<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ไล่บี้ &#039;ป.ป.ท.&#039; ดองคดีปู่คออี้และชาวกะเหรี่ยงถูกอุทยานเผาบ้านจนใกล้ขาดอายุความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค.64 - นายสุรพงษ์&amp;nbsp;กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตนได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อสอบถามความคืบหน้าการดำเนินคดีของนายคออี้ มีมิ และชาวบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เหตุถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานวางเพลิงเผาทรัพย์ &amp;nbsp;ซึ่งป.ป.ท.ดำเนินการล่าช้าจนใกล้ขาดอายุความ คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5-9&amp;nbsp;พฤษภาคม 2554&amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ได้เข้ารื้อถอนเผาทำลายบ้านเรือน ยุ้งฉาง และทรัพย์สินอื่น ๆ ของนายโคอิหรือคออี้ มีมิ และของชาวบ้านอีกหลายราย ซึ่งเป็นชาวไทยพื้นเมืองดั้งเดิมเชี้อสายกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านบางกลอยบนและใจแผ่นดินเสียหายราว 100&amp;nbsp;หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคออี้ มีมิ ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร พร้อมพวกที่วางเพลิงเผาทรัพย์ บ้านเรือนที่พักอาศัย ต่อพนักงานสอบสวนสภ.แก่งกระจาน และสำนวนถูกส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมานายคออี้ และพวก ได้ฟ้องเป็นคดีขึ้นสู่ศาลปกครอง และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อส.๗๗/๒๕๕๙&amp;nbsp; คดีหมายเลขแดงที่ อส.๔/๒๕๖๑ โดยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ศาลวินิจฉัยได้ความแล้วว่านายชัยวัฒน์ฯ กับพวก เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำความผิดในการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างของนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวก ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีทั้งหกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าวของนายชัยวัฒน์ฯ กับพวกในทางกฎหมายอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไปนี้ ได้แก่ มาตรา 157&amp;nbsp;ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด (อายุความ 15&amp;nbsp;ปี),&amp;nbsp;มาตรา 217&amp;nbsp;ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น (อายุความ 10&amp;nbsp;ปี), มาตรา 218&amp;nbsp;(1) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย เช่น บ้านเรือน (อายุความ 20&amp;nbsp;ปี), มาตรา 218&amp;nbsp;(2) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า เช่น ยุ้งฉาง (อายุความ 20&amp;nbsp;ปี)&amp;nbsp; และ มาตรา 358&amp;nbsp;ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ คือทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพยของผู้อื่น (อายุความ 10&amp;nbsp;ปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีนี้นับแต่วันที่นายชัยวัฒน์ฯ กับพวกกระทำความผิดดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่พฤษภาคม 2554 ถึงปัจจุบันนับเป็นระยะเวลานานกว่า 9&amp;nbsp;ปี 8&amp;nbsp;เดือนแล้ว ซึ่งความผิดตามมาตรา 217&amp;nbsp;วางเพลิงเผาทรัพย์ และ มาตรา 358&amp;nbsp;ทำให้เสียทรัพย์ ดังกล่าวข้างต้นกำลังจะขาดอายุความ 10&amp;nbsp;ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินคดีดังกล่าวว่า ป.ป.ท. ได้ดำเนินคดีถึงขั้นตอนใด และมีกำหนดจะยื่นฟ้องผู้กระทำผิดดังกล่าวเมื่อไร โดยขอให้ ป.ป.ท.&amp;nbsp;เร่งรัดดำเนินคดีมิให้ขาดอายุความไม่ว่าความผิดฐานใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91061</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเผาบ้านปู่คออี้, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ชาวบ้านบางกลอย, ป.ป.ท., ปู่คออี้, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สุรพงษ์ กองจันทึก, แก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600fc6a68bfa2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มูลนิธิผสานวัฒนธรรม&#039;ประณามตำรวจใช้ความรุนแรงต่อม็อบ3นิ้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย.2563 - มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน มีเนื้อหาว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำละเมิดต่อประชาชนที่ออกมาเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ณ บริเวณสี่แยกเกียกกายไปจนถึงบริเวณหน้ารัฐสภา โดยการใช้ลวดหนามปิดกั้นมิให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมการชุมนุม ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ฉีดน้ำแรงดันสูงซึ่งมีส่วนผสมแก๊สน้ำตาไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก ซึ่งรวมทั้งเด็กและเยาวชน ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขอประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว อันเป็นการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การชุมนุมวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 เป็นการใช้เสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาโดยตลอด การใช้เสรีภาพในการชุมนุมยังเป็นหลักสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของสังคมเสรีประชาธิปไตยที่ได้รับรองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีกติกาดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2539 ดังนั้น รัฐจึงมีหน้าที่โดยตรงตามกฎหมายที่จะต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเป็นผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปิดกั้นมิให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมและการใช้ความรุนแรงเพื่อสลายการชุมนุมดังกล่าวนั้นจึงเท่ากับว่ารัฐได้กระทำผิดกฎหมายด้วยการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรงเสียเอง มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.รัฐบาลต้องยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนทุกรูปแบบ และคุ้มครองการใช้เสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนที่มีความเห็นแตกต่างกันทางการเมือง โดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.รัฐบาลต้องไม่สลายการชุมนุมที่เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ หากข้อเท็จจริงปรากฏถึงขนาดที่รัฐมีความจำเป็นต้องสลายการชุมนุม รัฐต้องปฏิบัติตามหลักวิธีสากลอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน และผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.รัฐบาลต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนกรณีการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปิดกั้นมิให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมและการใช้ความรุนแรงเพื่อสลายการชุมนุมในครั้งนี้และครั้งก่อนหน้า เพื่อนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดดังกล่าวขึ้นซ้ำอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิผลเพื่อชดเชยและฟื้นฟูเยียวยาประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบจากมาตรการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84237</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะราษฎร, ประณาม, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, แถลงการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb4bbebcef22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69932</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2020 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2020 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลนัดพร้อม29 มิ.ย.คดีไต่สวนอับดุลเลาะเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย.63 - ในวันที่ 29 มิ.ย.63 &amp;nbsp;เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดสงขลานัดพร้อม เพื่อตรวจพยานหลักฐานของทั้งฝ่ายพนักงานอัยการและฝ่ายญาติผู้ตาย แล้วกำหนดวันนัดสืบพยานต่อไป&amp;nbsp;คดีนี้ ตามหลักการถือว่าทั้งพนักงานอัยการและฝ่ายญาติของผู้ตายโดยทนายความของนางสาวซูไมยะห์ มิงกะ ภรรยาของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ &amp;nbsp; ร่วมกันค้นหาความจริงด้วยการนำสืบพยานบุคคลและหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทหารได้กระทำต่อนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ตั้งแต่การควบคุมตัวจากบ้านไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีการซักถามซึ่งฝ่ายทหารเรียกว่า ดำเนินกรรมวิธี &amp;nbsp;การควบคุมดูแลภายในค่ายฯ &amp;nbsp;ตลอดจนการรักษาพยาบาล &amp;nbsp;เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงถึงที่มาของการหมดสติของนายอับดุลเลาะฯภายในห้องควบคุมในค่ายอิงคยุทธบริหาร และต่อมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล และทนายความของญาติผู้ตายจะนำสืบถึงพยานหลักฐานที่คณะกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งแต่งตั้งโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4(กอ.รมน.