<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.เตือนคิดก่อนคลิก! มิจฉาชีพจ้องฉกเงิน&#039;ม.33&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 64 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยคิดก่อนคลิก กรณีที่อาจจะมีเหล่ามิจฉาชีพฉวยโอกาสแอบแฝงตัวมากับการจ่ายเงินให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยระบุว่า ในปัจจุบันที่ยังอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและองค์กรต่างๆ ทางรัฐบาลจึงได้มีโครงการในการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 เป็นเงินจำนวน 2,500 บาทต่อคนต่อเดือน ครั้งที่ 2 จะเริ่มโอนเข้าบัญชีในวันที่ 27-28 ก.ย. 64&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงอาจมีเหล่ามิจฉาชีพที่อาศัยช่องว่างดังกล่าวในการกระทำความผิด โดยอาจจะมาในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บไซต์ปลอม หรือการส่ง SMS ทางโทรศัพท์มือถือ หรือลิงค์ต่างๆ ที่มีลักษณะให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขบัตรเครดิต หรือให้ใส่รหัส OTP เป็นต้น เมื่อได้ใส่ข้อมูลลักษณะดังกล่าวไปแล้วเหล่ามิจฉาชีพก็อาจจะนำข้อมูลที่ได้ไปหาประโยชน์ในทางมิชอบและทำให้ได้รับความเสียหายในอนาคต จึงขอให้ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองให้ชัดเจน และปฏิบัติตามขั้นตอนที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโทม ได้มีความห่วงใยในเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขับเคลื่อนนโยบาย โดยการสั่งการไปยังหน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยให้ทำการสืบสวนสอบสวนปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และความผิดฐานฉ้อโกง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอฝากเตือนภัยและประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อดังนี้ อย่าหลงเชื่อข้อมูลการโพสต์ หรือลิงค์ที่แนบมาพร้อมกับ SMS ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาที่ไป ห้ามเปิดลิงค์ดังกล่าวอย่างเด็ดขาดและห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ผ่านระบบออนไลน์หากยังไม่ได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน หากพบข้อความที่น่าสงสัย ให้สอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนเสียก่อน ในกรณีหลงเชื่อไปแล้ว ให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่านทันที และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร สถาบันทางการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117966</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตร., พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, ม.33, มิจฉาชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_615136f9697ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งตร.ตรวจบ้านปชช.น้ำท่วมป้องกันมิจฉาชีพฉวยก่อเหตุซ้ำเติม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.64-พ.ต.อ.หญิงศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และมีความห่วงใยในชีวิตและ ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จึงสั่งการให้ทุกหน่วยในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย เร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมจัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วเพื่อตรวจตราบ้านเรือนประชาชนป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพที่จะเข้ามาฉวยโอกาสก่อเหตุซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้กำชับให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เตรียมความพร้อมทั้งกำลังพล และอุปกรณ์ ยานพาหนะต่างๆ เพื่อรองรับภารกิจอย่างเร่งด่วน รวมถึงประชาสัมพันธ์การติดต่อขอรับความช่วยเหลือ การสอบถามเส้นทางการจราจร ให้ประชาชนได้รับทราบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการสอบถามเส้นทางการจราจร สามารถโทรศัพท์สอบถามมายังสายด่วน 191 สายด่วน 1193 หรือสายด่วน 1599&amp;nbsp; ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117884</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, น้ำท่วม, มิจฉาชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_615016663bccb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระวังไว้ &#039;กสทช.&#039; พบมิจฉาชีพเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงใช้การโทรฯแทนการส่ง SMS</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 2564 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า หลังจากที่สำนักงาน กสทช. ร่วมกับโอเปอเรเตอร์ทุกราย ได้แก่ AIS TRUE DTAC NT และ 3BB ร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา SMS หลอกลวง โดยตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมาสำนักงาน กสทช. ได้ให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายทำการบล็อก SMS ที่มีเนื้อหาชัดเจนว่าเป็นการ หลอกลวง เว็บพนันออนไลน์ หรือลามกอนาจาร ทันที นั้น จากการติดตามสถานการณ์ของสำนักงาน กสทช. พบว่า ปัญหาเรื่อง SMS หลอกลวง เว็บพนันออนไลน์ หรือลามกอนาจาร ลดลง แต่พวกมิจฉาชีพได้เปลี่ยนวิธีการจากการใช้ SMS เป็นการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือของประชาชนเพื่อหลอกลวงโดยตรง โดยเนื้อหาข้อความที่มิจฉาชีพใช้เป็นข้อความ เช่น อ้างว่าโทรมาจากหน่วยงานภาครัฐ บอกว่าประชาชนที่รับสายได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล 2,000 บาท แล้วขอข้อมูลของประชาชนเพื่อประกอบการรับเงินช่วยเหลือ หรือรัฐบาลประเมินแล้วคุณมีสิทธิได้รับเงินกู้ 200,000 บาท หรือโทรชวนเล่นพนัน เป็นต้น สำนักงาน กสทช. ขอให้ประชาชนอย่าหลงกลมิจฉาชีพพวกนี้ และให้ข้อมูลส่วนตัวไปจนอาจทำให้สูญเสียทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไตรรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการที่มิจฉาชีพเปลี่ยนมาใช้วิธีการโทรศัพท์เพื่อหลอกลวงประชาชนโดยตรงนั้นเป็น ทำให้สำนักงานฯ กับโอเปอเรเตอร์ทุกราย สามารถตรวจสอบการกระทำความผิดได้ชัดเจนเนื่องจากเบอร์โทรศัพท์มือถือที่มิจฉาชีพใช้สามารถตรวจสอบจากการลงทะเบียนได้ว่าใครเป็นเจ้าของเบอร์นั้น ถือเป็นหลักฐานที่ระบุต้นทางที่มา สำนักงานฯ จึงใคร่ขอความร่วมมือจากประชาชนที่มีโทรศัพท์หลอกลวงเข้ามา ให้โทรแจ้ง ร้องเรียนมาที่ Call Center ของสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (โทรฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย) หรือโทรแจ้ง Call Center ของค่ายมือถือที่ท่านใช้อยู่ หากมีหลักฐานเป็นคลิปเสียงของมิจฉาชีพที่โทรเข้ามาหลอกลวงยิ่งเป็นการดี ทำให้สำนักงาน กสทช. สามารถดำเนินการตามกฎหมาย และประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินคดีกับมิจฉาชีพเหล่านั้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหา SMS หลอกลวง สำนักงาน กสทช. กับโอเปอเรเตอร์ทุกรายยังคงดำเนินการตามแนวทางที่ได้แจ้งไว้กับประชาชนก่อนหน้านี้ โดยให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายทำการบล็อก SMS ที่มีเนื้อหาชัดเจนว่าเป็นการ หลอกลวง เว็บพนันออนไลน์ หรือลามกอนาจาร ทันที และให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายเร่งตรวจสอบและกำกับดูแลกันเองอย่างเคร่งครัด ให้มีการแชร์ข้อมูล SMS หลอกลวงระหว่างกัน และกำหนดเป็น Blacklist เพื่อให้ทุกค่ายดำเนินการบล็อก SMS ดังกล่าวจากผู้ส่งรายเดียวกันได้ ซึ่งแนวทางการดำเนินการดังกล่าวนับว่าได้ผล เห็นได้จากการที่มิจฉาชีพเปลี่ยนวิธีการโดยการใช้วิธีการโทรศัพท์เพื่อหลอกลวงประชาชนโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำนักงาน กสทช. ขอให้ประชาชนทุกคนระมัดระวังอย่าหลงเชื่อ กดลิงค์ที่มากับ SMS ที่มีข้อความหลอกลวง อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลสำคัญ ไปกับใครง่ายๆ ขอให้ตรวจสอบที่มาของ SMS หรือต้นสายของโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาหลอกลวงอ้างว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ ก่อน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวของท่านไปใช้ ทำให้สูญเสียทรัพย์&amp;rdquo; นายไตรรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117722</URL_LINK>
