<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 22:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉปมคุกคามทางเพศ พบมีทั้งครูและรุ่นพี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อึ้งแฉปมคุกคามทางเพศในสถานศึกษา มีทั้งครู รุ่นพี่ อนาจาร คุกคามนักเรียน รุ่นน้องชี้เป็นปัญหาซุกใต้พรมมานาน จี้สถานศึกษาเร่งแก้ไข นโยบายต้องชัด เปิดพื้นที่ร้องเรียนเป็นมิตร หลากหลาย เป็นธรรม พร้อมเปิดหลักสูตรปรับทัศนคติคนรุ่นใหม่ เคารพสิทธิ เนื้อตัวผู้อื่น &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาออนไลน์ หัวข้อ &amp;ldquo;สถานศึกษากับปัญหาคุกคามทางเพศ&amp;rdquo; น.ส.อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า การคุกคามทางเพศมีทั้งทางตรง ทางอ้อม ผ่านการใช้สายตา ท่าทาง คำพูด ร่างกาย หรือสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ ทำให้ผู้เป็นเป้าของการกระทำนั้นเดือดร้อน อึดอัด ไม่พอใจ เครียด หวาดระแวง หวาดกลัว และรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยแบ่งเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การคุกคามทางเพศออฟไลน์ ผู้ถูกกระทำมีอำนาจหรือการต่อรองน้อยกว่า 2.การคุกคามทางออนไลน์ ผู้กระทำจะค้นหาและเป็นฝ่ายสังเกตว่าผู้ถูกกระทำเป็นใครเพื่อหาช่องกระทำการคุกคาม ทั้งนี้ จากการทำงานช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาการคุกคามทางเพศ ของฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายฯ พบว่า ในปี 2562 มีข่าวการคุกคามทางเพศ 333 ข่าว น่าตกใจว่าเป็นข่าวเด็ก วัยรุ่นนักเรียนนักศึกษา กว่าร้อยละ 84.8 และจากการติดตามข่าวการคุกคามทางเพศในสถานศึกษาช่วงปี 2562-2564 พบว่า มี 12 กรณี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษา 6 กรณี ผู้กระทำเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า คือ ครู ส่วนผู้ถูกกระทำ ส่วนใหญ่เก็บเรื่องไว้ไม่กล้าบอกใคร จนครอบครัวเห็นจากโทรศัพท์โดยบังเอิญ ทำให้เด็กเกิดภาวะเครียด ป่วยโรคซึมเศร้า อยากฆ่าตัวตาย ส่วนการคุกคามทางเพศในระดับมหาวิทยาลัย 6 กรณี ผู้กระทำเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า คือ อาจารย์ เพื่อนรุ่นพี่ เป็นต้น โดยเข้ามาในลักษณะความห่วงใย เป็นแฟนและพยายามข่มขืน ซึ่งผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่ต้องการดำเนินคดีกับคู่กรณี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มูลนิธิมีข้อเสนอว่า 1.สถานศึกษาควรส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศให้แก่นักเรียน นักศึกษา 2.ควรมีช่องทางการร้องเรียนที่หลากหลาย โดยช่องทางแรกที่ควรทำคือ การเข้าถึงและพูดคุยให้คำแนะนำเบื้องต้น เช่น หากผู้ถูกกระทำต้องการแจ้งความดำเนินคดี จะถูกตั้งคำถามอย่างไรบ้าง หรืออธิบายถึงขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินคดี ใครบ้างที่ต้องถูกเรียกตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กระบวนการพิสูจน์พยาน หลักฐานเป็นอย่างไร เป็นต้น และ 3.กฎหมายที่คุ้มครองการคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์มีน้อยมากหรืออาจไม่เคยหยิบยกมาเป็นประเด็นพิจารณาเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้เป็นช่องว่างของกฎหมาย ทั้งนี้ มูลนิธิได้ร่วมมือกับมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัวและเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน ในการให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา เด็กเยาวชนผู้ถูกกระทำ โดยสามารถร้องเรียนมาได้ที่เพจของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล&amp;rdquo; น.ส.อังคณากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;กล่าวว่า ทุกคนทราบดีว่าการคุกคามทางเพศเป็นอาชญากรรม และปัญหาในมหาวิทยาลัยกลับถูกซุกอยู่ใต้พรมมานาน เพราะนักศึกษาชาย-หญิงตีความต่างกัน โดยนักศึกษาชายตีความนิยามแบบแคบว่าต้องเป็นการข่มขืนถึงเรียกว่าเป็นการคุกคามทางเพศ แต่นักศึกษาหญิงจะตีความแบบกว้าง โดยมองว่าการคุกคามทางเพศจะครอบคลุมทั้งเรื่องการใช้วาจา สายตา ภาษากาย ข่มขืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่มหาวิทยาลัยเองก็ไม่มีกระบวนการให้ความช่วยเหลือเรื่องนี้ เพราะคิดว่าปัญหาไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าทั้งนักศึกษาชายและหญิงต่างก็เป็นเหยื่อ เพราะมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่อันตราย ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านในหลายๆ เรื่องของวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ ดังนั้นบางเรื่องอาจจะละเอียดอ่อนจนไม่ทันคิดว่านั่นคือปัญหาการคุกคามทางเพศ บวกกับการตีความที่ต่างกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคือ มหาวิทยาลัยต้องเปิดอบรมนักศึกษาให้ เปลี่ยนทัศนคติเรื่องการคุกคามทางเพศที่ถูกต้องให้กับนักศึกษาทุกคน ว่าครอบคลุมทั้งกาย วาจา สายตา ให้รู้จักการเคารพสิทธิ เนื้อตัวผู้อื่น ควบคู่กับการเปิดพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนที่สร้างความปลอดภัย เป็นมิตรกับทุกคน และเป็นธรรม เรื่องเหล่านี้ต้องดำเนินการแก้ไข เพราะมีการศึกษาทางการแพทย์พบว่าผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศนั้นจะเกิดผลกระทบทางจิตใจ นำไปสู่อาการทางจิตเวช และอาจจะนำมาสู่การทำร้ายตัวเองได้&amp;rdquo; ดร.ชเนตตีกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า วิถีวัฒนธรรมไทยที่ถูกส่งต่อกันมาจากผู้ใหญ่สู่เด็กคือรากเหง้าของปัญหา บวกกับปัจจัยร่วมอื่นๆ โดยเฉพาะการถูกกระตุ้นจากสื่อที่เข้าถึงง่าย ทำให้สถานการณ์การคุกคามทางเพศรุนแรงและกว้างขึ้น ซึ่งการเอาเยาวชนที่ทำผิด 1 คนมาลงโทษไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งระบบได้ หากไม่แก้ไขที่รากเหง้า ตนเข้าใจว่าการขุดรากเหง้านั้นทำยาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแนวทางเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จได้ โดย 1.สถานศึกษาทุกระดับต้องมีหลักสูตรให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้านมืด ด้านอัปลักษณ์ของการคุกคามทางเพศ โดยเฉพาะการเรียนรู้เชิงกระบวนการ 2.สถานศึกษาทุกแห่งต้องมีพื้นที่รับเรื่องร้องเรียน โดยเฉพาะกรณีครูละเมิดต่อนักเรียน ทั้งนี้ กลไกดังกล่าวต้องมาพร้อมกับโรงเรียนที่เป็นมิตร ปลอดภัย ปราศจากระบบอำนาจนิยม และ 3.ต้องมีการลงโทษนักเรียนที่มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศด้วยการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ถูกต้อง เป็นการให้บทเรียน แทนการลงโทษแบบผลักไสไล่ส่งออกไปจากสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ปัญหาการคุกคามทางเพศถูกแก้ไขไปได้ระดับหนึ่งจากคณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์รุ่นก่อน เมื่อตนเข้ามารับหน้าที่ได้ 2-3 เดือน รู้สึกว่าแนวโน้มการคุกคามทางเพศน้อยลง แต่ก็ยังมีอยู่ ดังนั้นสิ่งที่คณะกรรมการทำคือการแสดงจุดยืนผ่านแถลงการณ์ สอบถามความจริง ปกป้อง และเป็นที่พึ่งให้นักศึกษา ก่อนส่งเรื่องให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106614</URL_LINK>
                <HASHTAG>(สสส.), คุกคามทางเพศ, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โรงแรมมิราเคิลแกรนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9fde6c70dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 15:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อง&quot;รมว.ศธ.คนใหม่&quot; ดูแลปัญหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียน ต้องยกระดับแก้ปัญหาจริงจัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11มี.ค.64-ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) - น.ส.อังคณา อินทะสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แกนนำมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว &amp;nbsp;และเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา กว่า 40 คน เดินทางมายื่นจดหมายถึงคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รักษาการ รมว.ศธ.) เรื่อง สถานศึกษาเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัยหลังพบปัญหาครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน ซึ่งมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ออกมารับเรื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยน.ส.อังคณา กล่าวว่า กรณีครูล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดนักเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรีมย์ ถูกครูคณิตศาสตร์ข่มขืนในห้องน้ำโรงเรียน ส่วนอีกกรณีที่จังหวัดเดียวกันอดีตข้าราชการครู ซึ่งปัจจุบันทำอาชีพขับรถตู้รับส่งนักเรียนได้ทำอนาจารนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการถอดกางเกงโชว์พยายามให้เด็กจับอวัยวะเพศลูบคลำร่างกายเด็กจนทำให้เด็กหวาดกลัวและไม่อยากไปโรงเรียนอีก ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนเกิดขึ้นในโรงเรียนสถานที่ที่ควรปลอดภัย และยังสะท้อนให้เห็นถึงกลไกและมาตรการของสถานศึกษาที่อ่อนแอ และผู้บริหารสถานศึกษายังช่วยกันปกปิดให้ความช่วยเหลือครูผู้กระทำผิดอีกด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อังคณา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เครือข่ายขอแสดงเจตนารมย์ให้ ศธ.พิจารณา ดังนี้ 1.ขอให้กำลังใจครู ทุกคนที่ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ด้วยความรักและเมตตาเป็นแบบอย่างที่ดี &amp;nbsp;แต่ขอประณามบุคคลที่เข้ามาอาศัยวิชาชีพครูทำร้ายลูกศิษย์จากการหาประโยชน์ทางเพศและประโยชน์อื่นจากนักเรียนในทุกรูปแบบ 2.ขอทราบความคืบหน้าผลการดำเนินการกับครูที่กระทำความผิด และมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยศธ.ต้องแถลงต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ 3.