ภาค4) ได้สอบข้อเท็จจริงกรณีนายอับดุลเลาะฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีชันสูตรพลิกศพนายอับดุลเลาะฯ พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาขอให้ศาลไต่สวนการตาย และนางสาว ซูไมยะห์ มิงกะ ภรรยาของนายอับดุลเลาะฯ ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้ร้องซักถามโดยแต่งตั้งทนายความเพื่อซักถามพยานที่พนักงานอัยการนำมาเบิกความต่อศาล และจะได้นำพยานที่ฝ่ายญาติผู้ตายอ้างมาเบิกความด้วย คดีดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.1/2563 ของศาลจังหวัดสงขลา . &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69932</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายอิงคยุทธบริหาร, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, อับดุลเลาะ อีซอมูซอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200628/image_big_5ef833dcee1af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 15:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5องค์กรสิทธิ์ใต้ร่อนแถลงการณ์ยุติตัดสัญญาณมือถือชี้กระทบปชช.ช่วงโควิด-ละเมิดความเป็นส่วนตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.63 - กลุ่มเครือข่ายสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 1.เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) 2. มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา&amp;nbsp;3.กลุ่มบุหงารายาเพื่อการศึกษา 4.กลุ่มด้วยใจ 5. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกันออกแถลงการณ์ร่วม &amp;nbsp;เมื่อต้อง&amp;#39;ไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง&amp;#39; &amp;nbsp;ขอให้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์โดยทันที กรณีผู้ใช้โทรศัพท์ ไม่ไปถ่ายรูปสองแชะในจังหวัดชายแดนใต้ ในสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุว่า &amp;nbsp;เมื่อวันที 12 พฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเริ่มได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีที่ประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และเทพา) โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงินทั้งสี่เครือข่ายไม่ว่าจะเป็นของ CAT, DTAC, AIS และ TRUE ว่าสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดแล้ว ไม่สามารถใช้บริการอินเตอร์เน็ต รับสายเข้า และโทรออกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมักได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือว่า ให้ทุกคนที่ต้องการใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ดังกล่าว ไปลงทะเบียนซิมการ์ดโดยวีธีการตรวจสอบใบหน้า (Face Recognition) เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ ของตนเอง ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 มิเช่นนั้นจะไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือของตนได้ โดยข้อความลักษณะดังกล่าวมีเนื้อหาแตกต่างกันออกไปบ้าง และมีการจัดส่งอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันมาตั้งแต่ปลายปี 2562 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีข้อมูลของฝ่ายกฎหมาย กอ.รมน. ภาคสี่ส่วนหน้า ที่ให้ไว้กับการประชุมกรรมาธิการการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 &amp;nbsp; ซึ่งเป็นข้อมูลของช่วงต้นเดือนธันวาคม 2563 ว่า มีผู้ใช้ซิมการ์ดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จำนวนทั้งสิ้น 1.5 ล้านหมายเลข เป็นหมายเลขจดทะเบียนรายเดือนเพียง 300,000 &amp;nbsp;หมายเลข &amp;nbsp;ปัจจุบันนี้ทางกอ.รมน.ได้ดำเนินการบริการให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ลงทะเบียนโดยระบบสองแชะ อัตลักษณ์ไปแล้วทั้งสิ้น &amp;nbsp;888,813 เลขหมาย โดยใช้เจ้าหน้าที่ทหารทั้งสิ้น 7,305 นาย ดำเนินการมาตั้งแต่มีนโยบายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องพบว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในสถานการณ์รับมือโควิด-19 ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การที่บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตัดสัญญาโทรศัพท์ของผู้ใช้ซิมแบบเติมเงินนั้น ส่งผลให้เกิดความเดือนร้อนอย่างมากของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในสถานการณ์โควิด- 19 เนื่องจากผู้ใช้ซิมเติมเงินเป็นส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ซิมที่ไม่รายได้มากนักและมีการใช้งานทั้งในเรื่องการเข้าถึงสื่อออนไลน์ และการติดต่อสื่อสารเพื่อจำกัดการเดินทางในภาวะที่มีการปิดเมือง