<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 20:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ชายวัย 31 หลังอัยการสั่งฟ้องความผิดมาตรา 112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.64 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ส่งฟ้องนายนรินทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีนายนรินทร์เป็นผู้ติดสติกเกอร์ &amp;ldquo;กูkult&amp;rdquo; บนพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลฎีกา ระหว่างการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2563 ที่สนามหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุว่า สืบเนื่องจากขณะเกิดเหตุประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 2 และมาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า &amp;ldquo;ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้&amp;rdquo; ตามลำดับ ต่อมา เมื่อคืนวันที่ 19 ก.ย. 63 &amp;nbsp;จําเลยได้บังอาจหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนําสติกเกอร์ มีอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คําว่า &amp;ldquo;กูkult&amp;rdquo; ไปติดไว้ที่บริเวณพระพักตร์ตรงพระเนตรทั้งสองข้างของพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 อันเป็นการกระทำที่มิบังควร จาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือกระทําให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทต่อพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยจำเลยมีเจตนาทำลายพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนชาวไทย ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนายนรินทร์ในชั้นสอบสวนให้การปฏิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา โดยพนักงานอัยการคัดค้านการประกันตัว อ้างว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังศาลรับฟ้อง และนำตัวจำเลยไปควบคุมตัวที่ห้องเวรชี้ ทนายจำเลยพร้อมครอบครัวได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยวางเงินสด 150,000 บาท เป็นหลักประกันโดยมีพี่ชายของนรินทร์เป็นผู้ประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา เวลา 15.00 น. ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณคดี ศาลพิเคราะห์ไม่มีข้อเท็จจริงอันควรสงสัยว่าจำเลยจะหลบหนีหรือก่อเหตุร้ายอื่น จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้วงเงิน 100,000 บาท เป็นหลักประกัน อย่างไรก็ตาม ศาลได้กำหนดนัดวันตรวจสอบพยานหลักฐานต่อไปในวันที่ 3 พ.ค. 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97294</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c8e09b0082.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2019 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2019 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้วกฎหมายร่วมลงทุนรัฐ-เอกชนฉบับใหม่ล่าสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2562 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน
พ.ศ.2562 ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 136 หน้า 29 ตอนที่ 29 ก แล้ว และจะมีผลบังคับใช้ในวันในที่ 11 มี.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 70 มาตรา ซึ่งเหตุผลในการออกกฎหมายดังกล่าวระบุว่า โดยที่พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 มีบทบัญญัติในเรื่องของขอบเขตของโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐอย่างกว้างขวางอันส่งผลให้มีโครงการร่วมลงทุนที่ไม่ได้อยู่ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะซึ่งเป็นภารกิจของรัฐที่ต้องจัดทำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่รัฐประสงค์จะสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนต้องเข้ามาสู่กระบวนการตามกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ กฎหมายปัจจุบันยังไม่มีการสะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชนที่ร่วมลงทุนในโครงการของรัฐที่ชัดเจน ประกอบกับยังขาดมาตรการในการแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน อันส่งผลให้การดำเนินโครงการมีความล่าช้าและเอกชนยังไม่ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนในโครงการของรัฐเท่าที่ควร จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เพื่อให้มีการกำหนดนโยบายของรัฐที่ชัดเจนและแน่นอนในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยมุ่งเน้นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน กำหนดกลไกในการแก้ไขปัญหา อุปสรรคหรือความล่าช้าในการจัดทำหรือดำเนินโครงการร่วมลงทุน และมีมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนให้แก่โครงการร่วมลงทุนอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังโดยมุ่งเน้นการใช้ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของเอกชนรวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวไปยังหน่วยงานและบุคลากรของภาครัฐ ในขณะเดียวกันหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการจัดทำโครงการร่วมลงทุนยังคงกระชับ โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30959</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562, มาตรา, ราชกิจจานุเบกษา, ลงทุน, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
