<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 20:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 20:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สตช.-สสส.-ภาคีเครือข่าย เร่งรณรงค์ป้องกันภัยโควิด-19 หลังมีกฎหมายให้ใส่หน้ากากอนามัย  พร้อมชวนประชาชนเฝ้าระวังแจ้งเบาะแส มั่วสุมตั้งวงเหล้า-พนัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธร ภาค 1 รับมอบป้ายรณรงค์ป้องกันภัยโควิด-19 จาก นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับนางสาวเครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เพื่อสนับสนุนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนัก เคร่งครัดต่อชีวิตวิถีใหม่ในสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp; โดยมอบป้ายไวนิลจำนวน 768 ผืน และป้ายพีพีบอร์ด 1,280 แผ่น กระจายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 88 สถานี และจังหวัดใกล้เคียง อีก 3 จังหวัดในพื้นที่เสี่ยง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางสาวรุ่งอรุณ&amp;nbsp; ลิ้มฬหะภัณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า ในสถานการณ์โควิด&amp;ndash;19 ระลอกสามนี้ ถือว่ารุนแรงและยาวนานที่สุด เมื่อเทียบกับสองระลอกที่ผ่านมา สสส. ได้ร่วมกับภาคีองค์กรภาคประชาชนหนุนเสริมการทำงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มกำลัง และภายหลังที่ทุกจังหวัดได้มีมาตรการกำหนดให้ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมื่อออกจากบ้าน ส่งผลให้ภาพรวมการสวมหน้ากากดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามในหลายๆ คลัสเตอร์ยังคงอยู่ในระดับที่ที่น่าเป็นห่วง ทั้งตลาด แคมป์คนงานก่อสร้าง ชุมชน &amp;nbsp;ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับมาตรการคัดกรอง&amp;nbsp; การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การรักษาระยะห่าง&amp;nbsp; ก็ยังคงต้องรณรงค์ให้ยึดถือปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;วันนี้ สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว&amp;nbsp; ได้สนับสนุนสื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบป้ายไวนิล 768 ผืน และแผ่นพีพีบอร์ด 1,280 แผ่น เพื่อให้สถานีตำรวจในพื้นที่ กทม.ทั้ง 88 &amp;nbsp;สถานี และในสามจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ ปทุมธานี&amp;nbsp; นนทบุรีและสมุทรปราการ ใช้ประชาสัมพันธ์เพื่อตอกย้ำในพื้นที่ กับมาตรการต่างๆ ที่ต้องเข้มข้นกันต่อไป รวมไปถึงขอความร่วมมือ การ์ดอย่าตก เว้นระยะห่าง ล้างมือ งดปาร์ตี้ ตั้งวงเหล้า วงพนัน ซึ่งกำลังกลายเป็นจุดเสี่ยงการแพร่เชื้อตามที่เป็นข่าวมาแล้วหลายพื้นที่ และควรใช้โอกาสนี้ลด ละ เลิกเหล้า-บุหรี่ จะดีที่สุดเพราะเหล้า บุหรี่จะลดภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีโอกาสติดเชื้อโควิด-19 ได้มากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอยากขอวิงวอนประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังการรวมกลุ่มมั่วสุม ตั้งวงดังกล่าว&amp;nbsp; ช่วยกันแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางสาวรุ่งอรุณ&amp;nbsp; กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104026</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจภูธร ภาค 1, นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, นางสาวเครือมาศ ศรีจันทร์, ป้ายรณรงค์ป้องกันภัยโควิด-19, พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร, พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย, พล.ต.ท.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, สตช., สสส, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส., หน้ากากอนามัย, เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60abaa29ab02c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 15:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อง&quot;รมว.ศธ.คนใหม่&quot; ดูแลปัญหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียน ต้องยกระดับแก้ปัญหาจริงจัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11มี.ค.64-ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) - น.ส.อังคณา อินทะสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แกนนำมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว &amp;nbsp;และเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา กว่า 40 คน เดินทางมายื่นจดหมายถึงคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รักษาการ รมว.ศธ.) เรื่อง สถานศึกษาเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัยหลังพบปัญหาครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน ซึ่งมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ออกมารับเรื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยน.ส.