<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2018 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2018 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลชี้เด็กไทยชอบวิชา &#039;พลศึกษา&#039; นำหน้า &#039;คอมพิวเตอร์-คณิตศาสตร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.61 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง วิชาที่ชอบเรียนของเด็กไทย กรณีศึกษาตัวอย่างเด็กนักเรียนอายุ 14 &amp;ndash; 17 ปีทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,043 ตัวอย่าง โดยดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 1 &amp;ndash; 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา พบว่า วิชาเรียนที่นักเรียนชอบมากที่สุดคือ ร้อยละ 21.4 ระบุ พลศึกษา กีฬา เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน ปิงปอง วิ่ง ว่ายน้ำ ตะกร้อ เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 18.9 ระบุ คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 9.5 ระบุ คณิตศาสตร์ ร้อยละ 8.6 ระบุ ภาษาอังกฤษ ร้อยละ 8.0 ระบุ วิทยาศาสตร์ ร้อยละ 7.3 ระบุ ศิลปะ ร้อยละ 6.8 ระบุ ภาษาไทย ร้อยละ 6.1 ระบุ สุขศึกษา ร้อยละ 5.1 ระบุ สังคมศึกษา และที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 8.2 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การเมือง กฎหมาย อาชีพ สิทธิและหน้าที่พลเมือง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม น่าเป็นห่วงคือ ประมาณ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 33.1 ยังไม่รู้ ไม่แน่ใจ ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนสูงสุดที่ระดับอะไร รองลงมาคือร้อยละ 30.9 ระบุปริญญาตรี ร้อยละ 27.3 ระบุ ปริญญาโท และร้อยละ 8.7 ระบุ ปริญญาเอก ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.9 ระบุโอกาสด้านการเรียนที่ผู้ใหญ่ในสังคมจัดไว้ให้ไม่เท่าเทียมกัน ในขณะที่ ร้อยละ 15.1 ระบุเท่าเทียมกัน และเกินครึ่งหรือร้อยละ 52.8 ประเมินตนเองว่า การเรียนในห้องเรียนที่ผ่านมาทำให้ความฉลาดเท่าเดิม เหมือนเดิม ในขณะที่ร้อยละ 38.1 ระบุ ฉลาดขึ้น มีสติปัญญามากขึ้น และร้อยละ 9.1 ระบุรู้สึกแย่ลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.3 ระบุค่อนข้างบ่อย ถึง บ่อยมากที่สุด ในการช่วยเหลือผู้อื่น ดูแลผู้อื่น เช่น คนในครอบครัว คนสูงอายุ เพื่อน ๆ คนที่ต้องการความช่วยเหลือ เป็นต้น ในขณะที่ ร้อยละ 8.7 ไม่ค่อยบ่อยถึง ไม่เคยเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ลักษณะการใช้เวลาของเด็กนักเรียนในปีหน้า พบว่า ร้อยละ 34.1 จะหาอะไรทำที่หลากหลาย คลายเครียด ร้อยละ 33.4 จะใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ใช้เวลาให้ดี และร้อยละ 32.5 จะเรียนให้หนัก สอบให้ผ่าน คือเป้าหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19647</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, นายนพดล กรรณิกา, พลศึกษา-กีฬา, มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ, วิชาที่ชอบเรียนของเด็กไทย, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, เป้าหมายการเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbeb7d996752.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้ปชช.รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาข้ามถนน คนขับละเมิดกฎ-ไร้น้ำใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.61 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ ได้ทำสำรวจโพล เรื่อง กฎหมายจราจร กับ ความปลอดภัย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนคนใช้รถใช้ถนนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,135 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10 - 26 กันยายน ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.3 รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาข้ามถนนบนทางข้าม (ทางม้าลายตามกฎจราจร) ขณะมีรถยนต์ขับไปมา เพราะรถไม่ยอมจอดให้คนข้าม ในขณะที่ร้อยละ 13.7 รู้สึกปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่เช่นกันหรือร้อยละ 65.1 รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาข้ามถนนบนทางข้าม ทั้งที่มีสัญญาไฟแดงให้รถหยุด เพราะ รถมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ไม่ยอมหยุดฝ่าไฟแดงตรงไม่มีกล้อง ไม่มีตำรวจ และเคยมีข่าวคนบาดเจ็บเสียชีวิตมาแล้ว ในขณะที่ ร้อยละ 34.9 รู้สึกปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อถามถึงสาเหตุของความไม่ปลอดภัยทางถนน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.1 ระบุเพราะพฤติกรรมแย่ ทำคนไม่ปลอดภัย เช่น ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ขับรถไล่บี้จี้ท้ายรถคันอื่น ตำรวจไม่คอยกวดขัน ไม่จัดการคนผิดปล่อยลอยนวล รองลงมาคือ ร้อยละ 69.3 ระบุ คนไม่มีวินัย ไร้จิตสำนึก ไม่ทำตามกฎจราจร ทั้งคนขับและคนเดินถนน ร้อยละ 62.4 ระบุ เมาแล้วขับ สภาพคนขับไม่พร้อม ร้อยละ 60.8 ระบุ ขาดเทคโนโลยี ควบคุมคนขับและคนข้าม ร้อยละ 55.9 ระบุ สภาพรถ มีปัญหา ระบบเบรก ระบบไฟหน้ารถ ไฟขอทาง ร้อยละ 54.6 ระบุ คนฝ่าฝืนกฎหมายจราจรเป็นผู้มีอิทธิพล &amp;nbsp;ร้อยละ 53.7 ระบุ สภาพถนนไม่ปลอดภัย มีก่อสร้าง มีด่าน แจ้งล่วงหน้ากระชัดชิด ร้อยละ 51.9 ระบุ ไม่จริงจัง