<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2019 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2019 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รูทัน &#039;ยิ่งลักษณ์&#039; สบช่องเติมฟืน &#039;บิ๊กตู่&#039; เมินโต้ปมโพสต์ ม.44 ยึดทรัพย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ธ.ค. 62&amp;nbsp; - เมื่อเวลา 13.40 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธตอบคำถามกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่าถูกกลั่นแกล้งจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 ยึดทรัพย์ ทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุด โดยนายกฯทำท่ามือป้องหูไม่ได้ยินคำถามของสื่อมวลชน และให้คณะทำงานมาสอบถามว่า สื่อถามว่าอะไร

ต่อมาเวลา 15.10 น. ภายหลังการประชุมฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเลขาธิการพรรคพปชร. ได้หารือเป็นการภายใน โดยให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกมารอด้านนอก ใช้เวลาพูดคุยประมาณ 15 นาที จากนั้นทั้งหมดได้เดินออกจากห้องประชุมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามผู้สื่อข่าวว่า &amp;ldquo;อะไรจ๊ะ&amp;rdquo; ก่อนจะหันไปชี้คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทั้งหมด พร้อมบอกว่า &amp;ldquo;วันนี้ยังนั่งประชุมกันอยู่ทั้งหมด&amp;rdquo; ก่อนจะเดินขึ้นห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52589</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, มาตรา 44, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191216/image_big_5df748647bf86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2019 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2019 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผู้ใหญ่สาทิตย์&#039;แจงยิบข้อหาปันใจให้ฝ่ายค้าน โหวตตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบคำสั่งคสช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ย. 62 - นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;หนังเป็นหนึ่งในส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่โพสต์สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ตามมาตรา 44&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสาทิตย์ โพสต์มีเนื้อหาด้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาล่ม กับ กรรมาธิการ ม 44&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวสภาวันนี้ เดือดจัด!! ข่าวลงว่า ฝ่ายค้านโหวตชนะ มี สส ปชป โหวตเห็นด้วย 6 คน...
ผิดครับ!!!!!!!!!
วันนี้ สภาพิจารณาญัตติ ให้ตั้งกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ผลกระทบ จาก ม 44 แต่ในหลายมุม
ทั้งของอนาคตใหม่ ประชาชาติ พลังประชารัฐ บางญัตติเน้น ของ คสช บางอันเน้น ม 44 กับท้องถิ่น
บางอันเน้นเรื่อง 3 จังหวัด
แต่ญัตติของ ผม ในนามประชาธิปัตย์ กว้างๆ คือ เสนอให้ เอา คำสั่งคณะปฏิวัติ ที่ยังบังคับใช้ทุกคณะ
ประกาศ คำสั่ง คสช และ กฎหมายที่ออกโดย คสช
มาพิจารณา ศึกษา ดูผลกระทบ และที่เป็นกฎหมายมาดูว่า จะยังคงไว้ หรือ จะเสนอให้แก้ไข
เพราะสถานการณ์ ยุค คสช 5 ปี จบไปแล้ว
สมควรพิจารณา ทบทวนใหม่
เช่น ประกาศ คสช ที่แก้ กฎหมาย สปก ที่เดิมเพื่อ เกษตรกรรม มาเป็น ให้ทำเหมืองแร่ กังหันลม ปิโตรเลียม ได้ ว่าจะเสนอให้ทบทวนหรือไม่ ถ้าจะแก้ก็ต้องทำเป็นกฎหมายต่อไป
คือ แค่ตั้ง กรรมาธิการศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เท่านั้น
ผมอภิปรายในสภา อาทิตย์ที่แล้ว ตอนเสนอญัตติว่า เราทำหน้าที่ของเรา ไม่ใช่เอาคืน คสช หรือ ปกป้อง คสช
แต่ต้องสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในเรื่องกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ มีโหวต วิปรัฐบาลเห็นว่า ไม่ตั้งกรรมาธิการ แต่ผมในฐานะผู้เสนอญัตติ เสนอให้ตั้งกรรมาธิการฝ่ายค้าน ก็เห็นว่าตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอภิปรายสรุปญัตติวันนี้ว่า ญัตตินี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง เป็นเรื่องการทำหน้าที่นิติบัญญัติ
แต่โดยสถานการณ์ บางฝ่ายตัดสินใจด้วยเหตุผลทางการเมือง ก็เข้าใจ
แม้ว่าจะไม่มีการตั้งกรรมาธิการ แต่การแก้ประกาศ คำสั่ง ยังคงต้องทำ แต่จะช้าไปกว่าที่สภาทำเอง
และยากจะคาดว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายโหวตครับ!!!
