<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มท.เร่งให้บัตรปชช. ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ยึดโมเดลบ้านป่าคาสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มหาดไทยเร่งมือให้บัตรประชาชน ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ ใช้ &amp;ldquo;บ้านป่าคาสุขใจโมเดล&amp;rdquo; หลายฝ่ายร่วมมือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชี้เป็นการสร้างขวัญกำลังให้ผู้สูงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ กรณีการแปลงสัญชาติชนกลุ่มน้อย กรณีผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 40 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนและได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมาย มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐ ซึ่ง มูลนิธิพชภ. ได้ประสานติดตามความคืบหน้ากับนายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง และทีมเลขานุการของคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมและระดับกระทรวง จึงทราบว่าขณะนี้ผู้เฒ่าที่เป็นกรณีศึกษา 15 ราย จากบ้านป่าคาสุขใจ ได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมการปกครองแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 และต่อมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ ตามมาตรา 25 พรบ.สัญชาติ ซึ่งมีนายชราวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธาน มีมติเห็นชอบคำร้องขอแปลงสัญชาติของผู้เฒ่าทั้ง 15 รายแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปกรมการปกครองจะต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออนุมัติและแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าจากการดำเนินงานแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการขึ้น ได้แก่ 1. หนังสือสั่งการโดยอธิบดีกรมการปกครอง ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่องการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกรมการปกครองด้านสัญชาติและสถานะบุคคล โดยกำหนดเป็น 1 ใน 10 งานสำคัญของกรมการปกครองที่จะต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หนังสือสั่งการโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเรื่องการปรับปรุงแนวทางประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อยโดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2508 แจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบให้ปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทยเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์ กลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาสถานะและสิทธิ ซึ่งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว อาทิ การมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 (2) โดยให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมืองยาเสพติดและความมั่นคงของชาติ จากหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงมหาดไทย แล้วใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน การมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 (3) โดยให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตที่ผู้ขอแปลงสัญชาติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการประกอบอาชีพที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ อาจเป็นการรวมกลุ่มอาชีพ หรืออาชีพส่วนบุคคล และให้ยกเว้นการเรียกหลักฐานการเสียภาษี และเกณฑ์รายได้ การมีความรู้ภาษาไทย ตามมาตรา 10 (5) ให้พิจารณาจากการพูดหรือฟังภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานสัมภาษณ์สังเกตพฤติกรรมและทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัดและไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนนเหมือนคนต่างด้าวทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หนังสือสั่งการแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดให้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับเร่งรัดดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐ และห้ามมิให้มีการแสวงหาหรือรับผลประโยชน์ตอบแทนโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีต สว.เชียงราย กล่าวว่ากรณีศึกษาผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ 23 ราย ได้เข้าสู่กระบวนการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามเกณฑ์ที่กำหนดใหม่ ได้เข้าสัมภาษณ์ต่อคณะทำงานสัมภาษณ์ฯจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 โดยนายอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้เสนอต้นแบบที่สำคัญ คือ 1. การบันทึกวิดีโอสัมภาษณ์ผู้เฒ่าที่ป่วย ไม่สามารถเดินทางมาทำการสัมภาษณ์โดยคณะทำงานฯ ได้เพื่อเสนอต่อคณะทำงานในที่ประชุม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าต้องเสียสิทธิในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ 2. เสนอต่อประธานในที่ประชุม คือปลัดจังหวัด ให้คณะทำงานสัมภาษณ์กลุ่ม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าซึ่งแก่ชราต้องอยู่ในที่ประชุมนานเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มูลนิธิพชภ.