<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116579</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 17:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ตามรอยพ่อฯ” จัดแคมเปญ “รวมพลังสู้โควิด-19”  ชูแนวคิด “สอน เสริม สู้ ด้วยศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น” 19 เครือข่ายทั่วประเทศ ร่วมจัดคาราวานแจกตะกร้าปันสุข น้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า และกล่องกรีนบ็อกซ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; (ตามรอยพ่อฯ) ปี 9 เปิดตัวแคมเปญ &amp;ldquo;รวมพลังสู้โควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp; นำโดย&amp;nbsp; บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย&amp;nbsp;สำรวจและผลิต จำกัด มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ&amp;nbsp; บริษัท&amp;nbsp; ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนประชาชนในการดูแลรักษาสุขภาพในช่วงวิกฤตโควิด-19&amp;nbsp;ระดมวิทยากรให้ความรู้ในการดำรงชีวิต การดูแลสุขภาพ และการใช้สมุนไพร บนเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ของโครงการตามรอยพ่อฯ พร้อมเดินหน้าจัดคาราวานแจกตะกร้าปันสุข ชุดต้มและน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า แบ่งปันผลผลิตสมุนไพรของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ และชุดดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยสีเขียวที่พักรักษาตัวที่บ้าน หรือกล่องกรีนบ็อกซ์ แก่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย สามารถดูแลพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ยักษ์แนะใช้ &amp;lsquo;5 ต.&amp;rsquo; สู้โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า &amp;ldquo;ในสถานการณ์วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ หลักการพึ่งตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและสมุนไพรพื้นบ้าน ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย ฟ้าทะลายโจร พวกเผ็ดร้อนหอมระเหยทั้งหลาย (เครื่องต้มยำ) นำมาต้มสูดดมและดื่ม คือกินอาหารเป็นยาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน โรคระบาดโควิด-19 สมัยโบราณเรียกว่าโรคห่าตำปอด หรือ โรคหวัดที่มันรุนแรงถึงขั้นลงไปถึงปอดนั่นเอง วิธีการรักษาก็คือทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ร่างกายก็จะมีระบบภูมิคุ้มกัน มีความแข็งแรง ดังนั้นอาหารเป็นยาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด นอกจากนั้น การจะรับมือกับสถานการณ์ที่วิกฤตที่สุด ต้องใช้ &amp;lsquo;ยุทธการ 5 ต.&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;lsquo;ต.ที่ 1 ตั้งสติ&amp;rsquo; นี่คือเรื่องใหญ่สุด อย่าตกใจ ต้องเตือนกันแล้วก็ตั้งสติให้ได้ ถ้ามีสติภูมิคุ้มกันจะมาเอง &amp;lsquo;ต.ที่ 2 รวมตัวกัน&amp;rsquo; ตั้งศูนย์ต่อสู้โควิดด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นของบ้านเรา ด้วยตำรับตำราที่เรามีอยู่ &amp;lsquo;ต.ที่ 3 ต้มยา&amp;rsquo; พึ่งตนเองให้ได้ สมุนไพรรอบบ้าน รวมกันมาเอามาต้ม สูดดมให้หายใจโล่ง ทั้งดมทั้งดื่มทั้งกินเข้าไป &amp;lsquo;ต.ที่ 4 ตากแดด&amp;rsquo; แดดสร้างวิตามินดี ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันหรือที่เรียกว่า Natural Killer ร่างกายจะมีนักฆ่าประจำตัวตามธรรมชาติ ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น &amp;#39;ต.ที่ 5 เต้นประกอบจอบ&amp;rsquo; คือ เต้นไปก็ถือจอบขุดดินปลูกสมุนไพรชนิดต่างๆ ไว้ในบ้านของเราไปด้วย ถ้าฉุกเฉินจำเป็นต้องกักตัวอยู่ที่บ้านจะได้มีสมุนไพรอยู่ข้างบ้านเลย ถ้าไม่มีที่ดินข้างบ้านก็ไปหากระถางมาปลูกสมุนไพรให้ได้สัก 5-6 อย่าง ก็จะสามารถพึ่งตนเองได้ในระยะที่ยังไม่มีหมอยังไม่มียา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สอน เสริม สู้ โควิด-19 ด้วยศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของแคมเปญรวมพลังสู้โควิด-19 ว่า &amp;ldquo;นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โครงการตามรอยพ่อฯ ซึ่งดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 9 ในปีนี้ ได้เดินหน้าให้ความรู้ประชาชนในการใช้ชีวิตตามแนวทางศาสตร์พระราชา เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเอง อันเป็นหัวใจสำคัญของการรับมือกับทุกวิกฤตรวมถึงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนเพิ่มมากขึ้น โครงการตามรอยพ่อฯ จึงร่วมกับเครือข่ายฯ และบริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด จัดแคมเปญ &amp;lsquo;รวมพลังสู้โควิด-19&amp;rsquo; ด้วยแนวคิด &amp;lsquo;สอน เสริม สู้ โควิด-19 ด้วยศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;rsquo; โดย &amp;lsquo;สอน&amp;rsquo; คือ การแบ่งปันความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการพึ่งพาตนเอง ทั้งการปลูกพืชผักสวนครัว การกินอาหารเป็นยา ความรู้เรื่องการใช้และแปรรูปสมุนไพร&amp;nbsp; &amp;lsquo;เสริม&amp;rsquo; คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้งทางกายและใจ ด้วยผลผลิตเพื่อป้องกันและดูแลรักษาเบื้องต้นจากเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ&amp;nbsp; และ &amp;lsquo;สู้&amp;rsquo; คือ สู้กับโควิด-19 ด้วยพลังสามัคคี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ แคมเปญ &amp;lsquo;รวมพลังสู้โควิด-19&amp;rsquo; ของโครงการตามรอยพ่อฯ ปี 9 จะดำเนินงานระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2564 เพื่อถ่ายทอดความรู้ในการดูแลสุขภาพและพึ่งพาตนเอง ตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงแบ่งปันความช่วยเหลือให้กับประชาชน โดยร่วมมือกับ ศูนย์ช่วยโควิด-19 ของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ&amp;nbsp; รวม 19 แห่งทั่วประเทศจัดคาราวาน &amp;lsquo;รวมพลังสู้โควิด-19&amp;rsquo; แจกตะกร้าปันสุข ชุดต้มและน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า และกล่องกรีนบ็อกซ์ (Home Isolation Green Box) ซึ่งเป็นชุดดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยสีเขียวที่พักรักษาตัวที่บ้านจำนวน 1,000 กล่อง ตลอดจนร่วมกับอาจารย์ยักษ์และวิทยากรของมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติให้ความรู้ประชาชนในเรื่องของการดำเนินชีวิตตามแนวทางศาสตร์พระราชา และการทำผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันและดูแลรักษาตนเองเบื้องต้น บนเฟซบุ๊กของโครงการฯ (www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวถึงรายละเอียดของคาราวาน &amp;ldquo;รวมพลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; สู้โควิด-19&amp;rdquo; ว่า &amp;ldquo;มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ 19 แห่งทั่วประเทศ จะร่วมกันจัดคาราวาน &amp;lsquo;รวมพลังสู้โควิด-19&amp;rsquo; โดยจะแจกชุดอาหารเป็นยา ได้แก่ ตะกร้าปันสุข ชุดต้มและน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า ซึ่งเป็นผลผลิตของเครือข่ายฯ แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ร้องขอรวม 252 พื้นที่ ตลอดระยะเวลา 4 เดือนนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ &amp;lsquo;ตะกร้าปันสุข&amp;rsquo; จะเป็นตะกร้าที่ปลูกพืชผักสวนครัวและสมุนไพร ตะกร้าละประมาณ 5-6 ต้น เช่น กะเพรา พริก มะเขือ โหระพา ผักเป็ดญี่ปุ่น ตะไคร้ ฟ้าทะลายโจร กระชาย เป็นต้น ซึ่งผู้รับสามารถนำไปดูแลรดน้ำพรวนดินต่อ หรือนำไปลงดินแยกปลูกได้เลย ก็จะได้สมุนไพรไทยปลูกไว้ใช้ยามฉุกเฉินได้ทันที ส่วนน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า ใช้สูดดมดื่มกินเพื่อเพิ่มเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย ประกอบด้วย ลูกใต้ใบ 1 กำมือ เหง้ากระชาย 1 กำ&amp;nbsp; ขิงแก่ 2 หัว&amp;nbsp; ข่าแก่ 2-3 หัว&amp;nbsp; หอมแดง 1 กำ ตะไคร้ 1 กำ&amp;nbsp; มะนาว 1-2 ลูก มะขามเปียก 1 กำ เกลือเล็กน้อย ต้มกับน้ำสะอาด 5 ลิตร ซึ่งเราจะแจกทั้งแบบสมุนไพรสดให้ไปต้มแจกจ่ายกันเองในชุมชนและแบบต้มเป็นน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายพิเชษฐ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการไปทั่ว บริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า ว่า &amp;ldquo;สูตรน้ำ 7 นางฟ้า ค่อนข้างสมบูรณ์ในการแก้หวัด และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ข้อมูลจากแพทย์แผนไทยเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ระบุว่าลูกใต้ใบ เป็นยาแก้ไข้มาแต่โบราณ ช่วยรักษาไข้ป่า ไข้มาลาเรีย ส่วนขิง ข่า ตะไคร้ มะขามเปียก กระชาย ช่วยขับเสมหะแก้ไอ ขับถ่ายดี เกลือช่วยตัดพิษของกระชาย อย่างไรก็ดี ยาสมุนไพร ควรกินเป็นตำรับยา ไม่ควรกินเชิงเดี่ยว น้ำ 7 นางฟ้า หากดมและดื่มอย่างถูกวิธีร่วมกับยาฟ้าทะลายโจร ก็จะช่วยทำงานกันเป็นทีม เพื่อปรับธาตุในร่างกายให้สมดุล และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย น้ำ 7 นางฟ้าจึงเริ่มแพร่หลาย และเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการพยุงผู้ป่วยสีเขียว หรือผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นได้ดี โดยก่อนหน้านี้ เราได้เริ่มต้มน้ำ 7 นางฟ้า นำร่องแจก 500 ถ้วย 5 วันต่อเนื่อง แจกคนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนิน ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีว่าช่วยแก้หวัดลดไข้ได้ดี หลังจากนั้นได้ส่งสมุนไพรให้ชุมชนเพื่อนำไปต้มดื่มเสริมภูมิคุ้มกัน รวมถึงส่งน้ำ 7 นางฟ้าถึงบ้านคนป่วยที่ลงทะเบียนผ่านไลน์ธรรมธุรกิจอีกด้วย&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร กล่าวทิ้งท้ายว่า &amp;ldquo;ในวิกฤตแบบนี้จำเป็นที่ต้องเตรียมพร้อม ไม่ควรจะประมาท ต้องสามัคคีช่วยเหลือกัน การช่วยเหลือที่ดีที่สุด คือ ทำตัวเองให้แข็งแรง ต้องหาทางพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด ผมขอชักชวนให้ทุกคนลุกขึ้น จุดไฟในใจตัวเอง รวมตัวจุดไฟในชุมชนของเราขึ้นมา พึ่งตนเองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติทำได้แล้ว เราพึ่งตนเองในหลายชุมชน ปิดล้อมจนไวรัสโควิด-19 หายไปจากทั้งหมู่บ้านได้ ยืนยันว่าศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาได้ทุกวิกฤต แล้วเราจะรอดไปด้วยกันทั้งประเทศ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญ &amp;ldquo;รวมพลังสู้โควิด-19&amp;rdquo; ในโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking หรือ https://ajourneyinspiredbytheking.org&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลเสริม เครือข่ายที่เข้าร่วมแคมเปญ &amp;ldquo;รวมพลังสู้โควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลำดับ ศูนย์ช่วยโควิด-19 (คกช.) รายละเอียดงาน จำนวน&amp;nbsp;(พื้นที่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ธรรมธุรกิจ อาหารเป็นยา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; *ร้านยักษ์กับโจน สัมมากร - ชุดต้มสมุนไพร 7 นางฟ้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; *ร้านยักษ์กับโจน บรรทัดทอง - น้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า 57&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; *ฐานธรรมพระราม 9 - ตะกร้าปันสุข&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; *ฐานธรรมสันป่าตอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ศูนย์ปฏิบัติการศกพ.