ผลคือ ที่ต้องการให้ตั้งกรรมาธิการชนะ(รวมผมด้วย)
ไม่ใช่ฝ่ายค้านชนะ
เพื่อนหลายคนเห็นด้วยกับผม แต่เกรงใจวิปครับ
บางคนบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของสมาชิกสภา ยืนยันโหวตตามจุดยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอมีการขอให้นับคะแนนใหม่
คราวนี้ละครับ เดือด!!!!
ฝ่ายชนะไม่อยากให้นับ
ฝ่ายแพ้อยากให้นับใหม่
จริงๆ ตามข้อบังคับนับใหม่ได้ครับ
แต่พอป่วนเลยพักการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดมาฝ่ายค้านวอล์คเอ้าท์
ฝ่ายที่เหลือ ทำให้เหลือน้อย องค์ประชุมไม่ครบ
แปลว่า ไปลุ้นต่อพรุ่งนี้ ครับ.... สวัสดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปชป., ประชาธิปัตย์, มาตรา 44, สภาล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190607/image_big_5cf9c1a026fc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลวร้ายกว่ายุค‘ทักษิณ’ อัดม.44อุ้มนายทุนใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รุมจวกยับมาตรา 44 อุ้ม &amp;quot;มือถือ-ทีวีดิจิทัล&amp;quot; เด็กบิ๊กป้อมสะกิดให้ &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; เร่งหาแผนสำรอง เพราะ ม.44 ในรัฐธรรมนูญไม่คุ้มครอง &amp;quot;ธีระชัย&amp;quot; อัดซ้ำไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน บ่อนทำลายเศรษฐกิจ &amp;nbsp;เตือนซานต้าตู่ทำให้ระบบประมูลในอนาคตใช้เป็นตัวอย่าง &amp;ldquo;เด็ก ปชป.&amp;rdquo; จัดหนักเลวร้ายกว่ายุคทักษิณลักหลับอุ้มนายทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 12 เม.ย. ยังคงมีความต่อเนื่องจากการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 4/2562 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยนายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ อำนาจ คสช.ที่ต้องสะกิดกัน ระบุว่า อำนาจของ คสช.นั้นไม่เท่ากันใน 3 ช่วงเวลา โดยนับแต่ 22 พ.ค.2557 คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ออกคำสั่งประการใดมีผลบังคับเด็ดขาด เป็นผลจากอำนาจที่รองรับโดยคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานไว้ และหลังจากใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว อำนาจ คสช. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น และการใช้อำนาจก่อนหน้าได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 อำนาจของ คสช.เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง และต้องใช้ตามเงื่อนไขในมาตรา 44 ด้วย ซึ่งเมื่อมีรัฐธรรมนูญใช้บังคับแล้ว การใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญไม่มีบทนิรโทษกรรม ดังนั้นการใช้อำนาจต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งแม้ใช้อำนาจได้ แต่จะใช้โดยผิดกฎหมาย โดยไม่ชอบหรือโดยไม่สุจริต หรือโดยทุจริตไม่ได้ เทียบได้กับบรรทัดฐานคดีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการแก้ไขกฎหมายสรรพสามิตเกี่ยวกับค่าสัมปทานมือถือ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา&amp;rdquo; นายไพศาลโพสต์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพศาลโพสต์อีกว่า เมื่อรัฐธรรมนูญรับรองให้ใช้อำนาจได้ แต่ไม่ได้นิรโทษกรรมล่วงหน้าให้ไว้ ดังนั้นการใช้อำนาจตามมาตรา 44 จึงต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขโดยใช้โดยชอบ โดยสุจริต และต้องไม่ใช้โดยทุจริตด้วย มิฉะนั้นก็อาจถูกศาลเพิกถอน และต้องรับผิดในการใช้อำนาจนั้นตามบรรทัดฐานที่ศาลวินิจฉัยไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้มีผลในทางนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการก็ตาม&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เหตุที่ต้องสะกิดกันไว้บ้าง เพราะการใช้มาตรา 44 ผ่อนผันค่าสัมปทานมือถือและทีวีนั้น อาจต้องทบทวนว่าทำให้รัฐเสียหายเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ระบุว่ามีความเสียหายนับหมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าลองคำนวณแบบมูลค่าในอนาคต และมูลค่าปัจจุบันเทียบเคียงกันดู ก็อาจเห็นความเสียหายถึง 25,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณเรื่องนี้ดู ก็อาจต้องตกใจ และจำเป็นต้องมี Legal Second opinion แล้วล่ะครับ&amp;rdquo; นายไพศาลโพสต์ทิ้งท้าย
ขณะที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง โพสต์เช่นกันในหัวข้อ &amp;ldquo;คสช. ควรเล่นเป็นซานตาคลอสด้วยเงินประชาชนหรือไม่?&amp;rdquo; โดยระบุว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เล่นเป็นซานตาคลอสใช้เงินส่วนรวมทำนโยบายประชานิยมหลายเรื่อง เพื่อแข่งกับรัฐบาลในอดีตถึงแม้มีเสียงวิจารณ์ว่าได้ผลแบบไฟไหม้ฟาง และไม่เกื้อกูลให้ประชาชนพึ่งตนเอง แต่อย่างน้อยผู้ที่ได้รับประโยชน์คือผู้มีรายได้น้อย ถามว่าประชาชนจะคิดอย่างไร ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เล่นเป็นซานตาคลอส แต่เพื่อประโยชน์แก่คนรวย และแก่นักธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะถ้าเบียดบังไปจากประชาชนทั้งประเทศ
&amp;ldquo;เมื่อวันที่ 11 เม.ย. คสช.ก็มีประกาศมาตรา 44 อุ้มธุรกิจโทรคมนาคม และมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลควบคู่กันไปด้วย ซึ่งการทำอย่างนี้ทำลายหลักการประมูลแข่งขันโดยตรง เพราะเมื่ออนุญาตใช้สำหรับเรื่องนี้ ในอนาคตจะปฏิเสธสำหรับเรื่องอื่นได้อย่างไร ถ้าผู้ชนะประมูลสามารถเปลี่ยนใจภายหลังได้ สามารถคืนใบอนุญาตได้ โดยได้รับเงินคืน ในการประมูลต่อๆ ไป เอกชนรายใดรายหนึ่งก็จะสามารถเสนอผลตอบแทนสูงเว่อร์ เพื่อชนะได้รับคัดเลือกไปก่อน แล้วถ้าทำไปขาดทุน หรือกำไรน้อย ก็ขอเจรจายกเลิกภายหลัง และการอนุญาตให้ผู้ประกอบการทีวีไม่ต้องจ่ายค่าประมูลทีวีดิจิทัล ใน 2 งวดสุดท้าย ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 13,622 ล้านบาทนั้น เหตุใดจึงไม่มีผู้ต้องรับผิดชอบ? ถ้าหากอ้างว่า รัฐจำเป็นต้องยกประโยชน์ให้แก่เอกชน เกิดจากความผิดของ กสทช. ที่พัฒนาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ล่าช้า รัฐก็จำเป็นต้องลงโทษผู้กระทำผิดทั้งทางแพ่งและอาญา&amp;rdquo;นายธีระชัยโพสต์&amp;nbsp;
อดีต รมว.การคลังยังโพสต์อีกว่า ในเรื่องมาตรา 44 นั้น นายไพศาล นักกฎหมายใหญ่เขียนไว้ชัดเจนว่า อย่าเชื่อใครว่าจะสามารถใช้มาตรา 44 ได้ทุกกรณีเสมอไป ซึ่งการใช้มาตรา 44 ต้องใช้ 1.กรณีจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปด้านต่างๆ 2.กรณีจำเป็นในการส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ และ 3.กรณีจำเป็น เพื่อป้องกัน ระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ควรพิจารณาว่า ประกาศฉบับนี้เข้าเงื่อนไข 3 ข้อดังกล่าวหรือไม่ โดยสำหรับข้อ 3 นั้น ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมเห็นว่าไม่สามารถเข้าข่ายเป็นการจำเป็น เพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศ แม้แต่น้อย&amp;rdquo; นายธีระชัยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชาว์ มีขวด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องดังกล่าวว่า เป็นการใช้อำนาจที่ชี้ให้เห็นว่าขาดธรรมาภิบาลเอื้อทุนใหญ่ ไม่แตกต่างจากสิ่งที่นายทักษิณเคยกระทำทุจริตเชิงนโยบายจากการแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างพฤติกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์กับนายทักษิณ คือ กรณีทุจริตเชิงนโยบายของนายทักษิณยังมีกลไกตรวจสอบจนนำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล แต่การใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 เป็นการมัดมือชกประชาชน ยับยั้งไม่ได้ ฟ้องร้องไม่ได้ ไม่สามารถเรียกคืนความเสียหายที่จะเกิดต่อรัฐกลับมาได้ ตัว พล.อ.ประยุทธ์พ้นความรับผิดโดยสิ้นเชิง กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง จึงถือว่าเลวร้ายกว่ายุคนายทักษิณเสียอีก&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หาก กสทช.ต้องการช่วยทุนโทรคมนาคม ก็ใช้อำนาจของตัวเองดำเนินการได้ แต่กลับเลือกเสนอให้ใช้อำนาจมาตรา 44 และ พล.อ.ประยุทธ์ก็สนองตอบ จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องการใช้อำนาจพิเศษเพื่อหนีความรับผิดชอบทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พล.อ.ประยุทธ์อาจอ้างว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะไม่ใช่เจ้าของกิจการ แต่ท่านต้องตอบคำถามคนไทยให้ได้ว่า เหตุใดต้องยกผลประโยชน์นับหมื่นล้านให้นายทุน 3 ราย คือ เอไอเอส ทรู และดีแทค ทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัททั้งสามแห่งพุ่งสูงขึ้น ไม่แตกต่างจากบริษัทชินคอร์ปของนายทักษิณในอดีต&amp;rdquo; นายเชาว์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชาว์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่กระแสสังคมต่อต้าน ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์มีท่าทีชัดเจนที่จะเข้าสู่สนามการเมือง ทำให้ชะลอไว้ก่อน เมื่อจบการเลือกตั้งค่อยดำเนินการต่อ และยังเลือกทำช่วงใกล้วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ส่อให้เห็นว่าเป็นการฉกฉวยจังหวะที่ผู้คนกำลังหยุดพักผ่อน ซึ่งไม่เพียงเป็นการลักหลับประชาชนทีเผลอ แต่ยังเป็นพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบทางการเมืองด้วย เพราะหาก พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจพิเศษเอื้อกลุ่มทุนโทรคมนาคมอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แรงสนับสนุนประชาชนที่ท่านได้อาจแตกต่างไปจากในปัจจุบัน เพราะประชาชนจะทราบความจริงล่วงหน้าว่าความสงบที่ท่านอ้างว่าจะได้นั้นต้องแลกด้วยประโยชน์ที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ไปยกให้กับกลุ่มทุน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33525</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ่อนทำลายเศรษฐกิจ, ม.44, มาตรา 44, หนังสือพิมพ์, อุ้มมือถือ-ทีวีดิจิทัล, เลวร้ายกว่ายุคทักษิณลักหลับอุ้มนายทุน, ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190412/image_big_5cb09ff2b6316.