<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2019 00:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2019 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ทะเลไทย&quot; น่าห่วง 4 กิจกรรมถลุงใช้ทรัพยากร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;การท่องเที่ยว 1 ใน 4 กิจกรรมหลักใช้ประโยชน์ทะเล แนวโน้มเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอดีตทะเลไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ทว่า ปัจจุบันสัตว์น้ำลดลงไปมากอย่างน่าใจหาย การหาปลาไม่ได้ง่ายแล้ว เพราะประมงไทยต้องแล่นเรือจากฝั่งไปไกลมากขึ้น แล้วยังหนีไปทำสัมปทานจับปลาจากประเทศอื่น หรือล่าสุดกรณีมีการนำเสนอข่าวในโซเชียลมีเดียตั้งข้อสังเกต &amp;quot;ปลาทูในทะเลไทยหายไป&amp;quot; นำมาสู่คำถามมากมาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่ยังไม่พูดถึงประเด็นร้อนแรง &amp;quot;ขยะทะเล&amp;quot; ที่ไทยปล่อยลงสู่ทะเลติดอันดับ 6 ของโลก ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ขวดน้ำดื่ม ส่งผลขยะตกค้างชายหาด ป่าชายเลน เต่าทะเลกินขยะพลาสติกตายก็มีให้เห็นเป็นระยะ แล้วยังมีปัญหาไมโครพลาสติกในทะเลที่องค์การอนามัยโลกกำลังจับตา เพราะกระทบต่อสุขภาวะประชาชน ตลอดจนกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามันที่บูมสุดขีด สร้างความเสื่อมโทรมของทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ขยะทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติก&amp;nbsp;สร้างความเสื่อมโทรมทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากสถานการณ์ทะเลไทยปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) จัดโครงการ &amp;quot;สถานการณ์ทะเลไทยและผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน&amp;quot; ขึ้น เมื่อวันก่อน ณ เกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้แทนมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม ผู้ประกอบการเกาะทะลุ ไอส์แลนด์ รีสอร์ท และชาวประมงที่คร่ำหวอดจับปลาในอ่าวไทย ตัว ก ร่วมตีแผ่วิกฤติทะเลไทยและแนะทางรอดทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีกิจกรรมการใช้ทะเลที่หลากหลาย ย้อนไปสิบปีก่อนตัวเลขมูลค่าเศรษฐกิจภาคทะเลของไทย 7.5 ล้านล้านบาท แต่จากข้อมูลสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2557 เพิ่มสูงถึง 24 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และมีแนวโน้มมากขึ้นต่อเนื่องในอนาคต แต่ผลประโยชน์ทางทะเลกลับไม่ได้ตกอยู่ในมือคนไทยในสัดส่วนที่ควรจะเป็น และไทยไม่เคยคิดถึงต้นทุนของกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทะเลและชายฝั่งที่แท้จริง ขณะที่ทรัพยากรที่เป็นฐานของกิจกรรมเกิดความเสื่อมโทรมทั้งปริมาณและคุณภาพ เพราะแยกส่วนกิจกรรมใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยจาก &amp;quot;การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย&amp;quot; ที่ ศ.ดร.เผดิมศักดิ์เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว. หรือ สกสว. ในปัจจุบัน ให้ภาพชัดกิจกรรมที่ถลุงใช้ทะเลไทย 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ การขนส่งและพาณิชยนาวี การผลิตพลังงาน การท่องเที่ยว และการประมง จากข้อมูลสรุปว่า ไทยมีแนวโน้มของกิจกรรมการใช้ทะเลเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและรูปแบบ ถ้ายังปล่อยให้ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้น่าเป็นห่วง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปะการัง ฐานทรัพยากรสำคัญ หากเสียหายกระทบนิระบบเวศและการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าวว่า การประมงของไทยยิ่งจับปลา จำนวนปลาก็ลดลงเรื่อยๆ รวมถึงขนาดก็เล็กลง ซึ่งเกิดจากการจับปลามากเกินศักยภาพในการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำและเครื่องมือประมงพาณิชย์ที่มีความก้าวหน้า กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามไม่ทัน ขณะที่ประชากรเพิ่มมากขึ้น ความต้องการก็มากขึ้น เรื่องนี้จะแก้ได้ต้องทำประมงเอาคุณภาพมากกว่าปริมาณหรือทำมากได้น้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว คนมาดำน้ำดูปะการัง ถ้าไม่ดูแลรักษา เหยียบย่ำปะการังพังเสียหาย เที่ยวแล้วทำลายฐานทรัพยากรจนเกินขีดความสามารถในการฟื้นตัว จะทำให้ปะการังหมดไป ปลาก็หายไป เพราะปะการังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ดี ผู้ประกอบการก็ต้องพยายามพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่เหมาะสม และรักษาศักยภาพของพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทะเลไทยยังเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูมให้เป็นตลาดการขนส่งทะเลร่วมอาเซียน กองเรือพาณิชย์ทั้งไทยและต่างชาติ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มขึ้น ซ้ำเติมทะเลไทย นักวิชาการจุฬาฯ ระบุว่า จำนวนท่าเทียบเรือที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชายฝั่ง อีกปัญหาที่ไทยละเลยการจัดการน้ำอับเฉาเรือ น้ำอับเฉาเป็นน้ำที่ใช้ปรับจุดศูนย์ถ่วงเรือให้ทรงตัวได้ดี การสูบถ่ายน้ำสร้างปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานสู่ทะเลไทย เราอ้างไม่ได้จัดการ เพราะขาดเทคโนโลยี กระทบนิเวศท้องถิ่น ประมง นี่คือต้นทุนทรัพยากรความหลากหลายทางธรรมชาติที่ไทยสูญเสียไป&amp;nbsp; ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาน้ำอับเฉาเรือ ต้องควบคุมและบังคับใช้จริงจัง อันตรายมากมาย ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะทุกวันนี้การขนส่งไทยยังต้องพึ่งเรือต่างชาติเป็นหลัก เสียรายได้มหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์&amp;nbsp;เยี่ยมชมโครงการปกป้องเต่าทะเลที่เกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการผลิตพลังงาน ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ บอกว่า ต้องมีแผนใช้พลังงานทดแทนเชื่อมโยงไปถึงมีทิศทางบริหารจัดการนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ต้องวางแผนรองรับการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมในทะเล ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 400 แท่น และอยู่ในทะเลไทยมากกว่า 20-30 ปี เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ มีสิ่งมีชีวิตเกาะติดจำนวนมาก มีปลาว่ายน้ำตามชั้นต่างๆ อาจมีผลประโยชน์ในทะเล จะต้องหาองค์ความรู้ก่อนรื้อถอนเป็นเศษเหล็กเฉยๆ และหาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับมือในอนาคต มีรายงานการศึกษาต่างประเทศระบุว่า แท่นเป็นตัวเชื่อมต่อระบบนิเวศชายฝั่งและนอกชายฝั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ปัจจุบันไทยยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการบริหารจัดการ จะต้องปิดรูรั่วทั้ง 4 กิจกรรมใช้ประโยชน์ทางทะเลไทย วางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลในภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งพาณิชยนาวีวางจุดยืนของประเทศ พัฒนาระบบขนส่งชายฝั่งให้ดีแทนที่จะยกตัวเองเป็นจุดเชื่อม 2 มหาสมุทร ส่วนการท่องเที่ยวลดกิจกรรมกระทบทรัพยากรโดยตรง