ฯ ดอยผาส้ม จ.เชียงใหม่ &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ศูนย์เรียนรู้ฯสวนล้อมศรีรินทร์ จ.สระบุรี &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 วัดหนองพลับ จ.สระบุรี &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 โรงเรียนบ้านโป่งเกตุ จ.สระบุรี &amp;quot; 15&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 สำนักสงฆ์ศรีสมบูรณ์ &amp;quot;&amp;nbsp; 5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาคืนป่าสัก จ.ลพบุรี &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี &amp;quot; 35&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จ.จันทบุรี &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ศูนย์เรียนรู้ฯบ้านไร่ยายลิ้ม จ.เพชรบุรี &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 กลุ่มกสิกรรมโคราช &amp;ldquo; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสุรินทร์ จ.สุรินทร์ &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติจังหวัดฉะเชิงเทรา&amp;nbsp; &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติจังหวัดบุรีรัมย์ &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติจังหวัดเลย &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติปูทะเลย์ฯ จ.อุบล &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติจังหวัดเพชรบูรณ์ &amp;quot;&amp;nbsp; 5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน จ.ชุมพร &amp;quot; 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติอันดามัน จ.ภูเก็ต &amp;quot;&amp;nbsp; 5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวม&amp;nbsp;&amp;nbsp; 252&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกี่ยวกับโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; (ตามรอยพ่อฯ) เกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ศาสนา และสื่อมวลชน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ เกิดความตระหนัก และนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินงานอย่างต่อเนื่องก้าวเข้าสู่ปีที่ 9&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116579</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล่องกรีนบ็อกซ์, การดูแลรักษาสุขภาพในช่วงวิกฤตโควิด-19, การใช้สมุนไพร, คาราวานแจกตะกร้าปันสุข, ชุดต้มและน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ตามรอยพ่อฯ, นายพิเชษฐ โตนิติวงศ์, นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ, นายไตรภพ โคตรวงษา, น้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า, บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด, บริษัท  ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน, ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, ยุทธการ 5 ต., รวมพลังสู้โควิด-19, สมาคมดินโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f27bed2742.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2019 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2019 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โคก หนอง นา โมเดลฟื้นผืนป่าบ้านฮ่าง จ.ลำปาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ภาพเขาหัวโล้นแถบภาคเหนิอ ที่คนไทยเห็นจนชินตา ผลจากการแผ่วถางป่าเพื่อปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยว การบุกรุกตัดไม้ ทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย ทำลายหน้าดินเสียหาย &amp;nbsp;ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่าประเทศไทยมีป่าต้นน้ำเหลืออยู่เพียงร้อยละ 23.01 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีป่าต้นน้ำมากที่สุด ร้อยละ 42.25 ในทางการแก้ปัญหาก็ยังไม่สามารถที่จะลงมือทำและเห็นผลได้ในทันที่ ด้วยปัจจัยหลักคือ คน เพราะผู้ครอบครองพื้นที่ ที่ยังคงใช้ผืนป่าใช้สอยเพื่อประโยชน์ส่วนตน นำไปสู่ปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ไฟป่า น้ำท่วม อีกทั้งยังส่งผลด้านสุขภาพจากการได้รับสารเคมีจากการเกษตรสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บ้านแม่ฮ่าง ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง คือหนึ่งในพื้นที่ที่มีเขาหัวโล้นถึงจะไม่มากเท่ากับพื้นที่ภาคเหนืออื่นๆ แต่ก็มีพื้นที่ป่าต้นน้ำกว่า 600ไร่ ป่าใช้สอยอีก 700 ไร่ และพื้นที่ทำกินกว่า 1 พันไร่ &amp;nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่ประชากรในพื้นที่ประมาณ 144 ครัวเรือน ปลูกพืชเชิงเดี่ยว &amp;nbsp;โดยเฉพาะข้าวโพด ดังนั้นพื้นที่ 100 ไร่ ของชาวบ้านที่เข้าร่วมในการนำแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยรูปแบบ โคก หนอง นาโมเดล มาปรับใช้เพื่อเป็นตัวอย่าง &amp;nbsp;ในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผืนป่าในไทย ในโครงการวิจัยการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยการติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ภายใต้โครงการโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปี7 &amp;nbsp;โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัดร่วมกับศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (Integrated TechnologyOperations KMITL (ITOKmitl) และภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า การทำวิจัยในโครงการครั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรได้เห็นถึงประโยชน์ของการนำศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะหัวใจของศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่นอกเหนือไปจากการออกแบบพื้นที่และการทำ โคก หนอง นา คือ การพัฒนาคนซึ่งมีกระบวนการสำคัญ 4 ข้อ คือ เปลี่ยนความคิด เรียนรู้ทักษะ ฝึกให้มีความชำนาญและจัดเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาต่อในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; สำหรับ พื้นที่บ้านแม่ฮ่าง มีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับการทำตามศาสตร์พระราชาจำนวน 10 ครัวเรือน อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;ซึ่งเดิมพื้นที่ส่วนใหญ่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพดจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่การปลูกแค่ข้าวโพดได้ทำลายสภาวะการเป็นป่าต้นน้ำ ทำให้ความสามารถในการอุ้มน้ำของภูเขาก็หายไป ทำให้เวลาฝนตกก็จะซัดเอาหน้าดินซึ่งเป็นดินที่มีปุ๋ยสมบูรณ์ที่สุด ไหลลงไปจากภูเขาหัวโล้นก็จะขุ่นเป็นโคลน ตะกอนดิน กักเก็บไว้ในหนอง คลอง บึง หรือเขื่อน คิดเป็นปริมาณน้ำฝนไร่ 1 ที่ไหลลงไปยังด้านล่างจาก 2.5 -3 พันคิวบิกเมตร ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 4 พันคิวบิกเมตร ที่ทำให้เกิดการตื้นเขิน ดังนั้นแม้จะสร้างฝาย สร้างเขื่อนก็จะไม่สามารถที่จะเก็บน้ำไว้ได้ นำไปสู่ปัญหาน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เราต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่งตอนนี้มี 7 กลุ่มหลัก ที่ช่วยกันผลักดัน &amp;nbsp;คือ 1.ภาครัฐ 2.ครู ที่มีโรงเรียนกว่า 3 หมื่นโรงเรียน และ อีก 200 มหาลัย ที่จะต้องทำงานวิจัยเกี่ยวกับป่าให้มากขึ้น &amp;nbsp;และพระ ที่มีกว่า &amp;nbsp;4 หมื่นวัด นับว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการชี้นำสังคม 3. ประชาชน ที่มีบทบาทกับพื้นที่และการลงมือทำ 4. ภาคเอกชน ที่จะมีพลังร่วมสนับสนุน 5. สื่อมวลชน มูลนิธิภาคประชาสังคม เชื่ออย่างยิ่งว่าหากเกิดการร่วมมือกันไม่ถึง 10 ปี ปัญหาป่าต้นน้ำจะมีทิศทางที่ดีขึ้น&amp;rdquo; อ.ยักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล. กล่าวว่า ในการลงสำรวจพื้นที่ก่อนทำวิจัยพื้นที่ทั้ง 100 ไร่ ที่ทำตามโมเดล โคก หนอง นา มีชาวบ้านเข้าร่วม 14 ราย &amp;nbsp;ซึ่งเดิมบ้านแม่ฮ่างมีสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น ดินเสื่อมสภาพ &amp;nbsp;แข็งจากการใช้สารเคมีมานาน เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ หน้าดินถูกทำลาย กักเก็บน้ำได้ไม่เกิน 10% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ ส่วนรายรับชาวบ้านจากการขายข้าวโพดอย่างเดียวไม่แน่นอน &amp;nbsp;เช่น มีรายได้จากข้าวโพดปีละ 30,000 บาท และมีรายจ่ายเรื่องสารเคมี ซึ่งรายได้ ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่&amp;nbsp;ที่สำคัญคือ ชาวบ้านขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการดิน น้ำ ป่า ตามแนวทางศาสตร์พระราชา &amp;nbsp; แต่หลังจากเริ่มทำการวิจัยกว่า 3 ปี จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp; ทั้งในเรื่องของดิน พบมีแร่ธาตุ NPK จากสารเคมีลดลง พันธุ์ไม้ และสัตว์หน้าดินเพิ่มขึ้น ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ อุ้มน้ำได้ดี &amp;nbsp;ในส่วนของน้ำ ในพื้นที่วิจัยไม่ตรวจพบสารเคมีตกค้าง สามารถเก็บน้ำใต้ดินโดยเฉลี่ยได้ถึง 45% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ ส่วนที่เหลือจะเก็บในหนอง นา &amp;nbsp;และคลองไส้ไก่ หรือน้ำบนดิน ซึ่งสามารถเก็บได้เกิน 100% ทุกแปลง ด้วยการจัดการน้ำด้วยหลุมขนมครก ในรูปแบบ โคก หนอง นา มีการเน้นการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ครอบคลุมการปลูกต้นไม้ 5 ระดับ คือ สูง กลาง เตี้ย เรี่ยดิน และหัวใต้ดิน รายได้จากการปลูกพืช และการเป็นวิทยากร ลดค่าใช้สารเคมีได้มาก ที่สำคัญคือ คน ที่มีความเข้าใจถึงความสำคัญและสัมพันธ์กันของ ดิน น้ำ ป่า เลิกเผาป่า กลายเป็นจิตอาสา และสามารถต่อยอดเป็นวิทยากร ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการวิจัยสามารถให้ความรู้แก่ผู้อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อย่างในพื้นที่ของ นายประวีณ ศิราไพบูลย์พร หรือ ติ่ง ที่มีพื้นที่ 48 ไร่ และได้นำพื้นที่เข้าทดลองเพื่อเป็นตัวอย่างโครงการฯ 10 ไร่ และขยาย เพิ่มอีกประมาณ 11 ไร่ ซึ่งในพื้นที่ที่เหลือก็ยังคงปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งติ่งมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำตามแนวศาสตร์พระราชาอย่างมาก ทั้งเป็นผู้นำโคก หนอง นา โมเดล มาออกแบบในพื้นที่ตนเอง ในปีแรกดินในพื้นที่ก็เริ่มมีการฟื้นฟู &amp;nbsp;ต้นไม้ต่างๆเริ่มเจริญงอกงาม ทำให้เขามีโอกาสที่จะทำการขยายไปยังพื้นที่ที่เหลือ และยังเป็นวิทยากรแนะนำให้กับพื้นที่อื่นๆได้ดีอีกด้วย ซึ่งในอนาคตหากผลการวิจัยนี้สมบูรณ์ก็จะมีการนำไปต่อยอดเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัย และผลักดันให้เกิดการลงมือทำอย่างจริงจังต่อไป&amp;rdquo; รักษาการผู้อำนวยการฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวว่า โครงการวิจัยการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยการติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม คิดน่านี้จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะเกิดการยอมรับในวงกว้าง รวมไปผู้กำหนดนโยบายมากขึ้นที่ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยแต่อาจจะสามารถประยุกต์ใช้ในประเทศอื่นๆที่ประสบปัญหาเหมือนกับประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายประวีณ ศิราไพบูลย์พร หรือ ติ่ง ชาวปกาเกอะญอ หมู่ 4 บ้านแม่ฮ่าง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง ที่ได้เปลี่ยนพื้นที่ 21 ไร่ ที่เคยเป็นไร่ข้าวโพดให้เป็นป่าใช้สอยจนพึ่งพาตนเองได้&amp;nbsp; เล่าว่า เมื่อก่อนมีที่เท่าไหร่ก็จะปลูกข้าวโพด ซึ่งปลูกมานานแล้ว เพราะการปลูกรอผลผลิตไม่นาน ซึ่งก็จะมีหนี้อยู่บ้างจากค่าปุ๋ยค่ายา &amp;nbsp;พอมีการอบรมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ก็เข้าร่วมทันที เพราะมีความสนใจ ในการนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ จึงได้มีการปรับพื้นที่ของตนให้เป็นขันบันได และขุดคลองไส้ไก่ ตามแนวเขา เพราะเป็นพื้นที่สูง ซึ่งการทำตรงนี้จะสามารถกักน้ำได้ในร่องคลองไส้ไก่ และยังสามารถนำน้ำจากฝายสู่พื้นที่เกษตรได้ด้วย ในพืชที่ตอนนี้ก็จะพืชต่างๆ อย่างกล้วย &amp;nbsp;ผักสวนครัว ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น และดีใจที่ได้มีโอกาสนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อโดยเป็นวิทยากรอบรมในพื้นที่ของการวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกหนึ่งชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการวิจัยฯ นางปนัดดา ปิ่นเงิน หรือแดง ไร่ตะวันแดง หมู่ 4 บ้านแม่ฮ่าง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง บอกว่า มีความมุ่งมั่นที่จะปรับพื้นที่ 10 ไร่ จากพื้นทั้งหมด 24 ไร่ ตามโมเดลโคก หนอง นา แทนไร่ข้าวโพดอย่างจริงจัง แม้ในช่วงแรกจะมีความเห็นไม่ตรงกับครอบครัว แต่ตนก็ยังยืนยันที่จะทำ โดยเริ่มต้นจากการปรับพื้นที่ขุดคลองไส้ไก่ เวลาฝนตกจะกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับพืชผลได้ และปลูกต้นกล้วย และไม้ผลต่างๆมาเสริม มะม่วง เงาะ โกโก้ อโวคาโด้ และปลูกข้าวภายใน 1 ปี และจากเดิมที่มีหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด กำไรไม่เยอะ แต่จะมีหนี้ค่ายาค่าปุ๋ย จากหนี้สินกองทุนหมู่บ้าน 30,000 บาท โครงการวิจัยฯก็มาช่วยปลดหนี้ให้ด้วยการทำธนาคารต้นไม้&amp;nbsp; โดยโครงการวิจัยฯให้ค่าตอบแทนการปลูกต้นไม้ต้นละ 10 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ซึ่งปลูกต้นไม้ไปกว่า 4,000 ต้น ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้กิน ได้ใช้ผลผลิตเหล่านี้ แม้จะมีรายรับที่ยังไม่มากนัก แต่รายจ่ายลดลง ไม่มีหนี้ อีกทั้งจะขยายให้ครบทั้งหมดในพื้นที่ที่มี เพื่อช่วยรักษาดินและป่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50989</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร, บ้านแม่ฮ่าง ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เชฟรอน, โคก หนอง นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191124/image_big_5dda213331777.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2018 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 07:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำเร็จ&quot;แตกตัว&quot;ทำตาม&quot;ศาสตร์พระราชา  &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่สระบุรี การปลูกต้นไม้&amp;nbsp;บนหัวคันนาทองคำ&amp;nbsp; ด้วยมือเล็กๆ ที่มีส่วนร่วมและเรียนรู้ศาสตร์พระราชา&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน &amp;nbsp;หรือโครงการตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปีที่ 6 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะที่ 2 ในแผนหลัก 9ปี &amp;nbsp;ได้ปิดฉากลง พร้อมกับการประกาศว่าจะสานต่อโครงการในปีที่ 7 ในปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโอกาสนี้ ทางบริษัทเชพรอน ประเทศไทยสำรวจและการผลิต จำกัด ผู้สนับสนุนหลัก พร้อมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ได้มีการสรุปผลการดำเนินงานในรอบปี2561 ซึ่งดำเนินงานภายใต้แนวคิด&amp;quot;แตกตัว&amp;quot; ซึ่งมีเป้าหมายขยาย&amp;quot;คนต้นแบบ&amp;quot; ให้ทวีคูณในวงกว้างยิ่งขึ้น ภายใต้แคมเปญหลัก &amp;quot;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี &amp;quot; ที่เน้นการขยายผลแนวคิดและวิธีปฎิบัติการทำมาหากิน การดำรงชีวิตตามศาสตร์พระราชา ไปสู่ฃุมชนและคนทุกระดับ พร้อมกับรื้อฟื้นประเพณีการ&amp;quot;ลงแขก&amp;quot;ในการทำการเกษตร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตการยู่ร่วมกันของคนไทยในอดีต ให้กลับมามีบทบาทในสังคมขึ้นอีกครั้ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ กริธพิพรรธ ผู้บริหารเชฟรอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำเร็จในปีที่ 6 อาทิตย์ กริธพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนฯ กล่าวว่า &amp;nbsp; เป็นที่น่าภาคภูมิใจ &amp;nbsp;ที่โครงการดำเนินมาถึงปีที่ 6 และมีผู้ตอบรับแนวคิดนี้จำนวนมาก แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถพบิตร ในหลวงร.9 ทรงห่วงแม่น้ำป่าสัก &amp;nbsp;เป็นการโฟกัสจุดเดียว แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้แตกตัวไปทั่ว เกิดการเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp;และในปี 2561 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 4พื้นที่ คือ กรุงเทพ ราชบุรี &amp;nbsp;จันทบุรี และน่าน มีการสร้างศูนย์การเรียนรู้ได้หลายแห่ง &amp;nbsp;ทำให้ผู้ที่อาจจะแค่เคยได้ยินโครงการได้มีโอกาสสัมผัสของจริง ได้มีส่วนร่วมในการทำเกษตรตามแบบวิถีธรรมชาติพอเพียง ได้เห็นการพลิกเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่ดำเนินโครงการ ที่สำคัญมีคนที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 2,500 คน ในจำนวนนี้มีพนักงานของบริษัท เชฟรอนฯที่เข้าร่วมโครงการเป็นจิตอาสา มาช่วยลงแขก และทำกิจกรรมด้านอื่นๆด้วยประมาณ 300 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าถามว่าทำไม บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันอย่างเชฟรอน มาสนใจทำโครงการนี้ &amp;nbsp;ทั้งที่เรามีไซต์งานที่อ่าวไทย หรือแหล่งอื่นๆที่คาดว่าจะมีก๊าซและน้ำมัน ก็เพราะว่า เราศรัทธาในศาสตร์พระราชา ที่ในหลวง ร.9 ทรงทำไว้ และแนวทางที่พระองค์ทรงทำไว้ น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง สำหรับประเทศไทย &amp;nbsp;ที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก &amp;nbsp;ซึ่งหากเรายังทำเกษตรแบบเดิม ไม่ได้มีแต่เพียงภาคเกษตรรอบนอกที่ได้รับผลกระทบ แม้แต่คนในเมืองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะต้องกินอาหารจากเกษตรเคมี ที่ส่งจากแหล่งปลูกต่างๆ &amp;nbsp;จึงหวังให้โครงการนี้ สามารถแก้ไขปัญหาเกษตรเคมีได้ &amp;nbsp;นอกจากนี้ ตัวโครงการยังสอดคล้องกับนโยบายเพื่อสังคมของบริษัท ที่เน้นการพัฒนาการศึกษา สิ่งแวดล้อม พัฒนาคน &amp;nbsp;พัฒนาสังคม&amp;quot;อาทิตย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแง่ความคาดหวังต่อไป ผู้บริหารเฃฟรอน &amp;nbsp; กล่าวว่า แม้การดำเนินโครงการในปีที่ 6 จะได้รับผลตอบรับที่ดีมาก แต่ในความเห็นส่วนตัวลึกๆ แล้วเห็นว่า ยังไม่พอ และอยากให้ศาสตร์พระราชา และแนวคิดทำเกษตรแบบโคก หนอง นา พออยู่พอกิน เป็นกระแสหลักของสังคมไทย และเป็นตัวอย่างที่สังคมโลกต้องทำตาม เพราะจะมีก็แต่วิธีการนี้เท่านั้น ที่จะเป็นทางรอดของประเทศไทยและทางรอดของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โครงการตามรอยศาสตร์พระราชา จะสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย ที่มาช่วยสืบสานพระราชปณิธาน และในปีหน้า ซึ่งเป็นปีที่ 7 และเข้าสู่ระยะที่ 3 ทางโครงการจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับ &amp;quot;ผู้บริหารเชฟรอนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ด้วยความเชื่อและศรัทธา ในแนวคิดศาสตร์พระราชา ของในหลวง ร.9 &amp;nbsp;และทำตามที่พระองค์ท่านบอก และทรงทำให้ดู 4,741โครงการ มีกรณีศึกษามากมาย บางคนเชื่อเชื่อครึงไม่เชื่อครึ่ง แต่ 6ปี เราได้พิสูจน์ชัดเจนว่า แนวคิดการบริหารจัดการน้ำของพระองค์ เป็นศาสตร์ได้ 40ทฤษฎี &amp;nbsp;ลง ที่พระองค์ทำให้จากจุดเริ่มต้นที่พะองค์มีความเป็นห่วงลุ่มน้ำป่าสักมากที่สุด เพราะมีความชัน และมีความยาวจากจ.เลยมาถึงอยุุธยา 7 จังหวัด กินพื้นที่เป็น 10 ล้านไร่ แต่ภูเขาไม่มีป่าเป็นเขาหัวโล้น &amp;nbsp;ซึ่งจัดการยากที่สุด เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง พระองค์ทรงบอกว่าถ้าหายพระประชวรจะออกมาช่วย แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ตนจึงได้ชวน 7ภาคส่วนมาช่วยกันพิสูจน์ ทฤษฎีของพระองค์ และขณะนี้ผ่านมา 6ปีแล้ว เกิดตัวอย่างความสำเร็จเต็มไปหมด จนยกระดับไปสู่ศูนย์ฝึกถ่ายทอดไปทั่วโลก และวันนี้องค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ได้จัดตั้งสมัชชาวันดินโลก มีสมาชิก220ประเทศ และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประเทศไทยจัดงานวันดินโลก เมื่อวันที่ 5ธันวาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp; ซึ่งปีนี้นับว่าเป็นปีที่ 5 ของการจัดงานวันดินโลกอย่างเป็นทางการแต่ถ้าไม่นับที่ไม่เป็นทางการก็ถือว่าเป็นปีที่ 7แล้วของการจัดงานวันดินโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมกันบำรุงดิน เนื่องในวันดินโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเนื่องในงานวันดินโลก &amp;nbsp;FAO ยังจัดการประกวดหัวข้อ &amp;nbsp;Be the Solution to Soil Pollution มีการขอใช้พระนามของในหลวงร.9 เป็นรางวัลแก่ประเทศสมาชิก คือ รางวัลBhumibol &amp;nbsp;World soil &amp;nbsp;Day award &amp;nbsp; ซึ่งมีประเทศบังคลาเทศได้รางวัลในปีนี้ &amp;nbsp;เกณฑ์การคัดเลือกก็คือ สามารถบริหารจัดการดินและน้ำได้อย่างดี ตลอดจนมีการเผยแพร่องค์ความรู้ สร้างการมีส่วนร่วมของคน &amp;nbsp;นอกจากนี้ FAO ยังสนับสนุนให้มีการตั้งศูนย์วิจัยดินอัจฉริยภาพ ทำหน้าที่วิจัยดินทุกรูปแบบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่มีงานนี้ขึ้นเพราะ สมัชชาประเทศต่างๆ เขารู้สึกว่าคำสอนของพระเจ้าแผ่นดินไทย เป็นคำสอนที่ให้มนุษย์อยู่รอด &amp;nbsp;ไม่ทิ้งใครให้อดอยาก และแนวคิดที่ว่า เราต้องเริ่มจากดิน เริ่มจากน้ำ ต้องดูแลลุ่มน้ำ &amp;nbsp;และต้องพัฒนาคนด้วย และใน 40 ทฤษฎีที่กล่าว หมายรวมถึงการพัฒนาคนด้วยเป็นความจริง นอกจากนี้ พระองค์สอนให้ทำงานสุดกำลัง ตั้งมั่นใจสุจริตและชีวิตพอเพียง แต่โลกมันกำลังเดินสู่วิกฤตรุนแรงและรวดเร็วเหลือเกินในเวลานี้ &amp;nbsp;ยิ่งทำให้เราต้องตั้งมั่นในการทำงานอย่างสุดกำลังมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งมั่นในสุจริต ใช้ชีวิตพอเพียงไปด้วย &amp;quot;อาจารย์ยักษ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ อธิบายความสำคัญของวันดินโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการดำเนินงานระยะที่ 3 ที่เริ่มในปีที่ 7 อาจารย์ยักษ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;เป็นการขยายผลเชื่อมทั้งระบบ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ไปสู่นโยบายระดับชาติ ที่จะมี 5ภาคีเข้ามามีส่วนร่วม ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน การยกระดับไปถึงจุดที่มีการแข่งขันกัน การพัฒนาคนขยายวงกว้างขึ้นไปอีก &amp;nbsp;ตลอดจนการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำโขง โยง 25ลุ่มน้ำทั่วประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินงานฐานแตกตัวทั่วไทย ฯ ในรอบปี61 ที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนจัดกิจกรรมทั้งในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ &amp;nbsp;จันทบุรี สระบุรี และน่าน โดยแต่ละพื้นที่มีภูมิสังคมที่แตกต่างกัน เป้าหมายการขับเคลื่อนก็คือ การสร้างคนต้นแบบ ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้ามาเรียนรู้ และส่งต่อแรงบันดาลใจได้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมแรกในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้จัดกิจกรรมที่ ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9 &amp;nbsp;เมื่อเดือนเม.