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดินหน้าก็ชะงัก ถอยหลังก็สะดุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การเมืองจะถึง &amp;quot;ทางตัน&amp;quot; หรือ deadlock อีกครั้งหนึ่งหรือไม่อยู่ที่ความสามารถของนักการเมืองทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่ประชาชนเลือกเข้ามาครั้งนี้ ว่าจะสามารถใช้สติปัญญาในการเสาะแสวงหา &amp;quot;ทางออก&amp;quot; ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นหมายถึงการที่จะมีทางออกที่ไม่หวนกลับไปสู่ความขัดแย้งเดิมๆ ที่ทำให้ประเทศไทย &amp;quot;ติดกับดักแห่งความดักดาน&amp;quot; มาสิบกว่าปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหมายถึงการที่จะทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่เดินหน้าทำงานตามนโยบายที่พรรคต่างๆ หาเสียงเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังจะมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลใหม่ได้อย่างเข้มข้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องไม่ใช่การ &amp;quot;สืบทอดอำนาจ&amp;quot; ของ คสช. และไม่ใช่การ &amp;quot;สานต่อผลประโยชน์&amp;quot; ของเครือข่ายทักษิณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สองพรรคใหญ่คือเพื่อไทยและพลังประชารัฐกำลังแย่งชิงโอกาสการตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคระดับกลางคือประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยกำลังจะเป็น &amp;quot;ตัวแปร&amp;quot; สำคัญกำหนดว่าฝ่ายไหนจะได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เมื่อทุกคะแนนมีความสำคัญตามกติกาการหย่อนบัตรครั้งนี้ ทุกที่นั่งก็มีความหมายเพราะทั้งสองฝั่งมีจำนวนพรรคที่อยู่ข้างตนเอง &amp;quot;ปริ่มน้ำ&amp;quot; ด้วยกันทั้งคู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอกาสจะเกิด deadlock จึงมีสูง และอาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมทีคาดกันว่าหลังจาก คสช.ปกครองประเทศมา 5 ปี เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วจะสามารถ &amp;quot;ปลดล็อก&amp;quot; การเมือง เดินหน้าสู่การบริหารประเทศด้วยนโยบายที่ประชาชนรอคอยมายาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญตามคำให้สัมภาษณ์ของรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม หากพรรคการเมืองยังรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะต้องอยู่ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และไม่ได้อยู่ในฐานะ &amp;quot;รัฐบาลรักษาการ&amp;quot; ตามปกติ หากแต่จะบริหารประเทศต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เพราะไม่มีกรอบกำหนดจึงไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การจะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนดย่อมจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกประหลาดสำหรับวิญญูชนที่พึงจะรับได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุก็เป็นเพราะมีคนออกแบบมาอย่างนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐธรรมนูญปี 2560 บทเฉพาะกาล มาตรา 264 ระบุไว้ชัดเจนว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่แต่เท่านั้นยังมีมาตรา 265 ที่ระบุว่า ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และโปรดทราบด้วยว่าในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้า คสช. และ คสช.ยังคงมีอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้า คสช.และ คสช.ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คสช.ยังคงมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกประการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แปลว่า พล.อ.ประยุทธ์สามารถใช้มาตรา 44 ดำเนินการในเรื่องใดๆ ก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปมประเด็นที่กำลังถกกันอย่างเผ็ดร้อนในหลายๆ วงการก็คือ ถ้า กกต.รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการและต้องมีการเปิดประชุมสภาภายใน 15 วัน และถ้าพรรคการเมืองยังจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ เหตุการณ์จะเป็นเช่นไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือถามง่ายๆ คือ ส.ส.