                <HASHTAG>SMS หลอกลวง, มิจฉาชีพ, รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช., ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d283244e217.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดีอีเอส&#039;เตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ส่งพัสดุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการแชร์ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง พนักงานไปรษณีย์ จัดส่งพัสดุที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่งผู้รับ พร้อมทั้งบังคับรับพัสดุ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ &amp;nbsp;ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า ไปรษณีย์ไทย ไม่มีนโยบายจัดส่งพัสดุที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่งผู้รับแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขอแจ้งเตือนผู้ใช้บริการให้ระวังมิจฉาชีพ ที่ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ส่งพัสดุหลอกให้เซ็นรับพัสดุที่ไม่มีจ่าหน้าชื่อผู้ส่ง ซึ่งอาจเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย ทั้งนี้หากผู้ใช้บริการไม่ได้สั่งสินค้า ไม่ควรรับทั้งสิ้น แม้จะมีการอ้างว่าสามารถนำส่งคืนได้ในภายหลังหรือเหตุผลอื่นๆ พร้อมจัดฉากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมเข้าขอตรวจสอบสิ่งของภายหลังจากผู้ใช้บริการหลงเชื่อเซ็นรับพัสดุ จึงขอให้ผู้ใช้บริการสังเกตความผิดปกติของพัสดุ โดยตรวจสอบว่าเป็นสิ่งของที่ได้สั่งซื้อหรือไม่ และสังเกตจ่าหน้าผู้รับ ผู้ส่ง ว่าถูกต้องหรือไม่ทุกครั้งก่อนตัดสินใจเซ็นรับพัสดุ หากพบว่าไม่ได้สั่งสินค้า หรือพัสดุที่มาส่งมีการจ่าหน้าไม่ครบถ้วน หรือต้องสงสัย อย่าหลงเชื่อเซ็นรับพัสดุอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ใช้บริการที่พบการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยในกรณีข้างต้น หรือกรณีอื่นๆ เช่น เรียกเก็บค่าดำเนินการส่งพัสดุเพิ่มจากค่าสินค้าที่ต้องชำระ หรือแอบอ้างให้โหลดแอปพลิเคชัน และโอนเงินเพื่อซื้อสินค้าอิเล็คทรอนิคส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น โดยผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบกรณีหลอกลวงได้ที่เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ทวิตเตอร์ @Thailand_Postหรือ THP Contact Center 1545 นอกจากนี้ ในการติดต่อกับผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทยจะใช้อีเมล postalcare@thailandpost.co.th ในการสื่อสารเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมพนักงานไปรษณีย์ จัดส่งพัสดุที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่งผู้รับ พร้อมทั้งบังคับรับพัสดุ &amp;nbsp;และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ นอกจากนี้สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter &amp;nbsp;เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด24ชั่วโมง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116683</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีอีเอส, มิจฉาชีพ, เจ้าหน้าที่ส่งพัสดุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_6131d160844b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114329</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอสเตือนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์ปลอมลงทะเบียนจองไฟเซอร์ เรียกเก็บเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า &amp;nbsp;ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง เว็บไซต์ลงทะเบียนขอรับวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อไฟเซอร์ สำหรับคนไทย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ
กรณีที่มีการส่งลิงก์ให้ประชาชน ระบุว่าเป็นการลงทะเบียนจองวัคซีนยี่ห้องไฟเซอร์ จากอเมริกา สำหรับคนไทย โดยให้กรอกข้อมูลส่วนตัว และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายด้วยนั้น ทางสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า เป็นการแอบอ้าง หลอกลวงของมิจฉาชีพ เรื่องการจองวัคซีนไฟเซอร์และเรียกเก็บเงิน โดยทางโฆษกกระทรวงสาธารณสุขขอยืนยันว่าวัคซีนไฟเซอร์ทั้งหมด เป็นการฉีดฟรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูล จนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในสังคม &amp;nbsp;ประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุข ได้ที่เว็บไซต์ https://www.moph.go.th หรือสอบถาม โทร 02 5901000 &amp;nbsp;ซึ่งการกระทำของผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114329</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขโมยข้อมูล, ฉีดวัคซีนไฟเซอร์, ดีอีเอส, มิจฉาชีพ, เว็บปลอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_61245d56d71ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 19:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 19:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกันสังคมเตือนระวัง ‘มิจฉาชีพ’ หลอกขอข้อมูลรับเงินเยียวยา ผ่าน google form และ sms ปลอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 สิงหาคม 2564 ​นางสาวลัดดา แซ่ลี้ รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการรับสิทธิรับเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งล็อกดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม รวม 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการ ว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวนกว่า 3.1 ล้านคน ที่มีสัญชาติไทย จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 2,500 บาท สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายครั้งเดียวโดยโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชนเท่านั้น ซึ่งเงินเยียวยาจะเริ่มโอนรอบแรกในวันที่ 4 - 6 ส.ค. 2564 นี้ ส่วนที่เหลือจะทยอยโอนให้ทุกวันศุกร์ ของสัปดาห์ถัดไป โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 สามารถตรวจสอบสิทธิรับเงินเยียวยา ผ่านเว็บไซต์ www.sso.go.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อว่า ขอเตือนไปยังผู้ประกันตนมาตรา 33 ว่า ขณะนี้พบพวกมิฉาชีพได้จัดทำ google form และส่งข้อความผ่าน SMS ปลอม ไปสอบถามข้อมูล ส่วนตัว เพื่อหลวกลวงให้ผู้ประกันตนแจ้งความประสงค์รับเงินเยียวยา 2,500 บาท และให้กรอกเลขบัตรประจําตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ จนนำไปกดลิงค์เพื่อยืนยัน ซึ่งเป็นการใช้ความสับสนของผู้ประกันตนมาเป็นกลลวง ที่อาจนำมาซึ่งความเสียหาย ทั้งทรัพย์สิน และการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล ของพวกมิฉาชีพจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ สำนักงานประกันสังคมจึงขอเตือนให้ผู้ประกันตน โปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด ด้วยความห่วงใยจากสำนักงานประกันสังคม หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112234</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายเงินเยียวยา, ประกันสังคม, มิจฉาชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a856bafc8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 15:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบมิจฉาชีพหลอกขายวัคซีนทางเลือกบนเฟซบุ๊ก พบประวัติเพิ่งพ้นโทษคดีฉ้อโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.64 - ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. และศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม บช.สอท. ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน บก.สอท.1 และ บก.สอท.2 ร่วมกันสืบสวนหาตัวคนร้ายในคดีหลอกลวงขายวัคซีนป้องกันโควิด - 19 ผ่านทาง facebook โดยใช้ชื่อ &amp;ldquo;สิทธิพงษ์ ทองฮุย&amp;quot;&amp;nbsp; และ &amp;quot;แจ็ค กี้ &amp;quot; รวมทั้ง กลุ่ม facebook : &amp;ldquo;จองวัคซีนที่ไหนได้บ้าง? วัคซีนทางเลือกจองได้ที่ไหน?&amp;rdquo; โดยมีผู้เสียหายกว่า 50 คน มูลค่าความเสียหาย กว่า 200,000 บาท ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน ในช่วงที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายฐาปกรณ์&amp;nbsp;แก้วศรี อายุ 20 ปี เป็นคนร้ายในคดีดังกล่าว และได้มาพักอยู่ที่โรงแรม &amp;quot;หอพักสบาย&amp;quot; เลขที่ 25/1 หมู่ 4 ต.เกาะสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จว.ปราจีนบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบ นายฐาปกรณ์ อยู่หน้าห้องพักเลขที่ 5 จึงได้แสดงตัวขอทำการตรวจค้น โดยแสดงความบริสุทธิ์ใจก่อนทำการตรวจค้น นายฐาปกรณ์ให้การยอมรับสารภาพว่า ตนเป็นผู้ใช้บัญชี facebook จำนวน 7 บัญชี ชื่อ&amp;nbsp; &amp;quot;สิทธิพงษ์ ทองฮุย&amp;rdquo; , &amp;ldquo;กิตติพงษ์ บางประอินทร์&amp;rdquo;, &amp;ldquo;Thapakorn kaewsri&amp;rdquo;, &amp;ldquo;อัพ มาแพนดี้&amp;rdquo;, &amp;ldquo;ฐาปกรณ์ แก้วศรี&amp;rdquo;, &amp;ldquo;Yutthana Kawirai&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;แจ็ค กี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ทำการโพสต์ข้อความหลวกลวงขายวัคซีนป้องกันโควิท 19 ตามกลุ่ม facebook สาธารณะต่างๆ จนวน 4 กลุ่ม เช่น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ลงทะเบียนวัคซีนทางเลือก ชิโนฟาร์ม&amp;rdquo; &amp;ldquo;มาฉีดวัคซีนกันเถอะ&amp;rdquo; &amp;ldquo;จองฉีดวัคซีนที่ไหนได้บ้าง? วัคซีนทางเลือกจองได้ที่ไหน?&amp;rdquo; &amp;ldquo;วัคซีทางเลือกชิโนฟาร์ม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์&amp;rdquo; ซึ่งตนเองไม่ได้มีวัคซีนดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเงินที่ได้จากการหลอกลวง ตนเองนำไปใช้เล่นเกมออนไลน์ และใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งการกระทำดังกล่าว ได้เริ่มกระทำผิดในครั้งนี้มาเป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน&amp;nbsp;พร้อมสามารถตรวจยึดของกลาง โทรศัพท์ มือถือ 1 เครื่อง (2 ซิม) และ เงินสด จำนวน 8,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ต้องหา ทำที่หลอกขายวัคซีนทางเลือก เช่น โมเดอร์น่า ซิโนฟาร์ม ในราคา 3,300 บาทจากการแอบอ้างว่ามีสิทธิ์ จากการจองซื้อวัคซีนทางเลือก กับทางโรงพยาบาลเอกชน แล้วมีสิทธิ์เหลือ จึงนำมาจำหน่ายให้กับผู้เสียหายที่สนใจหลงเชื่อ&amp;nbsp;ซึ่งพบว่ามีผู้เสียหายหลายราย กว่า 50 คน บางรายถูกหลอกจ่ายเงินมัดจำและบางรายจ่ายด้วยเงินเต็มจำนวน มูลค่าความเสียหายกว่า 200,000 บาท ซึ่งจะนำข้อมูลทางการเงินมาขยายผลโดยละเอียด เนื่องจากผู้เสียหายบางรายอาจมองว่าเป็นเงินจำนวนน้อย จึงไม่ได้ติดตาม แต่หากมีจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกหลายราย เป็นการฉ้อโกงประชาชน ก็จะมีมูลค่าความเสียหายที่สูง ซึ่งจะใช้นำไปประกอบการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเบื้องต้น จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า นายฐาปกรณ์ พึ่งได้รับการพ้นโทษจำคุก ในข้อหา ฉ้อโกงหลวงลวงขายสินค้าออนไลน์ มาเมื่อเดือนกันยายน ปี 2563 โดยศาลมีคำพิพากษา ลงโทษจำคุก 3 ปี รับสารภาพเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน จึงแจ้งข้อกล่าวและดำเนินคดี ในความผิดฐาน &amp;quot;ฉ้อโกงประชาชน ป.อาญา ม.343&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14(1)&amp;quot; พร้อมนำตัว ผู้ต้องหาและของกลาง ส่ง พนักงานสอบสวน สภ.โชคชัย จว.นครราชสีมา ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ขอประชาสัมพันธ์ ไปยังพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังมิจฉาชีพ ที่แฝงตัวมาในโลกออนไลน์ โดยยึดหลัก &amp;ldquo;คิดก่อน เช็คก่อน&amp;rdquo; เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ รวมทั้ง ขอให้รับฟังข้อมูลข่าวสารจากทางราชการและจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ โดยใช้ดุลยพินิจและวิจารณญาณในการรับฟัง ข้อมูลข่าวสารทางช่องทางต่างๆ หากพบเห็นเบาะแส การกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1441 ได้ในวัน เวลาราชการ และหมายเลขโทรศัพท์ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112201</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฉ้อโกง, มิจฉาชีพ, หลอกขายวัคซีน, หลอกขายสินค้าออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a4cd060eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
