<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มุมมองนักการทูตกับ  สัมพันธ์ไทย-จีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;วันนี้ตรงกับวันชาติจีน และปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะครบ 70 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันก่อน คุณวิบูลย์ คูสกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำจีน ได้นำเสนอแง่คิดในการสัมมนาพิเศษว่าด้วยความสัมพันธ์ไทยกับจีน ที่มีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานที่โรงเรียนนายร้อย จปร.อย่างน่าสนใจยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมจึงขออนุญาตท่านได้นำเอา &amp;quot;แง่คิดความสัมพันธ์ไทย-จีน จากยุคเริ่มการปฏิรูปถึงปัจจุบัน: มุมมองจากประสบการณ์ของนักการทูตคนหนึ่ง&amp;quot; มาเล่าให้ผู้อ่านคอลัมน์นี้ได้รับทราบ เพราะมีรายละเอียดเบื้องหน้าเบื้องหลังที่น่าสนใจยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.มองย้อนหลัง-ยุคเริ่มการปฏิรูป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มองย้อนหลัง ผู้เขียนนับว่าโชคดีและจังหวะชีวิตลงตัวที่ได้ไปทำงานอยู่จีนถึง 5 รอบ เริ่มตั้งแต่ระดับเลขานุการสถานเอกอัครราชทูต หลังช่วงจีนเริ่มเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจได้ไม่นาน&amp;nbsp; &amp;quot;โคจร&amp;quot; ไปรอบใหญ่ ไปประจำการในหลายแห่ง จนได้กลับมาเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงกลางระหว่างนั้นยังมีโอกาสไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกงสุลใหญ่ในจีนอีก 2 แห่ง คือที่คุนหมิง และเซี่ยงไฮ้ และอีกครั้งในฐานะผู้อำนวยการใหญ่ที่ไทเป ก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น &amp;quot;แง่คิด&amp;quot; ต่างๆ ในความสัมพันธ์ไทยจีนที่จะนำเสนอ จึงมุ่งยุคหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนเป็นหลักถึงปัจจุบัน เพราะมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ของผู้เขียนโดยตรง ซึ่งอาจมีมุมมองหรือแง่คิดจากประสบการณ์หลากหลายแตกต่างกันออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้เขียนมีความเชื่อตลอดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า สิ่งที่จะผูกพันความสัมพันธ์ไทยจีนให้ยั่งยืนสืบไป นอกจากปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่นความสัมพันธ์ใกล้ชิดฉันญาติมิตร หรือขนบธรรมเนียมทางวัฒนธรรมอันคล้ายคลึงที่มักมีการกล่าวถึงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผลประโยชน์ที่จะต้องมีร่วมกันในด้านใดด้านหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ไทยจีนในยุคใหม่ที่เริ่มตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2518 เรื่อยมาจนถึงยุคเริ่มการปฏิรูปของจีน ก็ล้วนเป็นผลพวงสืบเนื่องจากความเกื้อกูลกันของความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ ต่อเนื่องตั้งแต่ยุคเปิดความสัมพันธ์ ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์สามเส้าเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีน โซเวียต และสหรัฐฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะการที่จีนเห็นว่าโซเวียตเป็นภัยคุกคามโดยตรง จนทำให้เกิดการปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในจังหวะที่สหรัฐฯ ก็ต้องการยุติสงครามเวียดนาม เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยคอมมิวนิสต์ชนะในประเทศอินโดจีน และสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากภูมิภาคตาม&amp;nbsp; &amp;quot;ลัทธินิกสัน&amp;quot; รวมทั้งปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์ภายในของแต่ละประเทศ ทำให้หลายประเทศในภูมิภาครวมทั้งไทยจำเป็นต้องปรับความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งก็เป็นความต้องการทางยุทธศาสตร์หลักของจีนที่จำเป็นต้องปรับความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของโซเวียตเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้างต้นทั้งหมด