ส่วนขยะทะเลทางรอดเสนอแนวคิดเปลี่ยนขยะเป็นเงิน และจัดการขยะตั้งแต่บนบก&amp;quot; วันนี้ต้องสร้างดัชนีชี้วัดที่ยากขึ้น รายงานความสำเร็จฟื้นฟูทะเลไทยต้องไม่ขึ้นกับปริมาณลูกปลาที่ปล่อย ปะการังที่ปลูก วางปะการังเทียมกี่ก้อน ปลูกป่าชายเลนกี่ต้น หรือสร้างเขื่อนกันแนวชายฝั่งความยาวกี่เมตร จะต้องมองผลลัพธ์คือ ระบบนิเวศที่ฟื้นคืนมา สัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้น ชาวประมงมีอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ขณะนี้เริ่มพูดถึงดัชนีมหาสมุทรในแผนแม่บทยุทธศาสตร์ที่ 5 ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วัดตั้งแต่ทะเลกักเก็บคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำที่สะอาด การดูแลชายฝั่ง โอกาสของประมงพื้นบ้าน และมีส่วนสนับสนุนการท่องเที่ยว ต้องรอดูจะนำมาปฏิบัติอย่างไร&amp;quot; ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าวทางรอดทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ฟื้นคืนนิเวศทางทะเล โดยการขยายพันธุ์ปะการังโดยท่อพีวีซีที่เกาะทะลุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เจ้าของเกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท ผู้สืบต่อปณิธานของพ่อ ปรีดา เจริญพักตร์ ในการอนุรักษ์ทะเลไทย และดูแลมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม กล่าวว่า เกาะทะลุเคยมีปะการังที่สมบูรณ์ หลังเจอพายุเกย์ปี 2532 ปะการังถูกพายุหอบขึ้นบก กลายเป็นสุสานปะการังทุกวันนี้ จากนั้นปะการังเสียหายจากการประมง เมื่อเข้าสู่ยุคท่องเที่ยวบูมมาก มีการดำน้ำตื้นดูปะการัง ส่งผลให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม ทั้งจากนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ บวกกับเรือขนส่งนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้า-ออก ระบบนิเวศเสียหาย ที่เกาะทะลุมีรีสอร์ตแห่งเดียว เราทำมาหากินกับธรรมชาติ ก็ต้องพยายามรักษาทรัพยากรทางทะเลเอาไว้ อย่างเรื่องโครงการขยายพันธุ์ปะการังโดยใช้ท่อพีวีซี ทำร่วมกับวีนิไทย เกาะทะลุร่วมปลูก 10,000 กิ่ง จากทั้งหมด 80,000 กิ่งในพื้นที่อ่าวไทย อัตราเติบโตปีละ 10 เซนติเมตร ถือว่าน่าพอใจ ปีนี้จะขยายความร่วมมือต่อไป เพราะฟื้นฟูได้จริง เราปลูกปะการังรอบเกาะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ทางรีสอร์ตยังมีกิจกรรม Skin Dive เพื่อฝึกทักษะการทำน้ำเบื้องต้น เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ดำน้ำตื้นให้ถูกวิธี ฝึกการลอยตัว มีสติและเอาตัวรอด เมื่อมีทักษะแล้วกลุ่มคนเหล่านี้จะช่วยแนะนำเพื่อนได้ นี่เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนากระบวนการท่องเที่ยวดำน้ำอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายปะการังใต้น้ำ ปัจจุบันตลาด Skin Dive ขยายตัวมากขึ้นด้วย&amp;quot; เผ่าพิพัธกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เจ้าของเกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท&amp;nbsp;และเลขามูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนุ่มเจ้าของเกาะทะลุยังบอกด้วยว่า เมื่อฟื้นฟูระบบนิเวศปะการัง มีการจัดการขยะและรักษาชายหาด เต่ากลับมา เดิมไม่มีรายงาน โดยพบแม่เต่ากระขึ้นทำรังวางไข่บนชายหาดเกาะทะลุปี 2552 เต่ากระเป็นสัตว์ทะเลหายาก เราช่วยดูแลให้รอด อนุบาลเลี้ยงลูกเต่าให้โตแข็งแรง โดยปล่อยกลับสู่ทะเลสำเร็จปี 2554 จนถึงปัจจุบันปล่อยเต่าทะเลไปแล้ว 6,000 ตัว จากแม่เต่า 10 แม่ ซึ่ง จนท.