<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชลน่าน&#039;ชี้พรก.นิรโทษโควิดเหมือน&#039;ประยุทธ์&#039;สารภาพผิด ใช้ด่านหน้าเป็นเครื่องมือล้างผิดตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.64 - นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมออกร่างพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การออกพระราชกำหนดดังกล่าว เหมือนการสารภาพผิด และยอมรับว่าการแก้ไขสถานการณ์ไวรัสโควิดผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นเจตนาของพลเอกประยุทธ์ มีวัตถุประสงค์ในการใช้บุคลากรทางสาธารณสุข และบุคลากรด่านหน้า ที่ทำงานหนักในการดูแลรักษาผู้ป่วยมาเป็นเครื่องมือในการล้างผิดให้กับตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น รัฐบาลกำลังโยนความผิดไปให้ฝ่ายข้าราชการประจำ รับผิดชอบความผิดแทนฝ่ายนโยบาย ที่บริหารผิดพลาด โดยเฉพาะการบริหารวัคซีน ส่งผลให้แพทย์และพยาบาลต้องทำงานหนัก บางคนเจ็บป่วยและเสียชีวิต แม้จะได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 โดสแล้วก็ตาม ซึ่งการทำงานในภาวะไม่มีความพร้อม อาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับผู้มารับบริการ อาจจะถึงขั้นมีการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ควรออกพระราชบัญญัติคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรออกเป็นพระราชกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การออกพระราชกำหนดดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 2&amp;nbsp; เพราะการให้ความคุ้มครองเรื่องการจำกัดความรับผิด ไม่เข้าข่ายเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน และไม่เกี่ยวเนื่องกับประชาชน ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบริการทางการแพทย์เกิดขึ้นได้ ทั้งจากกรณีที่มีผู้รับผิดและไม่มีผู้รับผิด เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเยียวยา กรณีมีการฟ้องร้องความผิดฐานละเมิด ถ้าเป็นการกระทำโดยสุจริตไม่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายและไม่เลือกปฎิบัติเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ที่สำคัญอาศัยพระราชกำหนดบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 พลเอกประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.ศบค.สามารถแต่งตั้ง แพทย์พยาบาล บุคลากรด่านหน้า เจ้าหน้าที่อาสาสมัครทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติทางการแพทย์ ซึ่งได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญาและวินัย อาจเป็นเพราะไม่สามารถแต่งตั้งผู้บริหารวัคซีนโดยเฉพาะระดับนโยบาย เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฎิบัติด้านการรักษาพยาบาลได้ จึงเลือกที่จะออกพระราชกำหนดเพื่อคุ้มครอง โดยอาศัยบุคลากรด่านหน้ามาเป็นข้ออ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า พลเอกประยุทธ์ ต้องไม่โยนบาปให้กับฝ่ายข้าราชการประจำมารับผิดแทน โดยเฉพาะการยกร่างพระราชกำหนดโดยอ้างว่าฝ่ายการเมืองไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113149</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, พ.ร.ก.นิรโทษกรรมโควิด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, มาตรา172</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6115e2db76cdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 06:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 06:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อัยการธนกฤต&#039;เห็นด้วยต้องคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ ตั้งข้อสังเกต4ข้อพรก.นิรโทษโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13ส.ค.64-ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมาย เรื่อง พ.ร.ก. จำกัดความรับผิดกรณีโควิด 19 ในมุมของรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และหลักการคุ้มครองความปลอดภัยผู้ป่วยฉุกเฉิน มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขร่วมออกแถลงการณ์ขอให้มีการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานในสถานการณ์โรคติดต่ออันตรายโควิด 19 ที่อาจเกิดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานโดยสุจริต นั้น
&amp;nbsp;ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความคุ้มครองแก่บุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในด้านหน้าซึ่งเผชิญกับโรคติดต่ออันตรายโควิด 19 และให้กำลังใจและความชื่นชมแก่บุคลากรผู้กล้าและผู้เสียสละเหล่านี้มาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การที่มีกระแสข่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอให้มีการออกพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 นั้น ผมขอให้ข้อสังเกตที่เป็นความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องนี้ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนดถึงเหตุความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดไว้ว่า&amp;nbsp; จะต้องเป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงมีข้อควรมาพิจารณาว่า การออกพระราชกำหนดเพื่อจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 จะเข้าหลักเกณฑ์ในการตราพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาดูแล้ว น่าจะยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ได้ให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตไว้แล้ว กล่าวคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้รับผิดต่อผู้เสียหาย ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง จะฟ้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดไม่ได้ และในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ไปแล้ว หากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดไป โดยไม่ใช่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานของรัฐก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนให้แก่หน่วยงานของรัฐได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดังนั้น เจ้าหน้าที่ที่เป็นบุคลากรสาธารณสุขหากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ที่จะไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของตนอยู่แล้ว ดังที่กล่าวไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง ประเภท ระดับ อำนาจหน้าที่ ขอบเขตความรับผิดชอบ และข้อจำกัดของหน่วยปฏิบัติการ พ.