<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2025 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 12:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บช.ก. เปิดยุทธการ &#039;จันทบูร&#039; บุกจับนายก อบจ.จันทบุรี-เจ้าคณะอำเภอ พร้อมพวก ทุจริตเงินมูลนิธิพุทธมณฑล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 - พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ บก.ปปป. บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.ป. ,บก.ทล. ,บก.ปอท. บก.ปอศ. รวมถึงหน่วยงานอื่นๆในสังกัด บช.ก. และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กว่า 100 นาย เปิดปฏิบัติการ &amp;ldquo;จันทบูร&amp;rdquo; นำหมายค้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 9 จุด ในพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตงบสนับสนุนมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี มาทำการแจ้งข้อกล่าวหา ตามความผิดมาตรา 157 ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต และมาตรา 151&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ

ทั้งนี้จากปฏิบัติการดังกล่าวเข้าตรวจค้นทั้ง 9 จุด เจ้าหน้าที่พบตัวผู้กระทำผิดพร้อมกับเชิญตัวมาทำการแจ้งข้อกล่าวหาได้ทั้งหมดจำนวน 4 คน ประกอบด้วย จำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.นายธนภณ กิจกาญจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี&amp;nbsp; 2. นายภูวนาถ บำรุงพันธุ์ อดีต ผอ.กองแผน 3.พระครูสุทธิตารกาภิรักษ์ หรือ พระครูปลัดณัฐดนัย เจ้าอาวาสวัดสุทธิวารี เจ้าคณะอำเภอสอยดาว และ กรรมการมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี 4.นายเกศสยาม ร่วมดี หจก.สยามช่างบูรพา พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมีค่าเอกสารต่างๆได้อีกเป็นจำนวนมาก

สำหรับเป้าหมายสำคัญที่เข้าตรวจค้นครั้งนี้ อยู่ที่บ้านเลขที่ 45 และ บ้านเลขที่ 8/2 ถ.เทศบาลสาย 3 ต.ท่าใหม่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของนายธนภณ โดยบ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้านหรู มีรั้วรอบขอบชิด ทันทีที่เจ้าหน้าที่ไปถึงจึงแสดงหมายค้นเข้าตรวจสอบ ก่อนพบนายธนภณ กำลังนอนพักผ่อนอยู่ภายในบ้านพัก ก่อนจะเชิญตัวมาทำการแจ้งข้อกล่าวหา ยัง สภ.เมืองจันทบุรี

จุดที่สอง เข้าตรวจค้นกุฏิสงฆ์ของพระครูปลัดณัฐดนัย ตั้งอยู่ภายในวัดสุทธิวารี พื้นที่ ม.10 ถ.พระยาตรัง, ต.ท่าช้าง อ.เมืองจันทบุรี จ.จันทบุรี เมื่อไปถึงพบ พระครูสุทธิตารกาภิรักษ์ อยู่ภายในกุฏิดังกล่าว จึงแสดงหมายเข้าตรวจค้น พร้อมอธิบายข้อกฎหมายให้เข้าใจ จากนั้นจึงนิมนต์มารับทราบข้อกล่าวหา

สำหรับปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากเมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ทางกองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบการทุจริตเงินงบสนับสนุนมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี ที่ได้รับจากทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี หรือ อบจ.จันทบุรี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯเมื่อปี 2552 จนถึงปัจจุบัน จึงจัดกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแสพร้อมสอบปากคำพยานบุคคลต่างๆ จนพบความผิดปกติเงินงบประมาณสนับสนุนประจำปี 2554-2555 ในส่วนของการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานมูลนิธิฯ เนื่องจากตรวจสอบเอกสารรายงานงบประมาณจัดจ้างและเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องต่างๆ พบตัวเลขเงินที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารดังกล่าวไม่ตรงกับจำนวนเงินงบประมาณที่เบิกจ่าย&amp;nbsp;จึงแกะรอยสืบหาเบาะแสและพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อนพบความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระทำผิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับสูง รวมถึงพระชั้นผู้ใหญ่ ที่มีตำแหน่งอยู่ในมูลนิธิฯ

