<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2019 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2019 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไบโอไทยชี้แบน3สารพิษจุดเปลี่ยนประเทศ ปลื้มสื่อนอกแห่ตีปี๊บ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ต.ค. 62 &amp;ndash;&amp;nbsp; เพจเฟซบุ๊กมูลนิธิชีววิถี BIOTHAI ได้โพสต์ข้อความว่า &amp;ldquo;หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติแบน 3 สารพิษที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด ด้วยคะแนนท่วมท้น สื่อต่างประเทศพร้อมใจกันรายงานข่าวนี้อย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์คไทม์ วอชิงตันโพสต์ เอพี เอเอฟพี ฟร้องซ์ 24 สำนักข่าวเบอร์นาม่า ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักข่าวเอพีอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กล่าวถึงการลาออกหากการแบนไม่ประสบผลสำเร็จ และคำให้สัมภาษณ์ของปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานไทยแพนที่ระบุว่า การแบนสารพิษครั้งนี้เป็นผลมาจากการสนับสนุนที่ฝ่ายการเมืองรู้ร้อนรู้หนาวต่อปัญหาของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักข่าวเบอร์นามา ให้รายละเอียดการแบนไปจนถึงผลการโหวตแบนในแต่ละสารอันตราย และการคัดค้านจากเกษตรกรบางกลุ่มที่อ้างว่าการแบนจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวของฟร้องซ์24 ให้รายละเอียดข่าวอย่างครบถ้วน โดยให้ภาพกว้างของการแบนพาราควอต และไกลโฟเซต โดยสารตัวหลังขณะนี้ได้ถูกจำกัดการใช้แล้วในหลายประเทศ โดยฝรั่งเศสจะเริ่มแบนสารนี้ในปี 2023 โดยตบท้ายว่า &amp;quot;Thai-PAN ซึ่งได้รณรงค์เรื่องนี้มาอย่างยาวนานขอบคุณรัฐบาล*ที่แบนทั้ง 3 สารพิษ แต่เรียกร้องให้รัฐและทุกฝ่ายต้องให้การสนับสนุนเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราควรใช้การเริ่มต้นนี้ เป็นจุดเปลี่ยนแปลงประเทศ จากประเทศที่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบราคาถูก และพืชผักไม่ปลอดภัยไปสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48695</URL_LINK>
                <HASHTAG>BIOTHAI, คกก.วัตถุอันตราย, มูลนิธิชีววิถี, สื่อนอก, แบน3สารพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191023/image_big_5daff3cc868a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2018 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิฑูรย์&#039;ชี้กรมทรัพย์สินปัญญา ปล่อยเกียร์ว่าง&#039;สิทธิบัตรกัญชา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ธ.ค.61- วิฑูรย์ชี้ ผลการหารือร่วม สนช.มีความเป็นห่วง เรื่องนี้มาก และยอมรับว่า จริงๆ กฎหมายต้องออกเร็วกว่านี้ แต่ปรากฎว่าติดขัดเรื่องสิทธิบัตรกัญชา แม้รัฐบาลจะสนับสนุน &amp;nbsp;แต่กลับต้องมาติดขัดที่ส่วนราชการ อย่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ปล่อยเกียร์ว่างในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาสิทธิบัตรกัญชา ที่อาจกระทบต่อการออกประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ ที่จะอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อทางการแพทย์ ว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้เชิญทางภาคประชาสังคมและทางมหาวิทยาลัยรังสิต เข้าหารือ เกี่ยวกับเรื่องสิทธิบัตรกัญชา โดยมีการหารือร่วมกับนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. เห็นว่า ทางสนช.