<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ความสำเร็จ “ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง”108ชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดการน้ำชุมชนด้วยคลองดักน้ำหลาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วม เป็นสิ่งที่วนเวียนเกิดขึ้นในประเทศไทยมายาวนาน จนเมื่อกว่า &amp;nbsp;13 ปีแล้ว ที่เอสซีจี และพันธมิตร ประกอบด้วยกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;เอสซีจี มูลนิธิบัวหลวง และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp; ได้ทำโครงการจัดการน้ำ &amp;nbsp; ก่อเกิดผลสำเร็จ และปีนี้ผลสำเร็จได้เกิดขึ้นอย่างเป็นที่เป็นรูปธรรม &amp;nbsp;มีฝายชะลอน้ำที่ได้สร้างไปแล้ว ซึ่งจะครบ 100,000 ฝาย ในปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เเถลงความสำเร็จ ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยเเล้ง&amp;nbsp; 108&amp;nbsp; ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การแถลงความสำเร็จ &amp;ldquo;ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง&amp;rdquo; ได้มีนายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ &amp;nbsp;มาเป็นองปฐกถาบรรยายพิเศษหัวข้อ &amp;nbsp;&amp;ldquo;จัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;rdquo; กล่าาตอนหนึ่งว่า &amp;nbsp; สภาพฝนปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากในอดีตมาก ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทุกปีประเทศไทย มีคำวนเวียนอยู่ คือ ฝนแล้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง สลับกันอยู่อย่างนี้ ซึ่งเมื่อมากลั่นกรองดีๆ จะพบว่ามีความขัดแย้งกันอยู่ เพราะว่าก่อนที่น้ำจะแล้ง น้ำมักจะท่วมก่อน นั้นแสดงให้เห็นว่ามีน้ำ แต่จะสิ้นสุดทันทีทันใดที่น้ำหายไป ก็จะเกิดภาวะน้ำแล้งทันที ประเด็นก็คือเราไม่มีการบริหารจัดการน้ำเลย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตลอดระยเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์ ทรงสนพระทัยในเรื่องนี้ เพราะเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่และโครงการในพระราชดำริ ร้อยละ 90 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำทั้งสิ้น เนื่องจาก น้ำเป็นต้นตอของทุกสิ่ง มีดินแต่ไม่มีน้ำ มีปลาแต่ไม่มีน้ำก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หลักการของพระองค์ท่านเริ่มจากการสร้างองค์ความรู้ เก็บข้อมูล รู้ต้นเหตุ รู้ปลายเหตุ รู้ทางแก้ และจึงจะแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ประเด็นสำคัญจากที่ตนได้ถวายงานมาเป็นระยะเวลา 35 ปี พบว่า ตัวเลขการกักเก็บน้ำของประเทศมีเพียง 7-8 จุดเท่านั้น และเมื่อยามน้ำมา ก็ต้องถูกสูบทิ้งลงทะเล ไม่ได้มีการบริหารจัดการโดยการกักเก็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า ดังนั้นพระองค์ท่านทรงสอน ว่า เมื่อยามน้ำมาก็ควรบริหารจัดการน้ำโดนการกักเก็บเหมือนกับการบริหารเงินเดือน ต้องมีการฝากธนาคารไว้ไม่ใช่ใช้จนหมด ทุกๆ ปี มีฝน 3 เดือน แต่อีก 9 เดือนไม่มีฝนก็ต้องหาแนวทางบริหารจัดการเก็บกักน้ำให้พอเพียง สำหรับ 9 เดือนที่เหลือ และขั้นตอนต่อไปต้องรู้จักประเมินตน ประมาณตนว่าเราทำกิจกรรมอะไร ใช้น้ำอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระองค์ท่านแนะนำคือการคิดและการวางแผนตลอดเวลา สิ่งที่เราทำในวันนี้เป็นเรื่องที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้รับสั่งให้พวกเราไปทำ ทำจนกระทั่งสามารถประมวลผลความสำเร็จได้ ซึ่งความสำเร็จนี้อยู่ที่ชาวบ้านสามารถทำตามได้จนกระทั่ง เขามีน้ำเพียงพอกับการใช้ ทำให้เกิดความสมดุลเรื่องน้ำขึ้นและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้พระองค์ท่านยังเคยรับสั่งกับตนว่าหากชาวบ้านรู้จักที่จะช่วยตัวเอง เช่น ขุดบ่อ ขุดสระ เป็นต้น ไม่ใช่เพียงแต่จะรอน้ำจากเขื่อน ซึ่งหากสามารถบริหารแบบนี้ได้ความพอเพียงเรื่องการใช้น้ำก็จะเกิดขึ้น และเมื่อชาวบ้านลงมือทำก็จะมีความพอเพียงเกิดขึ้น บริหารชีวิตได้ ผลิตและแปรรูปสินค้าได้ก็เกิดเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งขณะนี้มีชุมชนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ จำนวน 21 แห่ง ที่บริหารน้ำตามโครงการราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 และเมื่อเอสซีจีมาปรึกษาตนว่าจะทำอะไร เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตนก็ได้แนะนำเรื่องการบริหารน้ำในชุมชน แก้ภัยแล้ง อีกทั้งนักวิชาการได้ระบุว่า ปีหน้าเป็นปีแห่งความหิวโหย การผลิตอาหารจะหยุดไปขณะหนึ่ง ซึ่งบ้านเรามีความพร้อมเรื่องนี้อยู่แล้ว ขอให้ทุกคนมีใจและลงมือทำ