โดยการทุจริตดังกล่าวเริ่มต้นจาก นายธนภณ ในฐานะนายก.อบจ.จันทบุรี ได้อนุมัติเงินงบประมาณอุดหนุนของ ปีงบประมาณ 2554 และปีงบประมาณ 2555 รวมจํานวน 30 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี เมื่อได้รับเงินอุดหนุนจํานวนดังกล่าวแล้ว มูลนิธิฯได้ว่าจ้างหจก. สยามช่างบูรพา ก่อสร้างอาคารสํานักงานมูลนิธิฯ เพียง 12.7 ล้านบาทเศษ คงเหลือเงินอีกจํานวน 17.26 ล้านบาทเศษ ซึ่งเงินในจำนวนนี้ทางมูลนิธิฯ ต้องส่งคืนให้กับอบจ.จันทบุรี แต่นายธนภณ ซึ่งในอีกบทบาทหนึ่งยังดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการและเลขานุการของ มูลนิธิฯ มีหน้าที่ควบคุมกิจการของมูลนิธิฯ ตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิฯตามกฎหมาย และทราบข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดี กลับไม่ยอมส่งคืนเงินที่เหลือดังกล่าวกลับคืนให้กับ อบจ.จันทบุรี อีกทั้งต่อมายังให้นายภูวนาถ อดีตผอ.กองแผน และ งบประมาณ อบจ.จันทบุรี และเจ้าหน้าที่ของ อบจ.จันทบุรี มาจัดทําเอกสารให้กับมูลนิธิฯ ด้วยการทํา สัญญาจ้างก่อสร้าง ค่าจ้าง 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำเอกสารเท็จขึ้นมา โดยมีพระครูสุทธิตารกาภิรักษ์ ที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิกมูลนิธิ กับ นายเกศสยาม ร่วมกระทำผิดด้วย จากนั้นจึงนำสัญญาเท็จที่ทำขึ้นมาฉบับดังกล่าวไปแนบประกอบรายงานผลการดําเนินการให้อบจ.จันทบุรี เพื่ออำพรางปกปิดการทุจริต นอกจากนี้จากการตรวจสอบยังพบว่าที่ผ่านมามูลนิธิดังกล่าวยังไม่เคยรายงานข้อมูลการดําเนินงานข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมใหญ่สามัญประจําปีอีกด้วย

สำหรับพุทธมณฑลประจำจังหวัดจันทบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ ม.8 ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2552 ปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างอาคารสำหรับปฏิบัติธรรมต่างๆมากมาย ทั้งนี้จากการตรวจสอบเงินงบประมาณที่มูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี ได้รับจากทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี (อบจ.จันทบุรี) เฉพาะเพียงจากวันที่ก่อตั้งเมื่อปี 2552 ถึงปี 2556 ช่วงระยะเวลาประมาณ 5 ปี พบได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 106 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับเงินงบประมาณตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบว่านอกเหนือจากโครงการดังกล่าวที่ถูกทุจริตแล้วยังมีการทุจริตเงินงบประมาณโครงการอื่นๆอีกหรือไม่ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;g2gbet168
g2gmajor
lv177
pk711
zbet911
madibet
metalslot
p6slot
pgsset999
pk999
sa168
slot1234
t6slot
ufa369
unix789
g2gbet168
axie789
betflik88
betup888
g2gmagic
g2grich888
gslotz999
h25th
kinggame365
sb888

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120178</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการสอบสวนกลาง, จังหวัดจันทบุรี, จันทบูร, ปปท., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช, มาตรา 157, มูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e551c2e424.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้รับเหมาแจ้งจับ &#039;นายก อบจ.&#039; ผิด ม.157 ยังไม่จ่ายเงินซ่อมสร้างถนน 2 โครงการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.64 - นายนิวัฒน์ ศิริวัฒน์ อายุ 40 ปี ที่อยู่ 438/1 หมู่ที่ 1 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทเอซีเอ็ม ดีเวลลอปเม้น&amp;nbsp;จำกัด มาพบพนักงานสอบสวน เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์&amp;nbsp;นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)มุกดาหาร&amp;nbsp;กับพวก ในข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นผู้ใด หรือปฎิบัติหรือละเว้นปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp; เพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่อบจ.มุกดาหาร&amp;nbsp;ได้ตกลงว่าจ้าง บริษัทเอซีเอ็ม ดีเวลลอปเม้น จำกัด ดำเนินการก่อสร้างโครงการซ่อมสร้างถนนลาดยางผิวทางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต สายทาง มห.