ได้ดำเนินงานโครงการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้รัฐไร้สัญชาติ ด้วยความสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)โดยร่วมมือกับนักวิชาการด้านกฎหมายสัญชาติ &amp;nbsp;อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่จัน แม่สาย และเชียงของ ฯลฯ &amp;nbsp;ซึ่งข้อมูลของกรมการปกครอง ระบุว่าประเทศไทยมีคนต่างด้าว ที่มีอายุเกิน 60 ปี รวม 111,239 คน ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ มีเลขบุคคลประเภท 8 จำนวน 12,219 คน และเลขบุคคลประเภท 3,4,5 จำนวน 26,385 คน ทั้งสองกลุ่มนี้จะเข้าสู่กระบวนการได้สัญชาติไทยด้วยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 ของ พรบ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 เช่นเดียวกันกับกรณีตัวอย่างบ้านป่าคาสุขใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความคืบหน้านี้เป็นขวัญกำลังใจให้ผู้เฒ่าที่รอคอยด้วยความหวังที่จะมีอายุยืนยาวไปถึงวันที่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แปลงสัญชาติเป็นไทยหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเร่งรัดให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดเพราะหลังจากได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว กรมการปกครองจะต้อง ส่งเรื่องให้จังหวัดดำเนินการจัดให้ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตฯ ปฏิญาณตนที่จะเป็นพลเมืองที่ดี จงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แล้วจึงส่งรายชื่อไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะถือว่าเป็นคนสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์&amp;rdquo; นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115917</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์, แปลงสัญชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6137344760cfd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวดอยแม่สลอง ปลื้มปลูกต้นไม้ 26 ปีสู่ป่าผืนใหญ่ 3.5 พันไร่ แหล่งอาหารพึ่งพายุคโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.64 - เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) อาสาสมัคร ผู้อาวุโส และเยาวชนในพื้นที่ร่วมกับชาวบ้านบนดอยแม่สลอง ได้ร่วมตีแปลงป่าเพื่อสำรวจเก็บข้อมูลความสมบูรณ์ของป่ากว่า 3.5 พันไร่ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นป่าที่ชาวบ้านร่วมกันดูแลและปลูกไว้เมื่อกว่า 26 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันป่าผืนนี้กลายเป็นแหล่งอาหารและสารพัดการใช้ประโยชน์ของชุมชนใน 3 หมู่บ้านคือบ้านป่าคาสุขใจ บ้านจะบูสีและบ้านพนาสวรรค์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ร่วมกันดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาเจอะ หม่อโปกู่ ผู้ใหญ่บ้านป่าคาสุขใจกล่าวว่า การเข้ามาสำรวจป่าในครั้งนี้เพื่อในอนาคตข้างหน้าจะได้มีป่าอยู่คู่กับชุมชน โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อไม่ให้ใครมาทำลายหรือเข้ามาทำกินในพื้นที่ป่า พวกเราต้องการอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังต่อไป เพื่อคนรุ่นหลังจะได้ไม่เหนื่อย และสืบทอดกันในรุ่นต่อไป โดยชาวบ้านสามารถมาเก็บของป่าไปบริโภคได้ และช่วยกันป้องกันไม่ให้มีการตัดไม้ในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อมรรัตน์ หรือนาสึกะ รัตนาชัย อดีตสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.)และผู้นำชาวบ้านจะบูสี กว่าว่ากล่าวว่ารู้สึกว่าดีใจและภูมิใจทุกครั้งที่เห็นป่าผืนนี้ เพราะเป็นป่าที่ชาวบ้านและมูลนิธิ พชภ.ร่วมกันปลูก ฟื้นฟู และดูแลจนกลายเป็นป่าใหญ่ที่เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน ทั้งๆ ที่แต่เดิมบริเวณนี้เป็นเป็นภูเขาหัวโล้น ผ่านมาร่วม 30 ปี กลายเป็นป่าที่มีความหลากหลายและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งพืชอาหาร เช่น หน่อไม้ รถด่วนและพืชใช้สอย เช่น เอาไม้มาทำฟืนหรือไม้ซ่อมแซมบ้าน ในขณะที่หมู่บ้านอื่นซึ่งไม่มีป่าต้องไปซื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รู้สึกภูมิใจที่พวกเราได้ร่วมกันปลูกป่าและดูแล ทำให้ได้ใช้ประโยชน์ในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ สมัยก่อนไม่มีที่หาฟืนเพราะเราไม่มีป่าของตัวเอง บริเวณรอบๆ เป็นภูเขาหัวโล้น แต่ตอนนี้มองไปทางไหนก็สดชื่น พวกเราชาวจะบูสีได้ทำเรื่องท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวมาเดินป่าด้วย แถมมีสมุนไพรมากมายให้เราเก็บใช้สอย&amp;rdquo; น.ส.นาสึกะกล่าว และว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 หมู่บ้านจะบูสีได้ปิดหมู่บ้าน และชาวบ้านสามารถอยู่ได้จนแทบไม่ต้องพึ่งพาภายนอกเนื่องจากมีอาหารอยู่ในป่าแต่พวกเราก็มีกติการ่วมกันมาโดยตลอด เช่น ห้ามตัดไม้ขาย เก็บหน่อไม้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.นุชจรีย์ สิงห์คราช นักวิชาการอิสระด้านนิเวศวิทยา &amp;nbsp;กล่าวว่าการตีแปลงป่าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายของต้นไม้ ว่าในพื้นที่มีต้นไม้อะไรบ้าง โดยจะดูว่าป่าผืนนี้ช่วยลดโลกร้อนได้อย่างไรและในป่าผืนนี้สามารถเก็บคาร์บอน ได้เท่าไหร่ อีกวัตถุประสงค์แฝงก็คือ ต้องการให้เด็กๆ ในพื้นที่ ได้เรียนรู้ผืนป่าในพื้นที่โดยได้รับการสืบทอดจากผู้ใหญ่มาให้ความรู้และนำไปสืบทอดต่อเพื่อให้ได้รู้จัดต้นไม้ในท้องถิ่น โดยหลังจากที่ได้มีการสำรวจตีแปลงป่าแล้ว จะมีการนำผลที่ได้จากการตีแปลงว่าใน 1 แปลงมีต้นไม้ชนิดใดบ้าง แล้วนำมาคำนวนถึงค่าการดูดซับคาร์บอน นอกจากนี้ยังเป็นตัวชี้วัดเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ป่าเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายเมยัง อมรศิริเลิศทิพย์ ชาวบ้านป่าคาสุขใจซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในการปลูกป่าเมื่อปี 2538 กล่าวว่า เมื่อก่อนชาวบ้านมาอยู่มีแต่หญ้าคา ซึ่งอยู่ไม่ได้เพราะป่าคือแหล่งอาหารจึงได้หารือร่วมกันว่าจะหาต้นกล้ามาปลูก และฟื้นฟูป่า จนถึงปัจจุบันประมาณ 26 กว่าปีแล้ว จนได้ผืนป่าสมบูรณ์ ทำให้ชาวบ้านมีพืชสมุนไพร อาหารการกิน ส่วนการตัดไม้จะต้องแจ้งถึงความจำเป็นกับคณะกรรมการหมู่บ้านก่อนจึงจะสามารถตัดได้ นอกจากนี้ในป่ายังพบว่าสัตว์ป่า เช่น ลิง ไก่ป่า หมูป่า &amp;nbsp;เข้ามาอาศัยอยู่ ซึ่งคณะกรรมการหมู่บ้านก็ได้มีข้อตกลงห้ามล่าสัตว์ในป่าชุมชนเพื่ออนุรักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114861</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ดอยแม่สลอง, ป่าชุมชน, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, สำรวจป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210828/image_big_612a21b7b4044.