ปิดตำบล ปิดหมู่บ้าน รวมทั้งการประสานขอความช่วยเหลือด้านการศึกษา การสาธารณสุขและด้านมนุษยธรรม เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1 มิติการศึกษา ในปัจจุบันการศึกษาของเด็กและเยาวชนในอนาคตที่ไม่สามารถเปิดโรงเรียนได้ &amp;nbsp;ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดการเรียนการสอนหนังสือผ่านระบบออนไลน์ &amp;nbsp;การตัดสัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นการตัดโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่อัตราการเข้าเรียนและคุณภาพการศึกษากว่าภาคอื่นๆของประเทศ จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2 มิติเศรษฐกิจ รายงานของธนาคารโลกระบุว่าอัตราความยากจนในพื้นที่ขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนใต้สูงที่สุดในประเทศไทยและจากสถานการณ์ความมั่นคงและการระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้คนในจังหวัดชายแดนใต้ประกอบอาชีพขายของออนไลน์มากขึ้น การตัดสัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นการตัดโอกาสในการรอดพ้นภาวะยากจนและการมีรายได้เพื่อมาเลี้ยงชีพในครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.3 มิติความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต และการเข้าถึงความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขและด้านมนุษยธรรม การตัดสัญญาณโทรศัพท์ทำให้ผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำหรือเดินทางคนเดียว หรือผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันเมื่อประสบอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายหรือมีปัญหาสุขภาพฉุกเฉินการร้องขอความช่วยเหลือจึงผ่านทางโทรศัพท์ไม่อาจทำได้จึงมีความเสี่ยงที่จะมีโอกาสในการมีชีวิตรอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การบังคับให้ประชากรที่ใช้ซิมโทรศัพท์ไปจดทะเบียนใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าเพื่อพิสูจน์และรับรองอัตลักษณ์บุคคลแต่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าไม่ดำเนินการตามกำหนดเวลาจะตัดสัญญาณโทรศัพท์ นั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสัญญาเนื่องจากผู้ที่ใช้โทรศัพท์มาแต่เดิมทำสัญญาเข้ารับบริการใช้เครือข่าย ไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวจึงถือว่าบริษัทผู้ให้บริการผิดหลักการคู่สัญญาบริการธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ และการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน &amp;nbsp;โดยไม่มีกฎหมายใดใดให้อำนาจไว้
&amp;nbsp;
3. การดำเนินการตัดสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ใช้ซิมแบบเติมเงินจำนวนในพื้นที่หลายแสนเลขหมาย เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และมาตรการขององค์การสหประชาชาติ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2563 &amp;nbsp; ที่ว่า &amp;ldquo;การระบาดใหญ่ของโรคโควิด - 19 เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงความสำคัญของหลักการแยกออกจากกันไม่ได้และการพึ่งพาอาศัยกันของสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดใหญ่ในครั้งนี้เป็นภัยคุกคามสาธารณสุขทั่วโลก อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ในหลายแง่มุมต่อการใช้สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เนื่องจากบางมาตรการที่รัฐบังคับใช้เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่มีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางโยกย้ายและสิทธิอื่นๆ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่รัฐจำต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่ด้วยความสมเหตุสมผล (reasonable) และได้สัดส่วน (proportionate) เพื่อรับประกันการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย&amp;rdquo; รวมทั้งขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่ประเทศไทยเป็นภาคีและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลักเสมอภาคและไม่มีเลือกปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. อีกทั้งการจัดเก็บและการนำมาใช้ในการหาข้อมูลหรือเก็บหลักฐานประกอบปฏิบัติการข่าวกรองมักนำไปสู่การคัดกรองบุคคลโดยดูจากลักษณะทางเชื้อชาติ (Racial Profiling) หากไม่ใช้อย่างระมัดระวัง อาจทำให้เกิดการจับและลงโทษคนผิด นอกจากจะนับเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติยังสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนขาดความไว้วางใจต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นองค์กรที่มีชื่อข้างท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้จึงขอเรียกร้องให้บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ กสทช. กอ.