ควรปรับปรุงกลไกระดับกระทรวงที่ตั้งขึ้นเพื่อรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหา 4.ควรให้การศึกษาแก่ครูและผู้บริหารถึงหลักการเพื่อการคุ้มครองสิทธิเด็ก 5.กรณีเกิดเหตุความเสียหายต่อเด็กนักเรียนที่เป็นการละเมิดกฎหมาย ศธ.ต้องทำหน้าที่เป็นเจ้าทุกข์ร่วมในการแจ้งความดำเนินคดี 6.กรณีสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วพบว่าครูมีการกระทำผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนให้ศธ.ลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุด ถอนใบประกอบวิชาชีพครู และ7.ศธ.ต้องพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องทักษะชีวิตว่าด้วยความเสมอภาคระหว่างเพศ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามขอฝากไปถึง รมว.ศธ.คนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งได้ดูแลแก้ปัญหาเรื่องโรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยด้วย และขอให้รื้อใหญ่ทั้งระบบลงโทษครูที่กระผิดล่วงละเมิดนักเรียนอย่างจริงจังด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุภัทร กล่าวว่า ตนขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มองเห็นปัญหานี้ ซึ่ง ศธ.ย้ำมาตลอดว่าสถานศึกษาต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยให้แก่นักเรียน และเรารับไม่ได้ที่มีปัญหาการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นในโรงเรียน เพราะสิ่งเหล่านี้คืออาชญากรรมในโรงเรียนที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลที่ทางมูลนิธิมีก็ตรงกับข้อมูลที่ศธ.มีเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราไม่อยากเห็นตัวเลขครูล่วงละเมิดทางเพศอีก ซึ่งตัวเลขของครูที่ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนจะต้องเป็นศูนย์ ทั้งนี้ศธ.จะรับเรื่องมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข รวมถึงจะสร้างระบบคัดเลือกคนที่เข้ามาเป็นครูอย่างเข้มข้น เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายนิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผช.เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดรับทราบปัญหามาตลอด และเราไม่เคยนิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งนโยบายของสพฐ.วิถีใหม่คือโรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยในทุกมิติ และทุกครั้งที่เกิดเหตุครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเราตรวจสอบพร้อมแก้ไขปัญหาทันที ซึ่งทุกคสที่เกิดขึ้นมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย พร้อมกับมีคำสั่งให้ออกจาราชการไว้ก่อน โดยกรณีล่าสุดครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนที่.จ.บุรีรัมย์ สพฐ.ได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เนื่องจากมีหลักฐานระบุความผิดชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95741</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., ครูล่วงละเมิดเด็ก, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049cf80c82dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2020 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2020 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญาติเด็กพิการถูกข่มขืนร้อง ผบ.ตร. ช่วยเร่งคดี-ตั้งกรรมการสอบ จนท.เพิกเฉย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24&amp;nbsp;พ.ย.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.ส.อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พร้อมด้วย มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว นำญาติผู้เสียหายที่ถูกข่มขืนซึ่งเป็นเด็กพิการ เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. หลังคดีไม่คืบหน้า เพื่อให้ตรวจสอบ โดยมี พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับเรื่อง อีกทั้งในช่วงท้ายมูลนิธิได้มอบหนังสือ &amp;ldquo;บาดแผลของดอกไม้&amp;rdquo; ซึ่งรวบรวมเรื่องจริงของคนพิการที่ถูกข่มขืน กว่า&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ชีวิต ให้ทางตร. เพื่อเป็นแนวทางในการปรับการทำงานของตำรวจอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อังคณา กล่าวว่า จากกรณีที่ผู้พิการถูกข่มขืน ไม่ได้รับความยุติธรรม คดีไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น ในฐานะที่ ตร. เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลทางด้านกฎหมายและการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน ทางมูลนิธิฯได้ร่วมกับมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการคุกคามทางเพศและเครือข่ายชุมชน จึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอ ดังนี้&amp;nbsp;1.ขอร้องเรียน กรณีเด็กหญิงพิการที่ถูกข่มขืน เหตุเกิดในจังหวัดพิษณุโลกในความรับผิดชอบของ สภ.