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 21:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 21:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอนเร่งให้สัญชาติผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ ชีวิตลำบากช่วงโควิดไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วอนเร่งรัดกระบวนให้สัญชาติผู้เฒ่า-เสียชีวิตก่อนได้บัตรประชาชนแล้ว 2 &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; เผยชาวบ้านอยู่ไทยมานานกว่า 40 ปี สร้างคุณประโยชน์มากมาย ปลูกป่าต้นน้ำ-ลูกหลานเป็นคนไทยแล้ว ยุคโควิดยิ่งลำบาก-ไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.64 - นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ กรณีแปลงสัญชาติชนกลุ่มน้อย ผู้สูงอายุชาติพันธุ์อาข่า บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการของกรมการปกครองแล้ว จำนวน 15 ราย และได้ส่งรายชื่อไปยังคณะกรรมการของกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณา และเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;ซึ่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พศ.2508 ระบุว่าเมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรอนุญาตให้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่า ผู้เฒ่าไร้สัญชาติจำนวน 15 รายนี้ อยู่ในกลุ่มที่มีการยื่นคำร้องเป็นกรณีศึกษาชุดแรก จำนวน 23 ราย ซึ่งการพิจารณาเป็นไปตามหนังสือสั่งการที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายฉัตรชัย พรมเลิศ) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เรื่องการปรับปรุงแนวทางประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อย โดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พศ.2508&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับความคืบหน้าในครั้งนี้ ถือว่ามาไกล นับตั้งแต่มีการขับเคลื่อนแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งมีความละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้เวลายาวนาน ผู้เฒ่ากลุ่มนี้ มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 40 ปี กลมกลืนกับสังคมไทย และมีลูกหลานเป็นคนสัญชาติไทย ที่สำคัญคือเป็นกลุ่มที่ได้ทำคุณประโยชน์ ใช้ภูมิปัญญาในการรักษาป่าต้นน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูและปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 5,000 ไร่ ตั้งแต่ปี พศ.2538 จนเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามตั้งแต่ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติที่สำนักทะเบียนอำเภอ และส่งเข้าสู่คณะกรรมการระดับจังหวัด ในกลุ่มนี้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้ว &amp;nbsp;2 ราย และบางรายกำลังป่วยหนัก หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับงานแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ตามที่อธิบดีกรมการปกครอง (นายธนาคม จงจิระ) กำหนดเป็น 1 ใน 10 เป้าหมายหลัก จะต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบ พัฒนากลไก บุคคลากร และทรัพยากร ของสำนักทะเบียนจากระดับอำเภอ จังหวัด ถึงระดับกรม เพื่อให้คำมั่นทั้ง 7 ข้อในการแก้ปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ผู้แทนรัฐไทยได้แถลงในที่ประชุมผู้บริหารผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ณ นครเจนีวา ตามมติคณะรัฐมนตรี 1 ตุลาคม 2562 บรรลุเป้าหมายได้จริง โดยเฉพาะข้อ 5 การแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด&amp;quot;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ.กล่าวว่า สำหรับผู้เฒ่าไร้สัญชาติ การล่าช้าหมายถึงเวลาในชีวิตที่หมดไปทุกวัน เสียโอกาสในการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 พบว่าผู้เฒ่าไร้สัญชาติไม่สามารถเข้าถึงการชดเชยเยียวยาใดๆ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นบุพการีของคนสัญชาติไทย โดยข้อมูลของกรมการปกครองระบุว่ามีจำนวนผู้เฒ่าไร้สัญชาติมากถึง 77,000 กว่ารายทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หนังสือสั่งการของปลัดกระทรวงมหาดไทยมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งว่า สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติ ชนกลุ่มน้อย ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดี ให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมือง ฯลฯ โดยใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า 3 คน คุณสมบัติเรื่องการมีอาชีพเป็นหลักฐาน &amp;nbsp;ให้พิจารณาจากอาชีพที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มอาชีพ หรืออาชีพส่วนบุคคล โดยให้นายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตท้องที่ เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการประกอบอาชีพ และยกเว้นเกณฑ์รายได้&amp;nbsp;คุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทย ให้พิจารณาการใช้ภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา และว่าการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ขอให้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับเร่งรัดดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาด้านสัญชาติให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐและห้ามมิให้มีการแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาทู่ เบียงแลกู่ อายุ 72 ปี และนางพิซุง เบียงแลกู่ อายุ 73 ปีคู่สามีภรรยา กล่าวว่าพวกตนอยู่ประเทศไทยมา 45 ปี แต่ยังไม่มีบัตรประชาชน ที่อยากได้เพราะต้องการสิทธิในการรักษาพยาบาล เพราะหากไม่มีบัตรต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่รู้หรอกว่าหากได้บัตรประชาชนแล้วจะได้สวัสดิการอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลฟรี เพราะไม่เคยป่วย แต่อยากได้บัตรประชาชนไทย เพราะเป็นความภูมิใจในชีวิตที่อยู่บนแผ่นดินไทยมายาวนาน และจะได้นอนตายตาหลับ&amp;quot;&amp;nbsp;พ่อเฒ่าแม่เฒ่าไร้สัญชาติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ มูลนิธิพชภ. ได้รับการร้องเรียนและติดตามปัญหาของชาวบ้านบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ามีผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังประสบความยากลำบากในชีวิตเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน 40-50 ปี บางส่วนเกิดในไทยแต่ขาดหลักฐานเอกสารยืนยัน บางส่วนไม่ได้เกิดในไทยแต่อยู่มานานจนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พชภ.