รมน. 4 และรัฐบาล ได้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการในจังหวัดชายแดนใต้โดยทันที และต่อสัญญานโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการทุกเครือข่ายโดยทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66158</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดสัญญาณชายแดนภาคใต้, มือถือระบบสองแช้ะ, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200430/image_big_5eaab234736e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขออัยการไม่ยื่นอุทธรณ์คดีชาวกะเหรี่ยงหมิ่น&#039;ชัยวัฒน์&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.63-ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, นายปรีดา นาคผิว ทนายความ และนายวุฒิ บุญเลิศ นักวิชาการด้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เข้ายื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อขอให้พนักงานอัยการพิจารณาไม่ยื่นอุทธรณ์คดีที่นายวุฒิ บุญเลิศ ถูกฟ้องดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยมีนายกฤษฎา กสานติกุล อัยการผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้แทนรับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้มาจากกรณีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แจ้งความเอาผิดนายวุฒิในข้อหาหมิ่นประมาท จากการที่นายวุฒิแชร์ข้อความในเฟซบุ๊กเรียกร้องให้ตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์ ซึ่งอยู่ในเขตป่า โดยมีชื่อของนายไพโรจน์ ลิ้มลิขิตอักษร พี่ชายของนายชัยวัฒน์เป็นผู้ครอบครอง ต่อมาศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2562 โดยศาลเห็นว่า ข้อความที่มีการโพสต์ตามที่นายชัยวัฒน์กล่าวอ้างตามคำฟ้อง ไม่ได้กล่าวถึงหรือมีพยานหลักฐานใดที่จะทำให้วิญญูชนหรือประชาชนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวถึงนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หรือเข้าใจได้ว่านายไพโรจน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ครอบครองตามโพสต์ข้างต้น เป็นผู้ถือครองที่ดินแทนนายชัยวัฒน์ และเมื่อพิจารณาเนื้อหาตามโพสต์แล้ว ผู้โพสต์มุ่งหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาตรวจสอบการครอบครองไร่ชัยราชพฤกษ์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงไม่ถือว่าเป็นข้อความที่หมิ่นประมาทตามฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวว่า นายวุฒิเป็นแกนนำชาวกะเหรี่ยงที่ร้องเรียนกรณีปู่คออี้ถูกเผาบ้านและบิลลี่หายตัวไป ซึ่งพาดพิงกับนายชัยวัฒน์ อาจเป็นสาเหตุให้มีความโกรธเคือง จึงมีการแจ้งความนายวุฒิที่แชร์ข้อความเรื่องชัยราชพฤกษ์ต้องมีการตรวจสอบว่าได้ที่ดินมาถูกต้องหรือไม่ อยู่ระหว่างกำลังตรวจสอบ ส่วนศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วไม่หมิ่นประมาท จึงมายื่นอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์เรื่องนี้ อัยการสูงสุดต้องไม่เป็นเครื่องมือใคร ไม่นำกฎหมายมาปิดปากนักต่อสู้เพื่อสังคม เพื่อสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายวุฒิ กล่าวว่า เราต้องดูแลทรัพยากรของชาติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กรณีไร่ชัยราชพฤกษ์ ขอให้ราชการเข้าไปตรวจสอบเพราะอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ถ้าตรวจสอบแล้วถูกต้องก็เป็นความชอบธรรมของผู้อยู่อาศัย ถ้าไม่ถูกต้องก็ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ต้องการให้สังคมตรวจสอบ ไม่ได้มุ่งร้ายหรือใส่ร้ายใคร แชร์ข้อความมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้อ้างชื่อใคร เป็นเรื่องขอให้ราชการตรวจสอบ และสื่อก็ตรวจสอบ ตนเป็น 1 กรณีตัวอย่างที่สังคมได้ยินได้ฟัง แต่มีกรณีอื่นอีกเยอะ คดีแบบนี้อาจจะเสียเวลา ไม่เกิดประโยชน์ ไม่สร้างสรรค์ต่อสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายกฤษฎา อัยการผู้เชี่ยวชาญ กล่าวหลังรับเรื่องว่า หลังจากนี้จะนำหนังสือยื่นแก่อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาตามกระบวนการ ยืนยันว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53906</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มชาติพันธุ์, คดีกะเหรี่ยง, นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200106/image_big_5e12c35614f32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