ถ.1 &amp;ndash; 0016 สายบ้านอนุรักษ์บำรุง ตำบลศรีบุญเรือง - บ้านโคกสูงน้อย ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ระยะทางยาว 5.70 กิโลเมตร ผิวจราจรกว้าง 6 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 1 เมตร ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เป็นจำนวนเงิน 30,220,000 บาท ( สามสิบล้านสองแสนสองหมื่นบาทถ้วน )&amp;nbsp;เริ่มทำสัญญาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564&amp;nbsp;สิ้นสุดสัญญาวันที่ 15 มิถุนายน&amp;nbsp;2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการซ่อมสร้างถนนลาดยางผิวทางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต สายทาง มห.ถ. 1 -0003&amp;nbsp; สายบ้านป่าเตย ตำบลนาอุดม อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร - บ้านพรสวรรค์ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร กม. ที่ 0+000 ถึง 2 + 200 ระยะทางยาว 2.200 กิโลเมตร ผิวจราจรกว้าง 6.00 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 1.00 เมตร&amp;nbsp; เป็นจำนวนเงิน 11,330,048.07 บาท ( สิบเอ็ดล้านสามแสนสามหมื่นสี่สิบแปดบาทเจ็ดสตางค์)&amp;nbsp;นับแต่วันทำสัญญาจ้างดังกล่าว บริษัทฯได้เข้าทำการก่อสร้างข้างต้นเรื่อยมาตลอดมา และได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จถูกต้องตามรูปแบบ และสัญญาจ้างเฉพาะงานงวดที่ 1 ในวันที่ 16 มีนาคม 2564&amp;nbsp; งวดที่ 2 วันที่ 5 เมษายน 2564 งวดที่ 3 และงวดที่ 4 ได้เสร็จสิ้นแล้ว จนกระทั่งบัดนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร ยังมิได้ดำเนินการชำระค่าจ้างทั้งหมดแก่ บริษัท เอ ซี เอ็ม ดีเวลลอปเม้น จำกัด แต่อย่างใด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิวัฒน์ ศิริวัฒน์ อายุ 40 ปี ผู้รับมอบอำนาจ เปิดเผยวว่า ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากได้ทำงานก่อสร้างไปแล้ว ยังไม่ได้เบิกเลย จนงานจะแล้วเสร็จงบประมาณทั้งประมาณ 30 ล้านกว่า รวม 2 โครงการประมาณ 45 ล้านกว่าบาท โครงการถนนลาดยางรีไซกิ้ง (Recycling)&amp;nbsp;แต่ละโครงการมีสัญญา และมีแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ได้ทำตามแต่ละงวดโดยได้เบิกจ่ายไปแล้ว อยู่ในขั้นตอนแบ่งงวดที่ 4 แต่ตอนนี้ทั้ง 4 งวด ยังไม่ได้รับจาก อบจ.เลย โดยได้ทำหนังสือร้องไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เพื่อจะให้สอบถามทางอบจ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏเรื่องยังไม่มาถึง อบจ. ทาง อบจ.ก็ยังไม่ปฎิบัติอย่างใดเลย ตอนนี้เดือดร้อนไม่มีเงินที่จะมาทำงาน และไม่มีทุนที่จะดำเนินการโครงการต่อไปได้ ซึ่งผลเหล่านั้นก็จะตกไปเป็นของประชาชนที่สัญจรไปมา ถนนก็ยังอยู่ในขั้นปฎิบัติงาน ยังไม่สามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติ กลัวเกิดปัญหาส่งผลกระทบต่อประชาชนท้องถิ่นที่สัญจรไปมา ที่อาศัยอยู่แถวนั้น โครงการดังกล่าวได้ทำตามขั้นตอนประมูลตามระบบ (e-bidding) ของการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการทุกระบบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิวัฒน์ กล่าวอีกว่า&amp;nbsp;ทางบริษัทได้งานมา 2 โครงการ โครงการที่ 1 ประมาณ 30 กว่าล้าน โครงการที่ 2 ประมาณ 15 ล้านบาท&amp;nbsp;ขณะนี้โครงการ 2 โครงการ เดินทางมาจะจบแล้ว ทำงานจนงวดสุดท้ายแต่ยังเบิกเงินไม่ได้สักบาท ไม่ทราบสาเหตุ ได้ชี้แจงว่ากำลังหารือกันอยู่ ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง&amp;nbsp;ก็เลยมาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน&amp;nbsp;สภ.เมืองมุกดาหาร และอีกอย่างเงินประกันซอง ซึ่งปกติแล้วเซ็นสัญญาเสร็จแล้ว ทางราชการทาง อบจ. ต้องคืนค้ำประกันซองให้กับบริษัท ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่คืนเงินค้ำประกันซอง ล่วงเลยมาเป็นเวลานานแล้ว ทางบริษัทก็ได้ทำหนังสือสอบถามไปแล้ว ก็ยังไม่ได้คำตอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดาบตำรวจ พร้อมพงษ์&amp;nbsp;มาพงษ์&amp;nbsp;รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทเอซีเอ็ม ดีเวลลอปเม้น จำกัด ได้ร้องเรียนว่า อบจ.