<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 23:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ ต้อนรับนายกเยือนศูนย์การผลิตฯ แหลมฉบัง ตอกย้ำความร่วมมือรัฐ กระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน คุณสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน และคุณภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและรับฟังการรายงานผลความคืบหน้าโครงการ Factory Sandbox พร้อมเยี่ยมเดินชมกิจกรรมการฉีดวัคซีนกลุ่มพนักงาน ณ ศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยมี มร. โมะริคาซุ ชกกิ&amp;nbsp;ประธานคณะกรรมการบริษัท&amp;nbsp;มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เข้าร่วมโครงการ Factory Sandbox บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานและโรงพยาบาลวิภาราม ณ ศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตพนักงาน รวมถึงการมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการลดทอนปัญหาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โมะริคาซุ ชกกิ ประธานคณะกรรมการบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เรารู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมคณะ ได้เข้ามาตรวจเยี่ยมและเป็นสักขีพยาน ในการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานของเราภายใต้โครงการ Factory Sandbox ซึ่งโครงการนี้ เป็นมาตรการของรัฐที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและลดโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 ให้แก่พนักงาน ครอบครัวของพนักงาน และชุมชนโดยรอบ การช่วยเหลือชุมชนและสังคมให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของเรา ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองของสังคมไทย โดยโครงการ Factory Sandbox ช่วยให้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้มีแนวทางการปฏิบัติและมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดภายในโรงงานของเราอย่าง &amp;lsquo;เคร่งครัด&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ต่อเนื่อง&amp;rsquo; ไม่ว่าจะเป็น นโยบายการ Work From Home การสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล การล้างมือ รวมถึงการใช้แบบฟอร์มในการคัดกรองหรือ Online Screening และการตรวจ ATK เชิงรุกภายในสถานประกอบการ เพื่อตรวจคัดกรองภายในองค์กรเป็นประจำทุกวัน ตลอดจนจัดสรรการฉีดวัคซีนแบบกลุ่ม ให้แก่พนักงานของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขอบข่ายความร่วมมือภายใต้โครงการ Factory Sandbox กระทรวงแรงงานจะเป็นผู้ดำเนินการสำรวจและประเมินมาตรการการปฏิบัติตามแนวทางของโครงการฯ ของศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่แหลมฉบัง พร้อมรายงานผลการตรวจต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ในขณะที่โรงพยาบาลวิภารามจะดำเนินการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ให้พนักงานทั้งหมดภายในศูนย์การผลิตฯ รวมถึงคัดแยกผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาตามเกณฑ์กลุ่มสีและดำเนินการฉีดวัคซีนแก่พนักงานทุกคนที่ตรวจไม่พบเชื้อ โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะให้ความร่วมมือผ่านการจัดหาสถานที่กักตัวพนักงานที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูง ตลอดจนดำเนินการตามมาตรการและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัด นับตั้งแต่การตรวจ รักษา ดูแล และควบคุม สำหรับโปรแกรมการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย รวมถึงพนักงานของบริษัท ซัพพลายเออร์ที่ทำงานในพื้นที่ของศูนย์การผลิตฯ จะมีการดำเนินการทั้งในส่วนภายใต้ข้อตกลงของโครงการ Factory Sandbox ที่วางเป้าหมายให้มีการฉีดวัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ให้แก่พนักงานที่มีคุณสมบัติครบตามกำหนด รวมกว่า 1,900 คน และในส่วนของบริษัทฯ เอง ที่มีการจัดหาวัคซีนสำหรับพนักงานจากช่องทางต่างๆ ซึ่งด้วยการสนับสนุนของโครงการ Factory Sandbox ทำให้บริษัทฯ จะสามารถบรรลุเป้าหมายของการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานทุกคนจนครบ 2 เข็ม ภายในสิ้นปี 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์การผลิตมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่นทั่วโลก ประกอบด้วยโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง และโรงงานผลิตเครื่องยนต์ 1 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 424,000 คันต่อปี สร้างการจ้างงานมากกว่า 6,200 ตำแหน่ง รวมถึงแรงงานในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์อีกกว่า 400,000 คน อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์ที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไทยเป็นรายแรก และถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทฯ มียอดการส่งออกรถยนต์สะสมแล้วมากกว่า 4.4 ล้านคัน (ตั้งแต่ปี 2531-2564) เพื่อการส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกกว่า 120 ประเทศ โดยศูนย์การผลิตแห่งนี้ ยังเป็นศูนย์การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในสายการผลิตรถยนต์ โดยติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาโรงงานที่มีกำลังการผลิตถึง 5 เมกะวัตต์ พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง&amp;nbsp;
 มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ซึ่งเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดสัญชาติญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ในปีนี้ ศูนย์การผลิตแหลมฉบังผลิตรถยนต์ครบ 6 ล้านคัน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยและจะยังคงเดินหน้าทำการผลิตภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาเสถียรภาพการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ท้าทายต่างๆ และร่วมเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่สร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117228</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, มิตซูบิชิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_61476aa0211cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 23:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ ดัดแปลง ไทรทัน สนับสนุนภารกิจ เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สนับสนุนรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน จำนวน 3 คัน เพื่อร่วมภารกิจเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อเข้ารับการรักษาตัวที่ฮอสพิเทลและโรงพยาบาลทั่วประเทศ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรถกระบะดังกล่าว ได้ถูกดัดแปลงและติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น พร้อมระบบป้องกันเชื้อโรค&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยสามารถรองรับผู้โดยสารรวมถึงคนขับได้สูงสุดถึง 12 ที่นั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ทั้ง 3 คัน ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นรถสำหรับใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยในกรณีไม่ฉุกเฉิน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการช่วยเหลือสังคมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อการสนับสนุนโครงการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;เรื่องเล่าเช้านี้ ช่วยผู้ประสบภัยโควิด-19&amp;rsquo; ซึ่งริเริ่มโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าว&amp;nbsp; ชื่อดังและผู้ก่อตั้งรายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ โดยจับมือกับพันธมิตรในเพจเฟซบุ๊ก อาทิ เพจ &amp;lsquo;เราต้องรอด&amp;rsquo; &amp;lsquo;อีจัน&amp;rsquo; และเพจ &amp;lsquo;เส้นด้าย&amp;rsquo; เพื่อช่วยประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้เข้าสู่กระบวนการรักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงดำเนินต่อไป เราตระหนักดีถึงความยากลำบากและความท้าทายที่เกิดขึ้น&amp;nbsp; มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยืนหยัดอยู่เคียงข้างประเทศไทยมานานกว่า 60 ปี และเราจะร่วมกันเดินหน้าสู้กับไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ อย่างไม่หยุดยั้ง ผ่านการสนับสนุนและการมอบความช่วยเหลือหลากหลายด้าน ซึ่งก่อนหน้านี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราได้บริจาคหน้ากากอนามัย N95 น้ำดื่ม กระดาษลังเพื่อใช้ประกอบเตียงสนาม อุปกรณ์ทางการแพทย์&amp;nbsp; และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้แก่โรงพยาบาลหลายแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถกระบะที่ถูกดัดแปลง คือ มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นตอนเดียว ขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อภารกิจการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไวรัส&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โควิด-19 ครั้งนี้ ได้รับการติดตั้งระบบป้องกันเชื้อโรค 4 ชั้น ท่อออกซิเจนมาตรฐานทางการแพทย์ และอุปกรณ์การแพทย์พื้นฐานอื่น ๆ ส่วนท้ายกระบะได้ถูกดัดแปลงเป็นห้องโดยสาร มีการติดตั้งเบาะนั่งที่รองรับสรีระอย่างเป็นธรรมชาติทั้งสองฝั่ง สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 10 คน ห้องโดยสารส่วนท้ายกระบะถูกติดตั้งอยู่บนโครงรถ (Chassis) ด้านหลังห้องโดยสารผู้ขับขี่ ทำจากเหล็กกล้า และอลูมิเนียมเกรดพิเศษที่มีความแข็งแรง ปลอดภัย ทนทานต่อแรงกระแทก ด้วยกลไกระบบป้องกันเชื้อโรค 4 ชั้น ที่นอกจากจะมีการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ HEPA เครื่องผลิตโอโซน หลอดไฟฆ่าเชื้อด้วยรังสียูวีซี แล้ว ยังมีการออกแบบผนังและเพดานของห้องโดยสารที่สร้างจากพลาสติกเสริมความแข็งแรงด้วยไฟเบอร์ที่ป้องกันแบคทีเรียตามมาตรฐาน ISO 22196 และ JIS Z 2801 พื้นผิวผ่านการทดสอบการปกป้อง และได้รับรองประสิทธิภาพสูงสุด มีอายุใช้งานอย่างน้อย 55 ปี ภายในห้องโดยสารเพียบพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานทางการแพทย์ อาทิ อุปกรณ์ช่วยหายใจ เครื่องวัดความดันโลหิตพร้อมเครื่องช่วยฟัง และถังออกซิเจน พร้อมกันนี้ การไหลเวียนอากาศระหว่างห้องผู้ขับขี่ส่วนหน้าและห้องผู้โดยสารส่วนท้ายถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งรถกระบะดัดแปลงทั้ง 3 คัน ดังกล่าว มีมูลค่ารวมจากการดัดแปลง พร้อมติดตั้งอุปกรณ์&amp;nbsp; ทางการแพทย์และระบบป้องกันเชื้อโรคกว่า 