ที่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้เข้าทำหน้าที่ในสภา ขณะที่ฝ่ายบริหารยังคงเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อยู่กระนั้นหรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วจะทำงานกันอย่างไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจะอธิบายให้คนไทยและประชาคมโลกเข้าใจได้อย่างไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กูรูวงการเมืองบอกว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เขียนอย่างนี้เพื่อให้ลุงตู่อยู่ต่ออยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วาดภาพไว้ก่อนได้เลยว่าถ้าเกิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หมดวาระลงก็จะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาทำหน้าที่กำกับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าโหวตเลือกนายกฯ ไม่ได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ลุงตู่ก็จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฐานะรัฐบาลรักษาการ แต่มีอำนาจเต็ม สามารถใช้มาตรา 44 ได้ เป็นไปตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 264 และ 265
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำถามก็คือเมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ แต่รัฐบาลเป็นชุดเก่า จะบริหารประเทศกันอย่างไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีคำถามต่ออีกว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ต้องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดเก่า จะสามารถทำได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และถ้าทำไปแล้ว จะมีผลทางกฎหมายคือ รัฐมนตรีคนที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องพ้นจากเก้าอี้หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้เขียนเผื่อสถานการณ์ที่ไม่ได้มีใครคาดการณ์ไว้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่กระมังเป็นแรงกดดันให้พรรคการเมืองทั้งหลายที่กำลังแย่งชิงโอกาสตั้งรัฐบาลกันอยู่ขณะนี้ จำต้องหาทางออกระหว่างกันให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย...จึงเกิดสภาพ &amp;quot;เดินหน้าก็ชะงัก ถอยหลังก็สะดุด&amp;quot; อย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32843</URL_LINK>
                <HASHTAG>deadlock, กาแฟดำ, มาตรา 44</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2018 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2018 12:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หัวหน้าคสช.ใช้มาตรา 44 ปลดล็อกพรรคการเมืองแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11&amp;nbsp;ธ.ค.61 - &amp;nbsp;ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๒๒/๒๕๖๑ เรื่อง การให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๒ กันยำยน ๒๕๖๑ มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่๑๑ ธันวำคม ๒๕๖๑ อันเป็นวันที่พ้นกำหนด ๙๐ วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปและมาตรา ๑๗๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับและมาตรา ๑๗๓ บัญญัติให้ระยะเวลาในการคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้งให้นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีผลใช้บังคับซึ่งแสดงให้เห็นว่าการหาเสียงเลือกตั้งให้เริ่มกระทำได้ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ได้มีการดำเนินการตามข้อ ๘ แห่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๓/๒๕๖๐ เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎหมาย ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งของพรรคการเมืองแล้ว และจะมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเร็ววันนี้จึงเป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการเลือกตั้งในระยะเวลาอันใกล้ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ประชาชนจึงควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองเพื่อเข้าไปบริหารประเทศได้อย่างอิสระและเสรี และควรที่พรรคการเมืองจะสามารถรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเพื่อน นำเสนอนโยบายที่ใช้ในการบริหารประเทศต่อประชาชนได้อันเป็นวิถีทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงสมควรดำเนินการเพื่อให้ประชาชนและพรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ ให้ยกเลิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๕๗ เรื่อง ห้ามมิให้กระทำการใด ๆหรือสั่งให้กระทำการใดๆเกี่ยวกับกรทำธุรกรรมทางการเงินหรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เฉพาะ ๒. ในข้อ๑&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๖/๒๕๕๗ เรื่อง