มีความเป็นห่วงมาก และยอมรับว่า จริงๆ แล้ว กฎหมายกัญชาต้องออกเร็วกว่านี้ แต่ปรากฎว่าติดขัดเรื่องสิทธิบัตรกัญชา ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็มีความเป็นห่วง จนก่อนหน้านี้จะใช้คำสั่งม.44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มาแก้ปัญหาสิทธิบัตรกัญชาแต่เมื่อทราบว่าการใช้ม.44 อาจส่งผลข้างเคียง ก็มีการหารือว่าอาจใช้ในทิศทางอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหา ส่วนจะใช้ทิศทางไหนยังไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ทางเครือข่ายฯ เห็นว่า เรื่องนี้น่ากังวลมาก เพราะจะส่งผลต่อการออกกฎหมายได้ ขณะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ปล่อยเกียร์ว่าง ไม่สนใจใดๆ คงรอให้ผ่านพ้นรัฐบาลชุดนี้ จึงฝากความหวังกับทาง สนช. และเสนอขอให้เรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทรัพย์สินทางปัญญามาร่วมกันเพื่อหาทางออก ด้วยการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจก่อนที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ จะออกมา แต่ถ้าสุดท้ายกรมทรัพย์สินฯยังไม่ให้ความร่วมมือ คงต้องไปร้องต่อนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้ช่วยเรื่องนี้ เพราะหากฝ่ายราชการนิ่งเฉย ฝ่ายการเมืองต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง ไม่เช่นนั้นก็เหมือนไม่ปกป้องสิทธิของคนในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการไบโอไทยกล่าวอีกว่า อีกปัญหาที่ทางมหาวิทยาลัยรังสิตมองคือ ร่างกฎหมายที่กำลังผลักดันจำกัดสิทธิการปลูกของหมอยา ซึ่งมีภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยอยู่แล้ว จึงเสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ให้ปลูกได้ แต่ต้องขึ้นทะเบียนถูกต้อง แต่ที่น่าจับตามองอีกอย่างคือ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทราบมาว่า ทาง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม &amp;nbsp;ได้เสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาขอให้ทางสหกรณ์การเกษตรขนาดเล็กและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สามารถปลูกกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่ต้องขออนุญาตหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ทางนายกฯยังไม่เคาะข้อเสนอนี้ แต่เป็นเรื่องที่น่าติดตามเช่นกัน จะเห็นว่า ฝ่ายรัฐบาลระดับสูงก็สนใจเรื่องกัญชาทางการแพทย์ เพราะเป็นความหวังของผู้ป่วย แต่กลับต้องมาติดขัดที่ส่วนราชการ อย่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24229</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, มูลนิธิชีววิถี, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรุญ, สิทธิบัตรกัญชา, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181022/image_big_5bcdaebeb16c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2018 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2018 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;เอ็นจีโอ&quot;ลั่นเตรียมเปิดเอกสารแฉเบื้องลึก คกก.วัตถุอันตราย &quot;อุ้ม3สารเคมี&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (17 ก.ค.)นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มีการแบนสารเคมี 2 ชนิด คือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ซึ่งจากข้อมูลใหม่เห็นว่าควรจะมีการแบนไปด้วยนั้น เบื้องต้นภาคประชาชนจะมีการดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1.มูลนิธิชีววิถี และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จะมีการรวบรวมรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจากสารเคมีทั้ง 3 ชนิด เพื่อฟ้องร้องคณะกรรมการวัตถุอันตรายต่อศาลปกครอง กรณีมีมติไม่แบนสารเคมีทั้ง3 ชนิด ตามมติของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอยู่ระหว่างการหาข้อมูลและรวบรวมรายชื่อ คาดว่าจะใช้เวลา 2สัปดาห์ จะสามารถทำการฟ้องร้องได้ 2.ได้รับข้อมูลเบื้องหลัง ซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในการตัดสินมติอัปยศ ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยจะมีการเปิดเผยข้อมูล คาดว่าในวันจันทร์ ที่ 20 ส.ค.จะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงข้อมูลดังกล่าว และคาดว่าใน 1-2 วันนี้จะสามารถเปิดข้อมูลต่อประชาชนเพื่อให้ประชาชนดาวโหลดผ่านเว็บไซต์ Thai-Pan 3.