3.7 ล้านบาท โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการส่งมอบรถกระบะดัดแปลงทั้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;3 คัน ดังกล่าว ให้แก่ นายสรยุทธ นำโดย นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานขาย บริการหลังการขาย และการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย ในฐานะตัวแทนของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหาร จากบริษัทฯ อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการสนับสนุนจัดหารถเพื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมอบบัตรเติมน้ำมัน เพื่อสนันสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับรถยนต์เพื่อการขนส่งผู้ป่วย ซึ่งก่อนหน้านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทย ได้ส่งรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน จำนวน 2 คัน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานรายวันเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ป่วยโควิด-19&amp;nbsp; มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะยังคงยึดมั่นในปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม &amp;ldquo;สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย&amp;rdquo; ด้วยการสนับสนุนกิจกรรมด้านสาธารณสุขแก่ประเทศไทย โดยจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้การสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ร่วมด้วย ช่วยไทย&amp;rdquo; เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยที่จะต่อสู้และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115359</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, มิตซูบิชิ, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20210901/image_mid_612fac96c5adf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 22:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ มอบทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแบบนิวนอร์มอล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ &amp;nbsp;จัดพิธีมอบทุนการศึกษาในโครงการ &amp;ldquo;MMTh VTECH Scholarship Program 2021&amp;rdquo; ให้กับ 5 นักศึกษา จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเทคโนโลยียานยนต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา โดยมี รศ.ดร. ธีร เจียศิริพงษ์กุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ คณาจารย์ และผู้บริหารจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีในพิธีมอบทุนการศึกษาแบบนิวนอร์มอล โดยนักศึกษาจะได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องจำนวน &amp;nbsp;2 ปี พร้อมโอกาสในการฝึกงานและเข้าร่วมเป็นพนักงานประจำกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ผู้ผลิตรถยนต์ ชั้นนำระดับโลก ตั้งเป้าสร้าง &amp;ldquo;บัณฑิตพันธุ์ใหม่&amp;rdquo; ด้านวิศวกรรมยานยนต์ เพื่อการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสนับสนุนการดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อตอบแทนคืนสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาในโครงการ &amp;ldquo;MMTh VTECH Scholarship Program 2021&amp;rdquo; ผ่านช่องทางการประชุมออนไลน์ ให้กับนักศึกษาระดับชั้นอุดมศึกษา โดยเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ที่ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสทางการศึกษาให้นักศึกษาในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาในต่างจังหวัดด้วย โครงการดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในโครงการด้านการศึกษา ภายใต้ปณิธานด้านความรับผิดชอบ ต่อสังคม &amp;ldquo;สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย&amp;rdquo; และเนื่องในโอกาสที่ &amp;nbsp;มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ดำเนินธุรกิจครบ 60 ปี ในประเทศไทยในปีนี้ เราได้มีการจัดตั้ง &amp;ldquo;มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย&amp;rdquo; ขึ้นในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินโครงการ เพื่อสังคมใน 3 ด้านหลักสำคัญ ได้แก่ 1) สิ่งแวดล้อม 2) สุขภาพและชีวอนามัย 3) การศึกษาและจริยธรรม โดยที่ผ่านมาได้มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน เพื่อมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีผลการเรียนดีเด่น โดยร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โครงการปลูกป่า 60 ไร่ รวมถึงการมอบเครื่อง &amp;nbsp; ช่วยหายใจ เครื่องอบฆ่าเชื้อ UV-C ชุดอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ หน้ากากอนามัย N95 น้ำดื่ม และลังกระดาษเพื่อนำไปสร้างเป็นเตียงสนามกระดาษ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การศึกษา&amp;rdquo; เป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาคน อันนำไปสู่การพัฒนาประเทศ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เยาวชนไทย โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ก่อตั้งโครงการทุนการศึกษานี้ขึ้นมา เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา ที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี โดยบริษัทฯ จะให้การสนับสนุนทุนการศึกษาตลอดระยะเวลา 2 ปี โดยในปีนี้มีนักศึกษาจำนวน 5 คน ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและได้รับทุนการศึกษาจากโครงการนี้ ทั้งนี้นักศึกษาที่ได้รับทุนจะได้มีโอกาสเข้ามาฝึกงานเพื่อเรียนรู้และปฏิบัติงานจริงร่วมกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ชั้นนำระดับโลกที่มีเทคโนโลยีการออกแบบและการผลิตรถยนต์ที่ล้ำสมัย และภายหลังจบการศึกษานักศึกษาทุกคนจะได้เข้าเป็นพนักงานประจำทำงานร่วมกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทันที ซึ่งถือเป็นการมอบอาชีพที่มั่นคงให้แก่เยาวชน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันพัฒนาเยาวชนไทยให้มีคุณภาพ และพร้อมที่จะเป็นกำลังที่สำคัญในการช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศให้เกิดความก้าวหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ MMTh VTECH Scholarship Program 2021 เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง &amp;nbsp; ความร่วมมือ (MOU) ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา เพื่อมอบโอกาสในการศึกษาด้วยการสนับสนุนทุนการศึกษาเต็มจำนวนในชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 แก่นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่นในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเทคโนโลยียานยนต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งโครงการนี้ยังสนับสนุนให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริงด้วยการเรียนรู้แบบบูรณาการจากการทำงาน (Work Integrated Learning&amp;ndash;WIL) โดยนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจะได้เข้าร่วมฝึกงานและเป็นพนักงานประจำทำงานที่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ณ ศูนย์การผลิตแหลมฉบัง สอดคล้องกับโครงการสร้าง &amp;ldquo;บัณฑิตพันธุ์ใหม่&amp;rdquo; และกำลังคนที่มีสมรรถนะ เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย ซึ่งหลังจากที่นักศึกษาเรียนจบแล้วต้องสามารถทำงานได้ โดยมีทั้งความรู้ ทักษะ สมรรถนะอย่างสูง โดยมีนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและได้รับทุนการศึกษาจำนวน 5 คน ได้แก่ 1. นางสาวปิยธิดา บุญมาไสว &amp;nbsp;2. นายกรวิชญ์ สิงห์แก้ว 3. นายเมธานนท์&amp;nbsp;วัฒนภิรมย์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. นายจิรพัฒน์ วัดไพรุณ และ 5. นายดรัณภพ สัณห์วิญญู&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113772</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, มิตซูบิชิ, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611d082294325.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110644</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 23:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 22:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ ลงนามเอ็มโอยูกับอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ ศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ เพื่อการพาณิชย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกับบริษัท อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicles หรือ BEV) ในประเทศไทย มุ่งทำความเข้าใจ &amp;nbsp; แนวทางการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ เพื่อการพาณิชย์ และทำการศึกษาข้อมูลจากการใช้งานจริงโดยอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ ภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะจัดส่งรถยนต์ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ เพื่อการพาณิชย์ จำนวน 1 คัน ให้แก่ อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์สำหรับใช้ในการดำเนินธุรกิจการขนส่งสินค้าเป็นเวลา 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในแผนดำเนินงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่จะพัฒนายนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าให้ครอบคลุมการใช้งานทั้งในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและเพื่อการพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายส่งเสริม ให้ผู้ใช้รถยนต์ชาวไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และศึกษาโอกาสที่จะขยายต่อไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทย ขณะเดียวกัน แผนงานการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจโลจิสติคส์ ของอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมและแนวคิดการลดต้นทุนการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ อีเทอร์นิตี้ แกรนด์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โลจิสติคส์ จัดตั้งและถือครองโดยบริษัท ฮิตาชิ ทรานสปอร์ต ซิสเต็มส์ กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทชั้นนำ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ให้บริการโลจิสติคส์ทั่วโลกแบบ &amp;lsquo;ครบวงจร&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น &amp;nbsp; ได้จัดส่งรถ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ประมาณ 