน 2,199 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมทั้งที่เกิดในประเทศไทยและจากโครงการลงทุนหรือพัฒนาทั้งของรัฐและเอกชนสัญชาติไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาสิทธิแรงงาน แรงงานข้ามชาติ กลุ่มเปราะบาง ซึ่งคำร้องเรียนส่วนใหญ่มีลักษณะที่ไม่อาจดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นได้เฉพาะตัวเป็นรายกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ นโยบาย แนวปฏิบัติ และสภาพแวดล้อมให้ตอบสนองต่อประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ดังนั้น กสม. จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights &amp;ndash; NAP) ให้ ครม.พิจารณา โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้รับผิดชอบ นำข้อเสนอของ กสม. ไปพิจารณาประกอบการจัดทำแผนฯ ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังจะให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 เพื่อให้การขับเคลื่อนหลักการชี้แนะฯ บังเกิดผลและเกิดการสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง&amp;rdquo; นายวัสกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8092</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กสม., คณะรัฐมนตรี, ครม., ธุรกิจ, มาตรฐานสากล, วัส ติงสมิตร, สหประชาชาติ, สิทธิมนุษยชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae537b4df9ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
