<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>13113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กูรูฟันธง ตลาดหุ้นไทย ยังน่าสนใจ ชี้ที่ผ่านมาราคาตกลงไปเพียง 10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กูรูประสานเสียงหุ้นไทยยังไม่เข้าสู่ ภาวะแบร์มาร์เก็ต ชี้ลดเพียง 10% จากต้นปี มั่นใจไม่เกิดกับไทย เหตุพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศแข็งแกร่ง ภาครัฐมีการลงทุน และการบริโภคในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะตลาดหุ้นที่ราคาหลักทรัพย์โดยทั่วไปที่มีระดับลดต่ำลงต่อเนื่องมากกว่า 20% (แบร์ มาร์เก็ต) เนื่องจากดัชนีหุ้นตั้งแต่ต้นปีปรับตัวลดลงมาจาก 1,830 จุด ลงมาอยู่ที่ 1,590 จุด เฉลี่ยประมาณ 10% ซึ่งการจะเกิด ในประเทศไทยถือว่าทำได้ยาก เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศแข็งแกร่ง ภาครัฐมีการลงทุน และการบริโภคในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยยังมีทิศทางที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไปอย่างน้อย 2 ปี และประเด็นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมากๆ ซึ่งประเทศไทยก็เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ยังมีดุลการค้าเกินดุลอยู่ โดยแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย โดยหุ้นที่ควรให้ความสำคัญคือหุ้นที่มีการดำเนินงานในประเทศเป็นหลัก เพราะเศรษฐกิจในประเทศมีโอกาสเติบโตดี และเพื่อเลี่ยงปัญหาการส่งออก ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากประเด็นส่งครามการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน นักลงทุนควรประเมินพื้นฐานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เช่น บริษัทที่มีการลงทุนในซีแอลเอ็มวี เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มี จีดีพีสูงเฉลี่ย 7-8% มีการเติบโตที่แข็งแกร่ง รวมถึงหุ้นที่ให้เงินปันผลสูง และสม่ำเสมอ เพราะมีการจ่ายเงินปันผลสูง &amp;nbsp;และหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ เป็นต้น ส่วนการที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมาก่อนหน้านี้เป็นการขายทำกำไรตามปกติ &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันยังคงถือหุ้นไทยค่าเฉลี่ยปกติสัดส่วน 30-31% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า ในช่วง 1-2 เดือนจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวน เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างไร ขณะที่ดอกเบี้ยในประเทศที่กำลังจะขึ้น และการเลือกตั้งมีโอกาสเลื่อนออกไปจากเดือนก.พ.ปีหน้า ดังนั้น ในช่วงสั้น ๆ นักลงทุนต้องตั้งการ์ดสูง และรอจังหวะ รวมทั้งกระจายความเสี่ยงไปลงทุนอย่างอื่นด้วย อย่ากระจุกในหุ้นอย่างเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13113</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้น, ภากร ปีตธวัชชัย, มาร์เก็ตแคป, แบร์มาร์เก็ต, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครึ่งปีแรกของปี 61 กำลังจะหมดไป เรียกได้ว่าตลาดหุ้นไทยผันผวนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายในเดือน มิ.ย. เพราะเจอปัจจัยกดดันจากต่างประเทศกระหน่ำเข้ามากดดัน ทำให้ดัชนีหุ้นไทยหลุด 1,700 จุด อีกทั้งกระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ก็ไหลออกจนทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ลดลงอยู่ที่ประมาณ 16.5 ล้านล้านบาท จากเดือน ม.ค.61 อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเทขายรับเงินสด เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในช่วงเดือน มิ.ย. ประเด็นสำคัญหลักๆ ที่เข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุนทั้งของไทยและทั่วโลก คงหนีไม่พ้นสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ที่มีความเข้มข้นขึ้นจากการตอบโตกันไป-มา หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากจีน วงเงิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจีนประกาศตอบโต้คืนทันทีในมูลค่าที่เท่ากัน และล่าสุดทางสหรัฐได้พยายามจะจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มในอัตรา 10% วงเงิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ทั่วโลกเกิดความกังวลว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทาง บล.เอเซียพลัส จำกัด ระบุว่า การไหลออกของเงินทุนต่างชาติมาจากกลไกเรื่องส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ถูกกระตุ้นให้รุนแรงยิ่งขึ้นด้วยความกังวลในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับอีกหลายประเทศ ทําให้การไหลออกของเงินทุนต่างชาติมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของตลาดหุ้น พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิจากต้นปีถึงปัจจุบัน 175,000 ล้านบาท แยกเป็นการขายในช่วงเดือน มิ.ย. กว่า 44,000 ล้านบาท ซึ่งซื้อสุทธิเพียงพียงวันเดียวคือ 1 มิ.ย.61 มูลค่า 135 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ เป็นกลุ่มเดียวที่ซื้อสุทธิมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนลง โดยเดือน มิ.