<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 13:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี ส่งออก มิ.ย. 64 ทำนิวไฮใหม่ สูงสุดในรอบ 11 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนมิ.ย.2564 มีมูลค่า 23,699.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.82% ทำนิวไฮใหม่สูงสุดในรอบ 11 ปี และคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 738,135.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.48% โดยสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวสูง เช่น ผลไม้ เพิ่ม 185.10% และในนี้เป็นทุเรียน เพิ่มขึ้นถึง 172% มังคุด 488.26% อัญมณีและเครื่องประดับ เพิ่ม 90.48% รถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ เพิ่ม 78.5% เครื่องจักรกล เพิ่ม 73.13% และเคมีภัณฑ์ เพิ่ม 59.82% เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้าเกษตร มีอัตราการขยายตัวสูงถึง 59.8% สูงสุดในรอบ 10 ปี สามารถทำรายได้เข้าประเทศถึง 71,473.5 ล้านบาท เป็นการขยายตัว 9 เดือนต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา เพิ่มถึง 111.9% ผักผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป เพิ่ม 110.2% โดยเฉพาะมันสำปะหลัง เพิ่มถึง 81.5% ขณะที่ตลาดสำคัญ ทั้งตลาดหลัก ตลาดรอง มีอัตราการขยายตัวทุกตลาด โดยตลาดหลัก เพิ่ม 41.2% ประกอบด้วยจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป CLMV อาเซียน เป็นต้น ตลาดรอง เพิ่ม 49.5% ทั้งเอเชียใต้ อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา และทวีปออสเตรเลีย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การนำเข้าในเดือนมิ.ย.2564 มีมูลค่า 22,754.37 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 53.75% ดุลการค้าเกินดุล 945.06 ล้านเหรียญสหรัฐ และภาพรวมการส่งออกครึ่งปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 132,334.65 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.53% การนำเข้ามูลค่า 129,895.50 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.15% ดุลการค้าเกินดุล 2,439.15 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า แผนการทำงานในช่วงครึ่งปีหลัง กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับภาคเอกชนในนาม กรอ.พาณิชย์ และใช้ทีมเซลส์แมนจังหวัด เซลส์แมนประเทศ ร่วมกันทำงานขับเคลื่อนการส่งออก โดยมีกิจกรรมที่จะดำเนินการมากกว่า 130 กิจกรรม และในนี้ มีการทำยอดขายสั่งจองล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท และยังจะเร่งเปิดตลาดใหม่ให้เป็นรูปธรรม เช่น การผลักดันการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งเข้าสู่ตลาดซาอุดิอาระเบีย การเจาะตลาดลาตินอเมริกา ที่แม้เส้นทางไกล เสียเปรียบคู่แข่ง แต่มีสินค้าที่มีโอกาสมาก เช่น อาหาร และชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ป้อนความต้องการการซ่อมแซม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยภาคการผลิต เพื่อให้คงตัวเลขส่งออก เพราะขณะนี้ บางจังหวัดสั่งปิดโรงงานแบบเหมารวม จะต้องพิจารณากันให้รอบคอบ ส่วนไหนมีปัญหา ก็ปิด ส่วนไหนไม่มีปัญหา และไม่คิดว่าจะได้รับผลกระทบ ก็ควรให้เปิด หรือถ้ามีการปิดทั้งโรงงานแล้ว ส่วนไหนแก้ไขปัญหาจบ ก็ควรจะเปิดให้ดำเนินการผลิตต่อไป เพื่อไม่ให้การผลิตหยุดชะงักจนกระทบส่งออก ซึ่งจะเรียนคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า รวมทั้งต้องเร่งกระจายวัคซีนเข้าสู่ภาคการผลิต โดยเฉพาะโรงงานส่งออก ซึ่งได้เรียน ครม.ไปแล้ว และนายกรัฐมนตรีตอบรับให้จัดการแล้ว และปัญหาเรื่องแรงงาน ก็ได้แจ้ง ครม.แล้ว กระทรวงแรงงานจะเข้ามาดูแลและเร่งรัดการขึ้นทะเบียนแรงงานหมดอายุในจุดต่างๆ เพื่อให้มีความรวดเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า การส่งออกรายสินค้า นอกจากสินค้าเกษตรที่ขยายตัวสูงถึง 59.8% สูงสุดในรอบ 10 ปี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรก็ขยายตัว 13.5% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 27.7% ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน น้ำตาลทราย เพิ่ม 18.8% กลับมาขยายตัวในรอบ 15 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 44.7% เช่น รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 78.5% ส่วนตลาดส่งออก 50 อันดับแรก ซึ่งมีสัดส่วน 97% ของการส่งออกรวม ขยายตัวได้ทุกตลาด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110835</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, มิ.ย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d40a64b3543.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอนแล้ว เงินอุดหนุนบุตร เดือนมิ.