<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 07:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>NPC S&amp;E ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน ฝึกอบรมสร้างบุคลากรยุคใหม่รองรับอีอีซี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีของเหตุระเบิดและไฟไหม้ที่บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ที่ตั้งอยู่ที่ ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ถือเป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะเป็นการระเบิดของสารเคมีสไตรีนโมโนเมอร์ ของบริษัท หมิงตี้เคมีคอล ถือว่าเป็น 1 ใน 2 ของผู้ประกอบการที่ผลิตเม็ดโฟม EPS หรือ Expendable Polystyrene รายใหญ่ของประเทศ นอกจากจะสร้างความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจนต้องระดมทุกสรรพกำลังควบคุมเหตุเพลิงไหม้แล้ว บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมการปฏิบัติการในครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่ง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. กล่าวว่า กลุ่ม ปตท.มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว จึงระดมความช่วยเหลือ โดยส่ง&amp;nbsp; บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด หรือ NPC S&amp;amp;E&amp;nbsp;ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการสารเคมีและระงับเหตุ และยังมีความเชี่ยวชาญด้านการดับเพลิง กู้ภัย และระงับเหตุฉุกเฉิน เข้าไปร่วมดำเนินการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนโฟมดับเพลิง รถดับเพลิง และได้ส่งผู้เชี่ยวชาญพร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติการ เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือการดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์หัวฉีดน้ำดับเพลิงแบบ Fix Monitor หุ่นยนต์ดับเพลิงและโฟมดับเพลิง 3000 ลิตร อีกทั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ปตท. พร้อมกลุ่มความร่วมมือช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน (EMAG: Emergency Mutual Aid Group) ซึ่งเป็นการรวมตัวของทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินในกลุ่มโรงงานนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียง จ.ระยอง ได้ร่วมปฏิบัติการด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลายคนคงยังไม่รู้ว่าบริษัท NPC S&amp;amp;E มีบทบาทอย่างไรในกลุ่ม ปตท. ซึ่ง นายวรพงษ์ นาคฉัตรีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน ปตท. กล่าวว่า NPC S&amp;amp;E นั้นเป็นบริษัทในกลุ่มของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2548 ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยอย่างครบวงจร ได้แก่ บริการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมทุกประเภท บริการที่ปรึกษาด้านการจัดทำระบบมาตรฐาน การจัดการระบบคุณภาพและระบบความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงงานบริการบุคลากรดูแลงานด้านความปลอดภัย อาทิ พนักงานดับเพลิง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเพื่อปฏิบัติงานในหน่วยงานหรือโรงงานต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงยังให้บริการจัดจำหน่ายและให้เช่าอุปกรณ์ทางด้านความปลอดภัย และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลทุกชนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NPC S&amp;amp;E ได้รับความไว้วางใจจากภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันและยานยนต์ ส่งเจ้าหน้าที่มาเข้าอบรมมากกว่า 26,000 คนต่อปี รวมแล้วกว่า 4,700 บริษัท ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทที่จะเป็นผู้นำในการให้บริการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยอย่างครบวงจร จึงมุ่งพัฒนาบุคลากร คิดค้นและพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่รองรับความต้องการของลูกค้า สรรหาอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ตลอดจนสร้างสถานีฝึกอบรมที่สามารถจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้รับความรู้อย่างพึงพอใจสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ปกติ ปตท. กับหน่วยงานภาครัฐจะทำงานร่วมกันหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นมาบตาพุด หรือ จ.ชลบุรี จะมีการประสานงานอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวกับบรรเทาสาธารณภัย ได้มีการประสานงานกับ NPC S&amp;amp;E เพื่อร่วมกันทำงานและฝึกซ้อมเมื่อเกิดเหตุ และเมื่อ ปตท.ได้รับการประสานงานก็จะเร่งเข้าไปช่วยเหลือ ดังนั้น NPC S&amp;amp;E ถือว่ามีความชำนาญเฉพาะในด้านความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นด้านการผจญเพลิง การดูแลด้านความปลอดภัยทั่วไป&amp;quot; นายวรพงษ์ กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐธัญ ละอองทอง ผู้จัดการส่วนบริหารภาวะฉุกเฉิน NPC S&amp;amp;E กล่าวว่า นักดับเพลิงทั่วไปจะไม่คุ้นเคยกับสารเคมี แต่กลุ่ม ปตท.มีความคุ้นเคยกับปิโตรเคมีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร มีความพร้อมในด้านอุปกรณ์ที่สามารถดำเนินการได้ทันที และยังมี ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน ซึ่งมีพนักงานถึง 210 คน เป็นทีมดับเพลิงโดยเฉพาะ ทำให้สามารถตอบโต้เหตุฉุกเฉินได้ทันที ที่ผ่านมานั้นได้เข้าไปช่วยมาแล้วหลายประเทศ เช่น ดับเพลิงบ่อขยะเมียนมา อย่างไรก็ตามเราฝึกอบรมบุคลากรอยู่ตลอดเวลา ทั้งทางด้านความรู้และสภาพร่างกายและจิตใจเพื่อความพร้อมในการเผชิญเหตุตลอด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐธัญ กล่าวในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีโรงงานปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันของ ปตท.เป็นจำนวนมาก บริษัทได้เตรียมความพร้อมไว้หลายด้าน นอกจากแผนฉุกเฉินแล้ว การคาดการณ์ด้วยโปรแกรมต่างๆ พร้อมทั้งคำนวณความเสียหายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากเกิดอุบัติเหตุหรือระเบิด &amp;nbsp;ซึ่งสามารถบอกได้ถึงระยะทางที่จะได้รับผลกระทบ ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ก็จะมีการเตรียมพร้อม และยังได้ลงทุน 500 ล้านบาทเพื่อสร้าง ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน ตั้งอยู่ที่มาบตาพุด ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกดับเพลิงที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ NPC S&amp;amp;E ได้ร่วมมือกับสถาบันไทย-เยอรมัน หรือ TGI และคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตร EEC Model Type B เป็นหลักสูตรระยะสั้น โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรยุคใหม่ เรียนรู้-พัฒนาทักษะจากประสบการณ์จริงด้วยการศึกษา และการฝึกอบรมยุคใหม่ พัฒนาทักษะบุคลากรแบบตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการในเขตพื้นที่อีอีซี หรืออีอีซี โมเดล (EEC Model)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับโครงการนี้ โดยจะเป็นการฝึกอบรมเป็นหลักสูตรระยะสั้นรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-23 ก.