ไม่ต่อเนื่อง ในการบังคับใช้กฎหมาย และร้อยละ 24.5 ระบุอื่นๆ เช่น สภาพอากาศ รถจอดในที่มืด มองไม่เห็น ป้ายโฆษณาบัง คนขับมอเตอร์ไซต์เบียดซ้าย เบียดขวา ความไม่มีน้ำใจของคน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงเช่นกันคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.5 เคยพบเห็น พวกขับรถเร็วเกินกำหนดแล้ว ไล่บี้จี้ท้ายรถนคันอื่น ขับรถประมาทหวาดเสียว ไม่ถูกจับกุม ไม่ถูกลงโทษ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.5 ไม่รู้แน่ชัด ถึง ไม่รู้เลยเกี่ยวกับ ค่าปรับ โทษปรับ พวกขับรถเร็วเกินกำหนด &amp;nbsp;ในขณะที่ ร้อยละ 36.5 รู้ว่า โทษปรับพวกขับรถเร็วเกินกำหนด จ่ายแค่ 500 ถึงหลักพัน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.2 ไม่รู้แน่ชัด ถึง ไม่รู้เลยว่า โทษปรับพวกเมาแล้วขับ เท่าไหร่ ในขณะที่ ร้อยละ 23.8 รู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณา คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.4 เห็นด้วยต่อการแก้ไขกฎหมายเพิ่มค่าปรับสูงสุดหลักหมื่นบาท จัดการพวกขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด และบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดติดตามจับกุมถึงที่สุด และส่วนใหญ่เช่นกันหรือร้อยละ 80.7 ระบุ ควรลงโทษสูงสุด กับพวกขับรถเร็วเกินกำหนด เมาแล้วขับ เพราะทำให้คนอื่นไม่ปลอดภัย สร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ทำให้เกิดการลอกเลียนแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.8 ระบุเห็นด้วยต่อ การแก้ไขกฎหมายจราจร ให้นำเงินค่าปรับไปพัฒนาด้านต่าง ๆ มากกว่าให้ตำรวจอย่างเดียว เช่น เพิ่มความปลอดภัยบนถนน พัฒนาห้องสมุดประชาชน พัฒนาท้องถิ่นที่คนทำผิด และพัฒนาประเทศโดยรวม เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 4.2 ไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18536</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายจราจร, ความปลอดภัยบนถนน, ซุปเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bac48d094404.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้&#039;อย.-สคบ.&#039;ต้องปรับตัวด่วน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.2561 - ดร.นพดล &amp;nbsp;กรรณิกา ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิ สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำเผยผลสำรวจ เรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรต่อความไม่ปลอดภัยใน เครื่องสำอาง อาหาร และยา กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,037 ตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 63.3% ไม่ทราบว่า สามารถตรวจสอบเลของค์การอาหารและยา (อย.) ได้ด้วยตนเอง ในขณะที่ 36.7% ทราบ โดยตรวจสอบผ่านเว็บ อย. สายด่วน อย. เว็บค้นหาทั่วไป และ แอพพลิเคชั่นนอกจากนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งน่าเป็นห่วง คือ ส่วนใหญ่หรือ 73.9% ไม่ทราบว่าสามารถตรวจสอบเลข จดแจ้ง เครื่องสำอางได้ ด้วยตนเอง ในขณะที่ 26.1% ทราบ โดยตรวจสอบผ่าน เว็บ อย. ฉลาก สายด่วน อย. แอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์ค้นหาทั่วไป อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือ 91.9% พอใจการทำงานของตำรวจที่จับกุมดำเนินคดี ขบวนการ สวมเลข อย. ได้ ในขณะที่ 8.1% ไม่พอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง ช่องทางที่เคยพบเห็นโฆษณา เครื่องสำอางผ่านสื่อต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 83.6% พบเห็นผ่านทาง เฟซบุ๊ก รองลงมาคือ 51.6% พบเห็นผ่านทาง ทีวี &amp;nbsp;33.8% พบเห็นผ่านทางไลน์ ในขณะที่ 26.4% พบเห็นผ่านทางสิ่งพิมพ์ &amp;nbsp;20.9% ผ่านทางการบอกต่อ และ 7.8% ผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น เว็บไซต์ทั่วไป ทวิตเตอร์ &amp;nbsp;ยูทูป และอินสตาแกรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึง แหล่งที่เชื่อมั่นในการซื้อ สินค้า เครื่องสำอาง พบว่า เกินครึ่งหรือ 55.9% เชื่อมั่น เชื่อถือ บริษัท ชื่อสินค้า รองลงมาคือ 36.2% เชื่อคนรู้จักแนะนำ 22% เชื่อ คำโฆษณา 15.5% เชื่อดารา คนดัง และ 11.6% เชื่ออื่นๆ เช่น จากผู้เชี่ยวชาญ ดู คอมเมนท์ต่างๆ หาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า สารประกอบที่ใช้ในการผลิตและส่วนผสม ดูจากมาตรฐานการรับรอง และคนรู้จักที่ใช้ผลิตภัณฑ์จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ หน่วยงานที่ ประชาชนต้องการให้เร่งแก้ไข ปัญหาความไม่ปลอดภัยของประชาชนในการซื้อ เครื่องสำอาง อาหาร และ ยา พบว่า อันดับแรก ส่วนใหญ่ 78.3% ได้แก่ อย. รองลงมาคือ 72.4% ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และส่วนใหญ่เช่นกัน หรือ 63.5% ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข ในขณะที่ 35.2% ระบุตำรวจ และ 2.5% ระบุอื่นๆ เช่น สื่อมวลชน โรงเรียน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11041</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ผลสำรวจ, มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ, สคบ., องค์การอาหารและยา, อย., อาหาร}สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, เครื่องสำอาง, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1c90c03235a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