การจับตามองคณะกรรมการชุดใหม่ ชื่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงที่ นายกฯ แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง โดยขอให้คณะกรรมการรายงานผลการประชุมต่อ นายกฯภายใน 60 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;คณะกรรมการชุดใหม่ ถูกมองว่าเป็นคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นการยื้อเวลาการแบน สารพิษทั้ง 3 ชนิด โดยขอให้คณะกรรมการเปิดเผยข้อมูลต่อนายกฯ ภายใน 60 วัน ซึ่งต้องมาจากการประมวลข้อมูลจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร นายกฯ ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเองต้องเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โลกมีการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด เห็นได้จากการที่สหรัฐอเมริกามีการตัดสินให้บริษัทสารเคมีชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ป่วยมะเร็ง ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกิดจากสารเคมีของบริษัทนั้น แต่กลับมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา ซึ่งในคณะกรรมการมีมีกลุ่มของผู้สนับสนุนให้มีการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดต่อ และมี 3 คนที่ชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์กับบริษัทผู้ผลิต&amp;rdquo; นายวิฑูรย์ กล่าวและว่า.คณะกรรมการชุดใหม่ต้องตัดสินด้วยความโปร่งใส ซึ่งต้องมีความรอบคอบไม่ให้เกิดการตัดสินซ้ำรอยเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ทั้งนี้จากการที่ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้สัมภาษณ์แสดงจุดยืนให้มีการแบนตามมติเดิม เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก หากเรื่องนี้สำเร็จมีการแบนสารพิษทั้ง 3 ชนิด จะกลายเป็นคุณูปการ และเป็นเกียรติคุณให้ประชาชนได้พูดถึงคุณงานความดีของท่านเมื่อท่านได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว โดยทางภาคประชาชนกว่า 700 องค์จะให้การสนับสนุนท่านในเรื่องนี้ ซึ่งจะให้การสนับสนุนทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขโดยมี นพ.เสรี ตู้จินดา เป็นประธาน และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ที่มีความเห็นตรงกับกระทรวงสาธารณสุขด้วย ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นที่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก็ขอชื่นชมว่าที่จริงท่านบอกว่าเห็นด้วยให้มีการแบน แต่มีความกังวลว่าประชาชนจะไม่มีทางเลือก ตนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตรง ในฐานะรัฐมนตรีท่านสามารถหากลไกแก้ไขและหาสารทดแทนได้ ไม่ใช่เรียกร้องให้หน่วยงานอื่นหาทางแก้ไข.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15594</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, คณะกรรมการวัตถุอันตราย, มูลนิธิชีววิถี, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b14e2fb0e473.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอ็นจีโอ&quot;เผยมีผู้แทนภาคเอกชน ร่วมตัดสินต่ออายุ&quot;พาราควอต&quot;ในที่ประชุมคกก.วัตถุอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเห็นชอบให้มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พาราควอตคลอ ไพริฟอส และไกลโฟเซต ต่อไปอีก ไม่มีการถอนทะเบียน&amp;nbsp; โดยอ้างเหตุผลว่าไม่มีข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพที่เพียงพอ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ 5กระทรวงโดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนหลัก ได้มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว ภายในเวลา 2ปี&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีหลายเครือข่ายสถาบันการศึกษา