ค.64 ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มหลักสูตร เช่น Injection Moulding Machine (Smart Production), CNC Machine &amp;amp; Robotics, Industrial IoT และ Industrial Robot &amp;amp; Automation System โดยจะมีการฝึกอบรม ณ สถาบันไทย-เยอรมัน ศูนย์ชลบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐธัญ กล่าวถึงงานดับเพลิงที่บริษัท หมิงตี้เคมีคอล ว่า ถือเป็นงานที่ไม่ง่าย เมื่อเดินทางไปถึงหน้างานก็รู้ทันที่ว่ามีความรุนแรง เพราะเพลิงไหม้ลักษณะนี้เป็นลักษณะพิเศษ ไหม้ปิโตรเคมี ไม่ใช่เพลิงไหม้ทั่วไป มีความซับซ้อน มีสารเคมีมาเกี่ยวข้อง มีอันตรายและส่งผลกระทบซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดังนั้น กระบวนการและขั้นตอนการควบคุมต้องทำให้สงบอย่างรวดเร็ว และจะปลอดภัยได้อย่างไรนั้นต้องมองที่ปัญหาของหน้างาน ซึ่งที่มองเห็นคือ ระบบการควบคุมสั่งงานยังไม่ลงตัว ไม่มีการบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งก็เป็นปัญหาทั่วไปเมื่อเกิดเหตุก็จะมีการโกลาหล วุ่นวาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109362</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชลบุรี, ณัฐธัญ ละอองทอง, ดับเพลิง, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท., บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด หรือ NPC S&amp;E, มาบตาพุด, ระยอง, วรพงษ์ นาคฉัตรีย์, ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน, สารเคมี, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eab7f4d4c9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;วีริศ อัมระปาล&quot;ผู้ว่าการป้ายแดง ใส่เกียร์เดินหน้ายกระดับนิคมฯ  เร่งสานต่อเมกะโปรเจ็กต์ดันอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสภาวะเศรษฐกิจที่ลุ่มๆ ดอนๆ จากปีก่อนที่ตัวเลขติดลบกันระนาว ไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใดก็ตาม ในปีนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องงัดทุกกลยุทธ์ออกมาสู้ เพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น ความเป็นอยู่ของสังคม นักลงทุน และคนในประเทศขึ้นมาให้ได้ จึงเป็นงานหนักพอสมควรของทุกหน่วยงานที่มีหน้าที่เป็นกำลังหลักให้กับแผนงานด้านเศรษฐกิจนี้ถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในนั้นคือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลในส่วนของภาคการลงทุนของประเทศ ที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดค่าได้ว่าประเทศไทยมีความเข้มแข็งเพียงใดที่จะต่อสู้กับปัญหาได้ในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้ กนอ.ถือว่าทำผลงานได้ดีมาโดยตลอด วัดได้จากยอดการขายที่ดินในแต่ละปีที่มีการเติบโตขึ้น แม้จะมีคู่แข่งอย่างประเทศสำคัญในอาเซียนหลายที่ แต่ กนอ.ก็เดินหน้าที่จะพัฒนาความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนอยู่เสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบันที่ กนอ.จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง คือการเข้ามาทำงานของผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่ โดยเมื่อวันที่ 20 เม.ย.64 บอร์ด กนอ.ได้มีการประกาศรายชื่อหลังคณะกรรมการสรรหามีมติเป็นเอกฉันท์เลือก&amp;nbsp;นายวีริศ&amp;nbsp;อัมระปาล&amp;nbsp;ขึ้นเป็นผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่ &amp;nbsp;และพร้อมทำงานทันทีตามเงื่อนไขและสัญญาจ้างที่มีต่อ กนอ. จึงเกิดอีกหนึ่งคำถามสำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะถือว่าเป็นผลดีหรือไม่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เห็นว่า นายวีริศ&amp;nbsp;ผู้ว่าการคนใหม่ก็ไม่ปล่อยให้เกิดข้อกังขานานถึงเป้าหมายในการเข้ามารับตำแหน่งนี้ จึงได้เปิดเผยถึงนโยบายการดำเนินงาน ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งทันที ซึ่งเมื่อเทียบดูจากส่วนงานต่างๆ ที่ผู้ว่าคนเก่าอย่าง นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ได้ส่งมาให้สานต่อนั้น โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ กนอ.ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล ประกอบด้วย 1.โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค 2.โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3&amp;nbsp; ,&amp;nbsp;3.การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และ 4.การพัฒนานิคมฯ และท่าเรืออุตสาหกรรมเข้าสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (สมาร์ทอีโค) นั้น ก็เห็นว่าจะมีการประเทศแผนงานมาอย่างครบถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นายวีริศ กล่าวว่า ก็จะสานต่องานเดิมที่วางไว้ แต่จะมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และสร้างความยั่งยืนให้กับ กนอ. โดยการดำเนินงานจะแบ่งเป็น&amp;nbsp;6&amp;nbsp;กลุ่มใหญ่ที่สำคัญ ดังนี้&amp;nbsp;1.เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ คือ เร่งหาแนวทางการดึงดูดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมให้เพิ่มมากขึ้น โดยจะใช้ทั้งมาตรการการตลาดและมาตรการเชิงรุกออกไปหารือกับนักลงทุนโดยตรง รวมทั้งเร่งสื่อสารทางการตลาดประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลศักยภาพของนิคมอุตสาหกรรม แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศให้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เร่งสานต่อนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ได้แก่ การเร่งดำเนินโครงการสมาร์ทปาร์ค และเร่งรัดโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ซึ่งเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมขนส่งก๊าซ และพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีชั้นสูงที่สำคัญ โดยทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;โครงการนี้ถือได้ว่าเป็นโครงการหลักที่สำคัญในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในส่วนของโครงการนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ)&amp;nbsp;ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนที่สำคัญของรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะนิคมฯ ชายแดนที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กนอ. ได้แก่ นิคมฯ สระแก้ว, นิคมฯ สงขลา กนอ.ต้องเร่งดำเนินการดึงดูดการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย และจัดทำแผนการตลาดที่เหมาะสม ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดการส่งออกสินค้าชายแดนเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.