ฝังไมโครชิปที่แม่เต่า ภายใต้โครงการปกป้องอนุรักษ์เต่าทะเล ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปีนี้ก็พบแม่เต่าขึ้นวางไข่ จะมีการเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์เต่า ปัจจุบันที่เกาะทะลุเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในพื้นที่อ่าวไทย เราพยายามขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เพราะนี่คือความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แม่เต่ากลับมาวางไข่ที่อ่าวเทียน เกาะทะลุ เมื่อวันที่&amp;nbsp; 22 มิ.ย.2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องราวของเกาะทะลุไม่ได้พิเศษกว่าโครงการไหนๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แค่สะท้อนเรื่องการใช้ประโยชน์ทางทะเลและการอนุรักษ์เชื่อมโยงกัน และเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเกิดปัญหาสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงเห็นเป็นรูปธรรมว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน คนในพื้นที่ ทำให้สถานการณ์ทะเลไทยดีขึ้น.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40336</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะทะเล, ทะเลไทย, ปลาทูหายไป, ผลประโยชน์ทางทะเล, มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม, ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์, สกสว., เกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์, เกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท, เต่ากระ, เต่าทะเลวางไข่, เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190706/image_big_5d20d1dcd3b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือฮาฉลามวาฬ 4 ตัวโผล่เกาะทะลุ ประจวบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวตื่นตา ฉลามวาฬ4ตัวโผล่ เกาะทะลุ ประจวบ ขณะที่ ทช.ขออย่ารบกวน วอนกลุ่มดำน้ำงดสัมผัส ห้ามใช้แฟลชถ่ายใต้น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ก.ย.61-นายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากพนักงานนำเรือสปีดโบ๊ทของทางเกาะทะลุไฮแลนด์ รีอสร์ท ซึ่งได้นำนักท่องเที่ยวตลอดจนกลุ่มนักดำน้ำ ออกไปจากบริเวณปากคลองชะม่วง หมู่ 10 บ้านหนองเสม็ด อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ &amp;nbsp; เดินทางไปดำน้ำที่เกาะทะลุไฮแลนด์ รีสอร์ท ขณะแล่นเรือออกจากฝั่งไปได้ประมาณ 3 กิโลเมตร พบเห็นฉลามวาฬขนาดใหญ่ความยาวประมาณ 6 - 7 เมตร 1 ตัว และยังมีอีก 3 ตัวขนาดตั้งแต่ 3 &amp;ndash; 5 เมตร รวม 4 ตัวโผล่ขึ้นมาว่ายกินลูกปลาอยู่บริเวณแถบน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริเวณดังกล่าวมีระดับน้ำลึกเพียง 7 - 8 เมตร ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินทางไปดำน้ำที่เกาะทะลุ ไฮแลนด์รีสอร์ท เป็นอย่างมาก โดยพนักงานได้จอดเรือสปีดโบ๊ทให้นักท่องเที่ยวได้ชมและถ่ายรูปกันอยู่พักใหญ่ ส่วนกลุ่มนักดำน้ำจากสกรีนไดร์ฟไทยแลนด์ได้ดำนำลงไปดูและช่วยกันบันทึกภาพเพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลของทางมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม และได้รายงานไปยังกรมทรัพยากรทางทะเล ให้รับทราบในเบื้องต้น
&amp;nbsp;