ได้พาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเหล่านี้เดินทางมายื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบว่ามีข้อติดขัดหลายประการ โดยเฉพาะกระบวนการที่ซับซ้อน ทำให้เรื่องการแปลงสัญชาติของผู้เฒ่ากลุ่มนี้ยืดเยื้อมานาน อย่างกรณีของบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง ซึ่งมีคนเฒ่าไร้สัญชาติ ยื่นคำร้องจำนวน 27 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 65-98 ปี แต่กระบวนการที่ล่าช้า ทำให้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างรอจำนวน 3-4 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112540</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มชาติพันธุ์, จังหวัดเชียงราย, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e99a23b588.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91231</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 21:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 21:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห่วงสารเคมีเกษตรไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ชาวเวียงแก่นป่วย-ตายด้วยมะเร็งเพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.64 - มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ได้พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ในหลายพื้นที่ในหลายโรงเรียนของอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่ง พชภ.ได้ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;เด็กกายดี&amp;rdquo; ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระหว่างวันที่ 25-27 ม.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจุฑามาศ ราชประสิทธิ์ ผู้จัดการโครงการเด็กกายดี กล่าวว่า ได้มีการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของเด็กๆในพื้นที่ของโครงการพบว่า 48% นิยมกินขนมประเภทกุบกรอบและน้ำอัดก๊าซ ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวทางร่างกายที่น้อยลงเนื่องจากการเล่นเกมส์ทางโทรศัพท์ ดังนั้นจึงได้ชักชวนให้โรงเรียนต่างๆบริโภคอาหารปลอดสารพิษและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางกาย เช่น การปั่นจักรยานไปโรงเรียน การปั่นจักรยานที่เชื่อมต่อกับสปริงเกอร์ในการรดน้ำแปลงเพาะปลูกการเกษตรที่เป็นอาหารกลางวัน การเล่นจักรยานล้อเดียว การออกกำลังกายหน้าเสาธง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีเด็กๆจำนวนไม่น้อยที่ตกอยู่ในสภาวะเนือยนิ่ง เพราะมีเล่นแต่โทรศัพท์มือถือ การเดินทางมาโรงเรียนก็มีผู้ปกครองคอยรับ-ส่งโดยใช้มอเตอร์ไซด์ แตกต่างจากสมัยก่อนที่เดินกันมา เราจึงมีโครงการสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหวทางร่างกายมากขึ้น แต่เป็นการกระทำที่ทวนกระแสความรู้สึก เพราะมนุษย์มักชอบอยู่นิ่งๆมากกว่าการเคลื่อนไหว ดังนั้นจึงต้องหาแรงจูงใจให้เด็กๆเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม&amp;rdquo;นางจุฑามาศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจุฑามาศ กล่าวว่า หลังจากที่ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งหลายโรงเรียนได้ชักชวนเด็กๆเข้าร่วมโครงการ ทำให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เช่น มีการออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งโครงการฯได้แต่งเพลงที่มีเนื้อหาทำให้เห็นคุณค่าของการกินอาหารปลอดสารพิษซึงมีจังหวะที่สนุกสนาน ทำให้เด็กๆชอบมากและนำไปเปิดประกอบท่าเต้น นอกจากนี้โรงพยาบาลชุมชนได้เข้าร่วมเพื่อการดำเนินการร่วมกับโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ในการเฝ้าระวังสุขภาพของเด็กในโรงเรียน เพื่อการดูแลให้น้ำหนักส่วนสูงเป็นไปตามเกณฑ์ของสาธารณสุข ซึ่งในปัจจุบันยังสามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ แม้ว่าจะมีเด็กบางรายที่มีน้ำหนักเกินก็ได้ประสานงานกับผู้ปกครองและเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเพื่อการติดตามด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกราช ลือชา ผู้อำนวยการโรงเรียนปอวิทยา และที่ปรึกษาโครงการฯกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการตรวจสารพิษในร่างกายของเด็กในหลายโรงเรียนในอำเภอเวียงแก่นพบว่ามีระดับสารพิษเกินมาตรฐาน เนื่องจากการบริโภคผักตามตลาดซึ่งไม่ทราบที่มาที่ไป เช่น ผักกาดขาว คะน้า และในหลายโรงเรียนต้องใช้น้ำประปาภูเขาในการอุปโภค ซึ่งบางพื้นที่อาจมีสารเคมีจากการทำเกษตรกรรมเจือปน อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางหน่วยงานด้านสาธารณสุขได้เข้ามาช่วยแก้ไขแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกราช ปัญหาที่แก้ไม่จบคือวัตถุดิบในการป้อนทำอาหารในโรงเรียน เพราะหาที่ปลอดสารเคมีได้แค่บางส่วนและยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งพืชผักผลไม้ยังมีความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนอยู่ ที่ผ่านมามีการรวมกลุ่มครูอาหารกลางวันในเวียงแก่น และกลุ่มเกษตรกรปลอดภัย แต่กลุ่มเกษตรปลอดภัยยังมีสมาชิกอยู่ในวงจำกัดไม่พอป้อน 21 โรงเรียน ปริมาณที่ปลูกกินกันเองก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นโรงเรียนบางส่วนต้องซื้อตลาดทั่วไป ส่วนเรื่องน้ำสำหรับบริโภคนั้น บางโรงเรียนใช้วิธีซื้อน้ำ บางโรงเรียนุดบ่อบาดาลเอง บางโรงเรียนใช้ระบบกรอง แต่สำหรับน้ำอุปโภค เช่น ล้างมือ ส่วนใหญ่เป็นประปาภูเขาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในอำเภอเวียงแก่นมีแม่น้ำสายหลักเพียงสายเดียวคือแม่น้ำงาว สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ แต่ด้วยวิถีปลูกพืชที่ใช้สารเคมีเยอะมาก ทำให้สารเคมีบางส่วนไหลลงลำห้วยลำธารและไหลไปลงแม่น้ำงาว