ย. เข้าบัญชีแล้ววันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 2564 ผู้สื่อข่าว รายงานว่า&amp;nbsp;โครงการเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด หรือ&amp;nbsp;เงินอุดหนุนบุตร&amp;nbsp;โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ประกาศ โอนเงิน ประจำรอบเดือนมิถุนายน 2564 จำนวน 600 บาท จะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับผู้มีสิทธิ์ วันที่ 10 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้รับเงินสามารถตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินอุดหนุนฯ เนื่องด้วย ทางกรมกิจการเด็กและเยาวชน จะทราบผลการจ่ายเงิน อีก 14 วัน หลังจากมีการจ่ายเงินไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงื่อนไขการรับเงินจะต้องมีการลงทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้ โดยต้องมีบุตรที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป และจ่ายต่อเนื่องจนถึงอายุ 6 ขวบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียน&amp;nbsp;เงินอุดหนุนบุตร&amp;nbsp;ยังต้องเป็นครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี และไม่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์หน่วยงานของรัฐหรือเอกชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- เด็กอายุแรกเกิด - 6 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ไม่อยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์รัฐ หรือเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- อยู่ในความดูแลของผู้ปกครองพ่อแม่ หรือผู้อุปการะที่มีรายได้รายน้อย เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานที่รับลงทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงเทพมหานคร : ที่สำนักงานเขต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมืองพัทยา : ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภูมิภาค : ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105888</URL_LINK>
                <HASHTAG>มิ.ย., เงินอุดหนุนบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c17ee5cb5a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิโธ่!แค่เลื่อนยื่นจ่ายภาษีจาก มี.ค.ไปถึง มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค.2564 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.มีมติขยายกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับแบบแสดงภาษี ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด.91 ของปีภาษี 2563 ที่จะยื่นผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากเดิมต้องยื่นภายในเดือนมีนาคม 2564 เลื่อนออกไปเป็นภายใน 30 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชากล่าวอีกว่า ครม.ยังมีมติขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการนำส่ง และชำระภาษีของเดือนมกราคม 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ต้องยื่น นำส่ง หรือชำระในเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2564 แล้วแต่กรณี ในกรณีนี้เลื่อนออกไปเป็นวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เฉพาะการยื่นแบบแสดงรายการนำส่งและชำระภาษีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91066</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุชา บูรพชัยศรี, มิ.ย., เลื่อนยื่นภาษี, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb143655d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2020 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2020 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัทตั้งใหม่เพิ่มขึ้นหลังคลายล็อกดาวน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ค.2563 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจเดือนมิ.ย.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 5,731 ราย เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 37% และเทียบเดือนมิ.ย.2562 เพิ่มขึ้น 3% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 14,757 ล้านบาท เมื่อเทียบกับพ.ค.2563 เพิ่มขึ้น 53% เทียบกับมิ.ย.2562 ลดลง 3% โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 612 ราย คิดเป็น 11% รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 271 ราย คิดเป็น 5% และอันดับ 3 คือ ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร จำนวน 188 ราย คิดเป็น 3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอดการตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนมิ.ย.2563 ที่เพิ่มขึ้น มาจากการที่ผู้ประกอบการที่ชะลอการตัดสินใจทำธุรกิจในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ตอบสนองมาตรการคลายล็อกดาวน์ และการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จึงได้ตัดสินใจตั้งธุรกิจใหม่ตามแผนที่ได้วางไว้ โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็กมากถึง 99%&amp;rdquo;นายวุฒิไกรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ มีจำนวน 1,336 ราย เทียบกับพ.ค.2563 เพิ่มขึ้น 48% และเทียบกับมิ.ย.2562 เพิ่มขึ้น 6% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 5,132 ล้านบาท เทียบกับพ.ค.2563 เพิ่ม 73% และเทียบกับมิ.