ชุมแสงสงคราม มีการแจ้งความไว้แต่พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีไม่สามารถรวบรวมหลักฐานส่งฟ้องได้ทันตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มูลนิธิฯซึ่งได้เข้าช่วยเหลือในกรณีนี้ จึงขอให้ตร. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และเร่งดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้เสียหายเป็นการด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ในการดำเนินการช่วยเหลือผู้หญิงพิการที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มูลนิธิฯ พบปัญหาในการดำเนินการทางกฎหมายหลายด้าน อาทิ พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความดำเนินคดี เพราะคนพิการไม่สามารถสื่อสารสภาพปัญหาและชี้ตัวผู้กระทำได้ หรือพยายามไกล่เกลี่ยให้เกิดการยอมความ หรือพนักงานสอบสวนไม่ชี้แจงรายละเอียดและแจ้งสิทธิขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมายให้ผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศทราบ จนหลายกรณีขาดอายุความ จึงต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการทำงานกับผู้เสียหายกลุ่มนี้ ต้องหาวิธีการหรือหลักฐานประกอบเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งมีความยากและซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำเป็นคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ข้อเสนอเชิงนโยบาย กรณีคนพิการหูหนวกหรือพิการซ้ำซ้อนถูกล่วงละเมิดทางเพศ พนักงานสอบสวนต้องรับแจ้งความตามกระบวนการทางอาญา หากเป็นคดีทางเพศต้องทำอย่างรวดเร็วในการส่งผู้เสียหายพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายหรือพาไปดูที่เกิดเหตุ รวมถึงการประสานหาล่ามภาษามือหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสื่อสารที่เหมาะกับความพิการของผู้เสียหาย ซึ่งต้องจัดหาให้มีจำนวนเพียงพอ และมีงบประมาณหรือสวัสดิการของรัฐในการจ้างล่ามให้เกิดความรวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงานเบิกจ่ายเงินให้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เนื่องในโอกาสเดือนยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี มูลนิธิฯ ขอส่งมอบหนังสือ &amp;ldquo;บาดแผลของดอกไม้&amp;rdquo; จำนวน&amp;nbsp;20&amp;nbsp;เล่ม ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ปัญหา เป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวของคนพิการที่ถูกข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศไว้ถึง&amp;nbsp;15&amp;nbsp;กรณี กลุ่มผู้หญิงพิการ ถือเป็นกลุ่มที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการสำรวจประเทศไทยมีคนพิการ&amp;nbsp;1.9&amp;nbsp;ล้านคน และผู้หญิงพิการมีแนวโน้มถูกกระทำความรุนแรงทางเพศสูงกว่าผู้หญิงปกติถึง&amp;nbsp;10&amp;nbsp;เท่า ส่วนการช่วยเหลือผู้หญิงพิการของมูลนิธิฯ พบว่ามีผู้หญิงพิการเฉลี่ย&amp;nbsp;3-4&amp;nbsp;ราย/ปี ซึ่งเป็นผู้พิการทางสมอง เช่น บกพร่องทางการเรียนรู้ ออทิสติก อายุ&amp;nbsp;14-16&amp;nbsp;ปี เข้ามาขอคำปรึกษา ส่วนผู้กระทำฯ เป็นคนใกล้ตัว เช่น พ่อ พ่อเลี้ยง อาเขย เพื่อนบ้าน หลายกรณีไม่สามารถสื่อสารได้ว่าผู้กระทำเป็นใคร ส่งผลทั้งร่างกายและจิตใจ ภาวะซึมเศร้า ท้องไม่พร้อม พยายามฆ่าตัวตาย และฆ่าตัวตาย&amp;rdquo; นางสาวอังคณา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นางเอ (นามสมมติ) ญาติเหยื่อพิการที่ถูกข่มขืน กล่าวว่า ตนในฐานะอาของผู้เสียหาย ที่เดินทางมา ตร. วันนี้เพื่อต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้หลานสาวพิการที่ถูกอาเขยข่มขืนจนตั้งครรภ์ ตั้งแต่อายุ&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ปี ก่อนหน้านี้ ได้พาหลานเข้าแจ้งความ ซึ่งตำรวจได้ประสานดำเนินการเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ให้ เนื่องจากเป็นการตั้งครรภ์จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และอยู่ในสภาวะที่ไม่มีความพร้อมจะเลี้ยงดูบุตรได้ ส่วนคดีความที่จะเอาคนผิดมารับโทษ ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และผู้ก่อเหตุยังลอยนวลโดยตอนนี้สภาพจิตใจแย่มาก สงสารหลานที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ อีกทั้งผู้กระทำก็ดูเหมือนไม่ได้สำนึกผิด ไม่มีแม้คำขอโทษ แถมยังมาข่มขู่ ดูถูกเยาะเย้ยถากถางครอบครัว ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร ไม่รู้เลยว่าตำรวจทำงานไปถึงไหนแล้ว จึงอยากให้ ตร. ตรวจสอบและนำคนผิดมารับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและเยียวยาผู้เสียหายอย่างเร็วที่สุด ขอให้มั่นใจว่าตำรวจทราบเรื่องแล้ว ทั้งนี้จะทำให้กรณีนี้เป็นตัวอย่างเมื่อมาถึงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องมีการแก้ไข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84860</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนพิการ, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201124/image_big_5fbc980a76e1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการเรียกร้องสังคมบอยคอตสื่อปั่นดราม่าน้องชมพู่ ละเมิดสิทธิ-ล้ำเส้นจรรยาบรรณ จี้รัฐลงโทษจริงจัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.63 -ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน ในเวทีเสวนา &amp;ldquo;ข่าวเลยเถิดละเมิดสิทธิ ปั่น ดราม่า มอมเมา สังคมไทยควรทำอย่างไร&amp;rdquo; จัดโดย มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กรณีสื่อทีวีดิจิทัล 2 ช่อง นำเสนอข่าวการเสียชีวิตน้องชมพู่ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเชื่อมโยงเรื่องไสยศาสตร์นั้น ถือเป็นการสร้างมลพิษในพื้นที่ข่าวให้กับสังคม นำเสนอความขัดแย้ง ขยายบาดแผล ขยี้ปมเรื่องส่วนตัว ไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่ยกระดับข่าวให้เกิดการกระตุ้นเตือนสังคม หรือถอดบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้กระทำซ้ำ ดังนั้นควรมีกลไกคัดกรองคนทำสื่อ เพราะสื่อทำหน้าที่เหมือนตะเกียงและกระจก คอยส่องทางสะท้อนภาพสังคมที่เกิดขึ้นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สื่อสารมวลชนที่ดี ไม่ควรคิดเพียงประโยชน์ส่วนตัว หรือ ยอดรีวิว ยอดแชร์ เรียกเรตติ้ง เช่น บางสำนัก จับน้องสะดิ้งออกมาสัมภาษณ์ขณะที่อยู่ในห้องเรียน โดยไม่ขออนุญาตผู้ปกครอง ถือว่าไม่สมควร ละเมิดสิทธิ สื่อผิดชัดเจน เพราะน้องยังเป็นเยาวชน และตามหลักสากลเด็กควรถูกกันตัวออกจากการเป็นแหล่งข่าว ดังนั้นหลักการสัมภาษณ์ ควรสอบถามบุคคลที่ 3 ที่ทำงานกับเด็ก เช่น นักสหวิชาชีพ นักจิตวิทยา ตำรวจ และนักพัฒนาสังคม เพราะเป็นประเด็นเปราะบาง อาจสร้างปมในใจให้เด็กไปตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าวหากมีการร้องเรียน บทลงโทษขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละองค์กร โทษเบาแค่ตักเตือน ลดเงินเดือน หรือหยุดแพร่ภาพ ส่วนโทษหนัก ปลดออกและเสียค่าปรับ ซึ่งการลงโทษสื่อยังไม่ใช่ทางออกทั้งหมด บางคนอาจกลับมาทำความผิดซ้ำ เพราะสื่อบางสำนักยังอยู่ภายใต้อำนาจทุน จึงฝากถึงหน่วยงานที่กำกับดูแลสื่อต้องทำงานเชิงรุก ฝึกอบรมจริยธรรม สอบวัดมาตรฐานวิชาชีพ ที่สำคัญ กสทช. ต้องผลักดันเรื่องนี้ให้กลายเป็นวัฒนธรรม ส่วนภาคการศึกษา ต้องปลูกฝังเรื่องจริยธรรมในทุกหลักสูตร&amp;rdquo; อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทิชา ณ นคร &amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า การนำเสนอข่าวของสื่อต่อคดีนี้ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามทางเพศอื่นๆ หากมีการสัมภาษณ์เด็ก ถือว่าผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ การขยายประเด็นข้อมูลที่เกินความจำเป็น อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดในตัวเด็กและครอบครัว ส่งผลต่อความยากลำบากในการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการจำลองภาพความรุนแรง (Immersive Graphic) ลำดับขั้นตอนการล่วงละเมิดทางเพศและเผยแพร่ภาพจำลองที่ไม่เหมาะสม เกินความจำเป็น เท่ากับสร้างแรงกดทับ ซ้ำเติม และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กโดยตรง รวมถึงครอบครัว ที่สำคัญหลังจากข่าวนั้นๆซาลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรงในชุมชน ใครจะรับผิดชอบในการแก้ไขเยียวยาเพราะสื่อมาแล้วก็ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มันเลยเถิดข้ามเส้นจรรยาบรรณและความถูกต้อง จนความเป็นธรรมของผู้เสียหาย ของเด็ก ครอบครัวและชุมชน ถูกแปรมารับใช้เรตติ้ง เป็นราคาทางเศรษฐกิจของบางอาชีพไปแล้ว แทนที่จะรักษาความเป็นธรรมให้เหยื่อ ให้ผู้เสียหาย เราก็แพ้กระแสสังคมที่โหมกระหน่ำ พึ่งใครไม่ได้ ไสยศาสตร์จึงชนะขาดลอย&amp;rdquo; นางทิชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทิชา กล่าวด้วยว่า กสทช. ต้องเร่งตรวจสอบการเผยแพร่ข่าว ว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็ก ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเข้าข่ายมอมเมาประชาชน ให้เล่นการพนัน ใบ้หวยหรือไม่ หากพบความผิดจริงขอให้ดำเนินคดีตามมาตรา พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ &amp;nbsp;และหากมีความผิดซ้ำซากต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด ขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ช่วยให้ความสำคัญและมีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันแก้ไขปัญหานี้&amp;rdquo;นางทิชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กล่าวว่า สื่อหลายสำนักพยายามแข่งขันเรียกเรตติ้ง โดยเฉพาะรายการข่าวที่ปัจจุบันเริ่มล้ำเส้นเรื่องสิทธิเพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำยังใช้กราฟฟิกเล่าเรื่องให้คนดูคล้อยตาม จนสังคมเกิดการตั้งคำถาม &amp;ldquo;คนไทยได้อะไรจากสื่อ&amp;rdquo; เมื่อข่าวอาชญากรรมเกิดการผลิตซ้ำ เร่งเร้าให้เห็นภาพที่ชัดเจน ส่งผลให้คนบางกลุ่มเกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบและยังกระทบสิทธิผู้ตกเป็นข่าว อย่างกรณีล่าสุดคดีน้องชมพู่ผู้ตกเป็นข่าวเป็นเด็กและเยาวชน ในด้านสิทธิมีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน แต่สื่อบางช่องไม่สนใจ กลับตีแผ่ข่าวล้ำสิทธิเรียกยอดรีวิว ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม สร้างความหวาดระแวงให้คนในชุมชน ก่อปัญหา มากกว่าสร้างสรรค์ ยังไม่เห็นหน่วยงานที่มีข้อบังคับด้านกฎหมายออกมาเอาผิดสื่อ ทุกคนมองเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายภาคส่วนต้องร่วมมือกระตุ้นให้ผู้บริโภคสื่อออกมาแสดงพลัง จี้จุดอ่อนของสื่อคือเอเจนซี่และแรงกดดันทางสังคม สื่อถูกปลูกฝังให้กำกับดูแลกันเอง กำกับจริยธรรมกันเอง ลงโทษกันเอง ซึ่งในความเป็นจริงบทลงโทษยังใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นอาจต้องสร้าง New Normal คุ้มครองสิทธิเด็ก หรือรอเปลี่ยนผ่านของ New Gen ที่ตื่นตัวเรื่องสิทธิ ความเป็นมนุษย์ เช่น ออกแถลงการณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น สำหรับกลไกลที่จะใช้ได้ผลในระยะยาว คือการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง ยื่นหนังสือถึงบริษัทโฆษณา เรียกร้องให้ไม่สนับสนุนสื่อที่ละเมิดสิทธิเด็ก รวมถึงการหาแนวร่วมองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดวาระที่ใหญ่ขึ้น&amp;rdquo; นางสาวสุภิญญา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เนื่องจากสังคมไทยยังคงเป็นสังคมอำนาจนิยมแบบชายเป็นใหญ่ &amp;nbsp;ทำให้สื่อบางส่วนได้รับอำนาจความคิดแบบนี้ จึงนำเสนอข่าวในทิศทางที่มีอำนาจเหนือกว่า สนใจประเด็นที่คนดูและติดตามเป็นหลักเพื่อเรียกเรตติ้ง เปิดเผยหมด ว่าใครทำอะไรอยู่ที่ไหนยังไง ชี้นำจนทำให้เสียรูปคดี &amp;nbsp;หรือกรณีข่าวข่มขืน ก็พยายามเบนประเด็น โค้ดคำพาดหัว ว่าผู้ถูกข่มขืนไม่ได้บริสุทธิ์จริง เป็นคนที่ชอบผู้ชาย ชอบเงินต่อรองเรียกผลประโยชน์ แต่งตัวโป้ เป็นต้น จนทำให้คนเสพสื่อมีความคิดว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายผิดมากกว่าไปแล้ว ยังไม่นับบรรดาละครทีวีต่างๆที่มีฉากพระเอกข่มขืน นางเอก ฉากตบตี ทำร้าย คุกคามทางเพศกันเป็นว่าเล่น &amp;nbsp;มาช่วยผสมโรงจนกลายเป็นความเสื่อมอย่างที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมาคมสื่อ ต้องตรวจสอบและประเมินผล จัดให้เกรด หรือเรตติ้ง เพื่อให้ประชาชนได้เลือกบริโภคสื่อองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆต้อง ยกระดับกลไกกำกับดูแลสื่อให้มีมาตรการที่เข้มและเป็นจริงมากกว่านี้ อย่าให้ถูกมองว่าเป็นเสือกระดาษหมดสภาพ ต้องประเมินและมีบทลงโทษอย่างจริงจัง รวมไปถึงสื่อออนไลน์ต้องมีกลไกกำกับดูแลเช่นกัน ส่วนประชาชนต้องช่วยกันแสดงออก ด้วยการปฏิเสธ ไม่สนับสนุนสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ ละเมิดสิทธิเด็กและสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรือมุ่งมอมเมาประชาชน หรือแม้กระทั่งการมีองค์กรไปร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย เช่น กรมกิจการเด็กและเยาวชน ต้องใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ฟ้องร้องเอาผิดกับสื่ออย่างจริงจัง&amp;rdquo; นายจะเด็จ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71301</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้องชมพู่, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, ละเมิดสิทธิ, เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง ( Active Youtg)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0c037d41115.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22809</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2026 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2018 07:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลุกผู้หญิง #เจ็บแต่ไม่ยอม ชงหลักสูตรเท่าเทียมทางเพศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แม้ว่าตามหลักสากลของนานาชาติ และรัฐธรรมนูญของประเทศ ยอมรับถึงความเท่าเทียม และความเสมอภาคทางเพศแล้วก็ตาม&amp;nbsp; แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลักสากลนั้นยังสวนทางกับวัฒนธรรมและความเชื่อของคนไทยบางส่วน &amp;nbsp;ที่ติดกับดักว่าชายเป็นใหญ่ &amp;nbsp;ตีกรอบผู้หญิงให้เป็นผู้ตาม นำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว &amp;nbsp;และวัตถุทางเพศ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเหล่านี้เสียใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และนี่เป็นที่มาของการทำกิจกรรมสำคัญในแคมเปญ # เจ็บแต่ไม่ยอมขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)&amp;nbsp; ซินดี้ สิรินยา บิชอฟ&amp;nbsp; และเพื่อนนักแสดง นำทีมรวมพลังผู้ถูกกระทำความรุนแรง ทำกิจกรรมรณรงค์ในแคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล (25 พฤศจิกายน) &amp;nbsp;พร้อมเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์ผู้ที่เคยถูกกระทำ โดยภายในงานมีการนำผู้ที่ผ่านพ้นจากความรุนแรง และเครือข่ายกว่าร้อยชีวิต วาดหยดน้ำตาสีดำที่ใบหน้า ร่วมเดินรณรงค์และทำ flash mob รวมพลคนเจ็บแต่ไม่ยอม&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;