ย.มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 300คน นำโดยนายพิเชษฐ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการธรรมธุรกิจ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ จากพื้นที่ต่างๆเข้ามาวางขายในฐานธรรมธุรกิจ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา กลางเมืองหลวง และวางแผนที่จะขยายงานไปที่เชียงใหม่ และบ้านศรีฐาน จ.ยโสธร ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี ที่นำมาขายที่ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่ 2 มีขึ้นที่บ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าเมืองจันทท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของนางแววศิริ ฤทธิโยธี เมื่อเดือนมิ.ย. มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 500คน มุ่งให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ปลอดภัย ซึ่งแม้แต่ฟาร์มขนาดใหญ่ 200 ไร่ ก็สามารถทำได้ &amp;nbsp;ซึ่งผลผลิตจากฟาร์มทั้งเงาะ ทุเรียน ลองกอง ล้วนเป็นผลไม้ปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ เป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรอินทรีย์สามารถทำได้ แม้จะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ และผลผลิตของสวนยังได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS ( Participatory &amp;nbsp;Guarantee System) &amp;nbsp; หรือการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ด้วยกันเอง ที่เข้ามาเป็นผู้ร่วมตรวจสอบ โดยอิงระบบมาตรฐานรับรองIFOAM: International Federation of Organic Agriculture &amp;nbsp;Movement &amp;nbsp;ที่มีความซับซ้อนและรายละเอียดขั้นสูงของการรับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำสวนเกษตรอินทรีย์ เงาะ ทุเรียน ลองกองที่จันทบุรีในพื้นที่ขนาดใหญ่ 200 ไร่ ของแววศิริ ฤทธิโยธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งที่ 3 &amp;nbsp;จัดขึ้นบนพื้นที่ 47ไร่ ที่บ้านโคกเสมอ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เมื่อเดือนส.ค.61 มีเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนกสิกรรมวิถีในพื้นที่ของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพ ที่มีแนวคิดต้องการพัฒนาพื้นที่เกษตรของตนเองตามศาสตร์พระราชา โดยมี บอย-พิษณุ นิ่มสกุล นักแสดง เป็นหนึ่งในเจ้าของพื้นที่ด้วย พร้อมด้วยนายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ &amp;nbsp;ก่อนจัดกิจกรรมมีฝนตกหนัก 2วัน ทำให้พื้นที่โดยรอบ โครงการน้ำท่วมทั้งหมด เหลือแต่พื้นที่ ที่ทำโครงการเท่านั้น ที่น้ำไม่ท่วม ในงานมีผู้ร่วมกิจกรรม ประมาณ 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พื้นที่ทำโครงการที่โคกเสมอ สระบุรี น้ำไม่ท่วม เพราะยึดแนวทำผังที่ดินตามหลัก&amp;nbsp;โคก หนอง นา ขณะที่พื้นที่นารอบๆมีน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขังทั้งหมด เพราะมีฝนตกติดต่อกัน 2วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งที่ 4 &amp;nbsp;มีขึ้นเมื่อเดือนต.ค.61 พื้นที่อุทยานศรีน่าน จ.น่าน บนพื้นที่ของ นางสาววริศรา จันธี ผู้ใช้ประโยชน์บนพื้นที่อุทยาน &amp;nbsp;โดยมีนาบบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เป็นแกนนำ ทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่าย 329คน เพื่อสร้างต้นแบบหลุมขนมครกบนพื้นที่สูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดิมทีชาวบ้านที่นี่ กับเจ้าหน้าที่อุทยานฯไม่ถูกกัน ผมจึงใช้แนวทางปลูกป่าในใจคน ตามแนวทางของในหลวง ร. 9 &amp;nbsp; ลงพื้นที่อย่างเป็นมิตร ทำความเข้าใจกับชาวบ้่าน ชวนชาวบ้านปลูกข้าวกินแทนการกู้เงินมาซื้อข้าวกิน ตอนนี้มีชาวบ้านมาอบรมและทำตามแล้ว 9 คน ยังมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่สมัครใจลงชื่อเข้าอบรมและสนใจพร้อมลงมือทำตามอีกหลายร้อยคน เพราะถ้าทุกคนทำตามศาสตร์พระราชาแล้ว ก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องมาบุกรุกป่า ส่วนอุทยานฯก็จะได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น &amp;quot;หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่านกล่าว
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมลงแขกที่น่าน เปลี่ยนเปลือกข้าวโพดให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24301</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ทำตามศาสตร์พระราชา, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, วันดินโลก, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เกษตรอินทรีย์, เชฟรอน, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี, โคก หนอง นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181215/image_big_5c14be4e1fcd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2018 23:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟื้นเขาหัวโล้นอุทยานฯ ศรีน่าน  นำร่อง &#039;บ้านห้วยเลา&#039; ตามศาสตร์พระราชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่กสิกรรมนำร่องของวริศรา จันธี ในอุทยานฯ ศรีน่าน จ.น่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;6 แสนไร่ของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน ยังเผชิญปัญหาชาวบ้านใช้ประโยชน์ทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์แห่งนี้ถึง 12,000 ไร่ การแผ้วถางรุกล้ำผืนป่าเพื่อทำเกษตรปลูกข้าวโพดยังมีอยู่ กลายเป็นพื้นที่เขาหัวโล้น อย่างไรก็ตาม มีความพยายามร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขและฟื้นฟูป่าเมืองน่านให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนอดีต รวมถึงขยายแนวคิดเปลี่ยนผู้บุกรุกเป็นผู้พิทักษ์ป่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จับมือสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน จัดกิจกรรม &amp;quot;เอามื้อสามัคคี&amp;quot; ครั้งที่ 4 ในโครงการ &amp;quot;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;quot; ปี 6 ณ อุทยานฯ ศรีน่าน บ้านห้วยเลา ต.เชียงของ อ.นาน้อย ถ่ายทอดตัวอย่างการประสบความสำเร็จผ่านพื้นที่กสิกรรมนำร่องของวริศรา จันธี ขนาด 6 ไร่ 2 งานในเขตอุทยานฯ มีทั้งป่า สวนผลไม้ นา หนองน้ำ ไม่นานพื้นที่นี้จะเขียวขจี มีผลผลิตให้พึ่งพาตนเองได้ และเตรียมขยายผลไปยังชาวบ้านที่สนใจในหมู่บ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การออกแบบพื้นที่ มีป่า สวน โคก นา หนองน้ำ ตามศาสตร์พระราชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แรงกายแรงใจของกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งนี้รวม 600 คน ทั้งพนักงานและผู้บริหารเชฟรอน เครือข่ายโคกหนองนาทีมศรีน่าน กลุ่มชุมชนต้นน้ำน่าน กลุ่มนักศึกษาจาก ม.แม่โจ้ แพร่ กลุ่มเครือข่ายสระบุรี เครือข่ายฟื้นฟูป่าสัก เครือข่ายลุ่มน้ำบางปะกง ฉะเชิงเทรา&amp;nbsp; แล้วยังมีผู้สนใจสมัครมาทางสื่อออนไลน์ ช่วยกันปรับพื้นที่นี้ให้สมบูรณ์มากขึ้น ทั้งหมักดองดินเพื่อปรับสภาพดิน ขุดคลองไส้ไก่ และสร้างฝายชะลอน้ำ กระจายน้ำ แก้ไขหนองน้ำเดิมให้ใช้งานได้จริง ปั้นหัวคันนา ทำคอกหมักปุ๋ยจากเปลือกข้าวโพด รวมถึงหยอดเมล็ดพันธุ์ทั้งข้าวเปลือก ถั่วเขียว พริก มะเขือ และฟักทอง ให้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน ในพื้นที่มีโปรยเมล็ดพันธุ์ดอกดาวกระจาย ดอกบานชื่น ล่อแมลงมาผสมเกสร เพิ่มผลผลิตให้พืชอีกด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมว.เกษตรและสหกรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดน่านมีการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนพื้นที่เขาสูงชันจำนวนมหาศาล ทำให้เสียพื้นที่ป่าไม้ถึง 1.5 ล้านไร่ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ เป็นต้นกำเนิดของน้ำร้อยละ 40 ของแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งทำให้น้ำแล้ง น้ำท่วม จ.น่าน และภาคกลางของไทย การแก้ปัญหาจะต้องสร้างหลุมขนมครกบนพื้นที่สูงเปลี่ยนเขาหัวโล้นไปเขาหัวจุก เหตุที่เลือกพลิกฟื้นเขาหัวโล้นในอุทยานฯ ศรีน่าน ทั้งที่วิกฤติหนัก เพราะที่นี่มีชุมชนต้นน้ำน่าน (ชตน.) ที่ประสบผลสำเร็จในการใช้ศาสตร์พระราชาแก้ไขพื้นที่ อีกทั้งเป็นศูนย์ฝึกอบรมเปลี่ยนความคิดคนให้ทำกสิกรรมธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิต อีกจุดแข็งมีนายบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานฯ ศรีน่าน เป็นผู้นำขับเคลื่อน เคยประสบความสำเร็จจากการจัดการลุ่มน้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วมที่บ้านน้ำมีด ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน ใช้แนวทางพระราชดำริในหลวง ร.9 ส่งเสริมปลูกข้าวไร่ ทำเกษตรสมัยใหม่ เขาก็ใช้ศาสตร์พระราชาทำต่อในพื้นที่อุทยานฯ ศรีน่าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ในวิกฤติก็มีโอกาส ก็เลือกพื้นที่นี้ หากทำสำเร็จ การขยายตัวไปลุ่มน้ำอื่นๆ ก็ง่าย ที่ยากกว่านี้ก็ลุ่มน้ำป่าสัก จัดการยากที่สุดดังที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่ง แต่เราไม่ท้อ ทำรอบนอกลุ่มน้ำป่าสัก ล้อมเข้ามา กลับมาที่ลุ่มน้ำน่านเป็นลุ่มน้ำที่ใหญ่สุด 47% มีปริมาณน้ำกักเก็บถึง 9,500 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ 3 ลุ่มรวมกัน ปิง วัง ยม 53% เท่านั้น เขาหัวโล้น ฝนตก ตะกอนไหลลงเขื่อนเต็มไปหมด กรุงเทพฯ จะอยู่ยังไง จะเอาน้ำจากไหน พื้นที่ 1 ไร่ มีอัตราตะกอน 20 ตันต่อปี ล้านไร่ก็ 20 ล้านตัน แต่ถ้าป่าสมบูรณ์ น้ำที่ไหลลงมาจะไม่มีตะกอน อย่างป่าต้นน้ำมีดหลังดูแลรักษาป่ามีน้ำไหลลงน้ำน่าน 4 แสน ลบ.ม.ต่อวัน น้ำใสแจ๋ว เราต้องช่วยกันหยุดการทำลายป่า&amp;quot; นายวิวัฒน์กล่าว ทั้งยังฝากปัจจุบันในไทยมีหลายพื้นที่หลายหมู่บ้านเดินตามศาสตร์พระราชา แต่ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ ฉะนั้น ต้องมาศึกษา เรียนรู้ และลงมือทำ เพื่อให้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สภาพพื้นที่ป่าอุทยานฯ ศรีน่าน มีชาวบ้านใช้ประโยชน์บนพื้นที่สูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน บัณฑิต ฉิมชาติ หน.อุทยานฯ ศรีน่าน กล่าวว่า ปัจจุบันการแก้ปัญหาชาวบ้านทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มียุทธศาสตร์ชาติกำหนดให้ภาครัฐร่วมวางแผนกับชุมชนในป่าเพื่อดำเนินการอนุรักษ์ตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 ได้ ในส่วนของกรมอุทยานฯ จะขับเคลื่อนต้นแบบคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน 2 แห่งคือ อุทยานฯ ศรีน่าน จ.