&amp;ldquo; วันนี้ความไม่แน่นอนเรื่องน้ำเกิดขึ้น ปริมาณน้ำมีการลดลง ร้อยละ 5-10 และน้ำจะมาในช่วงไหนก็ไม่รู้ คำนวณไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องใช้หลักการตกตรงไหนเก็บน้ำตรงนั้น เชื่อมโยงแหล่งน้ำทั่วประเทศ วางแผนการใช้น้ำ เพื่อให้คำว่าแล้งทุเลาลง อีกทั้งผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ภาคเอกชนและภาคส่วนต่างๆ เริ่มที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เมื่อชุมชนเข้มแข็งเราก็สำเร็จ&amp;rdquo;ดร.สุเมธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การใช้แผนที่เพื่อสำรวจเพื่อนที่ในการจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการ Enterprise Brand Management Office &amp;ndash; SCG แถลงผลความสำเร็จโครงการ &amp;ldquo;เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า เอสซีจีได้เริ่มโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่. 2550 ซึ่งเริ่มจากพื้นที่ จ. ลำปาง เกิดไฟไหม้ป่า และอาจจะกระทบกับหน่วยงานของเอสซีจี ดังนั้น เราจึงได้หาวิธีที่จะนำมาใช้ในการหยุดไฟไหม้ป่าที่ยั่งยืน โดยได้ไปเรียนรู้โครงการพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 จากมูลนิธิอุทกพัฒน์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และได้จัดทำฝายชะลอน้ำ กว่า 300 ฝาย ผลปรากฎว่า ปัญหาเรื่องไฟไหม้ป่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น เอสซีจีจึงต้องการที่จะขยายโครงการนี้ โดยเชิญชวนชุมชน ชาวบ้าน มาร่วมกันบริหารจัดการน้ำจัดทำแผนที่ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย จนขยายผลการจัดทำฝายไปยังพื้นที่ที่มีโรงงานของเอสซีจีตั้งอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 90,000 กว่าฝาย และตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2563 จะจัดทำฝายให้ครบ 100,000 ฝายทั่วประเทศ นอกจากนี้ เอสซีจียังได้จัดทำโครงการยริหารจัดการน้ำอื่นๆ เช่น สระบัว แก้มลิง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;จากเดิมที่เราจะต้องใช้งบประมาณไปช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ปัจจุบันเราจะทำให้ชุมชนได้ลุกขึ้นมาบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง เริ่มจากการให้ความรู้ ให้ประชาชนรู้จักการประเมินการใช้น้ำของตนเอง และเชื่อมแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียง หรือขุดบ่อเพื่อใช้สำหรับกักเก็บน้ำ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากความต้องการของชาวบ้านและชุมชน จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก้เข้าไปช่วยเหลือด้วยการแบ่งปันความรู้ ทั้งในเรื่องการอ่านแผนที่ เรียนรู้เรื่องพื้นที่สูง พื้นที่ต่ำ พื้นที่ที่ควรเป็นที่กักเก็บน้ำ หรือการเชื่อมแหล่งน้ำ การขุดคลอง ตลอดจนไปถึงการทำโซล่าเซลล์เพื่อใช้น้ำให้เกิดพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราได้เรียนและขับเคลื่อนมาตลอดระยะเวลา 13 ปี&amp;rdquo;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนผังที่ดินจัดสรรที่ดินของชุมชน เพื่อการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วีนัส กล่าวต่อว่า สำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น ขณะนี้เราสามารถเชิญชวนชุมชนและกักเก็บน้ำได้ในปริมาณ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถช่วยพื้นที่ทางการเกษตรได้ประมาณ 45,000 ไร่ &amp;nbsp;มีครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 16,200 ครัวเรือน ส่งผลให้ 4-5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ต่างๆ มีความชุ่มชื้นมากขึ้น และยังทำให้ป่าในหลายพื้นที่ มีพืชพันธุ์ต่างๆ เกิดมากขึ้นด้วย &amp;nbsp;สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนรอบข้าง และยังทำให้คนในพื้นที่สามารถทำการเกษตร รู้จักการแปรรูป สร้างสินค้าทางการเกษตร ไม่ต้องเข้าไปหางานในเมืองอีกต่อไป นอกจากนี้เอสซีจียังให้ความรู้เรื่องการขายของผ่านระบบออนไลน์ เพิ่มช่องทางการหารายได้ให้กับชาวบ้าน รวมถึงการให้ความรู้เรื่องการทำโฮมสเตย์ สร้างแหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เรามองว่าจะเป็นการสร้างความยั่งยืนในเรื่องของน้ำ ก็คือ คน ที่จะต้องมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยลดต้นทุนในการใช้ไฟสูบน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