แผนลดความเสี่ยงในทุกด้านที่จะกระทบต่อการดำเนินกิจการในนิคมฯ ของ กนอ. โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำและพลังงาน ซึ่งจะต้องมีเพียงพอทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ เช่น การจัดทำแผนงานและแนวทางการบริหารแหล่งน้ำดิบให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า การหาและสร้างระบบจัดเก็บแหล่งน้ำดิบ สำรอง การส่งเสริมระบบเก็บน้ำฝนของอาคารและสถานประกอบการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการส่งเสริมระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (วอเตอร์ รีไซเคิล)&amp;nbsp;และการทำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด เป็นต้น ซึ่งแนวทางเหล่านี้บางส่วนที่ กนอ.ดำเนินการเองได้ก็จะเร่งผลักดันอย่างเต็มที่ แต่บางมาตรการอาจต้องใช้เงินลงทุนสูง ก็มีแผนที่จะร่วมมือกับบริษัทพันธมิตรที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำเข้ามาร่วมลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด โดยมีแผนจัดหามาตรการสิทธิประโยชน์สนับสนุนให้กับโรงงานที่มีการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม มีการดำเนินการที่ดีมายาวนาน ซึ่งจะต้องเป็นสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้จริง โดยจะเข้าไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) &amp;nbsp;กรมสรรพากร และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อจัดทำสิทธิประโยชน์ให้กับโรงงานที่ได้มาตรฐานในระดับสูง ส่วนโรงงานที่ดำเนินการไม่ถูกต้องและปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมจะต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งมาตรการทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ด้านนี้จะดึงดูดให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.สำหรับสร้างความก้าวหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับ กนอ. โดยขณะนี้มีแผนที่จะหาช่องทางในธุรกิจใหม่ๆ&amp;nbsp;เช่น การตั้งบริษัทลูก หรือร่วมทุนในธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเป็นการบริหารสินทรัพย์และบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น&amp;nbsp;โดยสามารถขยายไปสู่การผลักดันให้บริษัทลูกเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้เกิดการระดมทุนและพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างรายได้ระยะยาวให้กับ กนอ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ&amp;nbsp;6.พัฒนาบุคลากรโดยการเสริมศักยภาพด้านต่างๆ การที่ กนอ.จะพัฒนาไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ กำลังคนที่มีคุณภาพจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ดังนั้น จึงมีแผนการ พัฒนาศักยภาพพนักงานของ กนอ.ให้มีศักยภาพเพิ่มในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านไอที ระบบดิจิทัล และแพลตฟอร์มใหม่ๆ &amp;nbsp;ที่เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งการพัฒนาด้านภาษาให้กับพนักงาน ที่ควรจะสื่อสารภาษาที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ได้ นอกจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะนักลงทุนในนิคมฯ มาจากต่างชาติทั่วโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากมีทักษะทางภาษาที่ดี ก็จะช่วยยกระดับการให้บริการที่ดีขึ้น โดยมีแผนที่จะจัดฝึกอบรมออนไลน์ให้พนักงานพัฒนาศักยภาพของตัวเอง และส่งไปฝึกอบรม นอกองค์กร รวมทั้งจะมีมาตรการอุดหนุนที่เหมาะสม ให้เหมาะสมกับศักยภาพที่เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับพนักงานในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอยืนยันว่าจะพยายามเรียนรู้งานอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสของประเทศ รวมทั้งเพื่อสานต่อภารกิจของ กนอ. โดยเฉพาะโครงการสำคัญที่ กนอ.ต้องขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล เช่น โครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 ซึ่งเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมขนส่งก๊าซ และพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีชั้นสูงที่สำคัญ โดยทั้ง 2 โครงการนี้ถือได้ว่าเป็นโครงการหลักที่สำคัญในการพัฒนาอีอีซี&amp;quot; นายวีริศกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายวีริศ กล่าวว่า กนอ.จะให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า โดยจะเร่งจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอในระยะยาว มีระบบสำรองและเทคโนโลยีในการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น จนส่งผลต่อการจ่ายกระแสไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมชั้นสูงที่ต้องการกระแสไฟฟ้าที่มีคุณภาพมีความเสถียรสูง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งการจัดหาพลังงานทางเลือก เช่น การผลิตไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ ซึ่งเดิมมีการดำเนินการไปแล้ว แต่จะทำให้ยั่งยืนขึ้นด้วยการเปลี่ยนวัสดุที่สามารถแช่น้ำได้นานเป็น&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี โดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ กนอ.อาจจะขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในพื้นที่นิคมฯ ที่สนใจพลังงานสะอาด ซึ่งจะนำไปสู่เรื่องการทำคาร์บอน เครดิตต่อไป โดยจะต้องลงทุนในระบบเพื่อให้การจ่ายกระแสไฟฟ้ามีคุณภาพสูงสุด ป้องกันความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อโรงงานในนิคมฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่าแผนงานของผู้ว่าการคนใหม่ถือว่าใส่เกียร์เดินหน้าเต็มกำลัง ซึ่งถือว่าเป็นแผนงานที่ครอบคลุมในทุกมิติที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ กนอ.ได้ภายในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะต้องมาช่วยให้กำลังใจในการทำงานกันต่อไป เพื่อหวังให้ความสำเร็จนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102318</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมแห่งประเทศไทย, นิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค, นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (สมาร์ทอีโค), มาบตาพุด, วีริศ อัมระปาล, อีอีซี, แหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097be9724264.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 12:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มเรือประมงพื้นบ้านระยอง 400 ลำ ยื่นหนังสือให้รัฐช่วยเยียวยาถมทะเลกว่า 1 พันไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.64 - นายศรีนวน อักษรศรี ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน บ้านตากวน อ.เมือง จ.