9,000 คัน ให้กับบริษัทขนส่งต่างๆ บริษัท &amp;nbsp; ค้าปลีก และหน่วยงานรัฐ ในประเทศญี่ปุ่น &amp;nbsp; และยังจัดส่งอีก 1,500 คัน เพื่อเป็นรถยนต์&amp;nbsp; ที่ใช้ในกรมไปรษณีย์ของญี่ปุ่นอีกด้วย จากนี้ เราจะเดินหน้าศึกษาถึงแนวทางที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในการใช้ยนตรกรรมไฟฟ้า ควบคู่กันไปกับการขยายสถานีชาร์จไฟและการสนับสนุน &amp;nbsp; จากรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง โครงการศึกษานำร่องครั้งนี้ ทำให้เราได้มีโอกาสศึกษาความเป็นไปได้ &amp;nbsp; ของการปรับใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อการพาณิชย์ สานต่อให้เกิดการสนับสนุนและการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายสำหรับประเทศไทยในอนาคต โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการใหม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านสิ่งแวดล้อม (The New Environmental Plan Package) ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่มีการกำหนดขอบข่ายของสังคมในอนาคตและทิศทางโครงการริเริ่มต่างๆ สู่เป้าหมายในปี 2593 &amp;nbsp; &amp;nbsp; และยังเป็นการสนับสนุนแผนริเริ่มส่งเสริมยนตรกรรมไฟฟ้าของรัฐบาลไทย ทั้งนี้ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนปฏิบัติการใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ก็คือ การเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 50% จากยอดจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั้งหมดทั่วโลกในปี พ.ศ. 2573&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ฮอนดะ เรียวอิชิ ประธานกรรมการ และผู้อำนวยการ บริษัท ฮิตาชิ ทรานสปอร์ต ซิสเต็มส์ (สำนักงานใหญ่) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในฐานะหนึ่งในบริษัทผู้นำในอุตสาหกรรมโลจิสติคส์ เรามีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะเดียวกัน ก็พิจารณาถึงวิธีการการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานไปพร้อมๆ กันด้วย เรามีความภาคภูมิใจที่ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับหนึ่งในบริษัทรถยนต์ชั้นนำ เพื่อส่งเสริมแนวคิดริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมของเรา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและศักยภาพ &amp;nbsp; ที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย โครงการศึกษาครั้งนี้จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการปฏิบัติงานของเราในอนาคต สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นบรรษัทพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นผู้นำในการสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จะใช้มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ในการปฏิบัติงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าทุกวันเป็นเวลา 1 ปี รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังกล่าว เป็นรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับด้านสมรรถนะการขับขี่และการบรรทุกสินค้า ตอบรับการขับขี่ที่เงียบสงบ ประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อรองรับการบรรทุกสินค้าที่หลากหลาย มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ได้ถูกออกแบบให้สามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุด 350 กก. พร้อมผู้โดยสาร 2 คน พื้นที่เก็บสัมภาระเมื่อพับเบาะผู้โดยสารลงมีความยาว 2,685 มม. และประตูแบบสไลด์ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้า รถยนต์รุ่นนี้รองรับการชาร์จไฟแบบเร็วด้วยหัวชาร์จ CHAdeMO สามารถชาร์จไฟได้สูงสุด 80 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 35 นาที หรือด้วยการชาร์จไฟแบบปกติจนเต็มแบตเตอรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ใช้เวลา 7 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีระบบคืนพลังงานขณะเบรก ที่จะช่วยแปลงพลังงานจากการเบรกเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ขณะขับขี่มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ยังสามารถเป็นแหล่งพลังงาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ระบบนิเวศพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต หรือ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ (Dendo Drive House) เหมือนกับ มิตซูบิชิ &amp;nbsp; เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการศึกษานำร่องร่วมกับอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จะช่วยขับเคลื่อนแผนงานพัฒนายนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเปิดตัวมิตซูบิชิ&amp;nbsp; &amp;nbsp; เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ผลิตและเปิดตัวในประเทศไทย เมื่อปลายปี 2563 รถยนต์&amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่นดังกล่าว เป็นรถเอสยูวี ปลั๊กอินไฮบริดที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก และเป็นยนตรกรรมที่ผสมผสาน&amp;nbsp; ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปล่อยมลพิษในระดับต่ำจนถึงศูนย์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; และช่วยคลายความกังวลด้านระยะทางการขับขี่ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกับรถยนต์เอสยูวีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กับสถานการณ์ความพร้อมและความสะดวกสบายด้านโครงสร้างพื้นฐานของการชาร์จไฟฟ้าในปัจจุบัน มียอดขายรวมทั้งหมดจนถึงเดือนพฤษภาคม 2564 ของรถเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นนี้อยู่ที่ 283,038 คัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110644</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, มิตซูบิชิ, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f8436b96778.