อาสา สารสิน ประธานกรรมการมูลนิธิบัวหลวง กล่าวถึง ความสำเร็จโครงการ &amp;ldquo;บัวหลวงร่วมชุมชนแก้ภัยแล้ง&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ในหลวง ร. 9 ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อ ปี.2529 สรุปความได้ว่า น้ำคือชีวิต หมายความว่าน้ำมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งเพื่ออุปโภค บริโภค และเพาะปลูก แต่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบกับภัยแล้งมาตั้งแต่ช่วงหมดฤดูฝน ปี.2562 และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ คาดว่าฝนจะตกมากในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงพฤศจิกายน และเราก็หวังว่าฝนจะตกในพื้นที่เหนือเขื่อน &amp;nbsp;จะได้กักเก็บน้ำได้ &amp;nbsp;ซึ่งปัญหาภัยแล้ง เป็นเรื่องที่สำคัญประการหนึ่งของประเทศไทย มูลนิธิบัวหลวงธนาคารกรุงเทพ จึงร่วมดำเนินโครงการแก้ภัยแล้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน จนสามารถพึงพาตนเองได้ การดำเนินการจัดทำใน 22 ชุมชน แบ่งเป็น 17 ชุมชน แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคและ 5 ชุมชน แก้ปัญหาเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร &amp;nbsp;เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดน้ำให้แก่ชุมชน ทั้งเชื่อมแหล่งน้ำ และกระจายน้ำให้กับชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างระบบประปาภูเขา วางท่อส่งน้ำ มาเก็บในถังเก็บน้ำสำหรับใช้อุปโภคในครัวเรือน ติดตั้งระบบกรองน้ำดื่มสะอาดไว้ใช้ทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;มูลนิธิบัวหลวง ธนาคารกรุงเทพ เชื่อมั่นว่าโครงการร่วมชุมแก้ภัยแล้ง ทั้ง 22 ชุมชน และโครงการของเอสซีจี 56 ชุมชน จะเป็นต้นแบบที่ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ให้ชุมชนอื่นๆ &amp;nbsp;ผมหวังว่ารัฐบาลจะร่วมมือกับภาคเอกชนหลายองค์กร เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก้ชุมชนในประเทศอย่างยั่งยืนถาวร&amp;rdquo;อาสา กล่าว

ด้านทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ &amp;nbsp;กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า นอกจากโครงการบัวหลวงร่วมชุมชนแก้ภัยแล้งแล้ว มูลนิธิฯยังขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เช่น โครงการจัดทำโครงสร้างชลศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม, โครงการเทิดด้วยทำ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่ายินดีที่เราจะแก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อมีน้ำ ก็สามารถทำการเกษตรได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับแนวทางขยายผลความสำเร็จ &amp;ldquo;ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มความมั่นคง เศรษฐกิจของชุมชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า ปีนี้ถือว่าภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน และการทำงานในทุกภาคส่วนจะต้องมีการบูรณาการ เพื่อให้การแก้ไข &amp;nbsp;การบริหารจัดการน้ำเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตนขอชื่นชมกับผลสำเร็จของโครงการร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง ที่ทำให้เห็นในเชิงประจักษ์และเป็นตัวอย่างที่ดีในการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน เป็นกลไกที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพราะมีการใช้พื้นที่ชุมชน เป็นตัวตั้งและนำหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาถอดรหัสและทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความเป็นปกติสุขของประชาชน ทั้งนี้ตนคิดว่าการขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำ แต่เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งการดำเนินการต่างๆ เหล่านี้เป็นเหมือนรากฐานสำคัญที่จะนำใช้ต่อยอดนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต หรือ BCG เป็นต้น

&amp;ldquo;ผมได้รับรายงานว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีชุมชนที่ขาดแคลนน้ำอยู่ประมาณ 3,500 ชุมชน ดังนั้นสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ จะร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เดินหน้าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้งบประมาณจากพรก.