นายโสภณ กล่าวว่า ฉลามวาฬตัวดังกล่าว ได้เข้ามาว่ายหากินที่บริเวณด่านหน้าเกาะทะลุ 1 ตัวเมื่อวันที่&amp;nbsp;18 ก.ย.ที่ผ่านมา และต่อมาพบเมื่อวันที่ 22 ก.ย.61 จำนวน 4 ตัว โดยพบว่าฉลามวาฬ 4 ตัว เข้ามาว่ายหากินตลอดเกือบทั้งวัน และมาวันที่ 23 ก.ย. ยังพบเห็นฉลามวาฬอีก 2 ตัวว่ายหากิน โดยจุดที่พบอยู่ห่างจากบริเวณเกาะทะลุไฮแลนด์รีสอร์ท ประมาณ 4 กิโลเมตร และห่างจากบริเวณปากคลองชะม่วง บ้านหนองเสม็ด อ.บางสะพานน้อย ประมาณ 3 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่ง 2 &amp;ndash; 3 วันที่ผ่านมาทะเลค่อยข้างเรียบและไม่ค่อยมีคลื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot; พนักงานของรีสอร์ทที่ขับเรือสปีดโบ๊ทพานักท่องเที่ยวออกไปดำน้ำในช่วงที่พบเห็นฉลามวาฬว่ายหากินอยู่ในแถบนี้จะใช้ความเร็วลดลง หากพบจะจอดเรือให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูป โดยจะใช้เวลาไม่นานเพื่อไม่เป็นการรบกวนฉลามวาฬที่เข้ามาว่ายหากิน ทะเลโดยรอบของเกาะทะลุมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งแนวปะการังที่กำลังฟื้นตัว รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของชาวประมงพื้นบ้าน และผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวให้การบริการพานักท่องเที่ยวไปชมความงามของปะการังบริเวณเกาะทะลุ &amp;nbsp; ช่วงนี้อาจเป็นไปได้ว่าฉลามวาฬยังคงว่ายหากินสัตว์น้ำวัยอ่อนอยู่บริเวณแถบนี้&amp;quot; นายโสภณ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโสภณ กล่าวต่อว่า การพบสัตว์ทะเลหายากอย่างฉลามวาฬว่ายเข้ามาหากินถึง 4 ตัว ในช่วงเดียวกัน ถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลบริเวณเกาะทะลุ แสดงให้เห็นว่ามีสัตว์น้ำในวัยอ่อน และแพลงตอนเกิดการสังเคราะห์แสงได้เพิ่มมากขึ้น ปะการังเริ่มฟื้นตัว &amp;nbsp;และ เน้นย้ำเรื่องการดูแลและอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก เพราะมีสัตว์ทะเลหลายชนิดใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนการฟื้นฟูแนวปะการังและทรัพยากรทางทะเล อันถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของชาวประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พี่น้องเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่แถบเกาะทะลุ ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังสำคัญของประจวบคีรีขันธ์ &amp;nbsp;ช่วยดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลจนให้ให้ทะเลบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ในปัจจุบัน ส่วน ทช.ได้วางปะการังเทียมในพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย,อำเภอหัวหิน และพื้นที่อื่นๆ ด้วย เพราะจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน
&amp;nbsp;
นายโสภณ กล่าวว่า การพบฉลามวาฬในครั้งนี้ ทางฝ่ายนักวิชาการของ ทช. จะมีการเก็บข้อมูลและภาพถ่ายเอาไว้เพื่อเป็นฐานข้อมูลของสัตว์ทะเลหายากในแต่ละสถานที่ว่าพบที่จุดใดบ้าง ทำให้เราได้รู้ว่ามีการพบฉลามวาฬบ่อยขึ้น ครั้งนี้ที่ได้รับรายงานพบถึง 4 ตัว ไม่พบเห็นบ่อยนักในรายงาน ส่วนใหญ่พบ 1 - 2 ตัว ทั้งทะเลชุมพรจนถึงแนวเกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย หรือแม้แต่ทะเลแถบชายฝั่งบ้านเขาตะเกียบ อำเภอหัวหิน และในอีกหลายพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;#39;&amp;#39;ขอให้ทุกคนที่พบเห็นอย่าพยายามไปแตะต้องหรือสัมผัสตัวฉลามวาฬ ห้ามให้อาหารโดยเด็ดขาด ลดความเร็วของเรือ ลดเสียงให้เบา รวมถึงควรจอดเรือลอยลำอยู่ห่างจากฉลามวาฬ และงดใช้แฟลชในการถ่ายรูปฉลามวาฬใต้น้ำ&amp;quot; นายโสภณ ระบุ.
​&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18291</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ฉลามวาฬ, นักดำน้ำ, มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม, เกาะทะลุ ประจวบ, เกาะทะลุ ไฮแอนด์รีสอร์ท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba87c70d1a92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