ได้ออกมาสัมมนาเพื่อแจกแจงถึงพิษภัยของสารเคมีดังกล่าว&amp;nbsp; เพื่อให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายใคร่ครวญให้ดี ก่อนตัดสินใจว่าจะต่อทะเบียนสารเคมีกลุ่มนี้หรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในที่สุดคณะกรรมการวัตถุอันตรายก็เห็นชอบให้มีการใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3ขนิดต่อไป แต่เพิ่มเติมโดยให้มีการควบคุมการใช้&amp;nbsp;ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่ไม่น่าจะมีผลในทางปฎิบัติจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า เมื่อผลออกมาเช่นนี้ต่อไปคงจะมีการนัดประชุมของ 369 องค์กรจาก 50 จังหวัด ซึ่งอาจมีมาเพิ่มมากกว่านี้ เพื่อหารือการเคลื่อนไหว &amp;nbsp;ซึ่งการหารือนั้นจะเป็นการหามาตรการอื่นเพิ่มเติมกับการชุมนุมที่เป็นมติร่วมกันของเครือข่ายก่อนหน้านี้แล้วว่า มีการอนุญาตให้ใช้ต่อไปได้&amp;nbsp; ต้องมีการชุมนุม ทั้งนี้การหารือจะไม่ใช่การประชุมในระดับจังหวัดแล้ว แต่จะเป็นการประชุมใหญ่หน้าทำเนียบ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ในอาทิตย์แรกจะเป็นการเรียกประชุมกันของตัวแทนเครือข่ายก่อน ส่วนการชุมนุมใหญ่นั้นต้องต้องคุยกันอีกครั้ง ซึ่งจะดำเนินการให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามในการประชุมตัดสินเราตรวจสอบพบว่ามีผู้แทนจากภาคเอกชนเข้าร่วมด้วย ซึ่งทางกฏหมายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมในการประชุม ส่วนจะมีใครบ้างคงต้องมีการตรวจสอบอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กล่าวถึงประเด็นที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายสรุปว่ายังไม่มีผลทางสุขภาพที่เพียงพอในการแบน ว่า ในเรื่องนี้จะเห็นว่า ทางนักวิชาการ นักวิจัยในพื้นที่ และแพทย์ที่รักษาโรค ได้ออกมาให้ข้อมูลทั้งในเรื่องสารตกค้าง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ที่อยู่รอบๆที่มีการใช้ ทั้ง ปุนา กบ หรือแม้กระทั่งปลาในแม่น้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งสิ้น อีกทั้งส่งผลกระทบต่อคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และเด็ก ทำให้เด็กปัญญาอ่อน โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ชัดเจนหมดแล้วในรอบ 20 ปี โดยเฉพาะ 4 ปีหลังที่มีการรวบรวมข้อมูล ซึ่งน่าจะเพียงพอไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว ดังนั้นเมื่อผลออกมาเช่นนี้แล้วคณะกรรมการวัตถุอันตรายควรถูกตรวจสอบว่ามีการละเลยข้อมูลที่เป็นผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9866</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมนุมใหญ่, ตัวแทนเอกชนร่วมประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย, พาราควอต, มูลนิธิชีววิถี, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad7365e7eb7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6140</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2018 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2018 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาราควอตสุดอันตราย! ส่งพิษภัยต่อจากแม่สู่ลูก แต่ลูกเจอหนักกว่า4-6เท่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30มี.ค.61- อาจารย์มหิดล ชี้ พบสารพาราควอตจากแม่สู่ลูก อึ้ง พบในลูกมากกว่าถึง4- 6 เท่า โดยจากการตรวจพบว่าหญิงที่สัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ที่มีอาชีพเกษตรกรจะมีโอกาสพบสารพาราควอตได้มากกว่าหญิงที่ไม่มีกาติดต่อสัมผัส วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติโดยการแบนพาราควอตด้านเอ็นจีโอ จวกคกก.วัตถุอันตรายไม่ใส่ข้อมูลใหม่พิษภัยพาราควอตไว้ในการพิจารณา แต่มีอำนาจตัดสินใจจะแบนหรือไม่แบน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.ดร.พรพิมล กองทิพย์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในงาน เสวนา หัวข้อ &amp;ldquo;คอร์รัปชันในภาคเกษตร : ภาค 1&amp;hellip;พาราควอต?