เงินกู้ และจะเริ่มใน 2,000 ชุมชนก่อน เพื่อสร้างแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่ดีพอ ทั้งนี้ผมคาดว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะนอกจากเราจะได้ขับเคลื่อนเศรษฐกอจด้วยการจ้างงานแล้ว ยังจะทำให้คนกลุ่มนี้มีองค์ความรู้ เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่การทดลองทดสอบอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องการขยายผล เพื่อที่จะทำให้สิ่งดีๆ เหล่านี้ ครอบคลุมในทุกชุมชนในประเทศไทย และโจทย์ต่อไปเราอาจจะต้องกลับมาดูแลเรื่องน้ำในส่วนของชุมชนเมืองด้วย&amp;rdquo;นายสุวิทย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อมีน้ำ ก็ต่อยอดสู่การทำวิสาหกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72526</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, มูลนิธิบัวหลวง, มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ, ร่วมมือร่วมใจรอดภัยแล้ง 108 ชุมชน, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d16ab39196.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2020 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดการน้ำชุมชนแบบมีส่วนร่วม ฟื้นป่าแม่แจ่ม ลดผลกระทบภัยแล้ง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สภาพภูเขาหัวโล้นค่อยๆ กลับกลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผืนป่าที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจุดหนึ่งที่มีการทําเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะ &amp;quot;ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;quot; ในพื้นที่ลาดชัน ชุมชนชาวเขาที่อยู่ในป่ามีการหักล้างถางเพิ่มเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสียหายของระบบนิเวศ เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน จนกลายเป็นภูเขาหัวโล้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุทัย พายัพธนกร หรือพ่อหลวงอุทัย อดีตผู้ใหญ่บ้านแม่ขอ ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และผู้นำชุมชนสู้ภัยแล้งต้นแบบในโครงการ &amp;ldquo;เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชนรอดภัยแล้ง&amp;rdquo; ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประสบปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; เคยเป็นแกนนำต่อต้านการสร้างเขื่อน เรียกร้องให้มีการเปิดพื้นที่ป่าชุมชนให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ทำกิน ได้พลิกบทบาทมาเป็นผู้สร้างเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่า ลุกขึ้นมาทำงานร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เพื่อหยุดความเสื่อมโทรมของป่าต้นน้ำแม่แจ่ม และแก้ไขปัญหาจากการขาดแคลนน้ำ เพราะแม่แจ่มเป็นหนึ่งในอำเภอที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งหนักสุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อุทัย พายัพธนกร ผู้นำชุมชนสู้ภัยแล้งต้นแบบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนแห่งนี้เคยสร้างปัญหาจากการเปิดหน้าดินทำไร่หมุนเวียน นำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาในพื้นที่ และได้มีการเปลี่ยนแปลงชักชวนชุมชนข้างเคียงก่อตั้งกลุ่ม &amp;ldquo;กะเหรี่ยงรักษาป่า&amp;rdquo; ช่วยกันวางกฎกติกา ปกป้องอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่า จนเมื่อแนวคิดและการทำงานของกลุ่มขยายกว้างขึ้น ให้คนเมืองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;เครือข่ายรักษาป่า&amp;rdquo; โดยมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมดำเนินการให้มีการจัดการพื้นที่ ฟื้นฟูป่า และการอยู่ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พ่อหลวงอุทัย เล่าว่า สภาพป่าไม้ของแม่แจ่มตกอยู่ในวังวนปัญหาทั้งน้ำแล้ง น้ำหลากซ้ำซาก เพราะสัดส่วนพื้นที่ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 อยู่เหนือแหล่งน้ำ จึงยากต่อการทำการเกษตรที่ต้องใช้น้ำ มีเพียงแค่ข้าวโพดซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกได้ง่าย ปัญหาหลักคือขาดแคลนน้ำสำหรับการเพาะปลูก ต้องรอน้ำฝนอย่างเดียว ชุมชนมีกำลังน้อย หวังว่าการปลูกข้าวโพดที่ใช้น้ำน้อยจะได้เงินเยอะ แต่หลังจากขายข้าวโพด ต้องจ่ายค่าปุ๋ย ค่ายาแล้ว เหลือเงินนิดเดียว หลังเก็บเกี่ยวต้องนำเงินมาใช้หนี้ ส่งค่าเทอมให้ลูก รวมถึงมีการเพิ่มพื้นที่เกษตรเมื่อครอบครัวขยาย ชาวบ้านจะเปิดหน้าดินรุกล้ำผืนป่าไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; มูลนิธิอุทกพัฒน์ และ สสน.