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 22:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ เปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในกรุงเทพอย่างต่อเนื่อง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยกระดับความเชื่อมั่นของลูกค้าในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้นด้วยการเปิดโชว์รูมรถยนต์ มิตซูบิชิ แห่งใหม่ภายใต้ชื่อ มิตซู นที ราชพฤกษ์ ดำเนินงานโดย บริษัท นที ออโตโมบิล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่บนถนนราชพฤกษ์ เขตภาษีเจริญ พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่ต้องการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ มิตซู นที ราชพฤกษ์ เข้าสู่เครือข่ายผู้จำหน่ายของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยในปีที่ผ่านมาเรามีเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 240 แห่ง ทั้งนี้เรายังคงมุ่งมั่นสร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วยการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งมอบยานยนต์คุณภาพและการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิตซู นที ราชพฤกษ์ มีพื้นที่กว้างขวางขนาด 3 ไร่ สามารถจัดแสดงรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่างๆ ได้มากถึง 5 คัน มีพื้นที่สำหรับให้บริการซ่อมบำรุงพร้อมอุปกรณ์ที่ครบครันมากถึง 14 ช่องซ่อม และยังสามารถให้บริการซ่อมสีและตัวถังแก่ลูกค้าได้อีกด้วย โชว์รูมแห่งใหม่นี้ยังมีพนักงานที่พร้อมให้บริการลูกค้าในด้านต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 150 ท่าน ที่ได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานและพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าเพื่อมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มุ่งมั่นยกระดับการให้บริการเพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า พร้อมความสะดวกสบายในการให้บริการแบบ &amp;lsquo;วันสต็อปเซอร์วิส&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ มิตซู นที ราชพฤกษ์ ยังได้ร่วมฉลองการครบรอบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ด้วยแคมเปญพิเศษ &amp;lsquo;มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ฉลอง 60 ปี แจก 60 ล้าน&amp;rsquo; เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ได้ให้ความไว้วางใจเลือกซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ &amp;ndash; 31 ธันวาคม 2564 เพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 60 บาท มูลค่า 1,638,000 บาท จำนวน 6 รางวัล และของรางวัลอื่นๆ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 6 บาท จำนวน 60 รางวัล ทีวี SAMSUNG รุ่น QLED Smart 4K 65 นิ้ว จำนวน 400 รางวัล และ โทรศัพท์มือถือ iPhone 12 64GB จำนวน 800 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท มิตซู นที ราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ 208 ถนนราชพฤกษ์ แขวงบางจาก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160 โทร. 0-2457-2288&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107299</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, มิตซูบิชิ, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d207ed35288.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 00:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยานยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด เพื่อการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามรายงานสภาพภูมิอากาศโลกขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2563 ที่ผ่านมา มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าค่าเฉลี่ยของระดับที่ปลอดภัยประมาณ 1.2 องศาเซลเซียส โดยตัวเลขดังกล่าวหมายถึง &amp;lsquo;ระดับที่ใกล้อันตราย&amp;rsquo; ที่ต้องไม่สูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้กำหนดไว้ เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาหกปีนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา เป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ช่วงต้นของทศวรรษจนถึงปีนี้ยังถือเป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้ดำเนินการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อร่วมรณรงค์ในการลดภาวะโลกร้อนและยังมุ่งมั่นส่งเสริมการขับเคลื่อนในแบบที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ต้องการ &amp;lsquo;สร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นด้วยสมรรถนะแห่งการขับเคลื่อน&amp;rsquo; พร้อมด้วยพันธกิจด้าน &amp;lsquo;ความมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อตอบแทนสังคมในแบบที่ยั่งยืน&amp;rsquo; ด้วยเหตุผลดังกล่าว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น จึงได้กำหนดแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางในการสร้างสรรค์สังคมให้ดียิ่งขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ยังได้คำนึงถึงการประเมินวัฏจักรของยานยนต์ (Life Cycle Assessment หรือ LCA) ที่พิจารณาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนของขั้นตอนการผลิตรถยนต์ โดยการพิจารณาจะเริ่มตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนของรถยนต์ หรือ รถยนต์ทั้งคัน ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบสำหรับขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วน การผลิตรถยนต์ การประกอบรถยนต์ การขับขี่ การผลิตเชื้อเพลิง และการกำจัด เพื่อทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดจากกระบวนการต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการประเมินวัฏจักรของยานยนต์ดังกล่าว ถูกนำมาใช้เพื่อการพัฒนาปรับปรุงในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มีมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านกระบวนการผลิตชิ้นส่วน เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งรถยนต์รุ่นใหม่ต่างๆ โดยเปรียบเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์แบบดั้งเดิม มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี คือ ตัวอย่างสำคัญของรถยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยลงเมื่อเทียบกับรถยนต์แบบทั่วไป และยังช่วยรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษยชาติ ทั้งนี้การประเมินวัฏจักรของยานยนต์ยังได้ถูกนำไปใช้กับกระบวนการผลิตรถยนต์รุ่นปัจจุบัน เพื่อใช้ในการศึกษาถึงแนวทางการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในอนาคต รวมทั้งการปรับลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่น้อยลงตามการประเมินวัฏจักรของยานยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังเป็นรถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดที่ขายดีที่สุดในโลก ที่มีจำหน่ายแล้วกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากถึง 270,000 คัน เมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคมปี 2563 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นยานยนต์ทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบันสำหรับการขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะด้วยอุปสรรคและข้อจำกัดในด้านระยะทางการขับขี่ กอปรกับสถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงส่งผลให้การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) ยังคงมีอุปสรรคและข้อจำกัดอยู่มากมาย แม้ว่าจะปลอดจากมลภาวะทางอากาศก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังเป็นรถยนต์รุ่นแฟล็กชิพที่สำคัญและแสดงถึงความเชี่ยวชาญของ&amp;nbsp; มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งในด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ส่งผลให้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล มีความต่อเนื่องและเงียบ พร้อมอัตราการเร่งแซงที่ยอดเยี่ยมและทรงพลัง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถขับขี่ได้ทั้งในโหมดไฟฟ้า (EV) สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถเป็นรถยนต์แบบไฮบริด (HEV) สำหรับการเดินทางระยะไกล พร้อมสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ขับขี่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จไฟฟ้า มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพอากาศและทุกสภาพถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีขนาด&amp;nbsp; สูงสุดถึง 1,500 วัตต์ ด้วยการเสียบปลั๊กเข้ากับช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในตัวรถที่มีอยู่ 2 จุด เพื่อให้สามารถสัมผัสกับไลฟ์สไตล์กลางแจ้งรูปแบบใหม่ และยังสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรองเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือ กรณีที่ไฟฟ้าดับ เพราะ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เอง และยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ที่พักอาศัยด้วยเทคโนโลยีระบบพลังงานแบบ Vehicle-to-Home (V2H) ได้นานถึง 10 วัน สำหรับครัวเรือนทั่วไป โดยแบตเตอรี่ต้องถูกชาร์จไฟเต็มและมีน้ำมันเต็มถัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มีทั้งหมด 2 รุ่น และมีสีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond สีเงิน Sterling Silver และสีดำ Jet Black Mica โดยรุ่นเริ่มต้น รุ่น จีที มีราคาจำหน่ายที่ 1,640,000 บาท และรุ่น จีที&amp;nbsp; พรีเมียม มีราคาจำหน่ายที่ 1,749,000 บาท โดยทั้ง 2 รุ่น ลูกค้าสามารถมั่นใจและหมดความกังวลในด้านค่าบำรุงรักษาด้วยแพ็กเกจ วอรี่ ฟรี (worry-free) ประกอบด้วย ฟรี รับประกันแบตเตอรี่และระบบ EV ปลั๊กอินไฮบริด 10 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร ฟรี มิตซูบิชิ เซอร์วิส แพ็กเกจ 5 ปี, ฟรี ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี, ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี, ฟรี รับประกันคุณภาพพร้อมค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี และรับค่าสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อชาร์จไฟฟ้าที่บ้านรวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106085</URL_LINK>
