<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะ1-3ก.ค.ถกงบฯปี64 ไพบูลย์นั่งปธ.สอบกู้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิป 2 ฝ่ายเคาะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบปี 64 วาระแรก 1-3 ก.ค. เริ่ม 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนครึ่ง &amp;nbsp;&amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; หืดจับนั่งประธาน กมธ.สอบงบกู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท หลังพรรคร่วมรัฐบาลจับมือฝ่ายค้านขวางดัน &amp;quot;กนก&amp;quot; แทน ทำบิ๊ก พปชร.เต้นผางล็อบบี้ก่อนโหวตลับชนะ 9 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกำหนดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 เพื่อรับหลักการวาระที่ 1 ว่า เดิมรัฐบาลมีความประสงค์จะพิจารณาวันที่ 24-25 มิ.ย. แต่สมาชิกจะมีเวลาศึกษาเอกสารเพียง 7 วันเท่านั้น แต่ด้วยเอกสารมีจำนวนมาก จึงให้แนวทางปฏิบัติไปว่าควรมีเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 10 วัน และให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหารือกับเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากรัฐบาลว่าขอเป็นวันที่ 1-2 ก.ค. &amp;nbsp;แต่หากเวลาไม่พอก็สามารถขยายออกไปได้ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การกำหนดจำนวนชั่วโมงการอภิปรายให้ทั้งสองฝ่ายบริหารกันเอง จะสะดวกกับการทำหน้าที่ของประธานที่ประชุม แต่มีจุดอ่อนกรณีสมาชิกบางคนพูดนอกประเด็นไปเยอะ ทำให้ฝ่ายค้านแจ้งขอให้ประธานในที่ประชุมช่วยเตือน รวมถึงปัญหาการอ่านเอกสาร ซึ่งบางคนก็เปลี่ยนวิธีการไปอ่านผ่านไอแพด จึงได้เตือนไปแล้วและขอให้การอภิปรายเป็นไปตามข้อบังคับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวด้วยว่า สำหรับการกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการใหม่ หลังจากจํานวน ส.ส.แต่ละพรรคการเมืองเปลี่ยนแปลงไป วันนี้มีวาระเพื่อทราบขอเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในคณะกรรมาธิการใหม่เกือบ &amp;nbsp;10 คณะ แต่ยังคงยึดไปตามสัดส่วนเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นในช่วงบ่าย มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้เเทนราษฎร มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีตัวแทนฝ่ายค้านและรัฐบาล อาทิ &amp;nbsp;นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล, นายสุทิน คลังเเสง ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้าร่วมหารือเพื่อกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ในวาระที่ 1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติจะประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 64 ในวันที่ 1-3 ก.ค. เริ่มประชุมตั้งแต่ 09.00-00.30 น. และจะมีการลงมติรับหลักการหรือไม่ในวันที่ 3 ก.ค. ทั้งนี้ การจัดสรรเวลาการประชุมนั้นฝ่ายค้านได้เวลาอภิปราย 22.50 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีได้ 22 ชั่วโมง ขณะที่ในส่วนของประธานสภาได้ 2 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันเวลา 13.30 น. มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เป็นนัดแรก มีนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุมชั่วคราว ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุด เพื่อทำหน้าที่เลือกผู้ทำหน้าที่ประธาน กมธ.อย่างเป็นทางการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่เข้าสู่วาระการประชุม ส.ส.ซีกพรรคฝ่ายค้าน อาทิ นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กับนายอดิศร เพียงเกษ กมธ.