น่าน และอุทยานศรีล้านนา จ.เชียงใหม่ แนวคิดจะไม่ไล่ชาวบ้านที่มาทำกิน เพราะชาวบ้านอยู่มาก่อนจัดตั้งอุทยานฯ สิ่งที่ทำได้คือ ไม่ให้ชาวบ้านเปิดพื้นที่ แล้วใช้แนวทางปลูกป่าในใจคนตามพระราชดำริในหลวง ร.9 สำหรับที่บ้านห้วยเลา ตนลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน 10 เดือน มีชาวบ้านสมัครใจไปอบรมแล้ว 9 คน พร้อมที่จะลงมือทำตาม ส่วนพื้นที่กสิกรรมธรรมชาติของวริศรา จันธี ก็มาช่วยกัน&amp;nbsp; พาไปดูบ้านน้ำมีด ไปอบรม จะบอกชาวบ้านไม่ต้องพูดถึงว่าจะขายผลผลิต แต่ปลูกข้าวกิน มีข้าวเต็มยุ้ง ปลูกถั่ว ข้าวโพดหลังนา ปลูกพืชผักสวนครัว ถ้าทำตามศาสตร์พระราชา ป่าไม่หาย อุทยานฯ ได้พื้นที่ป่าเพิ่ม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เราต้องเปลี่ยนความคิดชาวบ้านให้ได้ที่จะขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพื่อเอาเงินมาซื้อข้าวกิน ใช้ศาสตร์พระราชาทำจริงจัง 14 ปี สำเร็จที่บ้านน้ำมีด จะขยายผลมาบ้านห้วยเลา การรักษาและฟื้นฟูป่าต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม เจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวไม่มีทางดูแลผืนป่าทั้งหมด&amp;quot; หน.อุทยานฯ ศรีน่าน เผยความตั้งใจฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำน่านด้วยศาสตร์พระราชา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อาทิตย์ กริชพิพรรธ แกนนำภาคเอกชนร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่น่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ กานต์-วริศรา จันธี อายุ 29 ปี ผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุทยานฯ บ้านห้วยเลา ที่เลิกปลูกข้าวโพดมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่ข้าวโพด มีนายทุนเอาเมล็ดข้าวโพดมาให้ แต่กำหนดราคาขายต่ำ ชาวบ้านไม่มีอำนาจต่อรอง ทำแล้วมีแต่หนี้ และยังมีปัญหากับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพราะถางป่าขยายไร่ข้าวโพด ตัดไม้ขายใช้หนี้ ต้องซื้อข้าวกิน หมู่บ้านห้วยเลามี 52 ครัวเรือน อาศัยจริง 21 ครัวเรือน ประชากรกว่า 50 คน ทุกบ้านเป็นหนี้ไม่ต่ำกว่า 400,000 บาท ตนทำข้าวโพด 7 ไร่ มีรายได้ 30,000 บาทต่อปี หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือปีละ 10,000 บาทเท่านั้น มีแต่หนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วริศรา เล่าอีกว่า เดิมชาวบ้านกับ จนท.อุทยานฯ ไม่ถูกกัน ทั้งด่าว่า สาบแช่ง อุทยานฯ รังแกรังควานชาวบ้าน จนหัวหน้าฉิมเข้ามาเป็นหัวหน้าอุทยานฯ เข้าพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน บอกว่ามีทางออก ไม่ต้องกู้เงินมาซื้อข้าวกิน ไม่ต้องปลูกข้าวโพด มาชวนให้ไปดูที่บ้านน้ำมีด กลับจากอบรมก็ลองทำ แม่ไม่เห็นด้วย ก็กลับไปอบรมที่ชุมชนต้นน้ำน่านอีกครั้ง พอกลับมาก็ขอแบ่งที่จากนางกัลยรัตน์ ติ๊บอ้าย ผู้เป็นแม่ 1 ไร่ ใช้จอบขุดปรับพื้นที่เดือนธันวาคม ปี 2560 ลงมือปลูกเดือนพฤษภาคม 2561 ชาวบ้านสบประมาทว่าจะมาช่วยเกี่ยวข้าว จะรอกินข้าว จะมาจับปลานะ เพราะน้ำไม่มี ท้อ หัวหน้าฉิมส่งคนมาช่วยปรับพื้นที่ แต่รูปแบบผิด จนเดือนกรกฎาคม มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติจัดทีมมาเอามื้อใหญ่ 30 คน ได้คลองไส้ไก่ ทำหนองเก็บน้ำจากฟ้า ตอนนี้กานต์ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำสวนผลไม้กว่า 50 ชนิด เงาะ มะขาม มะม่วง การเอามื้อครั้งนี้ก็ขุดคลองไส้ไก่ ขุดหนองให้ลึกขึ้น ทำฝายเพิ่มอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กานต์-วริศรา จันธี เปลี่ยนจากผู้บุกรุก มาทำเกษตรตามศาสตร์พระราชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; 11 เดือนที่ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็เห็นผล ได้กินพืชผักสวนครัว มีถั่วฝักยาว มะเขือ แตงกวา ผัก พริก ชะอม ชะพลู บนดอยก็ปลูกผักกูด จากที่แม่ให้ 1 ไร่ ก็ยกให้เลย 6 ไร่ 2 งาน ตอนนี้พักชำระหนี้ทั้ง ธ.ก.ส.และกองทุนหมู่บ้าน ประมาณ 500,000 บาท อยากปลดหนี้ให้ได้ภายใน 5 ปี แต่สำคัญสุดไม่สร้างหนี้เพิ่มแล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ค่าปุ๋ย ค่าหยอด พ่นยา แต่ในพื้นที่ยังมีชาวบ้านทำไร่ข้าวโพด ตนก็นำเศษเปลือกทำเป็นปุ๋ย แล้วยังมีอาชีพเสริมเลี้ยงด้วงมะพร้าว รายได้ 2,500 บาทต่อเดือน เชื่อมั่นว่าจะทำได้สำเร็จ และจะใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชาวบ้านด้วย &amp;quot; กานต์-วริศรา ไม่ย่อท้อและจะชักชวนชาวบ้านทำตามศาสตร์พระราชาให้กว้างขวาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เปลี่ยนจากข้าวโพดเป็นทำนาปลูกข้าวไร่พันธุ์มัดน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชฟรอนภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนโครงการ &amp;quot;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;quot; จนเข้าสู่ปีที่ 6 อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวภายหลังร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคีสร้างหลุมขนมครกบนที่สูงที่อุทยานฯ ศรีน่านว่า เป้าหมายของโครงการในปี 6 ยังคงเน้นการขยายพื้นที่การพัฒนาจากลุ่มน้ำป่าสักไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ ตามแนวคิดแตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี เพื่อสืบสานศาสตร์พระราชาที่เกิดจากความห่วงใยราษฎรของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ผ่านมาจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคีแล้วใน 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ จันทบุรี สระบุรี และน่าน แต่ละพื้นที่สภาพภูมิสังคมต่างกัน เพื่อจะสร้างต้นแบบที่หลากหลาย เป็นแรงบันดาลใจในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; 6 ปีผลของโครงการคืบหน้าเกินคาด แต่ละพื้นที่ลงมือทำเพื่อพิสูจน์ศาสตร์พระราชาและกสิกรรมธรรมชาติไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลักนำพาชีวิตชาวบ้าน เกษตรกรรอดปลอดภัย มีแหล่งอาหารแหล่งน้ำของตัวเอง&amp;nbsp; จะขยายผลต่อไปเพื่อแก้ปัญหาจัดการน้ำของประเทศ และให้ทีมงานเกาะติดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อเข้าไปแนะนำ ปรับแก้ หนุนเสริม จัดการปัญหาคอขวดให้ได้ นอกจากนี้ เชฟรอนยังสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อติดตามประเมินผลการปรับปรุงพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ งานวิจัยจะสิ้นสุดปีนี้ ผลวิจัยและการถอดบทเรียนต่างๆ ถือเป็นความรู้ทางวิชาการ หวังใช้ขยายผลให้พื้นที่ต่างๆ นำไปใช้ในอนาคต&amp;quot; อาทิตย์ ผู้บริหารเชฟรอนยืนยันจะร่วมเผยแพร่ความรู้ศาสตร์พระราชาสานต่อพระราชปณิธานในการทำงานไม่รู้จบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21290</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชตน., ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, บ้านห้วยเลา, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน, เขาหัวโล้นน่าน, เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นเขาหัวจุก, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181102/image_big_5bdc41bfa6d54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอามื้อสามัคคี&quot; ที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ สระบุรี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปี 6 โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน จัดกิจกรรม &amp;ldquo;เอามื้อสามัคคี&amp;rdquo; ครั้งที่ 3 ร่วมสร้างชุมชนกสิกรรมวิถี ตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.หนองหัวโพ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เพื่อรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชา เพื่อการแก้ปัญหาหยุดท่วม หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการสอดคล้องกับกรอบดำเนินงานฟื้นฟูลุ่มแม่น้ำป่าสัก 9 ปี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ อ.ยักษ์ กล่าวว่า ในหลวง ร.9 ได้ทรงรับสั่งกับรัฐบาลที่แล้วเมื่อ 7-8 ปีก่อนว่า &amp;lsquo;ลุ่มน้ำป่าสัก เป็นลุ่มน้ำที่จัดการยากที่สุด เพราะมีความชันเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน เพราะปริมาณน้ำไหลลงอ่างสูงมากหลายเท่าของความจุอ่าง ท่านรับสั่งว่าถ้าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร คงจะช่วยได้มากกว่านี้&amp;rsquo; ตนได้ฟังพระองค์รับสั่งแล้วจะไม่ทำอะไรเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะทำงานกับพระองค์มานาน ตามเสด็จ และจดบันทึกงานตามตลอด เลยตัดสินใจทำเอง ชวนคนมากมายมาทำโครงการต่างๆ ตนคิดว่า ลุ่มน้ำป่าสักมีส่วนทำให้กรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ น้ำท่วม หากจัดการได้ไม่ดี ในอดีตกว่าจะมีเขื่อนป่าสัก ก็โดนต่อต้านอย่างรุนแรง ท่านก็ทรงรับสั่งว่าลุ่มนี้จัดการยากถ้าไม่มีเขื่อน เมื่อแล้งจะแล้งอย่างดุเดือด เมื่อท่วมก็จะท่วมอย่างดุเดือด ถึงอย่างไรก็ต้องทำ แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด แล้วก็ดูแลประชาชนให้ดี ต้องไม่มีคอร์รัปชั่นและคอมมิชชั่นแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว ถ้าหากมี โครงการจะมีปัญหาทันที ก็เลยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลทุกข์สุขพี่น้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ยักษ์ - ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์กล่าวต่อว่า ท่านก็ยังรับสั่งเรื่องปัญหาน้ำท่วมอีกว่า &amp;lsquo;ถ้าทำทฤษฎีใหม่ ขั้นก้าวหน้า&amp;rsquo; ก็อาจจะช่วยได้ ซึ่งทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้าก็คือ ทุกบ้านต้องมีแหล่งน้ำขนาดเล็ก หรือเรียกว่าหลุมขนมครก ถ้าฝนตกแล้วไหลมารวมกันจะเหมือนถาดขนมครก ถ้าในถาดไม่มีหลุมเลย ฝนตกก็จะมารวมกันอยู่ที่เดียว แล้วตรงที่ต่ำก็จะท่วมหมด แล้วก็การทำโคก หนอง นา คือปั้นคันนาสำหรับเก็บน้ำไว้ในนา แล้วขุดหนองเก็บน้ำไว้ในหนอง แล้วก็ขุดคลองเก็บไว้ในคลอง ดินที่ขุดก็เอาไปทำโคกสูงๆ ปลูกป่า แล้วป่าก็จะซึมซับน้ำลงไปใต้ดิน ทั้งในโคก หนอง นา จะกลายเป็นที่เก็บน้ำ ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกบ้านจะไม่มีแล้งเลย แล้วอาชีพจะมั่นคงตามด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ 6 ของการดำเนินโครงการยังคงยึดแนวคิด &amp;lsquo;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; ในการจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี สระบุรี และน่าน ซึ่งแต่ละแห่งมีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อจะได้สร้างต้นแบบที่หลากหลาย เป็นแรงบันดาลใจต่อไปในทุกกลุ่มสังคมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยโครงการมี 3 ระยะ คือ ระยะแรก ตอกเสาเข็ม สร้างความรับรู้, ระยะสอง แตกตัว ขยายผล และระยะสาม ขยายผลเชื่อมทั้งระบบ โดยปีนี้เป็นปีสุดท้ายของระยะสองเน้นการขยายผลในระดับทวีคูณ ด้วยการ สร้างคน สร้างครู หรือคนต้นแบบ และสร้างเครื่องมือในการยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การศึกษาตลอดชีวิตด้วยโครงสร้าง &amp;lsquo;บวร&amp;rsquo; หรือบ้าน วัด โรงเรียน และได้ทำต่อเนื่องโดยนำภารกิจเอามื้อสามัคคี หรือการลงแขกช่วยเหลือกันในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน โดยกิจกรรมปีนี้อยู่ในลุ่มน้ำป่าสัก ที่ จ.