ย. ซื้อสุทธิประมาณ 21,000 ล้านบาท ด้วยภาพแรงขายที่แรงขึ้น แต่แรงซื้อเบาลง ทำให้ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงมาอย่างมีนัยสำคัญ หากพิจารณาในมุมของปัจจัยพื้นฐาน กลับเห็นพัฒนาการเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาพรวม และฐานะของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่แข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากสงครามการค้าที่คอยเป็นปัจจัยกดดันแล้ว ก่อนหน้านี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และส่งสัญญาณปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง ทำให้ปีนี้ปรับขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง ก็สร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นไม่น้อย ถึงแม้จะตอบรับข่าวไปบ้างแล้วก็ตาม ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลก ต่างเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.61 ก็ถูกจับตาว่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งผลออกมาไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ แต่ที่ออกมาผิดคาด คือ การแตกเสียงในที่ประชุม โดยมีมติ 5 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี และ 1 เสียงให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.5% เป็น 1.75% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความชัดเจนเพียงพอ และภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ำกว่าที่ควร จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อเริ่มสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินสำหรับอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ บล.เอเซียพลัส ยังมองว่า กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 4/61 โดยเริ่มจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐที่กว้างมากขึ้น ซึ่งสหรัฐอยู่ที่ 1.75% และกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 2-2.25% ในสิ้นปี ตามด้วยทิศทางของเงินเฟ้อในไทย ที่ตัวเลขในเดือน พ.ค.61 อยู่ที่ 1.49% มีแนวโน้มขึ้นไปเหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบาย และหุ้นปลอดภัยจากดอกเบี้ยขาขึ้น คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากโครงสร้างสินเชื่อกว่า 70% เป็นดอกเบี้ยลอยตัว เป็นบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยรับ ด้านสัดส่วนเงินฝากกว่า 50% เป็นดอกเบี้ยคงที่ ส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะยังมีแรงกดดันจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งในไตรมาส 2/61 จะได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ แต่ด้วยแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น จะช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ได้แน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:right&quot;&gt;ปฏิญญา มั่งคั่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12095</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, จีน, ดัชนีหุ้นไทย, บล.เอเซียพลัส จำกัด, ปฏิญญา มั่งคั่ง, มาร์เก็ตแคป, สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ผู้จัดการตลท.คนใหม่โชว์วิชั่นดันมาร์เก็ตแคปหุ้นไทยเทียบเท่าสิงคโปร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้จัดการตลท.คนใหม่มั่นใจอีก 5 ปี มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยเติบโตโตเทียบเท่าสิงคโปร์ หลังที่ผ่านมาไทยโตต่อเนื่อง ชี้ปัจจัยในประเทศยังไม่มีความเสี่ยง เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ไทยในอีก 5 ปี ข้างหน้า หรือ ปี 66 จะสามารถเติบโตเทียบเท่ามาร์เก็ตแคปประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากอัตราการเติบโตของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับสูง โดย 5 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยมีการเติบโตปีละประมาณ 10% มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นจาก 350,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 550,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ ตลาดหุ้นสิงคโปร์มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นจาก 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 850,000 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยในประเทศยังไม่มีความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง การบริโภคในประเทศ การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และนักท่องเที่ยวยังดี รวมถึงอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ และการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยยังดีต่อเนื่อง สะท้อนได้จากไตรมาสแรก ปี 61 ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศ คือ ราคาน้ำมันดิบโลก การเมืองระหว่างประเทศ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมามาร์เก็ตแคปไทยโตขึ้นมาก หากหลังจากนี้ตลาดหุ้นไทยสามารถสร้างกระแสเงินลงทุนจากการระดมทุนไอพีโอใหม่ได้ปีละ 40 บริษัท และมีการระดมทุนในตลาดแรกและตลาดรองประมาณ 500,000 ล้านบาท จะทำให้เราตามทันตลาดหุ้นสิงคโปร์ได้ในปี 66 แน่นอน ส่วนการตั้งเป้าหมายมาร์เก็ตแคปหรือดัชนีหุ้นหลังจากนี้ ยังไม่มีการตั้งเป้าหมายใดๆ เพราะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ ด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ การขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมาย ประกอบด้วย การนำข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) มาวิเคราะห์ เพื่อให้เกิดการบริการที่ดีเหมาะสมกับลูกค้า และ บจ.