จังหวัดมุกดาหาร ไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญา และไม่คืนเงินประกันโครงการซ่อมสร้างถนนลาดยางผิวทางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต สายทาง มห.ถ.1 &amp;ndash; 0016 สายบ้านอนุรักษ์บำรุง ตำบลศรีบุญเรือง - บ้านโคกสูงน้อย ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ระยะทางยาว 5.70 กิโลเมตร ผิวจราจรกว้าง 6 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 1 เมตร ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เป็นจำนวนเงิน 30,220,000 บาท&amp;nbsp;ทางกรรมการได้ตรวจรับแล้ว เมื่อทางจังหวัดได้รับหนังสือได้เสนอท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้ทำหนังสือแจ้ง อบจ.แล้ว เนื่องจากว่าเป็นโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของ อบจ. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และได้ดำเนินตามอำนาจหน้าที่ได้ตรวจสอบดังนี้ คือการจัดซื้อจัดจ้างทำตามกฏหมายหรือไม่ การส่งมอบงานเป็นไปตามระเบียนหรือไม่ ตรงนี้มีกฎหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า ผู้ว่าจ้างทำถูกต้องเบิกค่าจ้างให้ ถ้าผู้รับจ้างไม่ผิดเงื่อนไข ถ้าผู้ว่าจ้างไม่ดำเนินการก็มีความผิดตามกฎหมาย ต้องว่าไปตามกระบวนการมีขั้นตอนชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งได้ส่งหนังสือไปตั้งแต่เดือนเมษายน รายละเอียดก็อยู่ที่ อบจ. ได้ส่งไปที่ อบจ. แล้ว ถ้าได้รับแล้วก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายของการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105786</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดมุกดาหาร, มาตรา 157, ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, สภ.เมืองมุกดาหาร, อบจ.มุกดาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c0686f2fed5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัจฉริยะ&#039; แจ้งความ &#039;รมว.ยุติธรรม-เลขาฯปปส.&#039; ละเว้นหน้าที่ปมยึดยาเค 11 ตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ย.63 -&amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ หรือ ปปป. ชั้น 4 อาคาร บี ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.รัชพล เทียมสะคู รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปปป. ร้องทุกข์กล่าวโทษ รมต.ว่าการกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการ ปปส.กับพวก ร่วมกันแถลงข่าวอันเป็นเท็จก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ในการจับเคตามีนที่โกดังจังหวัดฉะเชิงเทรา 11.5 ตัน มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้มาแจ้งความดำเนินคดีกับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ในความผิดตาม มาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมนำหลักฐาน คลิป และข้อมูลจากการแถลงข่าวการจับกุมยาเสพติด (เคตามีน) จำนวน 11.5 ตัน ในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา มามอบให้พนักงานสอบสวน ป.ป.ป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีนี้ ตนเองมองว่า เป็นการกระทำที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ เนื่องจาก กระทรวงยุติธรรม และ ป.ป.ส. เป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือในการตรวจสอบยาเสพติด ซึ่งในวันดังกล่าวมีการเชิญนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมตรวจสอบ โดยระบุผลตรวจเป็นสีม่วง ซึ่งถือว่าเป็นยาเสพติด แต่ภายหลังไม่กี่วัน กลับมีการแถลงข่าวอีกครั้งว่าสารที่พบดังกล่างไม่ใช่ยาเสพติด และ ผลการตรวจก็เป็นสีขาว พร้อมให้เหตุผลว่า เป็นสารไตรโซเดียมฟอสเฟต ในส่วนนี้ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี ดูแลกระทรวงยุติธรรมก็ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ รวมถึงเขาธิการ ป.ป.ส.ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตนได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ช่วงสิงหาคม 63 นายอภิชาติ ซึ่งเป็นชาวม้ง ได้นำของกลางมาไว้ที่โกดัง จ.ฉะเชิงเทรา&amp;nbsp;จากนั้น วันที่ 3 ก.ย. ได้มีชิปปิ้งนำของกลางขนส่งไปทางท่าเรือคลองเตยและท่าเรือแหลมฉบังเพื่อส่งออกไปยังประเทศไต้หวัน กระทั่งวันที่ 26 ก.