ทั้งยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ดังนั้นชาวบ้านจึงเสี่ยงที่จะได้รับสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับน้ำ&amp;rdquo;นายเอกราช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการโรงเรียนปอวิทยากล่าวว่า ปัญหาน้ำปนเปื้อนเป็นเรื่องใหญ่ที่หาทางแก้ไขยาก หากการใช้สารเคมียังเข้มข้น ดังนั้นหลายภาคส่วนต้องช่วยกัน ทั้งชาวบ้าน ราชการและองค์กรเอกชน ควรบูรณาการร่วมกัน เพราะคนได้รับผลกระบโดยตรงคือชาวบ้าน เราต้องทำให้ชาวบ้านเห็นโทษพิษภัยของสารเคมีซึ่งตอนนี้เริ่มตระหนักกันมากขึ้นเพราะมีสถิติที่ชาวบ้านป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งพุ่งสูงมาก เช่นเดียวกับผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งตามโรงพยายาลต่างๆมีเพิ่มขึ้นมาก ทั้ข้อมูลผู้ป่วยในโรงพยาบาลสูงขึ้น โดยผักที่ใช้สารเคมีมากๆทั้งผักกาด ผักคะน้า กระหล่ำปี แทบทุกชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เด็กๆที่ร่างกายได้รับสารเคมีเกินมาตรฐาน ตอนนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและรพ.สต.ได้ช่วยกันมาให้ความรู้ด้านสุขศึกษาและได้ประชุมผู้ปกครองให้รับรู้ร่วมแก้ปัญหาด้วยกัน เพราะเด็กๆกินข้าวที่โรงเรียนเพียงมื้อเดียว แต่ที่เหลือกินข้าวบ้าน พวกเขาจะปลอดภัยหรือไม่ขึ้นอยู่กับที่บ้านเป็นสำคัญ&amp;rdquo;นายเอกราช กล่าว และว่าส่วนในเรื่องของน้ำอุปโภคที่ใช้ประปาภูเขาซึ่งมาจากธรรมชาติต่อจากลำธารลำห้วยโดยตรงแก้ไขยาก มีทางเดียวคือลดการใช้สารเคมีและป้องกันไม่ให้ไหลลงลำห้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกราช กล่าวว่าต้องขอขอบคุณ พชภ.ที่เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กๆได้มีทางเลือกในการปลูกพืชปลอดสารเคมี ซึ่งโรงเรียนปอวิทยาได้รับการสนับสนุนจักรยานรดน้ำแปลงผักปลอดสารเคมี ซึ่งได้รับความนิยมจากเด็กนักเรียนมากเพราะนอกจากได้ออกกำลังกายแล้ว ยังได้รดน้ำแปลงผักด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ แซ่ว้า นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนปอวิทยา กล่าวว่า นักเรียนที่อยู่หอพักได้ช่วยกันทำแปลงผักเพื่อปลูกพืชไว้กินเอง โดยตอนแรกใช้วิธีรดน้ำด้วยบัวรดน้ำหรือสายยาง ต่อมาทาง พชภ.ได้มาติดตั้งจักรยานรดน้ำให้ จึงสะดวกมากขึ้น ที่สำคัญคือได้ออกกำลังกาย ขณะนี้มีอยู่แค่ 2 คัน ถ้าเป็นไปได้อยากขอเพิ่มขึ้น เพราะอยากขยายการปลูกผักให้มากขึ้นเพื่อให้พอเพียงกับการนำมาทำอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนเช้าๆ หรือตอนเย็นๆ ผมและเพื่อนๆมักมาปั่นจักรยานเพื่อรดน้ำแปลกผัก เราปลูกคะน้า กวางตุ้ง มะเขือยาวเอาไว้หลายแปลง หากมีศัตรูพืช เช่น แมลง ถ้าเป็นตัวใหญ่ก็จับออก ถ้าเป็นตัวเล็กๆก็มีน้ำสกัดจากธรรมชาติมาฉีดไล่&amp;rdquo;นายวัชระ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91231</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, โครงการเด็กกายดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210127/image_big_601176e3ce3d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 19:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ครูแดง&#039; จับมือ อ.แม่ฟ้าหลวง ออกหน่วยเคลื่อนที่แปลงสัญชาติให้ผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์อาข่า 34 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค.64 - ที่ห้องประชุมหมู่บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้มีอำเภอเคลื่อนที่ มายังหมู่บ้านป่าคาสุขใจ เพื่อรับคำร้องขอแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ตามมาตรา 10 (4) โดยนายอำเภอ สำนักทะเบียนอำเภอ&amp;nbsp;และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้มาดำเนินการรับคำร้องผู้เฒ่าไร้สัญชาติ จำนวน 34 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นชาติพันธุ์อาข่า ที่ตั้งรกรากมาอยู่ประเทศไทยแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ ครูแดง ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่าได้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติมาหลายปี มีความคืบหน้า คือมีคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ลดเงื่อนไขในการขอแปลงสัญชาติสำหรับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยข้อมูลของสำนักทะเบียนกลางระบุว่าทั่วประเทศไทย มีผู้เฒ่าไร้สัญชาติทั้งหมดราว 77,000 คน โดยรัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นในที่ประชุมของสหประชาชาติ เมื่อปี 2562 ในการแก้ปัญหานี้ นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 17) &amp;nbsp;จังหวัดเชียงราย มีคำร้องค้างอยู่อีกประมาณ 2,800 คำร้อง โดยคณะกรรมการมีมติว่าจะเร่งพิจารณาให้ครบภายใน 6 เดือน ซึ่งจะทำให้คำร้องที่ส่งไปเพิ่มเติมจะได้รับการพิจารณาเร็วขึ้น คำร้องหากผ่านระดับจังหวัดแล้ว มูลนิธิพชภ. จะทำหนังสือติดตามให้กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เร่งรัดการดำเนินการต่อโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง ให้ทุกอำเภอทั่วประเทศดำเนินการ 10 เรื่อง flagships ให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น สำหรับเรื่องสถานะบุคคลก็เป็นหนึ่งในเรื่องเร่งด่วน วันนี้มีการประสานงานจนได้มาออกอำเภอเคลื่อนที่ในวันนี้ สำหรับการแปลงสัญชาติของผู้สูงอายุ ลดเกณฑ์ลงจากอายุ 65 ปี เหลือ 60 ปี โอกาสที่พี่น้องคนบนพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน โอกาสที่จะไปติดต่อราชการถือว่าลำบาก ทั้งภาษา การเดินทาง ฐานะ ตนเองจึงเห็นความสำคัญของนโยบาย ให้มาบริการประชาชนถึงพื้นที่ จากนี้อำเภอจะนำเอกสารคำร้อง ส่งต่อให้แก่คณะกรรมการจังหวัด เพื่อพิจารณาคำร้อง วันนี้ 34 รายก็คิดว่าอีกไม่นานก็จะรับได้สิทธิของการเป็นประชาชนไทย ทั้งสวัสดิการ เบี้ยผู้สูงอายุ การเดินทางต่างๆ ก็สะดวก ได้รับสิทธิเต็มที่ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหมี่เพอ เบเช อายุ 64 กล่าวว่าได้มายื่นรับคำร้องแปลงสัญชาติในวันนี้ รู้สึกเหมือนหัวใจพองโต รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น