fifa356&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการเก็บผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้หญิง อายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 1,655 ชุด พื้นที่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1-8 พฤศจิกายน 2561 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ อายุ 31-40 ปี ร้อยละ 36.2 เคยเห็นเพื่อน/คนใกล้ชิดประสบปัญหา ,ร้อยละ 38.4&amp;nbsp; เคยเห็นคนใกล้ชิดโดนทำร้ายและเคยเจอมากับตัวเองด้วย ร้อยละ 10.4, ตลอดจนเคยประสบปัญหาด้วยตัวเอง ร้อยละ 7.8 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ยังเห็นการตอกย้ำสะท้อนความรุนแรงทางเพศ ผ่านสื่อละคร เช่น &amp;ldquo;ฉากละครตบ-จูบ เป็นเรื่องปกติ ทำให้ละครน่าสนใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีผู้เห็นด้วยถึงร้อยละ 44.7,&amp;nbsp; &amp;ldquo;นางร้ายในละครถูกลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว&amp;rdquo; ร้อยละ 39.0 ,&amp;ldquo;สื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอภาพผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ&amp;rdquo; ร้อยละ 32.1 และ&amp;ldquo;ฉากพระเอกข่มขืนนางเอกเป็นเรื่องปกติ ยอมรับได้&amp;rdquo; ร้อยละ 25.3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางสาวจรีย์&amp;nbsp; กล่าวว่า ประโยคหรือข้อความ ที่กลุ่มตัวอย่างคุ้นหู/เคยชินมากที่สุด ได้แก่ &amp;ldquo;สามี-ภรรยา เปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา&amp;rdquo; ร้อยละ 89.2 ,รองลงมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า เรื่องในครอบครัวไม่ควรนำไปบอกคนอื่น เพราะจะเป็นการประจานครอบครัวตัวเอง&amp;rdquo; ร้อยละ 77.0 ,&amp;ldquo;ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร้อยละ 62.8 ,&amp;ldquo;ผู้ชายเข้มแข็ง แข็งแรงกว่า และมีภาวะความเป็นผู้นำ&amp;rdquo; ร้อยละ 61.6 , 


bnk789&amp;nbsp;&amp;ldquo;ครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกันหรือหย่าร้าง จะทำให้ลูกเป็นเด็กมีปัญหา&amp;rdquo; ร้อยละ 57.4&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ประโยคดังกล่าวนี้ หากมองเพียงชั้นเดียวเหมือนไม่มีอะไร&amp;nbsp; แต่ในความเป็นจริงนี่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ถูกผลิตซ้ำ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะการปลูกฝังแบบแผนตีกรอบความเป็นผู้หญิง ความเป็นผู้ชายแบบตายตัว ผ่านกระบวนการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่มเพาะหล่อหลอมจากสถาบันทางสังคม&amp;nbsp; ผลิตซ้ำทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่ปัญหา ทนๆ กันไปเดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถึงเวลาแล้วที่เราควรกลับมาทบทวน และช่วยกันรื้อถอนวิธีคิด วิธีการหล่อหลอมที่มีผลต่อการสืบทอดความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นรากเหง้าของทั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาความรุนแรงทางเพศ และงานรณรงค์ในวันนี้หวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการชวนกันกลับมาตั้งคำถามกับการหล่อหลอมดังกล่าว และหวังว่าจะส่งสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ให้ถึงเวลาปรับหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอกย้ำการบ่มเพาะแบบเดิมๆ&amp;nbsp;


save168 ให้เปลี่ยนใหม่เป็นการออกแบบหลักสูตรที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายของคนทุกเพศอย่างจริงจังเสียที&amp;rdquo; นางสาวจรีย์&amp;nbsp; กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ซินดี้&amp;rdquo; &amp;nbsp;สิรินยา บิชอพ ดารานางแบบชื่อดัง กล่าวว่า กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้อยากสะท้อนว่าเมื่อผู้หญิงต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรง&amp;nbsp; ต้องหยุดโทษตัวเองหรือเลิกคิดว่ามันเป็นเพราะเราเองกับเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากตัวเองสร้างพลังให้ตัวเอง แน่นอนว่าบางเรื่องอาจละเอียดอ่อนซับซ้อนเปราะบางในครอบครัว&amp;nbsp; แต่เราต้องสร้างทางเลือกอื่นให้กับตัวเอง โดยเฉพาะการมีข้อมูลในมือ ต้องค้นหาเสาะแสวง เพื่อที่จะมีความรู้ สร้างทางเลือกเพราะคนที่ไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่นอยู่ในมือจะเสียเปรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;quot;อยากให้หยุดมายาคติเรื่องโทษผู้หญิงด้วยกันเอง