ย. ประเทศไต้หวันจับกุมของกลางและส่งหลักฐานมาให้เจ้าหน้าไทยดำเนินการ แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ไทยไม่ได้ออกหมายจับแต่กลับขยายผลไปตรวจค้นและยึดของกลางมาแถลงข่าวเสียก่อน จึงทำให้เกิดความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติในการเก็บของกลาง ซึ่งปกติ รมว.ยธ. จะต้องมีลายเซ็นกำกับไว้ในของกลางเพื่อป้องกันการเคลื่อนย้าย แต่ครั้งนี้กลับพบว่ามีการเก็บของกลางอย่างไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ที่ผ่านมามีการนำยาเสพติดส่งออกต่างประเทศหลายครั้ง โดยประเทศไต้หวันได้ประสานทางการไทยแต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีได้อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84758</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรา 157, ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่, สมศักดิ์ เทพสุทิน, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์, เคตามีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201123/image_big_5fbb5311c101c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2020 18:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2020 17:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอกชัย&#039; แจ้งความ &#039;ผบ.ตร.-ผบช.น.&#039; ผิด ม.157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปมขบวนเสด็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.63 - นายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง เข้าแจ้งความดำเนินคดี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.ความผิดตามมาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกชัย เปิดเผยว่าสำหรับเหตุการณ์ในวันดังกล่าวขณะที่ผู้ชุมนุมราษฎรกลุ่มใหญ่อยู่บริเวณถนนนางเลิ้ง มีมวลชนบางส่วนรวมถึงตนด้วยอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านตรงนั้น เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้า แม้ว่า ผบช.น.ดูแลความปลอดภัยอยู่บริเวณดังกล่าว ตนเชื่อว่าเป็นการจงใจเจตนาให้ขบวนเสด็จผ่านผู้ชุมนุม เพื่อนำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ที่อ้างว่ากระทบต่อขบวนเสด็จ ในฐานะ ผบ.ตร.และผบช.น. ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ วันนี้จึงเข้ามาแจ้งความตามความผิด ม.157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.รุ่งสกุล บุญกระพือ ผกก.สน.ลาดพร้าว เปิดเผยว่าสำหรับเรื่องดังกล่าว ท้องที่เกิดเหตุคือหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของ สน.ดุสิต ในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่จึงทำได้เพียงรับเรื่องลงบันทึกประจำวันไว้กับ สน.ลาดพร้าว เท่านั้น ส่วนจะดำเนินคดีอย่างไรต่อไป ต้องเป็นเรื่องของทางสน.ดุสิต ในการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวนายเอกชัยมาสอบปากคำต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรณีดังกล่าว เอกชัยและผู้ชุมนุมราษฎรอีก 2 ราย ถูกดำเนินคดี ม.110 ฐานประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี จากเหตุการณ์ขบวนเสด็จ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. และถูกคุมขังกว่า 10 วัน&lt;/p&gt;


	ห้าวนักก็จัดให้! &amp;#39;พุทธะอิสระ&amp;#39; ฟาด &amp;#39;ธนาธร-แกนนำม็อบ&amp;#39;&amp;nbsp;
	เทม็อบ3นิ้ว! &amp;#39;แกนนำภาคีนศ.ศาลายา&amp;#39; ร่อนจดหมายประกาศลาออกยุติเคลื่อนไหวแล้ว
	&amp;#39;อุ๊ หฤทัย&amp;#39; ขำกลิ้ง! ม็อบ3นิ้วอ่อนหัดไม่รู้ข้อมูลลึกซึ้งมีต่างชาติบงการแก้ รธน.ไทย
	&amp;#39;พี่ศรี&amp;#39; จัดหนักม็อบร่าน&amp;nbsp;
	ม็อบ 3 นิ้วงัดไม้ตาย!&amp;nbsp;
	&amp;#39;ปิยบุตร&amp;#39; อบรม &amp;#39;พุทธะอิสระ&amp;#39;&amp;nbsp;
	&amp;#39;ธนาธร&amp;#39; ยื่นคำขาด
	&amp;#39;พอร์นฮับ&amp;#39; เดือด! &amp;#39;ธัญวัจน์&amp;#39; ย้อนเกล็ด &amp;#39;ปารีณา&amp;#39;