เริ่มมีคุณค่าความเป็นคนมากขึ้น เพราะตลอดมาตนเองไม่มีบัตรประชาชนไทย ก็เหมือนไม่มีตัวตน หากได้บัตรประชาชนไทยก็จะเดินทางได้ เป็นอีกขั้นหนึ่งที่ใกล้จะได้สัมผัสบัตรประชาชนไทย ก่อนหน้านี้ความฝันดูเลือนลาง แต่วันนี้ก็มาอีกขั้น ใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อคิดถึงว่าจะได้รับบัตรประชาชนไทย อยู่ที่ไหนก็มีความสุข ทำไร่ก็มีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการรับคำร้องแปลงสัญชาติของกลุ่มผู้เฒ่าเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เฒ่าต่างใส่ชุดอาข่ามาอย่างสวยงามท่ามกลางอากาศหนาวของดอยแม่สลองที่อุณหภูมิลดต่ำลงประมาณ 16 องศาเซลเซียส แม้การดำเนินการใช้เวลาค่อนข้างนานสำหรับแต่ละราย มีขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารประกอบคำร้อง การลงแบบพิมพ์ลายนิ้วมือโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผู้เฒ่าก็นั่งรอคิวกันอย่างใจจดจ่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90232</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, จังหวัดเชียงราย, ชนกลุ่มน้อย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210118/image_big_60057c764ff54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 20:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>22 ผู้เฒ่าไร้สัญชาติสุดปลื้ม จังหวัดเชียงรายเห็นชอบแปลงสัญชาติ-ทำบัตรประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.63 - ที่ห้องประชุมพระยาพิทักษ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ได้มีการประชุมคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทย แก่ผู้ยื่นคำร้องขอถือสัญชาติไทยตามสามีของหญิงต่างด้าว ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี จ่าจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ซึ่งมีการพิจารณาคำร้องทั้งสิ้น 32 ราย โดย 22 รายเป็นผู้เฒ่าไร้สัญชาติอาข่า จากบ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง ที่ได้ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2560 ถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้เฒ่าไร้สัญชาติกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ได้รับการพิจารณาในระดับจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้เฒ่าชาวอาข่าทั้ง 22 ได้เดินทางออกจากบ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก &amp;nbsp;อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ตั้งแต่เวลา 09.00 น.โดยเดินทางมาถึงศาลากลางเชียงรายราว 11.00 น.ซึ่งทั้งหมดได้แต่งชุดประจำเผ่า ระหว่างเดินขึ้นห้องประชุมได้สร้างความในใจให้กับข้าราชการเป็นอย่างมาก บางคนขอถ่ายภาพด้วย ขณะที่ผู้เฒ่าบางรายมีท่าทางตื่นเต้นเนื่องจากเป็นการเดินทางมายังศาลากลางเชียงรายเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามในจำนวน 22 ราย มีผู้เฒ่าบางรายที่มีโรคชรา และปัญหาด้านสุขภาพ ไม่สามารถเดินทางมาสอบสัมภาษณ์ที่จังหวัดด้วยตนเองได้ และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง และนายทะเบียนอำเภอ ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านป่าคาสุขใจ เพื่อสัมภาษณ์ผู้เฒ่า คือนายอาชอง หมอโปกู่ อายุ 72 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชูสวัสดิ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามคำร้องในการพิจารณาแปลงสัญชาติให้กับผู้เฒ่าทั้ง 22 รายโดยหลังจากนี้จะสรุปเรื่องส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อส่งต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเชื่อว่าขั้นตอนไม่น่าจะยืดยาวนัก หลังจากนั้นจะต้องมีการส่งเรื่องมายังสำนักงานทะเบียนราษฎรเพื่อขอเลขทำบัตรประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้เฒ่ากลุ่มนี้ควรได้รับการทำบัตรประชาชนเร่งด่วนเพื่อให้เป็นคนไทยสมบูรณ์ เพราะทุกคนต่างสูงวัย และการได้บัตรประชาชนมีผลต่อการดำรงชีวิตของพวกท่าน ทั้งในเรื่องสวัสดิการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพ หรือเรื่องรักษาพยาบาล แถมยังส่งผลไปยังลูกหลานของพวกท่านที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ&amp;rdquo;นายชูสวัสดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภายหลังจากทราบว่าคณะทำงานฯเห็นชอบ บรรดาผู้เฒ่าที่เดินทางมาแสดงตัวและสัมภาษณ์ครั้งนี้ต่างแสดงความดีใจ และร่วมถ่ายรูปกับคณะทำงานฯท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่เฒ่าบูซือ เยชอกู่ &amp;nbsp;อายุ 76 ปี กล่าวว่าเดินทางมาจากดอยแม่สลองตั้งแต่เช้าและรู้สึกตื่นเต้นเพราะไม่เคยเข้าเมืองเชียงรายมาก่อนโดยอยู่แต่ในหมู่บ้าน ตนอยากได้บัตรประชาชนเพราะลูกๆหลานๆต่างมีบัตรประชาชนหมดแล้ว แต่ตนซึ่งอยู่ประเทศไทยมาอย่างน้อย 45 ปียังไม่ได้บัตรทั้งๆที่อยากเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์เพราะเวลาตายก็จะได้รู้สึกภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่พ่อเฒ่าอาทู่ เบียงแลกู่ อายุ 72 ปีและแม่เฒ่าพิซุง เบียงแลกู่ อายุ 73 ปีคู่สามีภรรยา กล่าวว่าพวกตนอยู่ประเทศไทยมา 45 ปี แต่ยังไม่มีบัตรประชาชน ที่อยากได้เพราะต้องการสิทธิในการรักษาพยาบาล เพราะหากไม่มีบัตรต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม่ไม่รู้หรอกว่าหากได้บัตรประชาชนแล้วจะได้สวัสดิการอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลฟรีเพราะไม่เคยป่วย แต่อยากได้บัตรเพราะเป็นความภูมิใจในชีวิตจะได้นอนตายตาหลับ&amp;rdquo;แม่เฒ่าบูซือ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ) กล่าวว่าผู้เฒ่าชาวอาข่ากลุ่มนี้ ได้ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ ที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง 27 ราย ตั้งแต่ พ.