&amp;rdquo; ว่าทั่วโลกพบผลกระทบจากการใช้พาราควอต ซึ่งประเทศไทยแม้ว่าจะไม่มีผลกระทบในวงกว้างมากนัก แต่หากใช้ในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็นจะก่อให้เกิดการตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งตนได้รับทุนจากทางประเทศสหรัฐอเมริกาให้มีการศึกษาผลกระทบจากการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งรวมไปถึงไกรโฟเสทและพาราควอตด้วย &amp;nbsp;ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การที่หญิงตั้งครรภ์ได้รับพาราควอตเข้าไปในร่างกาย นอกจากเป็นการฆ่าตัวตายแล้วยังเป็นการทำร้ายเด็กในครรภ์ด้วยโดยพบว่า เด็กจะได้รับสารมากกว่าแม่มากถึง 4-6 เท่า เนื่องจากเด็กยังมีอวัยวะไม่ครบจึงก่อให้เกิดการสะสมได้ง่าย ซึ่งหากมีการสะสมในสมองก็จะเกิดผลเสียในระยะยาว ทั้งนี้ได้มีการศึกษาหญิงที่มาคลอดบุตรจำนวน 78 คน และเด็กแรกเกิด 69 คน ใน 3โรงพยาบาลที่อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี นครสวรรค์ และอำนาจเจริญ ซึ่งอยู่ใน 10 จังหวัดที่มีการใช้สารเคมีเยอะที่สุดเพื่อหาการตกค้างของสารพาราควอตจาก โดยมีการตรวจเลือดปัสสาวะ เจาะเลือด และการตรวจจากเลือดในสายสะดือ ผลการวิเคราะห์พบว่าในแม่มี 14 คน และในเด็กมี 13 คน ที่ พบว่ามีพาราควอตตกค้างในร่างกาย โดยจากการหาปัจจัยร่วมพบว่า หญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่ตั้งครรภ์ระหว่าง 6-9 เดือนมีการสัมผัสกับดิน โดยการขุดดิน &amp;nbsp;จะพบสารพาราควอตมากกว่าหญิงในพื้นที่ที่ไม่ได้สัมผัสมากถึง 6 เท่า หญิงตั้งครรภ์ที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีการใช้พาราควอต จะพบสารตกค้างได้มากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ไป 5 เท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากนี้ยังได้มีการวิเคราะห์สารตกค้างในขี้เทา หรืออุจาระที่ออกมาครั้งแรกหลังคลอด 1-2 วัน จากเด็กในพื้นที่ที่เกิดจากแม่ในกลุ่มอาชีพต่างๆแต่พบว่าแม่ที่มีอาชีพเกษตรกรไม่ได้พบสารพาราควอตกค้างในเด็กมากไปกว่าแม่ที่ประกอบอาชีพอื่นๆ โดยจากการศึกษาพบว่า กลุ่มที่พบสารตกค้างในขี้เทาของเด็กอย่ามีนัยยะสำคัญนั้นจะมีญาติหรือคนในครอบครัวทำอาชีพเกษตรกร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาจเป็นเพราะสารมีการตกค้างติดมาตามเสื้อผ้า เพราะส่วนใหญ่หลังจากสัมผัสแล้วก็จะกลับมาอาบน้ำที่บ้าน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ มีบ้านใกล้กับผู้ที่มีการใช้พาราควอตจะพบสารตกค้างในขี้เทาเด็กมากกว่าหญิงที่มีบ้านไกล &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้มีการตีพิมพ์แล้ว&amp;rdquo;ศ.ดร.พรพิมล กล่าว.และว่า ปัญหาพาราควอตจากแม่สู่ลูกเป็นที่รู้กันมานานแล้ว ซึ่งเด็กเป็นอนาคตของชาติ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการดำเนินการเชิงป้องกัน และเห็นแก่สุขภาพประชาชนเป็นหลัก โดยการงด ละ เลิก จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งทางออกมีชัดอยู่แล้ว ที่เหลือก็แค่จะทำหรือไม่ทำเท่านั้น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเวทีเดียวกันยังมีการเสวนา หัวข้อ &amp;ldquo;คอร์รัปชันในภาคเกษตร : ภาค 1&amp;hellip;พาราควอต?&amp;rdquo; โดย ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เมื่อมีกระแสเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพออกมา หลายหน่วยงานก็มีความพยายามที่จะมีการแบนการใช้พาราควอต ตามนโยบายของ 5 กระทรวง ที่นำโดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเพื่อป้องกันการโดนฟ้องจากผู้ประกอบการก็ต้องมีการดำเนินการหาข้อมูลวิชาการที่ชัดเจน ซึ่งในเรื่องทางท่าน นายกฯพอทราบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ท่านก็มีความเป็นห่วง โดยสั่งการให้รีบสั่งแบนให้ได้ หรือถ้าแบนไม่ได้ก็ต้องลดการใช้ลง อย่างไรก็ตามสิ่งที่สังเกตคือประเทศไทยมีเสรีมากเกินไปหรือไม่ในการใช้สารเหล่านี้ ซึ่งหากมีการจำกัดสิทธิ์การใช้เพื่อสุขภาพของประชนชน โดยการอนุญาติให้ผู้ที่มีความรู้ในสารดังกล่าวมากพอเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ อาจจะเป็นอีกทางเลือกของการแก้ปัญหาการใช้สารต่างๆ ซึ่งทั่วโลกก็มีการจำกัด เช่น ประเทศออสเตรเลีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการชีววิถี กล่าวว่าในส่วนของขั้นตอนในไทยในการแบนนั้นปัจจุบันยังอยู่ในการพิจารณาของอนุกรรมการวัตถุอันตราย แม้ว่าสามกระทรวงหลักที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้หาข้อยุติจะออกมายืนยันให้มีการแบนแล้วก็ตาม มี 2 &amp;nbsp;ประเด็นของพาราควอตที่อาจเกี่ยวกับการคอรัปชั่น คือ 1.โครงสร้างของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีอำนาจจะสั่งแบนหรือไม่แบนพาราควอต ซึ่งมีกรรมการส่วนใหญ่มาจากกรมวิชาการเกษตรนั่งอยู่ด้วย ซึ่งน่าแปลกที่กรมวิชากรเกษตรได้ออกมาบอกว่าไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว แต่กลับมีการโยนอำนาจให้ตัดสินใจ 2.มีการนำข้อมูลการวิจัยที่มาจากภาคเอกชน และงานวิจัยเก่าเข้าไปในการพิจารณา ซึ่งก็มีการรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยใหม่ที่ในปี 2556 &amp;nbsp; จำนวน 104 ชิ้น ที่ชัดเจนมากในเรื่องข้อมูลเชิงระบาดวิทยา และใน EPA 1997 รายงานฉบับใหม่ปี 2018 ระบุชัดเจนว่ามีพิษรุนแรง เฉียบพลัน &amp;nbsp;ไม่มียาต้านพิษ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นถ้าไม่บรรจุข้อมูลใหม่ การตัดสินใจในการแบนย่อมไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ท่านนายกฯ มีความกังวลเรื่องการใช้สารทดแทน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีอยู่แล้วแต่ไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชน แสดงถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อย่างไรก็ตามในเรื่องที่อ้างว่าสารทดแทนมีราคาแพงกว่าถึง 4-5 เท่านั้น แต่ก็ไม่มีการเปิดเผยว่ามีปริมาณใช้น้อยกว่าถึง 5 เท่าเช่นเดียวกัน และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ พาราควอตส่งผลต่อสุขภาพทั้ง การมีพิษเฉียบพลัน พากินสัน และโรคอื่นๆ ซึ่งก็มีนโยบายที่จะแบน แต่ในปี 2560 กลับมาการใช้มากขึ้นจากปี 2559 ถึงประมาณ 39 % ขัดกับนโบายที่จะลดการใช้สารเคมีให้ได้ 10% อีกทั้งมีกลุ่มที่แทนที่จะโทษผู้ประกอบการในการใช้ แต่กลับมีการโทษหน่วยงานที่มีการเสนอให้มีการแบน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;53 ประเทศทั่วโลกประกาศแบนอย่างชัดเจน ขณะที่บราซิลและจีนที่ปัจจุบันอนุญาตเฉพาะสูตรน้ำเท่านั้น แต่หลังจากนี้จะแบนทั้งหมด ที่สำคัญประเทศคิดค้นอย่างอังกฤษก็ได้ประกาศแบนไปแล้ว สวิสเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตใหญ่ ก็แบนการใช้ภายในประเทศ และแม้ว่าปัจจุบัน 80% ของพาราควอตผลิตในจีน จีนเองก็มีนโยบายที่จะแบนการใช้ ใน 53 ประเทศที่มีการแบน สาเหตุหลักในการแบน 48% เป็นเรื่องพิษเฉียบพลันสูง รองลงมา 30% เรื่องโรคพากินสัน และ 16% เป็นเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม ส่วน &amp;nbsp;3% เป็นเหตุผลการใช้ฆ่าตัวตาย &amp;nbsp;ดังนั้นถ้าไทยจะแบนต้องนำเอาเรื่องความเป้นพิษเฉียบพลันสูงมาพิจารณา &amp;nbsp;แต่หากดูข้อมูลที่มีการใช้ในการพิจารณาของบางฝ่าย ยังมีการอ้างข้อมูลเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่บอกว่าถ้าใช้ถูกวิธีก็ไม่มีผลเสีย&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6140</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการวัตถุอันตราย, พาราควอต, มูลนิธิชีววิถี, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, ศ.ดร.พรพิมล กองทิพย์, สูกเสี่ยงหนักกว่า4-6เท่า, ส่งความเสี่ยงแม่สู่ลูก, “คอร์รัปชันในภาคเกษตร : ภาค 1…พาราควอต?”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180330/image_big_5abe271f3b392.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