เปิดเวทีการพูดคุย ผมพูดก่อนเลยว่า หากมีแนวคิดสร้างเขื่อนแม่แจ่ม ขอคัดค้าน เพราะจะมีผลกระทบต่อบ้านผมจริงๆ มูลนิธิตอบว่า วิธีการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำหลากด้วยการสร้างเขื่อนไม่ใช่คำตอบเดียว แต่เป็นแค่หนึ่งในแนวทางแก้ปัญหา ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ได้ผลดี เช่น การทำอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ตามแม่น้ำสาขา ได้ยินแบบนั้นก็เลยตัดสินใจเข้าร่วม เน้นการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของคนในชุมชน หน่วยงานจะช่วยเสริมเครื่องมือต่างๆ อำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการน้ำในชุมชนและอนุรักษ์ผืนป่า&amp;quot; พ่อหลวงอุทัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชุมชนร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยการใช้ความรู้ศึกษาจากแผนที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผืนดินแห้งแล้งเสื่อมโทรมปรับเปลี่ยนมีการบริหารจัดการแหล่งน้ำในชุมชน โดยสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดิน น้ำ ป่า ผสมผสานกับการปลูกกล้วยเพื่อให้ผืนดินดูดซับน้ำไว้ รวมทั้งการสร้างระบบประปาภูเขา วางท่อส่งน้ำ มาเก็บในถังเก็บน้ำสำหรับใช้อุปโภคในครัวเรือน ติดตั้งระบบกรองน้ำดื่มสะอาดไว้ใช้ทั้งชุมชน และการซ่อมบ่อเก็บน้ำ เพื่อกระจายน้ำทำเกษตรบริเวณไหล่เขาของเกษตรกรในชุมชน จึงแก้ปัญหาน้ำของชุมชนทั้งสำหรับการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ชุมชนได้ขยายผลไปสู่การทำวนเกษตร สร้างป่าธรรมชาติในพื้นที่ตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนมีการน้อมนำแนวคิดการทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และการปลูกพืชผสมผสานในรูปแบบวนเกษตรมาปรับใช้จริงในพื้นที่ของตนเอง โดยสามารถเลือกปลูกพืชได้ตามความต้องการของชุมชนเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พ่อหลวงอุทัย กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำเป็นวิธีการได้รับประโยชน์เป็นส่วนรวม ไม่ใช่แปลงใครแปลงเดียว และยังมีการทำวนเกษตร เช่น ปลูกเสาวรส ลิ้นจี่และไม้ผล ไม้ยืนต้น ได้ประโยชน์ทางอ้อมในเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียว จึงชวนคนทั้งชุมชนมาช่วยกัน มีชุมชนอื่นๆ ติดต่อมามาก แต่อยากให้ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้สำเร็จก่อนแล้วจะขยายไปยังชุมชนข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ห้วยผาลุ ต้นน้ำประปาหมู่บ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในฐานะผู้นำผ่านบทเรียนการทำงานกับชุมชนที่มีทั้งคนที่เฉยๆ คนเห็นด้วย และคนที่ต่อต้าน จนนำไปสู่การปะทะทางความคิดอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยหัวใจของความเป็นนักสู้ที่ทั้งอดทน ยอมรับฟัง มีสติ ไม่หวั่นไหว เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหา พร้อมยอมรับคำตำหนิ เพื่อนำมาปรับปรุงตนเองและวิธีการทำงานให้สามารถสร้างความร่วมมือได้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนบอกหลักในการทำงานว่า ต้องทำงานอย่างมีระบบ เข้าใจปัญหาชุมชน ต้องสู้ ระยะแรกต้องใช้ความอดทนสูงมาก เจอคนไม่เอาด้วย ไม่เป็นไร ไม่ปฏิเสธ ไม่ยอมแพ้ ถูกตำหนิก็ไม่สนใจ ไม่ทะเลาะกับใคร เพราะถือว่าเป็นการอุดช่องโหว่ความบกพร่องของเรา เพื่อนำมาดูว่าเราต้องปรับปรุงอะไร เมื่อเข้าใจปัญหา จึงค่อยๆ อธิบาย และไม่เพียงพูดอย่างเดียว ต้องทำให้เห็นประโยชน์ ชุมชนจึงพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตาม โดยหากเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทุกคนก็พร้อมร่วมมือ ชีวิตใหม่ของชาวเขาที่นี่ไม่แร้นแค้นเหมือนอดีต ตนผ่านจุดลำบากในวัยเด็ก พื้นที่นี้เคยแห้งแล้งถึงขั้นต้องขุดหัวมัน กอย มาคลุกข้าวกินเพื่อประทังชีวิต เป็นเพราะชาวบ้านมีวิถีดั้งเดิมคือการพึ่งพิงธรรมชาติ แต่ขาดความเข้าใจวัฏจักรตามธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สร้างระบบประปาภูเขา วางท่อส่งน้ำ สำหรับใช้อุปโภคในครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น การกลับมาพึ่งพาธรรมชาติ ตระหนักถึงการดูแลรักษาธรรมชาติ สร้างความอุดมสมบูรณ์ได้ด้วยการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของคนบนพื้นที่สูง และหยุดยั้งการบุกรุกแผ้วถางป่าแม่แจ่มได้ ทั้งยังมีน้ำใช้เพาะปลูกสร้างแหล่งอาหารที่มั่นคง ช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้ง หรือแม้แต่วิกฤติไวรัสโคโรนาระบาด เป็นแหล่งต้นน้ำ ผลิตข้าวปลาอาหาร ช่วยเหลือประเทศห้วงเวลาที่เผชิญความยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66096</URL_LINK>
                <HASHTAG>มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), อำเภอแม่แจ่ม, อุทัย พายัพธนกร, เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชนรอดภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200516/image_big_5ebfa19ac3bbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2019 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2019 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บ้านเมืองกลาง’ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำบนดอย   ผลสำเร็จเดินตามรอย &quot;พ่อหลวง&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลำเหมืองยาว 9.8 กิโลเมตรที่บ้านเมืองกลาง&amp;nbsp;มีจุดแบ่งน้ำเข้าสู่ไร่นาเกษตรกรอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของคนไทยมาตลอด ทรงมีพระราชปณิธานให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตัวเองได้ จึงมีพระราชดำริเรื่องการจัดการดิน น้ำ ป่า และเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เห็นตลอดรัชกาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นการสานต่อแนวพระราชดำริ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ องค์การมหาชน (สสน.) จึงได้ตั้งโครงการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาปรับใช้ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งงานอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำและการผลิตที่ไม่ยั่งยืนจากวิถีเกษตรเชิงเดี่ยว ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ กระจายทุกภูมิภาครวม 22 แห่ง โดยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านเมืองกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นลำดับล่าสุด ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่สามารถจัดสรรน้ำจนเกิดความมั่นคงตลอดปี แถมเผื่อแผ่ไปถึงชุมชนใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ฝายแม่หาด แหล่งเก็บกักน้ำชุมชนจัดสรรน้ำใช้ประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ 3.8 พันไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิพิธภัณฑ์ของที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งผู้คนมาเรียนรู้ดูงานจะต้องมาเรียนรู้จากพื้นที่จริง 4 จุด คือจุดที่&amp;nbsp; 1 ฝายแม่หาด ผันน้ำเลี้ยงชีวิต จุดที่ 2 แต ต๊าง แบ่งน้ำเท่าเทียม จุดที่ 3 น้ำลอด น้ำล้น กระจายน้ำ และจุดที่ 4 วิถีเกษตรชุมชน ที่เป็นแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ บนความยั่งยืน ทุกจุดอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรายล้อมด้วยขุนเขาเขียวชอุ่มและน้ำท่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นพิพิธภัณฑ์กลางดอยที่มีชีวิตและแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 9 ในเรื่องน้ำอย่างแท้จริง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำ ชุมชนบ้านเมืองกลางเป็นชุมชนที่มีรากฐานจัดการน้ำที่เข้มแข็งพอสมควร โดยมีภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนาน 300 ปี เป็นพื้นฐาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีปัญหาบางอย่างโดยเฉพาะในเรื่องของคน และเรื่องการจัดสรรน้ำจากเหมืองฝาย ระหว่างคนที่อยู่ต้นน้ำกับปลายน้ำ ทำให้ในปี 2554 สสน.ได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยน้อมนำแนวทางบริหารจัดการน้ำตามแนวทางพระราชดำริ ในหลวง ร.9 มาให้แกนนำชุมชนดำเนินการ เริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนจากแนวพระราชดำริ ต.บ้านหลวงขึ้น เพื่อคลี่คลายปัญหาความไม่ลงตัวการจัดสรรน้ำ พร้อมกับมีการพัฒนาโครงสร้างท่อน้ำลอดน้ำล้น เสริมหลักทางวิศวกรรมท่อส่งน้ำที่มีอยู่เดิม เพื่อให้การจัดการน้ำมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นาขั้นบันไดออกรวงพร้อมเก็บเกี่ยว ผลผลิตดีจากการวางแผนจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากการดำเนินการตามแนวพระราชดำริเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว โดยมีคณะกรรมการเครือข่ายจัดการน้ำในชุมชนขับเคลื่อนแนวทาง แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนต้นน้ำปลายน้ำได้สำเร็จ ในปีต่อมา สสน.จึงได้เข้ามาช่วยเหลือด้านการนำภาพถ่ายดาวเทียม จีพีเอส จีไอเอส จัดทำแผนที่ ผังน้ำ วางแผนพัฒนาร่วมกับภูมิปัญญาบรรพบุรุษของชุมชน ทำให้การจัดการน้ำของที่นี่มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนในปี 2556&amp;nbsp; ชุมชนบ้านเมืองกลางได้กลายเป็นชุมชนตัวอย่างของการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริที่ประสบผลสำเร็จ และเป็นแบบอย่างขยายผลไปสู่ชุมชนใกล้เคียง จากผลสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปี 2562 ทางมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และ สสน.