สระบุรี เป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ให้สร้างหลุมขนมครกเพื่อหยุดท่วม หยุดแล้ง มาตั้งแต่การดำเนินโครงการในปีแรก และขยายผลออกไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้เกิดพื้นที่และคนต้นแบบมากมาย อาทิ อ.บุญล้อม เต้าแก้ว แห่งสวนล้อมศรีรินทร์ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของผู้ที่ใช้ศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และปัจจุบันท่านเป็นคณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอาทิตย์กล่าวอีกว่า ทำโครงการนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9 ปี เท่าที่ผ่านมาโครงการประสบความสำเร็จพอสมควร มีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังทำงานร่วมกับพันธมิตร พร้อมทั้งเรียนรู้ระหว่างทางไปตลอดว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ นอกจากนี้ยังจะมองหา &amp;ldquo;คอขวด&amp;rdquo; หรืออุปสรรคต่อการพัฒนา เพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขต่อไป ซึ่งคอขวดระยะแรกคือ ประชาชนขาดการตระหนักรู้ จากเดิมที่มีคนที่สนใจเพียงกลุ่มเล็กๆ เชฟรอนได้เชิญดาราเข้าร่วมโครงการเพื่อสร้างจุดสนใจ ทำให้โครงการเป็นที่รับรู้มากขึ้น และเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนคอขวดในระยะที่สองคือ การขาดแคลนวิทยากร เนื่องจากมีคนสนใจอยากลงมือทำมากขึ้น จึงต้องเพิ่มจำนวนศูนย์เรียนรู้ เพิ่มการเรียนการสอน เพิ่มวิทยากร สร้างคน เพื่อให้สามารถออกแบบและอบรมคนได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีที่มีคนให้ความสนใจมากมาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผจก.ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอน เสริมอีกว่า หลังจากนั้นต้องมีการขับเคลื่อนระดับชาติ เพื่อให้เกิดการยอมรับมากขึ้นทั้งในวงการวิชาการและอื่นๆ เชฟรอนจึงได้สนับสนุนให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ทำวิจัยที่มีผลทางวิชาการยืนยันชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง ทั้งมิติด้านสภาพแวดล้อม คือ ดินดี มีแหล่งน้ำ และผลผลิตที่มากขึ้น, มิติด้านสังคม คือ การได้กลับมาเป็นครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และมิติด้านเศรษฐกิจ คือ ปลดหนี้ได้ สร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่บ้านสุขสมบูรณ์ครั้งนี้ มีพนักงานเชฟรอนกว่า 200 คน เข้าร่วมด้วย และยังมีเครือข่ายคนมีใจจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และผู้ที่สนใจสมัครผ่านทางเฟซบุ๊กโครงการ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คนเข้าร่วมกิจกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่บ้านสุขสมบูรณ์ มีขนาดพื้นที่ 47.5 ไร่ เกิดจากคนหลากหลายอาชีพ อาทิ ธุรกิจส่วนตัว รับจ้างอิสระ นักวิเคราะห์แผนงาน นักแสดง นักบิน รวมทั้งเจ้าของที่ดินเดิม รวม 15 ครอบครัว เพื่อทำตามความฝันของตนเองในการร่วมกันสร้างหมู่บ้านสุขสมบูรณ์เป็นชุมชนกสิกรรมวิถี และเป็นชุมชนต้นแบบตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.กระทรวงเกษตรฯ ยังได้กล่าวถึงการรวมกลุ่มของชุมชนอีกว่า หมู่บ้านสุขสมบูรณ์คือหมู่บ้านกสิกรรมวิถี ชุมชนกสิกรรมวิถี ก็คือการรวมตัวกันของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกัน สร้างชุมชนพอเพียงที่พึ่งตนเองได้แม้ยามเกิดภัยพิบัติ โดยนำแนวคิดเรื่องทฤษฎีใหม่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพภูมิสังคม ด้วยการทำกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หันกลับมาพึ่งพาตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมา เพื่อเน้นการทำเกษตรแบบยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการที่ติดตามสภาพวิกฤติโลก ตอนนี้กำลังเป็นสงครามแบ่งค่ายทั้งโลก สภาพสังคมไทยตอนนี้ทุกคนก็รู้ดี อดีตสังคมไทยเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อกัน ใครมาถึงก็ต้อนรับแบ่งปันกัน ปลูกพืชผักแบ่งกันกินได้ แต่ตอนนี้สังคมแบบนี้ได้หายไป อีกทั้งสภาพทางการเมืองก็แบ่งเป็นเหล่าอย่างชัดเจน สังคมไทยยังไม่เคารพกัน รวมถึงสภาพแวดล้อมก็ยังเลวร้าย บางพื้นที่น้ำท่วมหนัก บ้านพัง บางแห่งแล้งต้องขนน้ำไปช่วย ไปทำฝนเทียมให้ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมมันรุนแรงขึ้นทุกวัน เราเชื่อว่าลำพังคนคนเดียวถ้าจะแก้ไขยังไงก็เอาตัวไม่รอด ต้องมีเพื่อน มีกลุ่ม มีสังคม มีชุมชน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.ยักษ์กล่าวอีกว่า พลังอำนาจของแต่ละประเทศทั่วโลกกว่า 240 ประเทศ จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะเก็บภาษีใครไม่ได้ ระบบอีคอมเมิร์ซ การค้าออนไลน์ รัฐบาลก็จะเก็บภาษียากขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นชุมชนต่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกัน แล้วประเทศไทยมีชุมชนในเมือง 1-2 หมื่นชุมชน ซึ่งพึ่งตนเองไม่ได้เลยเมื่อเกิดน้ำท่วม ภัยพิบัติ เพราะฉะนั้นจึงผลิตอาหารการกินไม่รอด ทำอะไรไม่เป็น ชุมชนชนบทกว่า 7 หมื่นชุมชนวันนี้ก็อ่อนแอ เหลือแต่คนแก่และเด็กเล็กๆ คนที่แข็งแรงพอจะเรียนรู้การอยู่กับดินกับน้ำที่ทำให้มนุษย์อยู่รอด ได้หายไปหมดแล้ว ที่สำคัญความคิดของคนก็ไม่เหมือนกัน คนในเมืองคิดว่าเงินจะทำให้อยู่รอด ขณะที่คนชนบทคิดว่าข้าวปลาอาหารทำให้อยู่รอด ตนคิดว่าถ้าใครศรัทธาแนวทางสองสิ่งคือ 1.แนวทางที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนเอาไว้ 2.แนวทางศาสนาของตนเองที่สอนไว้ ให้กลับมาสู่ธรรมชาติ กลับมาสู่ชุมชน และมีเป้าหมายแบ่งปันช่วยเหลือกัน สังคมแบบนี้จะอยู่รอด การทำเป็นชุมชนกสิกรรมจะทำให้เกิดความสุข ตนหวังอยากให้มีชุมชนแบบนี้ 1-2 แห่งในตำบลหนึ่ง เพราะจะช่วยแก้ได้ทั้งเรื่องเกษตร เรื่องของน้ำด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.บุญล้อมสอนการทำปุ๋ยให้กับสมาชิกเอามื้อสามัคคี

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการทำงานของหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ นายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า การออกแบบพื้นที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ พื้นที่ 47.5 ไร่ เป็นไปตามวัตถุประสงค์และความต้องการของสมาชิกแต่ละคนว่ามีเป้าหมายอย่างไร และอยากจะทำอะไรบนพื้นที่ โดยนำองค์ความรู้เรื่องหลุมขนมครกมาช่วยออกแบบ ให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งแต่ละแปลงจะขุดบ่อของตัวเองเพื่อกักเก็บน้ำ นอกจากนี้ยังจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางที่จะต้องใช้ร่วมกันด้วย เช่น ถนนทางเข้า คูน้ำ คันดิน เป็นต้น สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้เรียนรู้หลักการออกแบบพื้นที่ตามหลักภูมิสังคม โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. เข้าใจถึงวิธีการปรับปรุงบำรุงดิน ทำปุ๋ยแห้ง แบบไม่พลิกกลับกอง และทำปุ๋ยน้ำนมด้วยฮอร์โมนนมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากในพื้นที่ นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกันปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำฝายชะลอน้ำด้วยกระสอบและไม้ไผ่ และสร้างระบบนิเวศและแหล่งอาหาร ด้วยการดำนา ปั้นหัวคันนาทองคำ ทำกระชังเลี้ยงกบและทำแซนด์วิชปลาในนาข้าว ศาสตร์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกแห่ง หากสนใจที่จะมาเรียนรู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นารอบข้างน้ำท่วม แต่โคก หนอง นา แก้ปัญหาน้ำท่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกษิดิศร์ อนรรฆศิริ อาชีพอิสระ เจ้าของพื้นที่ 2 ไร่ในหมู่บ้าน กล่าวถึงแรงบันดาลใจว่า เพราะศาสตร์พระราชามีเป้าหมาย คือการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยคำนึงถึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือผู้พัฒนาต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรื่องของจิตใจ และนี่คือจุดเริ่มที่ทำให้ศึกษาว่าศาสตร์พระราชาคืออะไร ส่วนแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ของตน ได้ใช้หลัก โคก หนอง นา โมเดล โดยใช้ความสัมพันธ์ของ 5 ตัวแปรสำคัญ คือ 1.ไฟ หรือทิศทางของแสงแดดในแต่ละช่วงฤดู 2.ดิน ลักษณะของดิน การอุ้มน้ำของดิน 3.น้ำ ทิศทางการไหลของน้ำเข้าและออกจากพื้นที่ 4.ลม ทิศทางการพัดผ่านของลมหนาว ลมฝน และลมร้อน 5.คน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยการคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย วัฒนธรรม ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจาก อ.ยักษ์ อ.ล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมีเป้าหมายที่จะใช้ที่ดินแปลงนี้ในช่วงเกษียณ ใช้เป็นที่ทำกินในอนาคตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของในหลวง ร.9 และใช้บางส่วนของพื้นที่ในการทดลองปลูกพืชเขตร้อน เพื่อการวิจัยและศึกษาผลการเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจร่วมกับเพื่อนๆ ในต่างประเทศที่เคยศึกษาด้วยกันเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ&amp;rdquo; นายกษิดิศร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการจะเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้ประชาชนลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน ในวันที่ 26-28 ตุลาคม 2561 นำโดยบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และสุดาพร พรหมรักษา เจ้าของพื้นที่บ้านน้ำปี้ ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทางเฟซบุ๊ก : พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17208</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาจารย์ยักษ์, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b96027e1d248.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 21:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขับเคลื่อน&quot;เกษตรอินทรีย์&quot;แตกตัวทั่วไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมเอามื้อสามัคคี ที่มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 400คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินกิจกรรม&amp;quot;เอามื้อสามัคคี แตกตัวทั่วไทย&amp;quot;โดยสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ&amp;nbsp; บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่าย ซึ่งในการดำเนินกิจกรรมโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดินปีที่&amp;nbsp;6 ตั้งเป้าที่จะ&amp;quot;แตกตัวเอามื้อสามัคคี&amp;quot;ในแต่ละภาค ให้ครบทุกภาค โดยเริ่มเป็นครั้งที่สอง ที่ภาคตะวันออก โดยจัดกิจกรรม &amp;ldquo;เอามื้อสามัคคี&amp;rdquo; ที่บ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าไทยเมืองจันท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค พร้อมถ่ายทอดตัวอย่างความสำเร็จ &amp;ldquo;คนต้นแบบ&amp;rdquo; สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วประเทศร่วมสานต่อศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรืออาจารย์ยักษ์ อดีตประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เป็นประธานเปิดงานกล่าวว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมว่า คนที่นำแนวทางศาสตร์พระราชาไปปฏิบัตินั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ สอดคล้องกับแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง ตามที่พระองค์ท่านทรงเน้นย้ำว่า ความยั่งยืน คือ ความเหมาะสม โดยเริ่มจากการพัฒนาคน นอกจากนี้ กิจกรรมเอามื้อสามัคคียังสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลที่จะเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 5 ล้านไร่ ในปี 2564 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 หรือในช่วงปี 2560 - 2564&amp;nbsp; ขณะนี้ ทุกกระทรวง รวมทั้งรัฐธรรมนูญ ต่างระบุให้เราเดินตามรอย ในหลวงร.9 และร..10 ก็ทรงมาย้ำอีกว่า เราจะต้องเดินตามรอยพ่อของท่าน ทุกแห่งทุกระบบเกษตรกร จะต้องพึ่งตัวเองได้ ไม่ใช้สารเคมี ถ้าเรายังพึ่งสารเคมี ก็คือยังพึ่งตัวเองไม่ได้&amp;nbsp; โดยสนับสนุนเกษตรกรให้พัฒนาตนเอง ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเดิมไปสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรกรรมยั่งยืนรูปแบบอื่นๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะถ้าเราพึ่งตนเองไม่ได้ เราก็จะสู้เวียดนามไม่ได้ เพราะเขาต้นทุนถูกกว่าเราถึงสองเท่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ได้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขียนไว้ขัด เราต้องทำการผลิตภาคเกษตรเป็น 2ระบบ คือ 1 ต้องทำให้เป็นเกษตรอินทรีย์ ต้องทำให้ได้ 6แสนไร่เป็นอย่างต่ำ&amp;nbsp; และ2.