ศ. 2560&amp;nbsp;อำเภอ ส่งคำร้องให้จังหวัดเชียงราย และจังหวัดส่งให้หน่วยงานตรวจสอบประวัติด้าน ยาเสพติด อาชญากรรม ด้านความมั่นคงของชาติ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 แห่ง ต่อมามูลนิธิ พชภ. ได้ทำหนังสือไปขอทราบความคืบหน้า ได้รับคำตอบว่าอยู่ในช่วงรอผลการตรวจสอบประวัติ &amp;nbsp;ระหว่างนั้น ผู้เฒ่าเสียชีวิตแล้ว 2 ราย และขอถอนคำร้อง 2 ราย จึงเหลือเพียง 23 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจกล่าวว่า ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;เห็นชอบให้ปรับเกณฑ์ในการอนุมัติแปลงสัญชาติของผู้สูงอายุ 4 ด้าน ตามหนังสือเวียนของปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อ ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 มีสาระสำคัญคือ 1. การตรวจสอบประวัติ ให้ใช้พยานบุคคล 3 ราย แทนการตรวจสอบโดยหน่วยงาน 2 การมีภูมิลำเนาในประเทศไทยเกิน 5 ปี ให้ใช้หลักฐานหนังสือสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและหนังสือประจำตัวคนต่างด้าว 3 ความรู้ภาษาไทย ให้ยกเว้นการร้องเพลงชาติไทย และใช้ภาษาท้องถิ่นได้ &amp;nbsp;4 การมีอาชีพเป็นหลักฐาน ให้ยกเว้นเกณฑ์รายได้ และใบรับรองการประกอบอาชีพ โดยนายอำเภอเป็นผู้รับรอง เมื่อผ่านการพิจารณาระดับจังหวัดในวันนี้แล้ว อนุกรรมการของกรมการปกครอง จะตรวจสอบความถูกต้องของคำร้องและข้อมูลประกอบคำร้อง แล้วนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติตามมาตรา 25 ของพรบ.สัญชาติ จากนั้นจึงนำเสนอรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการแปลงสัญชาติ แล้วนำเสนอพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความยากของกระบวนการแปลงสัญชาติคือคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับชาติ &amp;nbsp;ประกอบด้วยผู้แทนหลายหน่วยงานเช่นฝ่ายความมั่นคง อัยการ ซึ่งแต่ละฝ่ายมีภารกิจหลักประจำอยู่แล้ว&amp;nbsp;การจัดประชุมบ่อยๆ จึงทำได้ยาก&amp;nbsp;คณะเลขาผู้จัดเตรียมเอกสารคำร้อง มีกำลังคนและงบประมาณจำกัด การประชุมแต่ละครั้งพิจารณาได้ราว 50 คำร้อง เมื่อเทียบกับปริมาณผู้ที่เข้าเกณฑ์ขอแปลงสัญชาติได้ ไม่เห็นโอกาสที่จะสำเร็จได้&amp;nbsp;เช่น อำเภอแม่ฟ้าหลวงมีผู้อายุ 61 ปีขึ้นไป 3,080 คน ต้องประชุม 60 ครั้ง จึงจะเสร็จ&amp;nbsp;แต่จำนวนผู้สูงอายุที่จะเข้าเกณฑ์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และกระทรวงมหาดไทย ต้องร่วมมือกันปฏิรูปกระบวนการแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติให้มีประสิทธิภาพจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ พร้อมทั้งเพิ่มกำลังบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับชาติเพื่อให้คำมั่นทั้ง 7 ข้อในการแก้ปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ผู้แทนรัฐไทยได้แถลงในที่ประชุมผู้บริหารผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)ณนครเจนีวา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2562 ตามมติครม.1 ตุลาคม 2562 บรรลุเป้าหมายได้จริง&amp;nbsp;โดยเฉพาะข้อ5 การแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด&amp;rdquo;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่า 23 รายนี้เป็นกรณีศึกษา เพราะการแปลงสัญชาติมีข้อจำกัดและขั้นตอนที่ยาวนานมาก ซึ่งต้องมีการทบทวน ซึ่งตัวอย่างของผู้เฒ่าเหล่านี้ที่อยู่มา 45 ปีแต่กลับยังไม่ได้รับการรังรอง ทั้งๆที่มีลูกหลานเป็นคนไทยหมดแล้ว เราจะได้ร่วมกันแก้ไขข้อจำกัดนี้
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81481</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ชาวเขาเผ่าอาข่า, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201022/image_big_5f9186e8e2c9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป๊อก&#039; ลั่นห้ามเรียกรับผลประโยชน์ให้บัตรปชช.ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ต้องร้องเพลงชาติไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มท.ปรับปรุงแนวทางให้บัตรประชาชนผู้เฒ่าไร้สัญชาติ-กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;ldquo;บิ๊กป๊อก&amp;rdquo;กำชับห้ามเรียกรับผลประโยชน์ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชื่นชม เผยหลักเกณฑ์ใหม่เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องทดสอบร้องเพลงชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - ฝ่ายประชาสัมพันธ์กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้เผยแพร่ข่าวการปรับปรุงแนวทางช่วยเหลือคนเฒ่าไร้สัญชาติ โดยอ้างถึงคำสัมภาษณ์ของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า มท.ได้ดำเนินการปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อแก้ไขอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิโดยได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎร์และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก&amp;nbsp;พร้อมทั้งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ให้สามารถขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้เช่นเดียวกับคนต่างด้าวอื่นทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้แปลงสัญชาติ ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 วรรคสอง คุณสมบัติเรื่องการมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 วรรคสาม คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 วรรคสี่ และคุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทย มาตรา 10 วรรคห้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ได้กำชับให้พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ให้เร่งดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายรัฐ และห้ามไม่ให้มีการแสวงหา หรือเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆจากการดำเนินการโดยเด็ดขาดเพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรแล้วยังทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและจริยธรรมที่ดีของเจ้าหน้าที่อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเอกสารเผยแพร่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ มท.