ศ. 2562 ข้อ 5 (9) ก็ได้กำหนดให้ต้องมีการดำเนินการให้ผู้ปฏิบัติการในกรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน เป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการนั้นได้รับความคุ้มครองความรับผิดต่อผู้เสียหายในการกระทำละเมิดที่ผู้ปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการนั้นได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 3 มีนาคม 2563 ได้กำหนดให้ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตราย เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉินจากสถานพยาบาล และตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 มาตรา 28 ได้กำหนดหลักการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินไว้ อีกทั้งยังมีประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง ประเภท ระดับ อำนาจหน้าที่ ขอบเขตความรับผิดชอบ และข้อจำกัดของหน่วยปฏิบัติการ พ.ศ. 2562 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉินฯ มาตรา 29 (1) เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินให้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินในมาตรา 28&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากจะมีการออกพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 มีข้อควรนำมาพิจารณาว่า จะมีผลกระทบต่อหลักการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินดังที่ได้กล่าวไปหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. หากมีกรณีที่เกิดข้อจำกัดทางด้านบุคลากร ทรัพยากร เวชภัณฑ์ วัคซีน หรือในเรื่องอื่นใด ที่ทำให้เป็นข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรคในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินจากโรคติดต่อโควิด 19 การพิจารณาปรับปรุงแก้ไขประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง ประเภท ระดับ อำนาจหน้าที่ ขอบเขตความรับผิดชอบ และข้อจำกัดของหน่วยปฏิบัติการ พ.ศ. 2562 ดังกล่าว หรือการออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ในเรื่องการรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินจากโรคโควิด 19 เป็นการเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินในสภาวะวิกฤตโรคระบาดร้ายแรงโควิด 19 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อหลักการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินตาม พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน ฯ มาตรา 28&amp;nbsp; ควรจะนำมาพิจารณาดำเนินการด้วยหรือไม่ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ควรมาพิจารณาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113130</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, บุคลากรทางการแพทย์, พ.ร.ก.นิรโทษกรรมโควิด, มาตรา172</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6115ad5de2c6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44811</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2019 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2019 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กล้าหรือไม่กล้า! &#039;อรรถวิชช์&#039;ท้ารัฐบาลบิ๊กตู่ออก&#039;พระราชกำหนด&#039;ยกเลิก&#039;พาราควอต&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.62 - นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า พาราควอต ยาฆ่าหญ้า ราคาถูก ออกฤทธิ์เร็ว อันตราย โดนผิวเป็นแผลพุพอง ตกค้างในพืชผักสะสมส่งผลต่อตับ ไต ทำลายสมอง ถ้าเข้าสู่ร่างกายตรงถึงตาย ชัดเจนถึงความร้ายแรงภาคประชาชนเคลื่อนไหว ขอให้ยกเลิกใช้พาราควอต แต่ก็ไม่เป็นผล ขนาดรัฐบาล คสช. ที่เคยสัญญาว่าจะแก้ปัญหา แต่ก็ไม่เคยใช้เครื่องมือพิเศษมาตรา 44 มาจัดการเรื่องนี้ มิหนำซ้ำ ปี 2560 กลับมีการนำเข้าพาราควอตสูงถึง 44,501 ตัน มูลค่าถึง 3,816 ล้านบาท ครองแชมป์นำเข้าวัตถุอันตรายที่มีมูลค่าสูงสุด ซ้ำเติมก่อนเลือกตั้ง ด้วยมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย 14 ก.พ.62 ยืนยันไม่แบนพาราควอตอ้างต้องใช้เวลาศึกษาหาสารทดแทน แล้วค่อยตัดสินอีกทีภายใน 2 ปี จนถูกวิจารณ์ว่ามีกรรมการเกี่ยวข้องกับบริษัทสารพิษเข้าไปตัดสินใจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยืดเยื้อถึงปัจจุบัน หลายพรรคการเมืองหาเสียงยกเลิกพาราควอตจนกลายมาเป็นนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 4 ที่แถลงต่อรัฐสภา สัญญาณเหมือนจะดี เมื่อท่านมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเป้ายกเลิกพาราควอตให้ได้ภายในมกราคม 2563 แต่ตามมาตรา 18 ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย การตัดสินใจมันไปอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และต้องเป็นไปโดยคำแนะนำของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่เคยมีมติไม่ยกเลิกพาราควอตเมื่อต้นปีมานี้เอง เทศกาลรำวงวนไปวนมาข้ามกระทรวง มันเคยมีให้เห็นแล้วสมัยรัฐบาล คสช. เรื่องยกเลิกพาราควอตที่ดูเหมือนง่ายจึงทำได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนตายผ่อนส่ง รัฐบาลควรจัดการปัญหานี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ด้วยการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ออก พระราชกำหนด เฉพาะเรื่องการยกเลิกพาราควอต เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ปกป้องประชาชน รักษาผลผลิตสินค้าเกษตรไม่ให้มีสารปนเปื้อน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การออกพระราชกำหนดเป็นอำนาจตรงของคณะรัฐมนตรีที่ทำได้ทันที ไม่ต้องยื้อกันไปอีก 2 ปี ตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย และถ้ารอสภาออกพระราชบัญญัติ เป็นปีก็ยังยกเลิกไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;51 ประเทศห้ามใช้พาราควอตแล้ว เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป จีน คูเวต เกาหลีใต้ ศรีลังกา ซีเรียเวียดนาม กัมพูชา และลาว &amp;nbsp;ส่วนไทย ผมฝากแนวทางการออกพระราชกำหนดยกเลิกสารเคมีนี้โดยด่วน การจะยกเลิกพาราควอต มันไม่ยาก แต่อยู่ที่...กล้าหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44811</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชาธิปัตย์., พรก., พาราควอต, ม.44, มาตรา172, รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์, อรรถวิชช์  สุวรรณภักดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190902/image_big_5d6ca0842583a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