เลือกชุมชนบ้านกลางให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดการน้ำตามธรรมชาติลำดับล่าสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า บ้านเมืองกลางมีการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนมากว่า 300 ปี จนเกิดผลสำเร็จพื้นที่ ใช้ภูมิปัญญาขุดเหมืองยาว 9.8 กิโลเมตร ผันน้ำจากน้ำตกแม่กลางเข้าสู่หมู่บ้านซึ่งทำเกษตร โดยมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เข้ามาต่อยอดควบคู่กับการพัฒนาคน จากการสำรวจพื้นที่พบปัญหาดินบาง ปลูกลำไยไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร จึงสนับสนุนนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในพื้นที่ ทั้งดาวเทียม จีพีเอส และจีไอเอส ประยุกต์นำแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 มาปรับใช้พัฒนาระบบเหมืองฝาย จุดแบ่งน้ำ ส่งน้ำ รวมถึงออกแบบท่อน้ำลอดน้ำล้น ให้ทันสมัย พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนให้สมดุล เมื่อเกิดความมั่นคงด้านน้ำ มีการวางแผนเพาะปลูกสอดคล้องกับน้ำต้นทุน ได้เสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมือง กลายเป็นแนวทฤษฎีใหม่&amp;nbsp; ช่วยลดรายจ่ายทั้งปี อีกทั้งมีการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรไร้สารเคมี กลุ่มเกษตกรผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำจอมทอง มีกองทุนและออมทรัพย์ ทำให้รายได้อยู่ในระดับประเทศที่พัฒนาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ผลดีจากการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริที่ชัดเจน ปีนี้ฝนภาคเหนือ 670 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1,100-1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่พื้นที่นี้น้ำอุดมสมบูรณ์ วันนี้เห็นทุ่งรวงทองเป็นนาขั้นบันไดได้ทั้งปี และสามารถแบ่งปันน้ำให้กับชุมชนอื่น ภัยแล้งปี 2558 ฝนแล้ง ปี 2559 บ้านแม่กลองจัดสรรน้ำไปให้พื้นที่ชลประทานด้วย ปีนี้การันตีได้เลยว่า ที่นี่ไม่เจอภัยแล้งแน่นอน ส่วนปัญหาโลกร้อนที่นี่จะกระทบน้อยมาก เพราะป่าไม้ที่เพิ่มขึ้น พืชสวนดี ส่งผลเสถียรภาพอุณหภูมิในพื้นที่ดี ไม่หวือหวา โอกาสเกิดพายุไม่มี หากพื้นที่อื่นๆ มาเรียนรู้และนำแนวทางจัดการน้ำมาปรับใช้ จะไม่มีไฟไหม้ป่า ป่าไม้ดี ชุมชนเข้มแข็ง และคนหนุ่มสาวเรียนจบกลับมาพัฒนาบ้านเกิดไม่อยู่ในเมือง ความรู้สมัยใหม่ได้เชื่อมต่อกับบรรพบุรุษ&amp;rdquo; ดร.รอยล ตอกย้ำผลสำเร็จชุมชนอยู่อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนบ้านเมืองกลาง จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ&amp;nbsp; กล่าวด้วยว่า ในหลวง ร.9 ทรงรับสั่งชุมชนที่จัดการน้ำที่ดี ควรยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ เป็นตัวอย่างของการทำมาหากิน สร้างงานสร้างรายได้ ผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นี้สามารถเดินลงแปลงเกษตร ชมแปลงนา เข้ามาที่เหมือง ได้เห็นของจริง พิพิภัณฑ์ธรรมชาตินี้เปิดเป็นแห่งที่ 22 เพราะมีผลงานโดดเด่น ต่างประเทศสนใจมาศึกษาดูงาน และมีแผนจะขยายในทุกๆ พื้นที่ เพราะมีชุมชนที่โดดเด่น มีความพร้อมที่จะยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ภาคอีสานก็ประสบผลสำเร็จมาก คาดว่าปีหน้าจะเปิดอีก 2-3 แห่ง ตนเห็นว่าการเปลี่ยนจากสังคมที่กำลังพัฒนาสู่สังคมพัฒนาแล้วเป็นการทำงานแบบคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ ภาพการจัดการน้ำปัจจุบัน ไม่หยุดที่น้ำ แต่จัดการป่า ดิน เกษตร และการตลาด ผลิตภัณฑ์ชุมชนได้มาตรฐานสากลส่งขายไปทั่วโลกโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำท้องถิ่น ประสิทธิ์ พรมยาโน ประธานคณะกรรมการเครือข่ายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ได้พาชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติฯ ขึ้นเขาลงดอยครบทั้ง 4 จุด ฉายภาพก่อนและหลังการจัดการน้ำชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ประสิทธิ บอกว่า 300 ปีก่อนบรรพบุรุษขุดเหมืองเลาะเชิงดอยยาว 9,800 เมตร&amp;nbsp; ใช้แต คือ จุดแบ่งน้ำจากลำเหมืองแม่หาดเข้าลำเหมืองซอย จากนั้นใช้ต๊าง แบ่งน้ำเข้าที่สวนที่นา โดยมีแก่เหมือง แก่ฝายจัดสรรน้ำ ด้านบนมีเหมืองแม่หาดสร้างไว้ 150 ปี เป็นฝายตามภูมิปัญญา ชำรุดบ่อย ทำให้น้ำไปพื้นที่เกษตรตอนล่างไม่มีประสิทธิภาพ ฤดูแล้งขาดแหล่งเก็บน้ำ น้ำไม่พอปลูกพืช หลังจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เข้ามาทำแผนที่ ผังน้ำ ปรับปรุงซ่อมลำเหมืองอย่างถูกวิธี ช่วยคุมการผันน้ำและไหลของน้ำเข้าเหมืองได้ดีขึ้น รวมถึงสมาชิกจะช่วยกันลอกเหมือง 2 ครั้งต่อปี ทำให้ไม่ขาดแคลนน้ำ มีการบริหารจัดการร่วมกันทั้งแก่เหมือง