ระบุถึงแนวทางในการปรับปรุงครั้งนี้ อาทิ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดีตามมาตรา 10 (2) ให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมือง ยาเสพติด และพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยให้ใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน ขณะที่คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 (4) ให้นับระยะเวลาจากวันที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (จากใบสำคัญถิ่นที่อยู่) หรือวันที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แต่ถ้าเอกสารชำรุด สูญหาย หรือมีเหตุที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ให้นับระยะเวลาจากวันที่นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นได้เพิ่มชื่อผู้ขอแปลงสัญชาติในทะเบียนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทยตามมาตรา &amp;nbsp;กรณีผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติ ให้พิจารณาจากการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร คือ สามารถพูดหรือฟังภาษาไทยกลางหรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ขอแปลงสัญชาติเข้าใจได้ โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย หรือคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัด และไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนน&amp;rdquo; เอกสารข่าวของ มท.ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่งก่อนหน้านี้บุคคลที่ไม่ได้เกิดไทยและต้องการแปลงสัญชาติต้องตอบคำถามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทย และต้องร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญบารมี ในการสอบในระดับอำเภอและจังหวัด ทำให้เกิดปัญหามากเพราะกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติจำนวนไม่น้อยไม่สามารถทำได้เพราะมีวิถีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ใช้แต่ภาษาถิ่น ซึ่งแนวทางใหม่ที่ออกมานี้เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องร้องเพลงชาติไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo;กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชม พล.อ.อนุพงษ์ และปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมทีมงานที่กำหนดแนวทาง แก้ไขปัญหากลุ่มบุคคลที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทยแต่มีภูมิลำเนาในไทยมานาน จนกลมกลืนกับสังคมไทย ซึ่งพบปัญหาอุปสรรคในกระบวนการแปลงสัญชาติมานานมากว่า 20 ปี &amp;nbsp;ถือว่าเป็นการปลดล็อคปัญหาที่ค้างมานานอย่าง ตรงประเด็น หวังว่ามท.จะมีระบบติดตามการปฏิบัติตามนโยบายนี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดผลได้จริงโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า แต่ยังมีข้อห่วงใยที่อย่างเสนอแนะไว้คือ 1.หนังสือสั่งการที่ออกมาในครั้งนี้ &amp;nbsp;ควรจัดอบรมทีมงานฝ่ายทะเบียนของอำเภอต่างๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากเพื่อความที่เข้าใจที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ผลจริงจัง 2. กลุ่มที่เกิดนอกแต่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เด็ก เวลาเกิน 20 ปีแล้ว จะต้องขอมีใบถิ่นที่อยู่และใบต่างด้าวก่อนแล้วจึงขอแปลงสัญชาติใช่หรือไม่ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะติดเกณฑ์รายได้ซึ่งกำหนดไว้สูงถึง 25,000 บาทต่อเดือน ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ คงยากที่จะแก้ไขปัญหาให้คนกลุ่มนี้ 3.ผู้ที่ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงหรือหลังการเกิด ไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภท โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางพันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์คนใดทรงสิทธิในการแปลงสัญชาติในปัจจุบันเป็นไปตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ขอให้ตระหนักว่า แนวคิดในการรับรองข้อเท็จจริงที่ก่อตั้งสิทธิในสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวทั่วไปตั้งแต่ พ.ศ.2454 จนถึงปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญเท่าใดนัก แต่ถูกตีความอย่างแตกต่างโดยผู้รักษาการตามกฎหมาย จากการใช้มากที่สุดเพื่อสร้างความกลมกลืนทางสัญชาติให้แก่ราษฎรไทยที่เกิดในต่างประเทศ มาจนถึงสถานการณ์ความคิดที่ไม่อินังขังขอบต่อราษฎรไทยดังกล่าวในช่วงเวลาที่ยาวนาน จนเกิดความอยุติธรรมทางสัญชาติในสังคมไทย จนกระทั่งเกิดแสงเรืองๆ ขึ้นเมื่อได้มีคำสั่งฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มูลนิธิพชภ. ได้รับการร้องเรียนและติดตามปัญหาของชาวบ้านบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ามีผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังประสบความยากลำบากในชีวิตเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว บางส่วนเกิดในไทยแต่ขาดหลักฐานเอกสารยืนยัน บางส่วนไม่ได้เกิดในไทยแต่อยู่มานานจนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา พชภ.ได้พาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเหล่านี้เดินทางมายื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบว่ามีข้อติดขัดหลายประการโดยเฉพาะหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ทางการกำหนดไว้ เช่น การร้องเพลงชาติ การทดสอบภาษาไทย ทำให้เรื่องการแปลงสัญชาติของผู้เฒ่ากลุ่มนี้ยืดเยื้อมานาน อย่างกรณีของบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง ซึ่งมีคนเฒ่าไร้สัญชาติ ยื่นคำร้องจำนวน 27 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 65-98 ปี แต่กระบวนการตรวจสอบความประพฤติ จากหน่วยงานต่างๆ ที่ล่าช้า ทำให้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างรอจำนวน 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57738</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย, กลุ่มชาติพันธุ์, คนต่างด้าว, ชนกลุ่มน้อย, นางเตือนใจ ดีเทศน์, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, พ.ร.บ.สัญชาติ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e732f94957.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