หยุดโทษตัวเอง เพราะสังคมไม่ควรมีสถานการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นและสังคมไม่ได้นิ่งนอนใจ ทุกคนคอยฟัง คอยช่วยสนับสนุน พร้อมเป็นพลังใจ แคมเปญ#เจ็บแต่ไม่ยอม เราอยากบอกว่าอย่าพยายามอยู่ในสถานการณ์เป็นเหยื่อหรือเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อ&amp;nbsp; เราควรแข็งแรงพอที่จะลุกขึ้นสู้ แน่นอนว่ามันเคยเจ็บ แต่เจ็บต้องไม่ยอม เราต้องสร้างพลังบวก เชื่อมั่นในตัวเองเชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่&amp;nbsp; เห็นคุณค่าในตัวเอง&amp;nbsp; แต่เราต้องการลุกขึ้นก้าวผ่านมันไปให้ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;


สล็อต&amp;nbsp; ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp; แล้วมองหาตัวช่วย มีองค์กรหน่วยงานจำนวนมากที่พร้อมจะเข้ามายืนเคียงข้างเรา อย่างมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รวมไปถึงกลไกของรัฐเช่น โทร สายด่วน 1300&amp;quot; นางแบบสาว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่เค (นามสมมติ) บอกเล่าประสบการณ์ที่เคยเผชิญความรุนแรงและการคุกคามทางเพศที่เกิดจากคนใกล้ชิดในครอบครัวว่า ลูกสาวตน ในวัย 13 ขวบ ตกเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศจากสามีของตน หรือพ่อแท้ๆของเด็กโดยมีสติครบถ้วน อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุลูกสาวไม่กล้าเล่าให้ฟังจนผ่านไปเกือบสองเดือนหลังเกิดเหตุ ลูกจึงตัดสินใจบอก ซึ่งช็อคมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะทำอย่างไร สามีคนก่อเหตุก็ปฎิเสธและเข้าไปด่าทอลูกว่าบอกเรื่องนี้ทำไม&amp;nbsp; จนสุดท้ายเธอตั้งสติได้จึงปรึกษาเจ้านาย และได้ไปแจ้งความ และตำรวจก็ไม่สนใจเพราะเขามองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว&amp;nbsp; แต่เธอยืนยันเอาเรื่องถึงที่สุด โดยมีทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเข้ามาช่วย&amp;nbsp; แต่สุดท้ายเขาก็หนีไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ทุกวันนี้ต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์เดือนละสองครั้ง ในตอนแรกรู้สึกหวาดกลัวว่าเขาจะกลับมา&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ดีขึ้นเพราะได้ย้ายที่พักใหม่แล้ว&amp;nbsp; แต่คงต้องดูแลลูกมากเป็นพิเศษเพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของลูก&amp;nbsp; เราเองก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น&amp;nbsp; เปรียบเหมือนคนที่จะจมน้ำ&amp;nbsp; ก็ต้องช่วยตัวเองก่อนในเบื้องต้น&amp;nbsp; ตั้งหลักให้ดีแล้วจึงค่อยๆ มองหาขอนไม้หรือตัวช่วย เพื่อมายืนเคียงข้างเรา&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้านวี (นามสมมติ) ผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศจากคนในครอบครัว โดยสามีของตนเอง ซึ่งอยู่กันมาได้ระยะหนึ่งบังคับให้เธอไปขายบริการทางเพศตอนกลางคืน&amp;nbsp; โดยวิธีการปล่อยทิ้งไว้ที่ป้ายรถเมล์หรือที่เปลี่ยวตอนกลางคืน&amp;nbsp; หรือบังคับไปโรงแรมเพื่อรับแขก&amp;nbsp; ในช่วงแรกของการแต่งงานก็ไม่พบว่าผู้ชายมีความผิดปกติอะไร&amp;nbsp; แต่เมื่อย้ายที่ทำงานมาในจังหวัดทางชายฝั่งตะวันออก พฤติกรรมสามีก็เปลี่ยนไป ดื่มเหล้า พูดจาลามก หรือบังคับให้ตนดูรูปคลิปโป๊&amp;nbsp; และบังคับให้ไปเร่ขายบริการทางเพศ โดยขู่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ได้พบหน้าลูกอีก จนสุดท้ายตนก็ทนไม่ได้&amp;nbsp; จึงหาทางออกด้วยการหาข้อมูลในโซเชียล&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนมาพบหน่วยงานช่วยเหลือคือมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ก็เลยเขียนจดหมายมาเล่าเรื่องของตนจนมีเจ้าหน้าที่โทรมาหา และให้ความช่วยเหลือดูแล&amp;nbsp; จนกระทั่งหลุดจากบ่วงตรงนั้นมาได้&amp;nbsp; และตอนนี้ผู้ชายก็ถูกดำเนินคดีแล้ว&amp;nbsp; อยู่ในคุกโดนโทษ 7 ปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;จึงอยากฝากไปถึงผู้ที่กำลังถูกทำร้ายทุกคนให้ตั้งสติ หนักแน่น อย่ายอมให้ถูกกระทำหรืออดทนเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง หรือกลัวเสียงติฉินนินทา เพราะมันจะยิ่งเลวร้าย แน่นอนเราเจ็บ แต่เราจะไม่ยอมอีกต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ได้เวลาแล้ว ที่ลูกผู้หญิงจะต้อง #เจ็บแต่ไม่ยอม พร้อมรื้อถอนวิธีคิดชายเป็นใหญ่ ขจัดรากเหง้าความรุนแรงในครอบครัว และเพศให้หมดไปเสียที&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22809</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเสมอภาคการศึกษา, ปลุกผู้หญิง, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, สสส., หลักสูตรเท่าเทียมทางเพศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181126/image_big_5bfbb9096cacc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