สัดส่วนเพื่อไทย และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เสนอให้ซีกรัฐบาลเสียสละให้ตัวแทนจากฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในฐานะประธาน กมธ.เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบ เพราะเป็นเงินจำนวนมากที่รัฐบาลกู้มา เพื่อสอดคล้องกับสิ่งที่ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ประกาศถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาลนิวนอร์มอล ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็นและร่วมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล &amp;nbsp;ทำให้นายสัญญา นิลสุพรรณ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ พูดตัดบทด้วยการเสนอชื่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน กมธ.ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นทำให้ที่ประชุมตึงเครียดทันที โดยมี กมธ.ยกมือเพื่อขออภิปรายจำนวนมาก นายมุข สุไลมาน รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการซีกฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานกมธ.คณะนี้ต้องเป็นผู้ที่สังคมให้การยอมรับ เพราะการใช้งบประมาณตาม พ.ร.บ.การกู้เงิน ประชาชนจับตาดูอยู่ จึงต้องให้คนที่ไว้วางใจได้ทำหน้าที่ ดังนั้นถ้าประธานไม่เป็นที่ยอมรับ ประชาชนจะร้องยี้ตั้งแต่แรก อยากให้เห็นประโยชน์ และควรเอาบุคคลที่มีความสามารถและมีปัญหาน้อยที่สุดใน 49 คนมาทำหน้าที่ประธานจะดีที่สุด โดย กมธ.สัดส่วนฝ่ายค้านและซีกพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนเห็นด้วยกับสิ่งที่นายมุขอภิปราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา อภิปรายว่า ประธาน กมธ.คณะนี้จำเป็นต้องได้คนที่มีความรู้ความสามารถ มีความอาวุโสทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ซึ่งเห็นว่าใน กมธ.นี้ &amp;nbsp;นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นผู้ที่เหมาะสม เพราะจากการฟังการอภิปรายในสภา ถือว่าเป็นผู้ที่ปรารถนาดีในการรักษางบประมาณจากภาษีของประชาชน &amp;nbsp;ถ้ารัฐบาลอยากให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นธรรมจำเป็นต้องใจกว้าง เพราะจะทำให้ตำแหน่งประธานสง่างามมากขึ้น ในฐานะที่เป็น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ก็อยากเห็น กมธ.มองที่ตัวบุคคลที่จะทำให้ภารกิจที่ได้รับเป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทำให้ กมธ.ซีกฝ่ายค้านนำโดยนายอดิศร เพียงเกษ กับนายวิสาร &amp;nbsp;เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย สนับสนุนให้นายกนกเป็นประธาน โดยเห็นว่าแม้นายไพบูลย์จะมีความสามารถแต่ไม่มีความเหมาะสม เพราะจากข่าวเห็นว่าเป็นชื่อที่ถูกเสนอมาจากรัฐบาล &amp;nbsp;การตรวจสอบงบก้อนนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ จึงขอให้นายไพบูลย์ถอนตัวแล้วให้นายกนกทำหน้าที่จะดีกว่า &amp;nbsp;เพราะเป็นที่ยอมรับ ไม่มีตำหนิ โดยนายอดิศรถึงขั้นระบุเลยว่า หากนายไพบูลย์เป็นประธานจะลาออกจาก กมธ.คณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายวิสารได้เสนอให้มีการลงคะแนนลับ หากนายกนกไม่รับการเสนอชื่อ ฝ่ายค้านจะวอล์กเอาต์ ทำให้ น.ส.พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ได้เสนอให้มีการลงคะแนนแบบเปิดเผย แต่ฝ่ายเลขานุการ กมธ.ยืนยันว่าตามข้อบังคับเมื่อมีคู่แข่งต้องลงคะแนนแบบลับ โดยทั้งนายไพบูลย์และนายกนกไม่มีใครถอนตัว ที่สุดจึงเปิดให้มีการลงคะแนนลับ โดยให้เขียนหมายเลขลงในกล่องลงคะแนนหน้าห้องประชุม โดยมี กมธ.ลงคะแนน 48 คน ขาด 1 เสียง เนื่องจาก น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ได้เข้าประชุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ระหว่างการลงคะแนนนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้เดินล็อบบี้ กมธ.พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ กมธ.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยเพื่อให้เลือกนายไพบูลย์ &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล ได้โทรศัพท์มายังนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอคุยกับนายกนกให้ถอนตัว แต่นายกนกไม่คุยด้วย จนในที่สุดผลการลงคะแนนลับปรากฏว่านายไพบูลย์ชนะ นายกนก 28 ต่อ 19 โดยไม่ลงคะแนน 1 เสียง ได้เป็นประธาน กมธ.วิสามัญ โดยใช้เวลาในการพิจารณานานเกือบ 2 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69096</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงษ์ตระหง่าน, ชวน หลีกภัย, พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์, มุข สุไลมาน, สมคิด เชื้อคง, สุชาติ ชมกลิ่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb6734a0f96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2019 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2019 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคฝ่ายค้านยันไม่ผิดมาตรา 116 โวยยุคมืด! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.62 - นายมุข สุไลมาน กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ &amp;nbsp;1 ใน 12 คน ที่ถูกกอ.รมน.แจ้งความเอาผิด กล่าวว่า สิ่งที่พวกเราพูด ไม่ได้อยู่ในมาตรา 116 ไม่ส่งผลกระทบอะไร และไม่ได้ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยจะต้องเปิดกว้าง ในการแสดงความคิดเห็น แต่ถ้าประเทศไทยปิดกั้น ประเทศก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ แต่ถ้าผิด ยินดีรับดำเนินตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมุข กล่าวว่าสำหรับเรื่องนี้จริงแล้ว ตนเรียนทางด้านกฎหมาย &amp;nbsp;และรู้ว่าบนเวทีนั้นพูดแล้วเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือ ซึ่งอยู่ในส่วนที่สามารถจะแสดงความคิดเห็นได้ โดยเฉพาะสภาวะปัจจุบันของระบอบประชาธิปไตย ที่จะต้องให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของคน การกล่าวโทษ ว่าผิดกฎหมาย มาตรา 116 &amp;nbsp;ถือว่าเป็นความผิดที่สาหัส ถึงขั้นประหารชีวิต หรือติดคุกตลอดชีวิต &amp;nbsp; แสดงว่าในประเทศไทยไม่มีใครสามารถที่จะแสดงออกอะไรเลย กลายเป็นยุดมืดที่อยู่ภายใต้ครอบงำ &amp;nbsp;ของอำนาจที่เกินกว่าเหตุ แล้วความหวังของประเทศไทยที่จะให้สังคมยอมรับเป็นไปไม่ได้ &amp;nbsp; บ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าไม่ได้ มีแต่จะถอยหลัง ถ้าอยู่อย่างนี้นานๆ บ้านเมืองก็จะยิ่งแย่ ประชาชนก็ลำบาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าลืมว่า ณ วันนี้ เราไม่ได้อยู่ในแบบสมัยโบราณ วันนี้ทั่วประเทศเปิดกว้าง ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆมันหลีกเลียงไม่ได้ ถ้าสังคมโลกไม่ยอมรับแล้ว สมมุติว่า เสมือนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเชื่อถือไม่ได้ หรืออำนาจรัฐมากดขี่ประชาชน ไม่สามารถแสดงออกได้ เชื่อว่า ประเทศไทยจะอยู่ประเทศชาติต่างๆไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องนี้ เชื่อในความเป็นธรรมที่มีอยู่ และรู้ว่าไม่ได้อยู่ในกรอบของมาตรา116 ก็ไม่ได้กังวลอะไร แต่ถ้าสิ่งที่เราทำถือว่าเป็นความผิด เราก็ยินดีรับ แต่ จะส่งผลให้เกิดความเชื่อว่า สังคมในประเทศยังอยู่ภายใต้อำนาจมืด&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47359</URL_LINK>
                <HASHTAG>7พรรคฝ่ายค้าน, ฝ่ายค้าน, มุข สุไลมาน, รัฐธรรมนูญ, แก้มาตรา1, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d98006d7c658.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