จะเห็นว่าไทยและจีนมีความสอดคล้องต้องกันของผลประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่เป็นไปอย่างลงตัวของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการบุกยึดครองกัมพูชาของเวียดนามในปี 2521-2522 ซึ่งไทยเองช่วงนั้นก็ต้องการอาศัยจีนคานอำนาจเวียดนามที่โซเวียตสนับสนุนการขยายอิทธิพลอย่างมากในกลุ่มประเทศอินโดจีนและเป็นภัยคุกคามชัดเจนต่อความมั่นคงของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในความรู้สึกถึงภัยคุกคามข้างต้น ผู้เขียนจำได้ดีถึงบรรยากาศช่วงนั้นที่เป็นไปอย่างเคร่งเครียดจริงจัง สังเกตและรู้สึกได้จากการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการสอบสัมภาษณ์เข้ากระทรวงการต่างประเทศช่วงนั้น ล้วนถูกตั้งคำถามเดียวกันว่าแล้วประเทศไทยจะเป็น&amp;nbsp; &amp;quot;โดมิโน&amp;quot; ตัวถัดไปหรือไม่ หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ยึดครองทั้งสามประเทศคือ เวียดนาม ลาว และกัมพูชาในอินโดจีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำถามยังเจาะลึกตรงไปตรงมาถึงขั้นว่า แล้วเวียดนามจะบุกไทยหรือไม่หลังจากยึดครองกัมพูชา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;เหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความวิตกกังวลอย่างยิ่งของทุกภาคส่วนต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศไทยในช่วงนั้น ทำให้ไทยจีนเกิดผลประโยชน์ร่วมทางยุทธศาสตร์ที่ &amp;quot;ลงตัว&amp;quot; และเป็น &amp;quot;รูปธรรม&amp;quot; ในการร่วมผลักดันแก้ไขปัญหากัมพูชาทางการเมืองทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคีอาเซียน จนมีการถอนทหารเวียดนามออกจากกัมพูชาในที่สุดในปี 2532&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นสำคัญในความสัมพันธ์ไทยจีนที่เกี่ยวโยงควรกล่าวถึงในส่วนนี้ คือ นโยบายและหลักการสำคัญของไทยที่มีต่อสถานะคนจีนโพ้นทะเลในไทยตอนนั้น ได้กลายเป็นต้นแบบหลักปฏิบัติส่วนนี้ของจีนในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับกลุ่มประเทศอาเซียนเดิม 5 ประเทศ จึงเป็นยุคที่ประเทศไทยมีความสำคัญและอยู่บน &amp;quot;จอเรดาร์&amp;quot; ในสายตาจีนอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากด้านการเมืองและความมั่นคง ในด้านเศรษฐกิจ เพื่อนชาวจีนที่ภายหลังได้มาเป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำไทย เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังช่วงประจำการรอบแรกในจีนหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนไม่นานว่า ประเทศไทยเคยถูกมองจากผู้นำจีนในยุคกำลังตัดสินใจเปิดประเทศในเชิงเปรียบเทียบความสำเร็จและปัญหาในการพัฒนาเศรษฐกิจเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยบางประเทศที่ตอนนั้นยังล้าหลังมาก เพราะยังคงนโยบายปิดอย่างเหนียวแน่น และที่สุดผู้นำจีนให้น้ำหนักรูปแบบของไทยแม้จะมีส่วนของผลพวงปัญหาที่ต้องขบคิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะที่เราได้รับฟังหรืออ่านเจอเสมอ ส่วนมากก็มักจะเกี่ยวกับรูปแบบความสำเร็จการพัฒนาเศรษฐกิจของสิงคโปร์ที่ผู้นำอย่างเติ้ง เสี่ยวผิงต้องการนำมาประยุกต์ใช้กับจีน ซึ่งข้อเท็จจริงที่อาจจะโยงได้ในส่วนนี้คือ เติ้ง เสี่ยวผิง ได้เคยมาเยือนไทยในจังหวะที่จีนกำลังจะประกาศนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศในปี 2521 และยังได้เข้าร่วมพระราชพิธีอุปสมบทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารในขณะนั้น แน่นอนว่าใน พ.ศ.นั้น ประเทศไทยหรือกรุงเทพฯ นับว่ามีความเจริญและทันสมัยพอควรเทียบกับจีนยุคนั้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิงกับจีนยุคปัจจุบัน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (พรุ่งนี้: เรียนรู้จากหลักคิดของเติ้ง เสี่ยวผิง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46987</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, มุมมองนักการทูตกับ  สัมพันธ์ไทย-จีน, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