ระยอง พร้อมชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมาก ได้นำเรือเล็กมาจอดรวมตัวกัน ที่บริเวณชายหาดบ้านตากวน ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อร่วมกันเดินทางไปยังหน้า ท่าเทียบเรือมาบตาพุด เพื่อยื่นหนังสือถึงภาครัฐ ให้ทราบถึงความเดือดร้อน และต้องการได้รับการเยียวยา หลังชาวประมงต่างได้รับความเดือดร้อนต่อโครงการถมทะเลชายฝั่งระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แผนที่วางไว้ต้องล้มเลิก เนื่องจากมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทางด้าน นายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ ผู้อำนวยการ สำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จึงได้ประสานกับกลุ่มประมงพื้นบ้าน ว่าฝนที่ตกลงมาเป็นอุปสรรค ไม่สะดวกที่จะลงทะเลไปรับหนังสือคำร้อง จึงขอเดินทางมารับหนังสือด้วยตัวเอง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ชายหาดบ้านตากวน โดยมี ว่าที่ร้อยตรี พิรุณ เหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายสุพจน์ ต่ออาจหาญ นายอำเภอเมืองระยอง ตำรวจสภ.เมืองมาบตาพุด และหน่วยงานที่เกี่ยงข้องทางทะเล ได้เดินทางมาเป็นสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในการนี้ นายศรีนวน อักษรศรี ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน บ้านตากวน ได้มอบหมายให้ นายอารักษ์ ศิริศรี ที่ปรึกษากลุ่มประมงพื้นบ้านระยอง เป็นผู้ส่งมอบหนังสือ เพื่อนำไปทบทวน และแก้ไขปัญหาให้กับชาวประมง โดยเนื้อหาในหนังสือมุ่งประเด็นให้ภาครัฐ เยียวยาชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนหนัก โดยให้นำแนวทางของการท่าเรืออุตสาหกรรมแหลมฉบัง มาเป็นโมเดลในการเยียวยาให้กับชาวประมง ตามสัดส่วนของความเดือดร้อน และระยะเวลาในการดำเนินการของการถมทะเลท่าเรือมาบตาพุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การมารวมตัวของชาวประมงในวันนี้ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ทางกลุ่มประมงไม่ได้มีเป้าประสงค์ในการขัดขวาง หรือประท้วงไม่ให้มีการถมทะเล เพียงต้องการให้ภาครัฐหันมาพิจารณา ดูแล เยียวยาให้กับชาวประมงพื้นบ้านระยอง ที่กำลังเปลี่ยนวิถีประมง ที่ดำเนินวิถีทำมาหากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หากเปลี่ยนอาชีพอื่นในเวลานี้ คงเป็นไปไม่ได้ยากแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลายประการ สุดท้ายเพียงต้องการให้รัฐเข้ามาเยียวยาช่วยเหลือ แบบเดียวกับที่ทางท่าเรือแหลมฉบังดำเนินการ ให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ชาวประมงก็พอใจแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101157</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3, ประมงพื้นบ้าน, มาบตาพุด, ศรีนวน อักษรศรี, โครงการถมทะเลชายฝั่งระยอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a485b948ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GC ยันไม่พบค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ในพื้นที่ฝ่ายผลิตและชุมชน จากกรณีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เมษายน 2564&amp;nbsp; จากกรณีพบโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดหลายโรงงาน ปล่อยควันสีดำจากปล่องหอเผา( flare) ออกมาเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;ล่าสุด บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือ จีซี ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ด้วยเหตุฝนตกหนัก และฟ้าคะนอง จากผลการตรวจไม่พบค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ในพื้นที่ฝ่ายผลิตและชุมชนโดยรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเนื้อหาของแถลงการณ์ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 11:16 น. เกิดฝนฟ้าคะนองรุนแรงและมีฟ้าผ่าบนสายส่งแรงดัน 115 กิโลโวลต์ส่งผลให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของโรงงาน GC สาขาที่ 2 หยุดเดินเครื่องฉุกเฉินจำนวน 3 ยูนิต จึงมีการรับกระแสไฟฟ้าจากภายนอกเข้ามาเสริมในระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นอีก 20 นาที&amp;nbsp; มีสัญญาณจากภายนอกมาสั่งปลดการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของโรงงาน GC สาขาที่ 2 ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าไม่สมดุล และขาดเสถียรภาพ และทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าส่วนใหญ่หยุดเดินเครื่องฉุกเฉินเพิ่มอีก 4 ยูนิต ส่งผลทำให้ปริมาณไฟฟ้า และไอน้ำที่ผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของโรงงานลูกค้า GC สาขาที่ 2 จึงส่งผลให้ลูกค้าเกือบทุกรายต้องหยุดเดินเครื่องโรงงานฉุกเฉิน และเนื่องด้วยปริมาณไอน้ำที่ผลิตได้ไม่เพียงพอจึงก่อให้เกิดควันดำที่หอเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันทีที่เกิดเหตุ ทีมเจ้าหน้าที่หน้าที่อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยทีมชุมชนสัมพันธ์ ได้ลงพื้นที่ เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศตามขั้นตอนของบริษัทฯ พร้อมกันนี้ เทศบาลเมืองมาบตาพุดโดยศูนย์บัญชาการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินและกระจายข่าว (EIC) ศูนย์ควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง และศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC) ของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สนพ./กนอ.) ได้ร่วมลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบคุณภาพอากาศ จากผลของการตรวจค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ครอบคลุมในพื้นที่ฝ่ายผลิตและชุมชนโดยรอบ ไม่พบสาร VOC แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 16.00 น. สามารถเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้าได้ จึงสามารถลดควันดำและควบคุมการหยุดเดินเครื่องได้อย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขออภัยอีกครั้งต่อเหตุสุดวิสัยในครั้งนี้ หากมีความคืบหน้า บริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99541</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีซี, มาบตาพุด, มาบตาพุดปล่อยควันดำ, ไม่พบค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077bc9c25700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 22:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 22:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ธนาคารน้ำใต้ดิน&quot;กู้วิกฤตปัญหาน้ำแล้ง น้ำเค็ม &quot;สวนมะม่วง&quot;บนผืนทราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซากในเกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทย &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้ภาครัฐ และหลายองค์กร มีความตื่นตัวในการแก้ปัญหาอย่างมาก &amp;nbsp;โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งนั้น เป็นเรื่องทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวบ้าน ไม่แตกต่างจากการเจอปัญหาน้ำท่วม เพราะภัยแล้งนับวันจะกินระยะเวลายาวนานขึ้นเรื่อยๆ ตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
.
และโครงการการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน หรือธนาคารน้ำใต้ดิน นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแกัปัญหาภัยแล้ง และเป็นแนวคิดที่มาแรงในในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยการริเริ่มของพระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) ที่นำเอาแนวคิดการเก็บน้ำไว้ใต้ดินจากประเทศสหรัฐอเมริกามาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มักมีปัญหาน้ำท่วมหนักในฤดูฝนและแล้งมากในฤดูร้อน หลักการคือการเติมน้ำลงไปเก็บไว้ใต้ดินและนำออกมาใช้ได้เมื่อยามต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) โดยศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อมาตรฐานและอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มจธ.เป็นหน่วยงานที่ให้บริการงานวิชาการและองค์ความรู้ด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์เป็นหลัก ได้นำองค์ความรู้ด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์ ผสานกับวิธีการทำธนาคารน้ำใต้ดิน &amp;nbsp;เข้าไปช่วยจัดการเรื่องน้ำใต้ดินนี้มาแล้วที่จังหวัดนครพนม เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในพื้นที่จนประสบผลสำเร็จมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สวนมะม่วงของชาวเนินพระ ที่อยู่ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ล่าสุด มจธ.ได้ร่วมมือกับ บริษัทพีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ &amp;nbsp;PPTGC &amp;nbsp;เทศบาลเมืองมาบตาพุด &amp;nbsp;ทำธนาคารน้ำใต้ดิน ให้กับชาวบ้านต.เนินพระ เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อช่วยชาวสวนมะม่วงที่ปลูกบนผืนทราย &amp;nbsp;จากปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้งและน้ำเค็ม โดยตั้งเป้าทำระบบน้ำใต้ดินให้กับชาวบ้าน จำนวน 20บ่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ปริเวท วรรณโกวิท หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) มจธ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;quot; ระบบกักเก็บน้ำใต้ดิน หรือธนาคารน้ำใต้ดิน ไม่เพียงช่วยชะลอน้ำท่วม ช่วยกักเก็บน้ำ ในฤดูแล้ง แต่ยังช่วยลดความเค็มและเพิ่มความชุ่มชื้นให้หน้าดินในสวนมะม่วงของชาวสวนในพื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง การร่วมมือนี้ GC สนับสนุนเงินทุน วัสดุหินถมและการขนส่งส่วนทางเทศบาลฯ &amp;nbsp;สนับสนุนเรื่องการประสานพื้นที่&amp;nbsp;เครื่องมือ อุปกรณ์ เช่น รถแม็คโครเพื่อใช้ในการขุด ขณะที่ &amp;nbsp;มจธ. สนับสนุนองค์ความรู้เข้าไปช่วยวิเคราะห์และสำรวจพื้นที่เหมาะสมสำหรับทำบ่อกักเก็บน้ำในแต่ละสวน เนื่องจากเกิดภาวะน้ำท่วมสวนมะม่วงในหน้าฝนและในหน้าแล้งมะม่วงก็ยืนต้นตาย&amp;rdquo; ดร.ปริเวท วรรณโกวิท หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) มจธ. กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารน้ำใต้ดิน สวนมะม่วงของบุญส่ง บุญยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัญหาเรื่องน้ำของขาวสวนมะม่วงที่ต.เนินพระ ที่มีพื้นที่โดยรวมกว่า 121 ไร่ &amp;nbsp;มาจากการที่สวนมะม่วงแห่งนี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสวนอื่นๆ ตรงที่ปลูกบนที่ดินที่เป็นผืนทราย เพราะพื้นที่แห่งนี้อยู่ติดกับทะเล ในอดีต70-80ปีที่แล้ว เคยปลูกพุทธาสายพันธุ์บอมเบย์ แต่เมื่อพุทธาสายพันธุ์นี้ไม่ได้รับความนิยม ราคาถูก ชาวบ้านจึงหันมาปลูกมะม่วงแทน แต่ก็มีปัญหาตรงที่มะม่วงสายพันธุ์ต่าง ๆ เติบโตได้่ไม่ค่อยดีนัก เพราะที่ตรงนี้เป็นทรายล้วนๆ &amp;nbsp;แต่ลุงชวน วงษ์เนิน ชาวบ้านที่นี่ สังเกตุเห็นว่าในพื้นที่ของตนมีมะม่วงป่าขึ้นเต็มไปหมด ทำไมมะม่วงเหล่านี้ จึงอยู่รอดได้ไม่ตาย ออกดอกออกผลได้ดี โดยไม่ต้องรดน้ำ จึงคิดนำมะม่วงสายพันธุ์อื่น ที่มีขายกันตามท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นเขียวเสวย น้ำดอกไม้ อกร่อง มาเสียบยอด กับตอของต้นมะม่วงป่า ซึ่งพบว่าต้นแข็๋งแรงเติบโต ส่วนผลผลิตที่ได้มีรสชาติหวานอร่อย ผิวภายนอกละเอียด &amp;nbsp;สวย ไม่อมน้ำ มีความกรอบและรสชาติที่ดี แตกต่างจากมะม่วงที่ปลูกบนดิน ล่าสุดมะม่วง ของต.เนินพระ สวนลุงชะลอ เนินวงษ์ ได้รางวัลที่ &amp;nbsp;2การประกวดงานเกษตรแฟร์เมื่อต้นปี 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ สวนมะม่วงที่ปลูกบนผืนทราย จึงกลายมาเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ขาวต.เนินพระ เพราะมะม่วงที่นี่จะออกนอกฤดูราคากิโลละ 100-150 บาท มีชื่อเสียงเป็นที่รับรู้กันในจังหวัดและแถบตะวันออก ในเรื่องรสชาติความอร่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาววรรณธิดา แสนศิริ &amp;nbsp;หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชน เทศบาลมาบตาพุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาววรรณธิดา แสนศิริ &amp;nbsp;หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชน กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้ข้อมูลว่าพื้นดินที่นี้เป็นดินทราย ไม่สามารถเก็บกักความชื้นไว้ได้ ชาวสวนมะม่วงจะประสบปัญหาเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้งเกือบทุกปี โดยเฉพาะปี 2562 ที่ผ่านมา เกิดภัยแล้งรุนแรง เกษตรกรประสบปัญหาอย่างมาก ไม่มีน้ำรดสวน ทำให้เกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น จากเดิมที่อาศัยเพียงน้ำฝนสำหรับการทำเกษตรของชาวบ้านเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้สภาพพื้นดินซึ่งเป็นพื้นทราย