แก่ฝาย ผู้นำชุมชน อบต. เทศบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศึกษาดูงานน้ำลอด น้ำล้น การกระจาย จุดที่ 3 พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เดิมเหมืองส่งน้ำเป็นแบบชั่วคราว จะนำกระสอบทรายมากั้น เสียหายต้องซ่อมทุกปี ปี 2556 เกิดรูปแบบจัดการน้ำใช้ท่อลอดสี่เหลี่ยมส่งน้ำและบานระบายน้ำแทน ใช้หลักการนำน้ำลำเหมืองอยู่ใต้ลำห้วย เวลาน้ำห้วยหลากจะล้นข้ามฝายไป ช่วยลดตะกอนไหลสู่ลำเหมือง คุณภาพน้ำจะดี บานระบายน้ำยังช่วยแบ่งน้ำช่วงน้ำมาก ฤดูแล้งจะกระจายน้ำให้ฝายที่ขาดน้ำได้ด้วย ส่วนการจัดการเหมืองฝายจัดสรรน้ำเป็นรอบเวร ใช้ประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ 3,800 ไร่ ฤดูฝนปล่อยน้ำตามลำเหมืองโดยธรรมชาติ ฤดูแล้งประชุม วางแผน กำหนดวันเพื่อแบ่งน้ำให้ต้นน้ำ ปลายน้ำอย่างเท่าเทียม ถ้าลักลอบเปิดแตจะมีค่าปรับ แต่สมาชิกก็เคารพกฎ บ้านเมืองกลางสามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนมาศึกษา &amp;quot; ประสิทธิ์ กล่าววันนี้จัดการน้ำเป็นระบบและทุกคนมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรียนรู้วิถีเกษตรชุมชนบนความยั่งยืนที่ฟาร์มอำเภอใจกับนิติ เที่ยงจันตา เกษตรกรรุ่นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการเรียนรู้วิถีเกษตรชุมชน บนความยั่งยืนของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ ครั้งนี้ ได้เยี่ยมชมฟาร์มอำเภอใจ ที่มีนิติ เที่ยงจันตา ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่วัย 32 ปี เปลี่ยนนาข้าวและสวนลำไยให้กลายเป็นเกษตรผสมสาน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน นิติ ในฐานะผู้ประสานงานสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) พาชมฟาร์มจนทั่ว พร้อมกับบอกว่า ครอบครัวทำเกษตร หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยแม่โจ้และเข้าทำงานที่โครงการพระราชดำริ 3 ปี ได้เรียนรู้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวง ร.9 มากขึ้น ก็กลับมาทำเกษตรและปศุสัตว์ เริ่มจากเลี้ยงไก่ประดู่หางดำในระบบธรรมชาติ เป็นไก่พื้นเมือง&amp;nbsp; ต่อมาเพาะพันธุ์ลูกไก่ขาย และเพาะปลูกพืชผักที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนปลาก็เลี้ยงหน้าร้อนกับหน้าฝน ผักส่งขายตลาดชุมชม ทำให้มีรายได้ตลอดปี ฟาร์มอำเภอใจครบ 7 ปีแล้ว ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่จอมทอง จำนวน 28 ราย เพาะลูกไก่ขายให้สมาชิกในกลุ่มนำไปเลี้ยงขุน 2,500 ตัวต่ออาทิตย์ ตนได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยเลี้ยงไก่อย่างยั่งยืนจาก ม.แม่โจ้ และ สกว. การเลี้ยงได้มาตรฐาน ปัจจุบันจำหน่ายให้เบทาโกรร้อยละ 60 ราคาดี ที่สำคัญตลาดต้องการเพราะไก่มีคุณภาพ เนื้อมีรสสัมผัสที่ดี กรดยูริกน้อย ดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ใช่สารเร่ง ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะลดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ในการทำฟาร์มอำเภอใจได้ประโยชน์จากการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำบ้านเมืองกลาง&amp;nbsp; เพราะทำให้เราสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ตลอดปี&amp;nbsp; มีน้ำเพียงพอปลูกผัก สระในฟาร์มที่ขุดเก็กกับน้ำก็ได้นำใช้จากลำเหมืองด้านบน มีแท็งก์เก็บน้ำ เป็นการเตรียมพร้อมกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงด้วย เดี๋ยวนี้แล้งถี่ขึ้น คิดว่า วิถีที่เลือกเดินมาถูกทางแล้ว อยากให้คนรุ่นใหม่จบมาอยากเป็นเกษตรกร ผมมีแผนจะขยายฟาร์ม ตลาดไก่พื้นเมืองเติบโตดี มีอนาคตไกล&amp;quot; นิติ เจ้าของฟาร์มอำเภอใจ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยี่ยมชมโรงฟักไข่ อีกผลผลิตสร้างรายได้ให้เกษตรกร เมื่อสามารถวางแผนใช้น้ำดำรงชีพได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สนใจเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านเมืองกลาง ติดต่อมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ แล้วจะค้นพบแนวทางความสำเร็จผ่านการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในท้องถิ่น และหนุนให้ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รอยล จิตรดอน, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนบ้านเมืองกลาง จ.เชียงใหม่, ฟาร์มอำเภอใจ อ.จอมทอง, มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เกษตรทฤษฎีใหม่, โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191208/image_big_5dec705db7076.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