ที่จะเข้ามาระดมในตลาดหุ้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และจะดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อยกระดับการให้บริการผ่านตลาดทุน &amp;nbsp;รวมถึงแก้ไขกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างไทยและต่างประเทศ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับ บจ., บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพราะในอนาคตตลาดหุ้นไทยจะเป็นระบบที่ช่วยในการทำธุรกิจหลากหลายแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีเข้ามาระดมทุนในตลาดทุน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าภาครัฐให้ความสนใจใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการระดมทุน เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพิ่มขึ้น เพราะหากใช้วิธีกู้ยืมอาจส่งผลต่อหนี้สาธารณะของประเทศปรับเพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทยอีกด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10945</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ตลาดหุ้นไทย, ผู้จัดการตลท.คนใหม่, ภากร ปีตธวัชชัย, มาร์เก็ตแคป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกแนะ เม.ย.ควรเก็บหุ้นกลุ่มพลังงาน-ท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบรกให้น้ำหนักเดือนเม.ย.ลงทุนพลังงานและท่องเที่ยว ชี้จับตาผลประกอบการแบงก์ไตรมาสแรกและเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในเดือนเม.ย. ให้น้ำหนักกับหุ้น 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันและสเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังคงทรงตัวในระดับสูงภาพ ขณะที่ กลุ่มท่องเที่ยวที่ได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงแข็งแกร่ง ได้แก่ กลุ่มโรงแรม และกลุ่มพาณิชย์ ทั้งนี้ คาดดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบ 1,750-1,850 จุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตามองคือการประกาศผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่แจ้งงบไตรมาสแรก ปี 61 หากออกมาดีหรือแย่กว่าที่คาด จะนำไปสู่การปรับประมาณการกำไรของตลาดได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเลือกตั้งภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสินใจเข้าชื่อส่งร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากยุติเพียงเท่านี้ จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก แต่ถ้ามีการเข้าชื่อเพื่อยื่นร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วย จะส่งผลกระทบต่อแผนการเลือกตั้งแน่นอน และกดดันตลาดหุ้นไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน หากยังเกิดการโต้ตอบระหว่างกัน อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายประเทศรวมถึงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าวัตถุดิบและสิ้นค้าขั้นกลางไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ผลต่อตลาดหุ้นนั้นอาจอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่ได้มีมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้จัดการสายงาน วิจัย บล.เอเชียพลัส กล่าวว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนเม.ย. คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวได้ดี แต่ต้องระวังในช่วงสัปดาห์ที่ 2 เนื่องจากจะมีแรงขายทำกำไรก่อนวันหยุดยาวเทศกาลวันสงกรานต์ ทำให้ตลาดมีความผันผวนและมูลค่าซื้อขายเบาบางลง นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการประกาศจ่ายปันผลและการขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (เอ็กซ์ดี) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประมาณ 70 บริษัท ซึ่งเป็นบจ.ที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีประมาณ 11 จุด ทำให้ดัชนีหุ้นไทยในเดือนเม.ย.ปรับขึ้นได้ไม่มาก คาดกรอบดัชนีแนวรับอยู่ที่ 1,750 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,835 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6215</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนี, ตลาดหุ้น, ทรีนีตี้, มาร์เก็ตแคป, สงกรานต์, หุ้น, เอเชียพลัส, โบรก, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4912</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท.ฝันมาร์เก็ตแคปแตะ 22 ล้านล้านบาทในปี 64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลท. คาดปี 64 มาร์เก็ตแคปแตะ 20-22 ล้านล้านบาท มาจากไอพีโอใหม่และบจ.เพิ่มทุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค. 2561&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในปี 64 คาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 20-22 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 150% ของจีดีพี มาจากการเข้าจดทะเบียนหุ้นใหม่ (ไอพีโอ) และการเพิ่มทุนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งจะช่วยเพิ่มมาร์เก็ตแคปได้ปีละไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 18.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 120% ของจีดีพี ส่วนมูลค่าซื้อขาย คาดจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อวัน จากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 73,000 ล้านบาทต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในปี 63 คาดว่าสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยจะอยู่ที่ 50% และนักลงทุนสถาบันในและต่างประเทศ อยู่ที่ 50% จากปี 60 สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยอยู่ที่ 48% นักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 52% นอกจากนี้ ในปีนี้การดำเนินงานของ ตลท.ยังคงมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง โดยการมุ่งสู่ดิจิทัลและการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อก้าวเป็นผู้นำในภูมิภาคและการเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4912</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลท., มาร์เก็ตแคป, เกศรา มัญชุศรี, ไอพีโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7c7af65ca7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