ระบบเกษตรที่กว้างกว่าเกษตรอินทรีย์ ที่เรียกว่าเกษตรยั่งยืน แบ่งย่อยออกเป็น เกษครอินทรีย์ที่ถือเป็นรูปแบบหนึ่ง เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติแท้ๆ เกษตรทฤษฎีใหม่&amp;nbsp; และสุดท้ายคือการทำเกษตรรูปแบบอื่นๆ ที่ควรจะมีหลายแบบ แต่ที่สำคัญคือทำให้สอดคล้องกับวิถีสังคมและชุมชน ภูมิศาสตร์ที่แต่ละแห่งแต่ละภาคที่ไม่เหมือนกัน&amp;nbsp; เป้าหมายส่วนนี้คือการทำ 5ล้านไร่เป็นอย่างน้อย &amp;quot;อ.ยักษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปลือกทุเรียนที่เป็นปัญหาขยะของจันทบุรี ถูกนำมาทำเป็นปุ๋ยสวนเกษตรอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกทุเรียนที่ผ่านการหมักโดยน้ำหมักน้ำจืดเป็นเวลา 3เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมช.กระทรวงเกษตรฯ กล่าวยืนยันอีกว่ารัฐบาลนี้เอาจริงเอาจังกับเรื่องเกษตรอินทรีย์มาก มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรองนายกฯเป็นประธาน&amp;nbsp; เพื่อโยงไปถึงอีกหลายกระทรวง เช่น การตลาด ซึ่งกระทรวงเกษตร ฯไม่ได้ทำอย่างเดียว แต่ต้องโยงไปที่กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp; มาร่วมเป็นตลาดให้ เพื่อให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกว่าพันแห่ง นำอาหารที่เป็นเกษตรอินทรีย์ที่เป็นอาหารปลอดภัยไปให้คนไข้ในโรงพยาบาลได้กิน&amp;nbsp; ซึ่งมีการตกลงร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขแล้ว&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะปล่อยให้เหมือนเดิมไม่ได้&amp;nbsp; 2.กลุ่มโรงเรียน ถ้าเราปล่อยปละละเเลยให้เด็กกินอาหารที่มีสารพิษอย่างทุกวันนี้เประเทศไม่รอดแน่&amp;nbsp; โรงเรียนทั่วทั้งประเทศ 3.6 หมื่นโรง&amp;nbsp; 200 มหาวิทยาลัย ก็ควรจะได้รับประทานอาหารที่เป็นเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ต้องการให้นักท่องเที่ยว 15ล้านคนได้กินอาหารที่ปลอดภัย จะได้ไปประชาสัมพันธ์ได้ว่า เราเป็นหนึ่งในโลกที่ดูแลนักท่องเที่ยวได้กินอาหารปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การแตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี ก็คือการการฟื้นฟูพลังการร่วมมือของสังคมไทย เป็นการทำตามแบบภูมิสังคม สังคมไทยคือสังคมที่ช่วยเหลือกัน ไม่ใช่แบมือรอขอรัฐมาช่วย&amp;nbsp; ส่วนรัฐก็ปรับบาทบาทให้เหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน คือหนุนประชาชนให้ช่วยตัวเอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านนายกฯก็พูดชัดว่าทำยังไงให้อาหารปลอดภัย ไปลดสารพิษให้ได้&amp;nbsp; เกษตรกรต้องแข็งแรง ต้องมั่งคั่ง ต้องหลุดพ้นเส้นความยากจนให้ได้ การเกษตรจะได้อยู่ยั่งยืนถึงลูกหลาน ถ้าพ่อแม่อดอยากยากจน ลูกที่ไหนอยากจะมาทำการเกษตรอีก ชนบทต้องแข็งแรงให้ได้ และภาควิชาการต้องลูกขึ้นมารับภาระ มหาวิทยาลัย โรงเรียนต้องลุกขึ้นมาทำ สอนเรื่องเหล่านี้กันในโรงเรียน สอนประชาชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนภาคประชาชนจะต้องร่วมมือกัน ช่วยกัน ไม่ใช่แบมือขออย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นจะไปไม่รอดทั้่งประเทศ&amp;nbsp; และบทบาทภาคเอกชนก็ต้องมาช่วยเหมือนเชฟรอน ก็จะเกิดพลังในการชี้นำสังคม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์เล่าอีกว่า การเห็นคุณค่าของเกษตรอย่างยั่งยืน ทำให้ประเทศบรูไน เชิญตนไปช่วยผลิตข้าว ก่อนหน้านี้ ได้ขอความช่วยเหลือผ่านกรมการข้าว ส่งเจ้าหน้าที่ไป 2ปี&amp;nbsp; แต่เข้าใจว่ายังไม่ทำอะเไรเลย ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ทางบรูไนเลยจะเชิญตนเองไป ไปพัฒนาคนของเขาให้ผลิตข้าวให้พอกิน เพราะเขารู้ในอนาคตน้ำมันเขาจะต้องหมด ไม่มีเงินซื้อกินอย่างเดียว อย่างสมัยก่อนอีกแล้ว สิ่งเหล่านี้&amp;nbsp; สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำประเทศเขาฟังพระเจ้าอยู่หัวในหลวงร. 9 ของเรา และเขามีความศรัทธาจึงทำตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ในลักษณะแตกตัวทั่วไทยที่กำลังดำเนินไป&amp;nbsp; แต่อีกด้านหนึ่ง ภาครัฐกลับมีการอนุมัติให้สารเคมีเกษตรอันตราย 3ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโคลเซต และ คลอร์ไพริฟอส ให้ขึ้นทะเบียนใช้กันต่อไป&amp;nbsp; อ.ยักษ์ กล่าว โดยส่วนตัวเห็นว่าความคิดเห็นของหมอในกระทรวงสาธารณสุข ที่เสนอแนะให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย 3ชนิดนี้ มีน้ำหนัก แต่การอนุมัติได้อยู่ที่กลไกหลัก คือกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ผลักดันเกษตรอินทรีย์ และยังสวมหมวกเป็นรมช.ก.เกษตรฯ ทำให้ขณะนี้ ได้มีมาตรการที่จะปกป้องเกษตรอินทรีย์แล้ว โดยได้หารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในการลงนามกับ 4จังหวัด ขับเคลื่อนให้การฉีดพ่นสารเคมี อยู่ในขอบเขต ทั้งนี้เพื่อไม่ให้สารเคมีดังกล่าวมีผลกระทบกับผู้ที่ทำเกษตรอินทรีย์ และการลงนามหลังจาก 4จังหวัดนี้แล้ว จะมีอีก 24 จังหวัดที่จะลงนามความร่วมมือลักษณะนี้ต่อๆไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมประชุมเรื่องเกษตรอินทรีย์ทุกเดือน&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; 4 จังหวัดที่จะลงนาม&amp;nbsp; เราเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดมาลงนามไว้แกนนำชาวบ้าน สหกรณ์&amp;nbsp; ลงนามร่วมกันจะเคลื่อนอย่างนี้ไปทีละ 4จังหวัด เพราะผมคาดหวังว่าทั้งประเทศจะต้องเกิดเกษตรอินทรีย์ให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp; ภายในเวลา 7เดือนของรัฐบาลชุดนี้ &amp;quot;อ.ยักษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ และอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ &amp;nbsp;เชฟรอนฯ ลงมือทดลองฉีดพ่นสมุนไพรป้องกันแมลง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์&amp;nbsp;ของ&amp;nbsp;แววศิริ ฤทธิโยธี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ได้มีแต่เพียงการอนุมัติให้มีการใช้สารเคมีเกษตรอีกต่อไป แต่เกษตรอินทรีย์ยังมีอุปสรรคด้านอื่นๆอีก อ.ยักษ์ กล่าวว่าเราทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2545 ที่จันทรบุรี ผลักดันจนกลายเป็นวาระแห่งชาติในปี 2548&amp;nbsp; แต่ประกาศแล้วก็นิ่ง&amp;nbsp; แม้สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบฯขับเคลื่อน ปีละพันกว่าล้านบาท และจัดสรรงบฯในจำนวนดังกล่าวมาให้จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; แต่ในช่วง 10กว่าปีเกษตรอินทรีย์ก็ยังไม่ไปถึงไหน&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาคือ ผู้ต้องปฎิบัติไม่นำไปปฎิบัติ โดยภาควิชาการถือว่ามีบทบาทสำคัญ&amp;nbsp; แต่ทุกวันนี้ภาควิชาการไม่ได้แสดงบทบาทที่เห็นแก่ประชาชน ยังเห็นแก่ลาภยศ สรรเสริญ เห็นแก่ตำแหน่ง ทำงานเอายศ เอาตำแหน่ง&amp;nbsp; อีกทั้งภาคราชการ ก็เดินตามภาควิชาการ ส่วนภาคธุรกิจเอกชน ก็เห็นความสำคัญของรายได้ กำไร มากกว่าการบาดเจ็บ ล้มตาย ของประชาชน ไม่สนใจว่าถ้าหากกินสารเคมีมากๆเข้าไปแล้วจะเป็นอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ต่อมาเกษตรอินทรีย์ มาขยับขึ้นได้ ก็สมัยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วงที่ยังเป็นผู้บัญชาการทหารบก ได้ดูละครทางมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เรื่อง เย็นศิระน้ำพระทัย&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดูเสร็จให้ทหารทุกภาค ไปอบรมที่ศูนย์เกษตรกรรมธรรมชาติ ที่มาบเอื้อง และตั้งศูนย์แบบมาบเอื้องเป็นร้อยศูนย์ภายใน 6เดือน&amp;nbsp; ตอนนี้ไปดูได้แม้แต่ในหน่วยสงครามพิเศษก็ทำเกษตรอินทรีย์ 600 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ร.10 ท่านก็ทรงต้องการสืบสานงานของพ่อท่าน ก็มีการอบรมจิตอาสาให้มีความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่นี้ไปแล้วประมาณ 200 คน เพื่อให้งานของในหลวงร.9 ขับเคลื่อนไปได้เร็วยิ่งขึ้น และขณะนี้กำลังทำจิตอาสาให้กับหน่วยราชการ อื่นๆ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; อ.ยักษ์กล่าวอีกว่า การประกาศว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ปลอดสารเคมี และเป็นเกษตรอินทรีย์ จะมีขึ้นในวันที่&amp;nbsp; 5 ธันวาคมปีนี้ ที่เป็นวันดินโลก ซึ่งจะมีการเชิญฑูต108ประเทศมาฉลองใหญ่&amp;nbsp; &amp;nbsp;และรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กๆเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้วิถีโคก หนอง นา ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และตัวแทนสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการฯ ที่จันทบุรี ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงห่วงใยประชาชนในจันทบุรีซึ่งประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้&amp;nbsp; ปัญหาภัยแล้งจึงเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่&amp;nbsp; รวมทั้งยังมีการใช้สารเคมีในการเกษตรค่อนข้างมาก&amp;nbsp; กิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งนี้ จึงเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ปลูกและผู้บริโภค&amp;nbsp; รวมถึงขยายผลโดยใช้ช่องทางเฟซบุ๊กwww.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking&amp;nbsp;รับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างหลุมขนมครก และมีผู้สนใจกว่า 600 คนที่จะมาช่วยกันสร้างหลุมขนมครกเพื่อเก็บกักน้ำในหน้าแล้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สวนที่จันทบุรีส่วนใหญ่พืชเชิงเดี่ยว แต่แนวคิดเราปลูกผสมผสาน ซึ่งการเลี้ยงดินเป็นเรื่องสำคัญ ผลไม้จะอร่อยรสชาติดีหรือไม่ ขึ้นกับดิน ถ้าเราใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ไม่ใช้สารพิษจึงเปนเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; การไม่ใช้สารเคมีกำจัดแมลง การทำโคก หนอง นา ในสวน ชาวสวนพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งสารเคมี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช. ก.