แต่ชาวบ้านที่นี้ทำสวนมะม่วงกันมากว่า 50 ปีแล้ว การที่มาทำธนาคารน้ำใต้ดิน เพราะเกิดปัญหาภัยแล้งอย่างหนักเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นมะม่วงยืนต้นตายไปเป็นจำนวนมาก ถือเป็นภัยแล้งที่หนักที่สุด เกษตรกรต้องหาซื้อน้ำมารดสวน พออาจารย์เข้ามาให้คำแนะนำว่ายังมีหนทางที่จะสามารถเอาน้ำลงไปไว้ในใต้ดิน ไม่ให้ระเหยหายไปหมด เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ได้บ้าง ดีกว่าไหลลงคลองลงทะเล ซึ่งยอมรับว่าเรื่องนี้ถือเป็นองค์ความรู้ใหม่ของเราเลย เพราะไม่เคยคิดว่าสภาพพื้นดินที่เป็นดินทรายจะสามารถทำอะไรแบบนี้ได้ หลังจากได้ผลทดลองที่ได้จากสวนต้นแบบ ทำให้เราเกิดความมั่นใจมากขึ้น จึงต้องการให้มีการจัดทำบ่อหรือธนาคารน้ำใต้ดินกระจายไปให้ทั่วทุกสวน&amp;rdquo; นางสาววรรณธิดา กล่าว

พร้อมกับให้ข้อมูลอีกว่า &amp;nbsp;นอกจากปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมและน้ำเค็มที่รุกล้ำพื้นที่สวนมะม่วงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เทศบาลฯ ยังมีความกังวลคือ ภาคอุตสาหกรรมมีการดึงน้ำจากคลองชลประทานไปใช้ ขณะที่ชาวบ้านไม่ได้ใช้น้ำเพื่อภาคการเกษตร แต่ใช้เพื่อรักษาระดับน้ำผิวดิน เพื่อให้ดินชุ่มชื้น และช่วยในการระบายน้ำเท่านั้น
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญส่ง บุญยั่งยืน เจ้าของสวนมะม่่วงที่ให้โครงการทำบ่อสาธิตธนาคารน้ำใต้ดิน ในสวนมะม่วงของเขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บุญส่ง บุญยั่งยืน ขาวต.เนินพระ เป็นสวนมะม่วงที่ทางโครงการเลือกให้เป็นจุดนำร่องการทำธนาคารน้ำใต้ดิน &amp;nbsp;3 จุด เมื่อประมาณ 2เดือนที่แล้ว เพื่อให้เป็นบ่อสาธิต ให้ชาวบ้านเข้าใจระบบกักเก็บน้ำรูปแบบนี้ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่สวนของบุญส่ง ก็มีสภาพเช่นเดียวกับสวนมะม่วงรายอื่นๆ ที่เป็นดินทรายเวลาฝนตกมากๆ จะระบายไม่ทัน น้ำท่วมสูงประมาณ 15-20 ซม. แต่หลังจากทำระบบกักเก็บน้ำหรือธนาคารน้ำใต้ดิน บุญส่งยืนยันว่า ไม่มีปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำขังอีก ขณะที่มวลน้ำยังถูกเก็บลงไปใต้ดิน ทำให้พื้นดินชุ่มชื้นมากขึ้น สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงของต้นมะม่วง ที่เขียวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;แต่ก่อนพวกเราก็คิด ทำสวนแก้ปัญหากันไปตามยถากรรม เพราะได้รับผลกระทบเรื่องน้ำน้อย และน้ำเค็ม เพราะน้ำทะเลหนุนเข้ามาตลอด แต่ก่อนเคยมีเจ้าหน้าที่และหลายหน่วยงานมาสอบถามโน่นนี่ มาแล้วก็หายไป ไม่เหมือนโครงการนี้ ที่อาจารย์ มจธ.ทางจีซีและเทศบาลเข้ามาดำเนินการพูดคุยต่อเนื่อง ซึ่งต่อไปเมืองโดยรอบจะขยายตัว ทำให้พวกเราชาวบ้านจะมีปัญหาเรื่องน้ำมากขึ้น หลายคนอาจมองไม่เห็นปัญหาตอนนี้ แต่ต่อไปผมว่าจะเกิดปัญหาเรื่องน้ำขึ้นแน่ ซึ่งถ้าเราไม่ทำ เตรียมการไม่กักเก็บน้ำไว้ ก็คงจะแย่ในอนาคต&amp;quot;บุญส่งกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ปริเวท ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธนาคารน้ำใต้ดินให้ชาวบ้านเข้าใจ ประโยชน์ที่จะได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ธนาคารน้ำใต้ดินที่ ต.เนินพระ ต้องทำเป็นระบบปิดเท่านั้น เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ &amp;nbsp;ดร.ปริเวท กล่าวว่า &amp;nbsp;ก่อนทำทาง มจธ. ได้เข้าไปทำการสำรวจ พื้นที่่ก่อน &amp;nbsp;ซึ่งสวนมะม่วงของเกษตรกรที่เนินพระ ต้องทำเป็นบ่อระบบปิด ขนาดเล็ก มีขนาด ลึก-กว้าง-ยาว 2x2x2 เท่านั้น เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่สามารถทำบ่อระบบเปิดได้ &amp;nbsp;ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จทันในช่วงหน้าฝนนี้พอดี โดยหลังจากผ่านไป 1 เดือน ก็พบว่า 1.ช่วยระบายน้ำท่วมให้ลดลงเร็ว ไม่ท่วมสวน 2. มวลน้ำเหล่านี้ไปช่วยลดความเค็มที่อยู่ในดิน ให้ชะล้างออกไป ซึ่งถือเป็นการจัดการน้ำชายฝั่งได้อีกด้วย &amp;nbsp;เนื่องจากเทศบาลเมืองมาบตาพุดอยู่ติดทะเลและด้วยสภาพของเมืองที่เปลี่ยนไปพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผิวคอนกรีตทำให้ความเค็มยิ่งรุกล้ำ &amp;nbsp;และ 3.ทำให้ผิวดินในพื้นที่สวนมะม่วงชุ่มชื้นช่วยให้ต้นมะม่วงเจริญเติบโตในภาวะแล้งได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราตั้งเป้าทำธนาคารน้ำใต้ดินที่สวนมะม่วงของเนินพระไว้ 20 บ่อ ให้เกษตรกรประมาณ 17 ราย ซึ่งชาวบ้านบางคนยังไม่ยินยอมให้เข้าไปทำ เพราะอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อวันนี้ ได้มีการพูดคุยอธิบายให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำใต้ดินตามโครงการเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุนด้วยระบบธนาคารน้ำใต้ดิน 8 ขั้นตอน (ตามมาตรฐาน American Groundwater Solution: AGS) ให้กับเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ตำบลเนินพระ ชาวบ้านก็เข้าใจแล้ว และพี่บุญส่ง ที่ทำบ่อสาธิตในสวนของเขา ก็ช่วยยืนยันเรื่องข้อดีต่างๆ ขาวบ้านที่เหลือ ก็ตกลงแล้วว่าจะให้เราเข้าไปทำธนาคารน้ำใต้ดิน ในที่ดินของเขา แต่บางสวนเข้าไปยากมาก ยังเป็นปัญหาที่จะต้องร่วมมือกันดำเนินการ&amp;quot; อาจารย์ปริเวท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะของธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนข้อจำกัดของการทำธนาคารน้ำใต้ดินนั้น อาจารย์ปริเวทกล่าวว่า &amp;nbsp;ในประเทศไทยไม่ใช่ทำได้ทุกพื้นที่ &amp;nbsp;เพราะแต่ละภูมิภาคมีชั้นหินที่ต่างกัน จึงต้องศึกษาข้อมูลก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ และอะไรที่ต้องระมัดระวัง เพราะฉะนั้นข้อมูลด้าน GIS จึงมีความสำคัญ โดยใช้ฐานข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งจะมีแผนที่ชั้นหินต่าง ๆและแผนที่ศักยภาพน้ำบาดาล &amp;nbsp;เช่น ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นชุดหินมหาสารคาม ลึกประมาณ 7 เมตร สามารถขุดได้ แต่ควรระวังแผ่นเกลือที่มีกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค พื้นที่ภาคเหนือมีความแตกต่างทางธรณีวิทยา บางพื้นที่เป็นหินแกรนิตที่มีการเก็บน้ำได้ที่ต่างกัน น้ำจะซึมผ่านตามรอยแตกให้ปริมาณต่างกัน แต่ถ้าเป็นชั้นหินที่มีรูพรุนจะมีการซึมผ่านของน้ำตามช่องรูพรุนนั้น จึงทำให้บางพื้นที่ขุดแล้วมีน้ำมากน้อยต่างกัน ฉะนั้นก่อนทำการขุดจะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานตามขั้นตอนของโครงการเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุนด้วยระบบธนาคารน้ำใต้ดิน 8 ขั้นตอน (มาตรฐาน American Groundwater Solution: AGS) ควรดำเนินการทั้งก่อนและตามขั้นตอนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;สำหรับ ที่เนินพระ เขาสำรวจแล้วพบว่า มีชั้นทรายลึกถึง 5เมตร หลังจากนั้นก็เป็นซากปะการังโบราณ ซึ่งบ่งบอกว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นทะเลเก่ามาก่อน แต่ก็สามารถทำธนาคารน้ำใต้ดินให้ชาวบ้านได้ เพราะสวนมะม่วงที่นี่ถือว่ามีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร &amp;nbsp;และการมีสวนมะม่วง ที่อยู่ใกล้ชายฝั่งยังช่วยเรื่องการกัดเซาะของน้ำทะเลไม่ให้รุกเร็ว เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ที่นี่กับที่อื่นที่อยู่ใกล้ ๆบริเวณเดียวกัน จะมีการกัดเซาะที่มากกว่า และมาบตาพุดไม่ไกลจากกรุงเทพ หากมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสวนมะม่วง และสวนพุทรา ก็จะเพิ่มมูลค่าด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กับคนในพื้นที่ได้อีกด้วย&amp;quot;นักวิชาการายนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สวนมะม่วงปลูกบนผืนทราย โดยใช้วิะีเสียบกิ่งกับตอมะม่วงป่า ทำให้ต้นมีความแข็งแรง ทนกับสภาพน้ำน้อยได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลผลิตที่ได้รสฃาติอร่อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มะม่วงอกร่องอายุ 50ปี&amp;nbsp; ปลูกบนผืนทราย ต้นใหญ่มาก ขนาด5คนโอบ ที่เติบโตมีอายุยืนยาว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเสียบต่อกิ่งกับตอมะม่วงป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มะม่วงของสวนชาวเนินพระ รสชาติดร่อยมาก ได้รางวัลที่ 2การประกวดเกษตรแฟร์ปี 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76110</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ระยอง, ต.เนินพระ, ธนาคารน้ำใต้ดินเนินพระ, บุญส่ง บุญยั่งยืน, ปริเวท วรรณโกวิท, มจธ., มาบตาพุด, วรรณธิดา แสนศิริ, ศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) มจธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4d0b5954cea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ กดปุ่มเปิดด่านมอเตอร์เวย์ พัทยา-มาบตาพุด หวัง​ทุกคนสามัคคีเพื่อประเทศชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.63 -&amp;nbsp;ที่ด่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดการให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; บ้านฉาง ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา &amp;ndash; มาบตาพุด โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี​ และรมว.สาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม เข้าร่วมในพิธี และนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้บริหารกรมทางหลวง เข้าร่วมงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกฯได้ทำพิธีกดปุ่มเปิดด่านมอเตอร์เวย์ พัทยา &amp;ndash;มาบตาพุดขาเข้า โดยได้มีการปล่อยขบวนรถยนต์จำนวน 100 คันแรกเข้ากรุงเทพมหานคร พร้อมกล่าวว่า เส้นทางสายนี้เป็นทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายประวัติศาสตร์สายแรกของประเทศไทยที่เชื่อมโยงระบบการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ตลอดจนเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว เขตส่งเสริมอุตสาหกรรม เขตพื้นที่ผลิตสินค้าการเกษตร และสินค้าประมงของประเทศ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่มีความสำคัญต่อระบบคมนาคมขนส่งระหว่างภาคกลางและภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่จะสามารถเชื่อมโยงไปสู่ประตูการค้าระหว่างประเทศ และยังพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจของภาคตะวันออกไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่งของประเทศและภูมิภาคอาเซียน และพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยได้มีการวางแผนงบประมาณ การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะต้องมีการจัดระเบียบการจ่ายงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังต้องทำต่อเนื่องเชื่อมโยง และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรม และขยายโอกาสการค้าและการลงทุน กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานสากล เพิ่มความสะดวกรวดเร็วและลดระยะเวลาการเดินทาง &amp;nbsp;ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า &amp;nbsp;และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์​ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะเกิดได้ทุกจังหวัดเพื่อความยั่งยืน