ห้ามมิให้กระทำการใดๆหรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินหรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๓) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๙/๒๕๕๗ เรื่อง การกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลที่มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคมพุทธศักราช ๒๕๕๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๔) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๐/๒๕๕๗ เรื่อง การกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลที่ถูกกักตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๑๕ ทวิลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๕) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๗/๒๕๕๗ เรื่อง ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ลงวันที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗เฉพาะในข้อ๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๖) คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๘๐/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๗) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๕๘ เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชำฃาติ ลงวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ เฉพาะในข้อ ๑๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๘) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๓/๒๕๖๐ เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ เฉพาะในข้อ ๔ ข้อ ๕ และข้อ๗(๙) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๓/๒๕๖๑ เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ลงวันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ เฉพาะในข้อ๖&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยกเลิกตาม (๓) (๔) และ (๖) ให้ยกเลิกเฉพาะในส่วนที่กำหนดห้ามบุคคลหรือให้บุคคลใดละเว้นการเคลื่อนไหวหรือประชุมทางการเมือง หรือห้ามการดำเนินการช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลใดตามประกาศและคำสั่งดังกล่าวที่ห้ามหรือให้ละเว้นในเรื่องดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ การยกเลิกประกาศและคำสั่งตำมข้อ ๑ ไม่กระทบกระเทือนถึงการดำเนินคดีการดำเนินการ หรือการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งที่ได้กระทำไปก่อนการยกเลิกโดยคำสั่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีอำจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๔ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สั่ง ณ วันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23977</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดล็อกพรรคการเมือง, พรรคการเมืองทำกิจกรรม, มาตรา 44, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 08:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ช่วยบิ๊กป้อมห่วง &#039;บิ๊กตู่&#039; หลังเลือกตั้งไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แล้วจะอันตรายสักเพียงไหน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย.61 - นายไพศาล พืชมงคล &amp;nbsp;กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี(พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;nbsp;Paisal Puechmongkol ระบุว่า &amp;quot;น่าเหนื่อยใจแทนลุงตู่!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กตร. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจและเป็นนักกฎหมายที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญกฎหมายตำรวจ ได้พิจารณากันดีแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์( ยกเว้นท่านที่ลาการประชุมเพียงคนเดียว) ให้แต่งตั้งตำรวจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมีการฟ้องคดีให้เพิกถอนการแต่งตั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทบต่อการบริหารงานของตำรวจ และกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลก็ต้องช่วยแก้ไข เป็นการด่วน จึงต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการตรากฎหมาย มีคุณภาพเพียงใด! ซึ่งน่าห่วงว่า หลังเลือกตั้ง ไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แล้ว การบริหารราชการแผ่นดิน จะอันตรายสักเพียงไหน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22865</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุนซือบิ๊กป้อม, ที่ปรึกษาบิ๊กป้อม, มาตรา 44, ไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20180127/image_mid_5a6c0c7045a8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2018 19:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2018 19:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประยุทธ์&#039;ตอกย้ำ&#039;รัฏฐาธิปัตย์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.2561 &amp;ndash; เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่คำวินิจฉัยที่ 4/2561 เรื่องพิจารณาที่ 6/2561 เรื่อง ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 140 และมาตรา 141 วรรคหนึ่ง (5) และวรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 27 และมาตรา 45 หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื้อหาของคำวินิจฉัยดังกล่าวมีทั้งสิ้น 15 หน้า ซึ่งที่น่าสนใจคือ คำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่ได้ทำถึงศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อหาอยู่ที่ 7- 8 ที่ระบุว่า ...การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวเป็นไปเพื่อการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ก. (2) จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 44 ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 แม้ว่าคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวมีผลเป็นการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 140 และมาตรา 141 แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด และย่อมทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 140 และมาตรา 141 ที่แก้ไขแล้วนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีหน้าที่และอำนาจที่จะรับเรื่องร้องเรียนของรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไว้เพื่อพิจารณา และเสนอเรื่องพร้อมความเห็น ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเรื่องนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความที่ใช้แทนในมาตรา 140 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560ยังคงให้การรับรอง และคุ้มครองสิทธิของสมาชิกพรรคการเมืองทุกประการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 และเป็นการให้สิทธิแก่สมาชิกพรรคการเมืองดังกล่าวได้มีโอกาสทบทวนตนเองว่ายังคงมีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นต่อไปหรือไม่ ด้วยความรอบคอบ ด้วยความชัดเจน ด้วยความเป็นอิสระ และโดยสมัครใจ ไม่เป็นการลิดรอนสิทธิของสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เป็นการเพิ่มภาระเกินสมควรแก่สมาชิกพรรคการเมือง ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติแก่สมาชิกพรรคการเมืองโดยไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด และหากพิจารณาถึงผลที่จะได้รับเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 และมาตรา 258 ย่อมจะทำให้การจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองเป็นไปโดยถูกต้อง เรียบร้อย เป็นปัจจุบัน ไม่เกิดความยุ่งยากสับสนหรือความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นก่อนแล้ว หรือระหว่างพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นก่อนแล้วกับพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 141 วรรคหนึ่ง (5) และวรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวนั้น ไม่มีลักษณะเป็นการลิดรอนเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพิ่มภาระในการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองใหม่จนเกินสมควรแก่เหตุ และเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นแล้วสามารถดำเนินการได้ตามกรอบระยะเวลา อีกทั้งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะขยายระยะเวลาดำเนินการเพิ่มเติมอีกได้ ทั้งนี้ หากพิจารณาเจตนารมณ์ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวที่ปรากฏในคำปรารภ ย่อมเห็นได้ว่ามาตรการดังกล่าวเป็นวิธีการเพื่อให้เกิดผลในการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 และมาตรา 258 โดยมุ่งประสงค์ให้พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นแล้วและพรรคการเมือง ที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่มีลักษณะเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่พรรคการเมืองของ กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือนายทุน รวมทั้งเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นแล้ว และพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12390</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., คำวินิจฉัย, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560, มาตรา 44, รัฐธรรมนูญ, ราชกิจจานุเบกษา, ศาลรัฐธรรมนูญ, หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180606/image_big_5b17e6b7ab952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