ย.2562 เพิ่ม 3% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 111 ราย คิดเป็น 8% รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 69 ราย คิดเป็น 5% และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการจัดการ จำนวน 36 ราย คิดเป็น 3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 6 เดือนปี 2563 (ม.ค.-มิ.ย.) มีจำนวน 33,337 ราย ลดลง 13% ทุนจดทะเบียนรวม 104,571 ล้านบาท ลดลง 13% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 6,227 ราย ลดลง 7% ทุนจดทะเบียน 26,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มการจดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 จะดีขึ้นตามลำดับ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และมาตรการการเงิน ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย การเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ผ่าน Soft Loan ขณะที่ภาคเศรษฐกิจจะเริ่มตอบสนองต่อมาตรการของรัฐบาล เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานข่าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แจ้งว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนมิ.ย.2563 เพิ่มขึ้น เนื่องจากการคลายล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการขับเคลื่อน ทำให้มีความมั่นใจในการลงทุนทำธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยมีธุรกิจที่น่าจับตา คือ ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร ที่มีการตั้งใหม่เข้ามาเป็นอันดับที่ 3 จากปกติจะเป็นธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าออนไลน์และบริการขนส่งสินค้าจากการซื้อขายออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิ.ย.2563 มีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น 765,775 ราย มูลค่าทุน 18.44 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 186,682 ราย คิดเป็น 24.38% บริษัทจำกัด จำนวน 577,822 ราย คิดเป็น 75.46% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,271 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72267</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, บริษัทตั้งใหม่, มิ.ย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9fe41d7b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2018 13:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2018 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;เผยมิ.ย.นัดพรรคการเมือง เคาะวันเลือกตั้ง-ปลดล็อค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ. 61 - ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เสร็จเรียบร้อยแล้วว่า หลังจากพิจารณาแล้วเสร็จ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะย้อนเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกครั้ง เพื่อลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบทั้งฉบับ หากในวันที่ 8 มี.ค. ที่ประชุม สนช.เห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาตลอดเดือน มี.ค. ในการดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปด้วยความราบรื่น และประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ในเดือน มิ.ย. และกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในเดือนก.ย. เนื่องจากบทเฉพาะกาลได้กำหนดให้ขยายเวลาออกไปอีก 90 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากนั้นจะเข้าสู่โรดแมปใหญ่ โดยในเดือน มิ.ย.หลังกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสนช. จะเชิญพรรคการเมืองทั้งหมดมาประชุมหารือเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง จะเป็นวันใดก็ได้ในช่วงเดือน ก.ย.61 - ก.พ.62 และจะมีการหารือเพื่อกำหนดวันปลดล็อคให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองด้วย ทั้งนี้ ขอสื่ออย่าไปเขียนว่าจะมีการปลดล็อคพรรคการเมืองในวันที่เรียกประชุม เพราะเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง&amp;quot; นายวิษณุ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หาก สนช.ลงมติไม่เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวจะกระทบโรดแมปหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า หากถามในเชิงวิชาการจะกระทบกับโรดแมปแน่ แต่ถ้าจับเอาประโยคนี้ไปกระหึ่มว่า วิษณุเผยล้มกฎหมายกระทบแน่ ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไปเป็นครั้งที่ 2 และพูดในที่ประชุมครม.เป็นครั้งที่ 7 แล้ว แล้วว่าจะไม่ให้มีการล้ม ความจริงไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของนายกฯ ที่จะบอกว่าล้มหรือไม่ล้ม แต่เมื่อนายกฯ แสดงเจตนารมณ์อย่างนั้น เพราะต้องการปิดปาก ไม่ให้ใครเอาท่านไปอ้างได้โดยเด็ดขาด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4045</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายเลือกตั้งส.ส., ปลดล็อคการเมือง, พรรคการเมือง, มิ.ย., วิษณุ, เคาะวันเลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180209/image_big_5a7d6c704f8e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