คือถนนเส้นทางในการเข้าถึงโอกาสแห่งความเข้าเท่าเทียม การดูแลผู้เดือดร้อน การดูแลผู้มีรายได้น้อย คือการสร้างความเป็นธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องช่วยกันเพื่อให้ทั้งสองอย่างนี้ไปด้วยกันได้ พร้อมกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภาคธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่ที่เสียสละที่ดิน รวมทั้งผลักดันโครงการจนกระทั่งสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ในวันนี้ ตามแนวทาง รวมไทยสร้างชาติ ที่รัฐบาลมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งคาดหวังว่า ทุกคนจะมีความรัก ความหวงแหน ความสามัคคีกัน ร่วมทำเพื่อประเทศชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75396</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.สัญจร, จ.ระยอง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มอเตอร์เวย์, มาบตาพุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f4386a6383ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22008</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถกบอร์ด ปตท.ลุยทำคลังเย็นเก็บผลไม้ ในพื้นที่มาบตาพุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ่อถกบอร์ดปตท. สิ้น พ.ย.นี้ ลุยทำคลังเย็นเก็บผลไม้ใน EFC พร้อมจับตาความชัดเจนพีดีพี ก่อนร่วมลงทุนสร้างคลังแอลเอ็นจีในท่าเรือ มาบตาพุดเฟส 3 ชี้แนวโน้มราคาน้ำมันตก 7% ส่งผลอุตฯต้นน้ำ แต่ยังมั่นใจกำไรทั้งปีสดใส

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยภายหลังร่วมสัมมนาในงาน Thailand 2019 ว่าภายในช่วงเดือนพ.ย.- ต้นเดือนธ.ค.นี้ ปตท.จะทำการประชุมคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) เพื่อหาแนวทางและความชัดเจนในการเข้าไปทำคลังความเย็นเก็บผลผลิต โดยเฉพาะผลไม้และสินค้าชุมชน ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก(EFC) ในพื้นที่มาบตาพุด โดยร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) และกระทรวงอุตสาหกรรมพื้นที่

&amp;quot;โครงการดังกล่าวน่าจะได้ความชัดเจนหลังประชุมบอร์ดเร็ว ๆ นี้และคาดว่าไม่น่าจะใช้เงินลงทุนสูงมาก เนื่องจาก ปตท.มีความรู้ด้านนี้อยู่แล้ว โดยอาศัยความเย็นที่ได้จากการสกัดของแอลเอ็นจีมาใช้ประโยชน์ เหมือนการใช้ในสวนดอกไม้เหมืองหนาวที่ ปตท. ทำอยู่&amp;quot;นายชาญศิลป์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ปตท.ยังมีความสนใจที่จะเข้าไปร่วมทำคลังกักเก็บก๊าซธรรมชาติ ในโครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 ที่ กนอ.เพิ่งเปิดขายซองทีโออาร์ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถตัดสินใจเข้าไปร่วมลงทุนได้ โดยบริษัทจะขอติดตามความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) ฉบับใหม่ก่อน เนื่องจากต้องดูถึงการกำหนดความต้องการการใช้ไฟฟ้าในประเทศ และสัดส่วนการใช้แอลเอ็นจีว่ามีปริมาณเท่าใด ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปร่วมลงทุนหลังจากประเมินความคุ้มค่าเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ปตท. ได้ดำเนินการสร้างคลังแอลเอ็นจีไปแล้วรวมขนาด 19 ล้านตันต่อปี โดยแบ่งเป็นของเดิมในพื้นที่มาบตาพุด 11.5 ล้านตันต่อปี และที่ได้รับมติการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 7.5 ล้านตันต่อปี ในพื้นที่หนองแฟบ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565-2566 ซึ่งมั่นใจว่ามนสัดส่วนทั้งหมดนี้จะรองรับความต้องการใช้แอลเอ็นจีในประเทศไปได้อีกหลายปี

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในปีนี้ถือว่าอยู่ในช่วงที่ลดลง จากการประเมินลดลงกว่า 7% เป็นผลมาจากปัญหาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้เกิดความผันผวนของเศรษฐกิจ ทั้งนี้จะทำให้กลุ่มผู้ค้าน้ำมันทั้งโอเปก และนอน-โอเปก เร่งน้ำสินค้าออกมาขายในช่วงนี้ ซึ่งในไตรมาสที่ 4 นี้อาจจะกระทบบ้างกับบางกลุ่มธุรกิจของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำ อย่างการสำรวจและผลิต ของบริษัท ปตท.สผ.

อย่างไรก็ตาม ปตท.มั่นใจว่านโยบายของบริษัทรวมถึงแนวทางประกันความเสี่ยงที่ ปตท. ดำเนินการอยู่ จะมีศักยภาพและทำให้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ ซึ่งในช่วง 9 เดือนทีผ่านมา ผลประกอบการบริษัทก็สามารถกักตุนกำไรไว้ค่อนข้างดี ขณะที่ในปี 2562 หน้า คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นลงในกรอบ 65-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

&amp;quot;อนาคตแนวโน้มด้านพลังงานน้ำมันมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้ขณะที่ประเทศไทย ก็มีการปรับตัวด้านการใข้พลังงานเช่นกันและเริ่มใช้พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายของบริษัทต้องปรับตัวรองรับในสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น ที่ไปพร้อมกับความต้องการพลังงานรูปแบบใหม่ การลงทุนของภาครัฐ ภาคเอกชน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า บริษัทมีการลงทุน สำรวจพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ก้าวทันการแข่งขันที่เปลี่ยนไป&amp;quot;นายชาญศิลป์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22008</URL_LINK>
                <HASHTAG>กินผลไม้ เที่ยวทะเล, บริษัท ปตท., มาบตาพุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9f6ad8efce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