                <HASHTAG>มิตซูบิชิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c398ddb1c70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 23:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 00:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ ร่วมใจช่วยโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จึงได้นำน้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย N95 มอบให้กับโรงพยาบาล 6 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดชลบุรี เพื่อส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อให้บุคลากรทางการแพทย์ พร้อมมอบลังกระดาษจำนวน 10 ตัน ให้กับ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) และ มูลนิธิเอสซีจี นำไปสร้างเป็นเตียงสนามกระดาษ เพื่อใช้ในโรงพยาบาลสนามและโรงพยาบาลที่ประสบปัญหาเตียงรองรับผู้ป่วยไม่เพียงพอ และมีความต้องการเตียงอย่างเร่งด่วนทั่วประเทศ ภายใต้ &amp;ldquo;โครงการมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ช่วยหมอ ต่อชีวิต สู้ภัยโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยึดมั่นในปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม &amp;ldquo;สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย&amp;rdquo; ผ่านการดำเนินโครงการเพื่อสังคมใน 3 ด้านหลักสำคัญ ได้แก่ 1) สิ่งแวดล้อม 2) สุขภาพและชีวอนามัย 3) การศึกษาและจริยธรรม โดยบริษัทฯ ได้มีการจัดตั้ง &amp;ldquo;มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย&amp;rdquo; ขึ้นในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อมุ่งมั่นดำเนินงานด้านกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย และการขับเคลื่อนพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน มีคนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวฯ จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือด้วยการส่งมอบลังกระดาษ เพื่อนำไปสร้างเป็นเตียงสนามกระดาษ ช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน รวมถึงการนำน้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย N95 ไปมอบให้โรงพยาบาล เพื่อส่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ผู้อุทิศตน เสียสละดูแลผู้ป่วยได้มีอุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพใช้ขณะทำงาน และเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี พนักงานยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย พร้อมกันนี้พวกเราชาวมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ขอส่งมอบกำลังใจให้ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้มอบลังกระดาษจำนวน 10 ตัน ให้กับ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) และ มูลนิธิเอสซีจี เพื่อนำไปสร้างเป็นเตียงสนามกระดาษที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล 100% ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ รองรับการใช้งานของสรีระของคนเอเชีย น้ำหนักเบา ประหยัดพื้นที่ในการขนส่งและการจัดเก็บ ประกอบง่ายใน 8 นาที ทั้งนี้เมื่อสร้างเตียงสนามกระดาษเสร็จเรียบร้อยแล้วจะทำการส่งมอบต่อให้กับโรงพยาบาลสนามและโรงพยาบาลในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำไปให้ผู้ป่วยโควิด-19 ใช้นอนพักรักษาตัวขณะอยู่ที่โรงพยาบาล ในขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้นำน้ำดื่มจำนวน 2,600 แพ็ค และหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 4,800 ชิ้น ไปมอบให้กับโรงพยาบาล 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลสนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลบางละมุง โรงพยาบาลแหลมฉบัง โรงพยาบาลวิภาราม แหลมฉบัง และโรงพยาบาลชลบุรี เพื่อสนับสนุนการทำงานและป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ โดยร่วมกับเครือข่าย&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้จำหน่ายในการส่งมอบเครื่องช่วยหายใจจำนวน 7 เครื่อง และชุดอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ หรือ PPE จำนวน 1,400 ชุด พร้อมด้วยหน้ากาก N95 จำนวน 4,000 ชิ้น ให้แก่ โรงพยาบาล 6 แห่ง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยยอดบริจาคส่วนหนึ่งนำมาจากการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานฯ และจากการจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ รวมถึงโครงการผลิตเครื่องอบฆ่าเชื้อ UV-C เพื่อมอบให้แก่โรงพยาบาล 4 แห่งในจังหวัดชลบุรี เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104180</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, มิตซูบิชิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60ad241a25ad2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