&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82918</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบวนเสด็จ, ผบ.ตร., ผบช.น., พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา, พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, มาตรา 157, เอกชัย หงส์กังวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201105/image_big_5fa3d8cd450ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟันนิพนธ์ ผิดอาญาม.157 มท.2ลั่นไม่ออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ป.ป.ช.&amp;rdquo; ชี้มูล &amp;ldquo;นิพนธ์&amp;rdquo; ผิดอาญามาตรา 157 และกฎหมาย อบจ.มาตรา 79 ครั้งนั่งเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา&amp;nbsp; กรณีไม่จ่ายเงินให้เอกชนที่ชนะประมูลรถซ่อมบำรุงทาง 2 คัน มูลค่า 50.8 ล้านบาท เจ้าตัวแจงเหตุเพราะมีร้องเรียนเรื่องฮั้ว คดีไม่ถึงที่สุด ลั่นไม่ลาออก เพราะไม่ใช่ทุจริต แต่เป็นการรักษาผลประโยชน์ชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงถึงการชี้มูลกล่าวหานายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ละเว้นไม่เบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน มูลค่า 50.8 ล้านบาท ให้กับบริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูล
ทั้งนี้ นายนิวัติไชยได้ไล่เรียงข้อมูลตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.2556 ที่ อบจ.สงขลาได้ประกาศเรื่องจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน ซึ่งนายอุทิศ ชูช่วย นายก อบจ.สงขลาในขณะนั้นได้ทำสัญญาซื้อขายรถซ่อมบำรุงฯ แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2556 นายนิพนธ์ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา และในวันที่ 8 ต.ค.2556 บริษัท พลวิศว์ฯ ได้ส่งมอบรถ โดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับรถ และแจ้งผลการตรวจรับรถต่อนายนิพนธ์ แต่นายนิพนธ์กลับละเว้นไม่ลงนามในหนังสือดังกล่าว ทั้งยังได้เขียนสั่งการในด้านหลังของรายงานผลการตรวจรับรถทั้งสองคันว่าเห็นควรให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้มีการทดลองระบบต่างๆ ของรถดังกล่าวอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ม.ค.2557 บริษัท พลวิศว์ฯ ได้นำรถทั้งสองคันไปทดสอบตามที่นายนิพนธ์สั่งการ และหลังจากนั้น วันที่ 5 ก.พ.2557 นายนิพนธ์จึงได้มอบอำนาจให้บริษัท พลวิศว์ฯ ไปจดทะเบียนรถทั้ง 2 คันให้แก่ อบจ.สงขลา โดยภายหลัง อบจ.สงขลาได้รับรถทั้ง 2 คันไปใช้งานแล้ว วันที่ 17 ก.พ.2557 เจ้าหน้าที่ได้เสนอเรื่องให้นายนิพนธ์เบิกจ่ายเงินค่ารถแก่บริษัท พลวิศว์ฯ แต่นายนิพนธ์กลับละเว้นไม่จ่ายเงินตามสัญญา ทำให้บริษัท พลวิศว์ฯ ได้ร้องเรียนสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 15 (สตง.) และ จ.สงขลา รวมถึงศาลปกครอง โดยศาลปกครองสงขลามีคำพิพากษาให้ อบจ.สงขลาผู้ถูกฟ้องคดี ชำระเงินค่ารถทั้งสองคันพร้อมด้วยดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี รวมเป็นเงิน 52,062,041 บาท ให้แก่บริษัท พลวิศว์ฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิวัติไชยกล่าวว่า ป.ป.ช.ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วจึงมีมติว่า การกระทำของนายนิพนธ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา มีมูลความผิดฐานเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีพฤติการณ์การกระทำการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 79 ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจ และไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนพิจารณาดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิวัติไชยยังกล่าวว่า ขณะนี้ได้มีบุคคลที่เคยร้องเรียนไปยัง อบจ.สงขลามาร้องที่ ป.ป.ช. เรื่องการฮั้วเกิดขึ้นในกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2561 ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ร้อง อบจ.สงขลาเมื่อปี 2556 โดยการร้องเรียนเรื่องฮั้วนั้นความจริงเมื่อมีการกระทำการเกิดขึ้นต้องร้องเรียนทันที แต่ปรากฏว่าเพิ่งจะมาแจ้งความหรือร้องให้ดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายนิพนธ์ จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่ง รมช.มหาดไทยหรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า นายนิพนธ์กระทำผิดขณะดำรงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ป.ป.ช.จึงส่งเรื่องไปยังอัยการเพื่อให้สั่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หากศาลประทับฟ้องแล้วสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นจะเกิดขึ้นว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่กระทำผิดหรือตำแหน่งอื่นด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ยังตอบไม่ได้