เกษตรฯ ประธานสภาเกษตรกร จ.จันทบุรี ประธานศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จ.จันทบุรี กล่าวว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนที่อาจารย์ยักษ์&amp;nbsp; เริ่มทำเรื่องเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; เมื่อปี2544-2545 ได้เลือก จ.จันทบุรี เป็นเป้าหมายแรกเพราะเชื่อว่าคนจันท์กล้าคิด กล้าทำ กล้าลงทุน ถ้าที่นี่ทำเกษตรอินทรีย์ได้ คนที่นๆ จะทำตาม และเปลี่ยนได้ทั้งประเทศ&amp;nbsp; อาจารย์ยักษ์และทีมงานจึงลงไปพื้นที่ ทั้งอบรมและลงมือทำต่อเนื่อง จนรัฐบาลในยุคนั้นประกาศให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp; แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงคนจากทำเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ไม่ใฃ่เรื่องง่าย และโครงการคุ้งกระเบน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็มีปัญหาเรื่องน้้ำที่มีน้ำจืดน้อย เพราะติดทะเล ส่วนดินก็เป็นดินทราย ทุกอย่างยากหมด&amp;nbsp; พื้นที่ตรงนี้จึงเหมาะทำประมงมากกว่ามาเพาะปลูกพืช&amp;nbsp; มีพืชสองชนิดที่ปลูกได้ คือมะพร้าวกับมะม่วงหิมพานต์เท่านั้น ช่วงแรกของการทำโครงการจึงยากมาก อาจารย์ ยักษ์ บอกต้องห่มดิน ต้องขนฟางข้าวมาห่มดินพื้นที่ 32 ไร่&amp;nbsp; ไม่ให้น้ำระเหยออกไป เจาะบ่อน้ำติ้นหาน้ำจืด ไม่ใช้สารเคมีเลย ต่อมาสามารถขยายชนิดพืชที่ปลูกมากขึ้น ถึงขนาดเอาแกลดดิโอลัส ที่ขึ้นในภาคเหนือมาปลูกได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก&amp;nbsp; ไม่มีใครคิดว่าทำได้ ที่จะเอาแกลดดิโอลัส ที่ขึ้นภาคเหนือมาปลูกชายฝั่งทะเลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์และอ.ธีระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมามีการขอพื้นที่สาธารณประโยชน์ อีก100 ไร่มาทำเกษตรอินทรีย์ พอปี42-42 หลังวิกฤติเศรษฐกิจ&amp;nbsp; มีคนสนใจเรียนรู้ ซึ่งเราเน้นการพัฒนาคน&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานก่อตัวขึ้นจริงจังขึ้นทุกปี มีการสัมนาเกษตรอินทรีย์พลิกฟื้นวิถึไทย จนนำไปสู่การผลักดันเป็นนโยบายของชาติ ในปี 2548 หลังจากนั้นก็มีการขับเคลื่อน ซึ่งจริงๆแล้วระยะเวลาตั้งแต่ปี 2548 มาถึงขณนี้ 13ปี ที่คดว่าเกษตรอินทรีย์น่าจะผงาด ควรจะได้ไปไกลแล้ว แต่มันกลับไม่ผงาด ได้แค่ผงกเท่านั้น เราจึงตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่าปีนี้ 2561 เกษตรอินทรีย์จะต้องผงาดที่จันทบุรี ซี่เราได้มีการปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นตรงกันว่า&amp;nbsp; แตกตัวทั่วไทย มาที่จันทบุรี เป็นการประกาศอีกรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเชื่อว่าสถานการณ์เกษตรอินทรีย์ ตอนนี้ดีกว่ายุคก่อนมาก เมื่อก่อนไปที่ไหนมีแต่คนด่า ทำไม่ได้ท่าเดียว บ้าหรือเปล่า ผมก็ทำตัวอย่างของผม ทำกันเอง พอความสำเร็จเกิด ลูกศิษย์ลูกหาเกิด เกิดมูลนิธิ เครือข่ายกระจายตัวทั่วประเทศ&amp;nbsp; ทำไปในภาวะราชการมันไม่มีหัวใจ&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเราทำไม่หยุด ทำไปเรื่อย ตอนนี้ที่จันทน์ มีเกษตรอินทรีย์ 5,000 ไร่ นับเป็นแค่ 0.1หรือ0.2 ของพื้นที่เกษตรจังหวัด 20 ล้านไร่&amp;nbsp; แต่เราเชื่อว่าต่อไปจะขยายเกษตรอินทรีย็ได้อีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ธีระกล่าวว่า ขณะนี้ทางกลุ่มได้ก่อตั้งสมาพันธ์ กลุ่มPGS( Partcipatory Guarantee System )&amp;nbsp; หรือการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ แบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานแบบไทย&amp;nbsp; โดยอิงระบบรับรองมาตรฐานของ IFOAM:International Federation of Organic Agriculture Movements เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกร หลีกเลี่ยงการประเมินค่าใช้จ่ายสูง และมีความยุ่งยากในการประเมิน. แต่ก่อนเคยทำตราคุ้งกระเบนรับรองผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในปีนี้ กลุ่ม PGS จ.จันทบุรี จึงกำหนดยุทธศาสตร์ &amp;lsquo;อินทรีย์ผงาด&amp;rsquo; เฉพาะ จ.จันทบุรี โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 10,000 ไร่ในปีแรก และจะเพิ่มเป็น 10 เท่าในปีถัดไปทุกปี โดยมีทีมงานที่บ่มเพาะมาพร้อมทำงาน และสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และอีกหลายสถาบัน มาร่วมขับเคลื่อนงานในส่วนนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; มาตรฐานเราเกิดจากพวกเราที่เราต้องเชื่อกันเองว่าไม่มีสารเคมียาฆ่าหญ้า 100% ไม่มีปุ๋ยเคมี&amp;nbsp; เรามีเครือข่าย6-7เครือข่าย อาทิ เกษตรกรรมทางเลือก ข้าวขวัญ มูลนิธิทั้งหลาย เป็นต้น&amp;nbsp; มารวมตัวกันสร้างมาตรฐานการรับรองแบบมีส่วนร่วม ตรวจสอบดูแล ขายผลตรวสอบที่เข้มข้น พีจีเอส จนกลายมาเป็นกาตั้งสมาพันธุ์เกษตรอินทรีย์ พีจีเอส ลงนามความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเรียบร้อยแล้วว่า ได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้บริโภค เลมอนฟาร์ม &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าในฐานะเกษตรกรจันทบุรี แหล่งปลูกทุเรียน ที่ตอนนี้มีราคาแพง เพราะการเข้ามากว้านซื้อของล้งจีน&amp;nbsp; อ.ธีระกล่าวว่า ล้งจีนมีแง่ดีในแง่ช่วยการตลาด&amp;nbsp; แต่โดยเงื่อนไขที่เราไม่มีมาตรการป้องกันเกษตรกรเราเลย ปล่อยให้เข้าบุกหน้าบ้าน ถึงหลังบ้าน ท้ายครัวได้ ตรงนี้อันตราย เพราะเขาจะเป็นผู้กุมกลไกตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ถามว่าอย่างนี้ดีมั๊ย ดี ล้งจีนไม่มีความผิดอะไรเลย&amp;nbsp; เราเองต่างหากผิดที่ไม่ปกป้องเกษตรกรของเราเลย ปล่อยให้เขาทะลุทะลวงถึงก้นครัว เป็นไปได้ยังไง&amp;nbsp; ทุนเขาหนกว่าเรา เกษตรกรเรามีแค่ 10-20 ล้าน ซื้อวันเดียวก็หมดแล้ว แต่ล้งจีน เขามาทีเป็นพันล้าน ล้งใหญ่ๆ 3พันล้าน ที่เขาหมุนเวียนในช่วงผลผลิตออก ของสหกรณ์ของเรามีเหมือนกันพันล้าน แต่อยู่ที่สมาชิกหมด ไม่ได้มีมากองที่สหกรณ์ เราจะไปแข่งกับเขาได้ยังไง ดังนั้น มาตรการหรือนโยบายของรัฐต้องเปลี่ยนหมด แต่ก็ยังไม่ทำอะไร สหกรณ์เข้มแข็งไม่ใช่เรื่องไปซื้อไอ้โน่น ไอ้นี่ไปแจก แต่มันต้องเปลี่ยนความคิด กันใหม่หมด แต่ในกลุ่มของเราเกษตรอินทรีย์ เราสามารถทำการตลาดโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง อย่างล้งจีน&amp;nbsp; ซึ่งต้องใช้รูปแบบอย่างนี้ถึงรอด&amp;quot; อ.ธีระกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธงเชฟรอน เอกชนผู้สนับสนุนหลักปลิวไสว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แกนนำภาคเอกชน กล่าวว่า เราใช้แนวคิด &amp;lsquo;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; คือการนำสิ่งที่เรียนรู้และความสำเร็จในการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่&amp;nbsp; 9 ไปถ่ายทอดให้แก่ประชาชนใน 4 พื้นที่ 3 ลุ่มน้ำที่มีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างต้นแบบที่หลากหลาย และส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง โดยจะนำความสำเร็จนี้ไปเผยแพร่เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจสู่ของชุมชนอื่นทั่วประเทศต่อไป ซึ่งความมุ่งหวังของโครงการฯ คือต้องการที่จะทำให้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือก แต่เป็นหนทางหลักของเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการนี้ผมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาประเทศระยาว เป็นโครงการที่ดี ทำงานกันมาค่อนข้างศรัทธาอ.ยักษ์ ที่ทำจากใจ และเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามแนวทางในหลวงร.9 และมองว่าเรืองนี้ต้องใช้เวลา 9 ปีเป็นอย่างน้อย ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จพอสมควรจากจุดเริ่มต้น โคกหนองนา&amp;nbsp; ที่แรกๆเป็น Alien ในสังคม ตอนนี้ไม่กลายเป็นเรื่องแปลกแยก กับสังคมอีกต่อไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีความสำเร็จให้เห็นกระจายตัวพอสมควร มีตัวอย่างให้เห็นถึงความสำเร็จ และไม่สำเร็จ เพราะไม่ใช่จะสำเร็ตทุกค&amp;nbsp; มีการเรียนรู้ว่าแบบไหนทำแล้วสำเร็จ แบบไหนทำไม่สำเร็จ&amp;nbsp; เรียกว่าเราได้ผ่านจุดที่เป็นคอขวดมาแล้ว สองระยะ ซึ่งยังมองไม่ออกว่าคอขวดระยะต่อไปคืออะไร แต่ตอนนี้ ในส่วนพนักงานเฟรอนเองที่มาเป็นจิตอาสา บางคนก็มาทำเอง ได้ลงมือเอง ได้บอกญาติพี่น้อง&amp;nbsp; การขยายตัวไปทั่วประเทศถือว่าเร็วกว่าที่คาด&amp;quot;ผู้บริหารเชฟรอนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาคับคั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุเรียนปลอดสารพิษ จากสวนเกษตรอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย นางแววศิริ ฤทธิโยธี แห่งบ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าไทยเมืองจันท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เล่าว่า &amp;ldquo;บ้านสวนอิสรีย์ฯ มีสวนยางประมาณ 120 ไร่ และสวนผลไม้ 80 ไร่ ปลูกเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง พริกไทย และอื่นๆ ผสมผสานกัน&amp;nbsp; ที่บ้านเราอยู่กับสวนมาตลอด พ่อสอนไม่ให้เบียดเบียนธรรมชาติ&amp;nbsp; ตอนแรกทำสวนมะละกอซึ่งใช้สารเคมีมาก แต่เราห่วงเรื่องสุขภาพของตัวเองและคนงานจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; ตอนนี้ไม่ใช้เคมีเลยมา 3 ปีกว่าแล้ว เราขุดบ่อ 7 บ่อรวมทั้งบ่อบาดาล ให้มีน้ำใช้ตลอด เมื่อปี 2560 ก็ได้ไปอบรมเรื่องเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติมที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จึงหมักปุ๋ยเองจากความรู้ที่ไปอบรมมา&amp;nbsp; และเราเองก็เป็นหนึ่งในเกษตกร 30 กว่ารายที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูงานสม่ำเสมอ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากนี้ โครงการฯ จะเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้ประชาชนลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่เป้าหมายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการในพระราชดำริฯ อีก 2 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนกสิกรรมวิถี ณ หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ในพื้นที่ของบอย-พิษณุ นิ่มสกุล ที่ อ.หนองแซง จ.สระบุรี ระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคม 2561&amp;nbsp; และพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน ในวันที่ 26-28 ตุลาคม 2561 นำโดยบัณฑิต ฉิมชาติหัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และสุดาพร พรหมรักษา เจ้าของพื้นที่บ้านน้ำปี้ ต.น้ำมวก อ.เวียงสา จ.น่านผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทาง&amp;nbsp;www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แม่จูงลูกตัวน้อย ร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคี แตกตัวทั่วไทย&amp;nbsp; ตามรอยพ่อในหลวงรัชกาลที่ 9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11700</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์, ครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ธีระ วงษ์เจริญ, บริษัทเชฟรอนประเทศไทย, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด, เกษตรอินทรีย์, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b29084b58b1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