&amp;ldquo;กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมที่ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องพิจารณาเอง ป.ป.ช.ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว&amp;rdquo; นายนิวัติไชยย้ำ และว่า เรื่องนี้ต้องแยกกัน ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลนายนิพนธ์คือประเด็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญา ส่วนประเด็นเรื่องฮั้วประมูลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ด้านนายนิพนธ์กล่าวถึงกรณีการไม่จ่ายเงินให้บริษัท พลวิศว์ฯ ว่า เพราะมีเอกสารสำคัญจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ลงชื่อโดยรองผู้ว่าฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งหนังสือดังกล่าวตามขั้นตอนกว่าจะมาถึงใช้เวลา 3-5 วันทำการ โดยระบุให้จ่ายเงิน แต่ลงท้ายว่าให้ระงับการจ่ายเงินไว้ก่อน เพราะมีข้อร้องเรียนเข้ามา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้ และมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งของจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2557
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพนธ์ยังกล่าวถึงกรณีศาลปกครองได้พิจารณาให้ อบจ.ชำระเงินดังกล่าวว่า ขณะนี้ อบจ.ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ฉะนั้นจึงต้องรอให้คดีถึงที่สุดจึงจะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล และเนื่องจากสัญญาเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงไม่ผูกพันกับ อบจ.สงขลา ซึ่งถือว่าสัญญาไม่สมบูรณ์ จึงไม่ต้องปฏิบัติต่อกัน และบริษัท พลวิศว์ฯ ก็ไม่ได้โต้แย้งแต่อย่างใด และเชื่อว่าระหว่างบริษัท พลวิศว์ฯ และ อบจ.สงขลา ไม่มีผลต่อกันหลังเป็นโมฆกรรม ไม่ต้องเบิกจ่ายตามสัญญา เพราะมันไม่มีผลตามกฎหมายตั้งแต่ต้น ดังนั้นทาง อบจ.จึงไม่ได้ฟ้องร้องเรื่องนี้ เพราะ อบจ.ไม่มีอะไรเสียหาย และเงินจำนวน 51 ล้านบาทก็ยังอยู่ในคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพนธ์ยังตั้งคำถามกรณีที่ ป.ป.ช.ระบุว่าการไม่จ่ายเงินกับการฮั้วประมูลต้องแยกคดีกัน ว่ารู้สึกแปลกใจว่าทำไมต้องแยกส่วนกัน ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะหากจ่ายไปแล้วสืบทราบในภายหลังว่าบริษัทมีการฮั้วกันจริงจะทำอย่างไร ป.ป.ช.ควรตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะเรื่องทั้งหมดอยู่ใน ป.ป.ช.แล้ว และอยู่ในศาลปกครองสูงสุด จะมาด่วนสรุปได้อย่างไรว่าเรื่องนี้ผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค ปชป.เสนอให้แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษามาตรฐานและอุดมการณ์ของพรรค นายนิพนธ์กล่าวว่า ขอขอบคุณนายอลงกรณ์ แต่มาตรฐานครั้งนี้กับครั้งก่อนๆ เป็นคนละกรณีกัน ครั้งนี้เกิดขึ้นขณะเป็นนายก อบจ.สงขลา ไม่ได้เกิดขึ้นในตำแหน่งที่พรรคมอบหมาย จึงไม่ได้ทำให้พรรคเสียหายหรือเสียชื่อเสียง แต่ตนเองรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ส่วนกรณีก่อนๆ ทำหน้าที่ตามที่พรรคมอบหมาย และอาจทำให้แผ่นดินเสียผลประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเคยเป็นทั้ง ส.จ., นายก อบจ. และ ส.ส.มาหลายสมัย ยืนยันว่าผมมีเกียรติและศักดิ์ศรี สิ่งที่ผมชี้แจงไปทั้งหมดก็เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผมเองและของพรรค ผมไม่ได้ทำอะไรที่ทุจริต และไม่ได้มีข้อกล่าวหานี้จาก ป.ป.ช.ด้วย&amp;rdquo; นายนิพนธ์กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79804</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิพนธ์ บุญญามณี, ป.ป.ช., มาตรา 157, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อบจ.สงขลา, ไม่จ่ายเงินให้เอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201007/image_big_5f7dce68ecdeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2018 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2018 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ร้องกองปราบเอาผิด&#039;พงศ์พร&#039;ฐานห้ามพระจับเงิน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย. 61 - ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายวรากร พงศ์ธนากุล ประธานเครือข่ายทนายและประชาชนปกป้องพระพุทธศาสนา พร้อมด้วยพระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา เมตตธมโม ประธานสงฆ์สำนักปฏิบัติธรรมพุทธชยันตี 2600 ปี และเป็นพระลูกวัดโพธิ์ทะเล จ.พิจิตร เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รองผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เพื่อยื่นหนังสือร้องให้กองปราบฯดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในคดีการทุจริตเงินทอนวัด ในความผิดฐานตามมาตรา 157 &amp;quot;ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายวรากร กล่าวว่า สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ พศ. ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ให้เอาผิดกับพระสงฆ์ในคดีเงินทอนวัดจนมีการจับกุมพระสงฆ์จำนวนหลายรูป แต่กลับไม่มีการดำเนินคดีเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ พศ. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ที่ผ่านมายังคงมีข้าราชการของ พศ. ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด แต่ยังไม่ถูกดำเนินคดีหลายราย จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ให้ตำรวจกองปราบปราม สืบสวนขยายผลและดำเนินคดีให้ครบทุกคนที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้อยากให้มีการดำเนินคดีกับพ.ต.ท.พงศ์พร ตามความผิดตามมาตรา157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากกรณีที่มีการออกหนังสือคำสั่งที่0001/06036 ฉบับลงวันที่ 8 มิ.ย. 2561 ที่มีการขอให้ทำการตรวจสอบบัญชีวัด และชี้แจงการใช้จ่ายเงิน ซึ่งตนและประชาชนคนอื่นๆนั้นไม่เห็นด้วย&amp;nbsp; เพราะถือว่า พศ. เป็นเพียงผู้สนับสนุนพระ ไม่ใช้ผู้ปกครองพระ&amp;nbsp; และการกระทำแบบนี้ จึงเป็นการกระทำเกินหน้าที่ ส่วนการห้ามพระสงฆ์ถือครองเงิน ที่ พศ. อ้างว่าต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัยนั้น มองว่าควรเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคมเป็นผู้ดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา กล่าวว่า พระเองก็มีความจำเป็นในการใช้เงินในการดำรงชีวิต เหมือนกับคนทั่วไป เพราะพระต้องใช้เงินเพื่อใช้จ่ายในการเดินทาง ใช้จ่ายในเรื่องการเรียนการสอน ซึ่งเป็นกฎกติกาของสังคมในปัจจุบัน ส่วนการถือครองเงินควรเป็นรูปแบบบัญชีของวัดหรือไม่นั้น วัดแต่ละแห่งมีรูปแบบการจัดการระบบเงินแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละวัดจะนำมาใช้จ่ายแบบใด อีกทั้งพระสงฆ์บางรูปมีทรัพย์สินบางส่วนติดตัวมาตั้งแต่ก่อนบวช ในรูปแบบของมรดก จึงอยากให้แยกบัญชี เพราะพระบางรูป ช่วงเวลาการบวชแตกต่างกัน เมื่อสึกออกไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเงินดังกล่าวออกไปใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา พร้อมกับทำการสอบปากรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว ก่อนจะรวบรวมเรื่องทั้งหมดส่งให้กับทางผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาดำเนินการสั่งการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับพระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา จากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยปีนเสาส่งสัญญาณวิทยุย่านพุทธมณฑลสาย 3 เพื่อประท้วงกรณีที่ดินของสำนักสงฆ์ฯถูกยึด เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11273</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองปราบ, พงศ์พร, มาตรา 157, ห้ามพระจับเงิน, เครือข่ายปกปอ้งพุทธศาสนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180613/image_big_5b20b59f7ed73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