อังคณา กล่าวว่า กรณีครูล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดนักเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรีมย์ ถูกครูคณิตศาสตร์ข่มขืนในห้องน้ำโรงเรียน ส่วนอีกกรณีที่จังหวัดเดียวกันอดีตข้าราชการครู ซึ่งปัจจุบันทำอาชีพขับรถตู้รับส่งนักเรียนได้ทำอนาจารนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการถอดกางเกงโชว์พยายามให้เด็กจับอวัยวะเพศลูบคลำร่างกายเด็กจนทำให้เด็กหวาดกลัวและไม่อยากไปโรงเรียนอีก ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนเกิดขึ้นในโรงเรียนสถานที่ที่ควรปลอดภัย และยังสะท้อนให้เห็นถึงกลไกและมาตรการของสถานศึกษาที่อ่อนแอ และผู้บริหารสถานศึกษายังช่วยกันปกปิดให้ความช่วยเหลือครูผู้กระทำผิดอีกด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อังคณา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เครือข่ายขอแสดงเจตนารมย์ให้ ศธ.พิจารณา ดังนี้ 1.ขอให้กำลังใจครู ทุกคนที่ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ด้วยความรักและเมตตาเป็นแบบอย่างที่ดี &amp;nbsp;แต่ขอประณามบุคคลที่เข้ามาอาศัยวิชาชีพครูทำร้ายลูกศิษย์จากการหาประโยชน์ทางเพศและประโยชน์อื่นจากนักเรียนในทุกรูปแบบ 2.ขอทราบความคืบหน้าผลการดำเนินการกับครูที่กระทำความผิด และมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยศธ.ต้องแถลงต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ 3.ควรปรับปรุงกลไกระดับกระทรวงที่ตั้งขึ้นเพื่อรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหา 4.ควรให้การศึกษาแก่ครูและผู้บริหารถึงหลักการเพื่อการคุ้มครองสิทธิเด็ก 5.กรณีเกิดเหตุความเสียหายต่อเด็กนักเรียนที่เป็นการละเมิดกฎหมาย ศธ.ต้องทำหน้าที่เป็นเจ้าทุกข์ร่วมในการแจ้งความดำเนินคดี 6.กรณีสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วพบว่าครูมีการกระทำผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนให้ศธ.ลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุด ถอนใบประกอบวิชาชีพครู และ7.ศธ.ต้องพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องทักษะชีวิตว่าด้วยความเสมอภาคระหว่างเพศ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามขอฝากไปถึง รมว.ศธ.คนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งได้ดูแลแก้ปัญหาเรื่องโรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยด้วย และขอให้รื้อใหญ่ทั้งระบบลงโทษครูที่กระผิดล่วงละเมิดนักเรียนอย่างจริงจังด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุภัทร กล่าวว่า ตนขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มองเห็นปัญหานี้ ซึ่ง ศธ.ย้ำมาตลอดว่าสถานศึกษาต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยให้แก่นักเรียน และเรารับไม่ได้ที่มีปัญหาการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นในโรงเรียน เพราะสิ่งเหล่านี้คืออาชญากรรมในโรงเรียนที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลที่ทางมูลนิธิมีก็ตรงกับข้อมูลที่ศธ.มีเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราไม่อยากเห็นตัวเลขครูล่วงละเมิดทางเพศอีก ซึ่งตัวเลขของครูที่ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนจะต้องเป็นศูนย์ ทั้งนี้ศธ.จะรับเรื่องมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข รวมถึงจะสร้างระบบคัดเลือกคนที่เข้ามาเป็นครูอย่างเข้มข้น เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายนิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผช.เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดรับทราบปัญหามาตลอด และเราไม่เคยนิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งนโยบายของสพฐ.วิถีใหม่คือโรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยในทุกมิติ และทุกครั้งที่เกิดเหตุครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเราตรวจสอบพร้อมแก้ไขปัญหาทันที ซึ่งทุกคสที่เกิดขึ้นมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย พร้อมกับมีคำสั่งให้ออกจาราชการไว้ก่อน โดยกรณีล่าสุดครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนที่.จ.บุรีรัมย์ สพฐ.ได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เนื่องจากมีหลักฐานระบุความผิดชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95741</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., ครูล่วงละเมิดเด็ก, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049cf80c82dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2020 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2020 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญาติเด็กพิการถูกข่มขืนร้อง ผบ.ตร. ช่วยเร่งคดี-ตั้งกรรมการสอบ จนท.เพิกเฉย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24&amp;nbsp;พ.ย.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.ส.อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พร้อมด้วย มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว นำญาติผู้เสียหายที่ถูกข่มขืนซึ่งเป็นเด็กพิการ เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. หลังคดีไม่คืบหน้า เพื่อให้ตรวจสอบ โดยมี พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับเรื่อง อีกทั้งในช่วงท้ายมูลนิธิได้มอบหนังสือ &amp;ldquo;บาดแผลของดอกไม้&amp;rdquo; ซึ่งรวบรวมเรื่องจริงของคนพิการที่ถูกข่มขืน กว่า&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ชีวิต ให้ทางตร. เพื่อเป็นแนวทางในการปรับการทำงานของตำรวจอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อังคณา กล่าวว่า จากกรณีที่ผู้พิการถูกข่มขืน ไม่ได้รับความยุติธรรม คดีไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น ในฐานะที่ ตร. เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลทางด้านกฎหมายและการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน ทางมูลนิธิฯได้ร่วมกับมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการคุกคามทางเพศและเครือข่ายชุมชน จึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอ ดังนี้&amp;nbsp;1.ขอร้องเรียน กรณีเด็กหญิงพิการที่ถูกข่มขืน เหตุเกิดในจังหวัดพิษณุโลกในความรับผิดชอบของ สภ.ชุมแสงสงคราม มีการแจ้งความไว้แต่พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีไม่สามารถรวบรวมหลักฐานส่งฟ้องได้ทันตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มูลนิธิฯซึ่งได้เข้าช่วยเหลือในกรณีนี้ จึงขอให้ตร. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และเร่งดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้เสียหายเป็นการด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ในการดำเนินการช่วยเหลือผู้หญิงพิการที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มูลนิธิฯ พบปัญหาในการดำเนินการทางกฎหมายหลายด้าน อาทิ พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความดำเนินคดี เพราะคนพิการไม่สามารถสื่อสารสภาพปัญหาและชี้ตัวผู้กระทำได้ หรือพยายามไกล่เกลี่ยให้เกิดการยอมความ หรือพนักงานสอบสวนไม่ชี้แจงรายละเอียดและแจ้งสิทธิขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมายให้ผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศทราบ จนหลายกรณีขาดอายุความ จึงต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการทำงานกับผู้เสียหายกลุ่มนี้ ต้องหาวิธีการหรือหลักฐานประกอบเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งมีความยากและซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำเป็นคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ข้อเสนอเชิงนโยบาย กรณีคนพิการหูหนวกหรือพิการซ้ำซ้อนถูกล่วงละเมิดทางเพศ พนักงานสอบสวนต้องรับแจ้งความตามกระบวนการทางอาญา หากเป็นคดีทางเพศต้องทำอย่างรวดเร็วในการส่งผู้เสียหายพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายหรือพาไปดูที่เกิดเหตุ รวมถึงการประสานหาล่ามภาษามือหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสื่อสารที่เหมาะกับความพิการของผู้เสียหาย ซึ่งต้องจัดหาให้มีจำนวนเพียงพอ และมีงบประมาณหรือสวัสดิการของรัฐในการจ้างล่ามให้เกิดความรวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงานเบิกจ่ายเงินให้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เนื่องในโอกาสเดือนยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี มูลนิธิฯ ขอส่งมอบหนังสือ &amp;ldquo;บาดแผลของดอกไม้&amp;rdquo; จำนวน&amp;nbsp;20&amp;nbsp;เล่ม ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ปัญหา เป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวของคนพิการที่ถูกข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศไว้ถึง&amp;nbsp;15&amp;nbsp;กรณี กลุ่มผู้หญิงพิการ ถือเป็นกลุ่มที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการสำรวจประเทศไทยมีคนพิการ&amp;nbsp;1.9&amp;nbsp;ล้านคน และผู้หญิงพิการมีแนวโน้มถูกกระทำความรุนแรงทางเพศสูงกว่าผู้หญิงปกติถึง&amp;nbsp;10&amp;nbsp;เท่า ส่วนการช่วยเหลือผู้หญิงพิการของมูลนิธิฯ พบว่ามีผู้หญิงพิการเฉลี่ย&amp;nbsp;3-4&amp;nbsp;ราย/ปี ซึ่งเป็นผู้พิการทางสมอง เช่น บกพร่องทางการเรียนรู้ ออทิสติก อายุ&amp;nbsp;14-16&amp;nbsp;ปี เข้ามาขอคำปรึกษา ส่วนผู้กระทำฯ เป็นคนใกล้ตัว เช่น พ่อ พ่อเลี้ยง อาเขย เพื่อนบ้าน หลายกรณีไม่สามารถสื่อสารได้ว่าผู้กระทำเป็นใคร ส่งผลทั้งร่างกายและจิตใจ ภาวะซึมเศร้า ท้องไม่พร้อม พยายามฆ่าตัวตาย และฆ่าตัวตาย&amp;rdquo; นางสาวอังคณา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นางเอ (นามสมมติ) ญาติเหยื่อพิการที่ถูกข่มขืน กล่าวว่า ตนในฐานะอาของผู้เสียหาย ที่เดินทางมา ตร. วันนี้เพื่อต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้หลานสาวพิการที่ถูกอาเขยข่มขืนจนตั้งครรภ์ ตั้งแต่อายุ&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ปี ก่อนหน้านี้ ได้พาหลานเข้าแจ้งความ ซึ่งตำรวจได้ประสานดำเนินการเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ให้ เนื่องจากเป็นการตั้งครรภ์จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และอยู่ในสภาวะที่ไม่มีความพร้อมจะเลี้ยงดูบุตรได้ ส่วนคดีความที่จะเอาคนผิดมารับโทษ ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และผู้ก่อเหตุยังลอยนวลโดยตอนนี้สภาพจิตใจแย่มาก สงสารหลานที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ อีกทั้งผู้กระทำก็ดูเหมือนไม่ได้สำนึกผิด ไม่มีแม้คำขอโทษ แถมยังมาข่มขู่ ดูถูกเยาะเย้ยถากถางครอบครัว ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร ไม่รู้เลยว่าตำรวจทำงานไปถึงไหนแล้ว จึงอยากให้ ตร. ตรวจสอบและนำคนผิดมารับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและเยียวยาผู้เสียหายอย่างเร็วที่สุด ขอให้มั่นใจว่าตำรวจทราบเรื่องแล้ว ทั้งนี้จะทำให้กรณีนี้เป็นตัวอย่างเมื่อมาถึงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องมีการแก้ไข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84860</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนพิการ, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201124/image_big_5fbc980a76e1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2020 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2020 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก 55 ปี  &#039;ยาย&#039; ค้ามนุษย์-จัดหลานสาวให้อดีตนายก อบต. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.63 - นายชูวิทย์ &amp;nbsp;จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว &amp;nbsp;กล่าวถึง ความคืบหน้าล่าสุด กรณีคลิปฉาว นายก อบต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ก่อเหตุกระทำทำอนาจารเด็กหญิงอายุ 14 ปี ด้วยการกอดหอมลูบคลำภายในรถยนต์ เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2562 ศาลจังหวัดพังงาได้ออกหมายจับ นายศุภศักดิ์ อดีตนายก อบต. ฐานความผิดพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล รวมทั้งคดีกระทำการอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี และกระทำการอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ต่อมานายศุภศักดิ์ ได้เข้ามอบตัวและประกันตัวออกไป &amp;nbsp;ซึ่งเหตุการณ์นี้มีนางสากล &amp;nbsp;โพธิ์ดี ซึ่งเป็นยายของเด็กหญิงมีความผิด เป็นธุระจัดหาและค้ามนุษย์ เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเด็กหญิงอายุเกิน15 ปี แต่ไม่เกิน18 ปี โดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้าย ค้ามนุษย์ และกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมต่อจิตใจเด็ก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชูวิทย์ กล่าวว่า ล่าสุดศาลจังหวัดพังงา ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 เวลา 13.00 น. โดยศาลพิเคราะห์แล้วว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ เป็นความผิดต่อกฎหมายและบทมาตราดังนี้ พ.ร.บ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ม.6,52แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์(ฉบับที่3) พ.ศ.2560 มาตรา4,6 พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 พ.ศ.2562 มาตรา4 พ.ร.บ คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546มาตรา 26(1),78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา91,283 ลงโทษจำคุก นางสากล &amp;nbsp;โพธิ์ดีจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา283 ฐานความผิด เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป &amp;nbsp;หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นซึ่งเป็นความผิดฐานหนักที่สุด กระทงละ10 ปี รวม11 กระทง รวมจำคุกจำเลย110ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา78 คงจำคุก 55 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา91(3) ส่วนคดีของศุภศักดิ์ อดีตนายก อบต.ทุ่งมะพร้าวคาดว่า เดือนหน้าคงมีการนัดสืบพยานโจทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คดีนี้ทางมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว &amp;nbsp;ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ต้น โดยการทำงานร่วมกับบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา &amp;nbsp;กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม และได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายโจทย์ร่วมกับอัยการจังหวัดพังงา &amp;nbsp;ประกอบกับการทำงานฟื้นฟู เสริมพลังให้กับเด็กและครอบครัวควบคู่กัน&amp;rdquo; นายชูวิทย์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75223</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้ามนุษย์, ชูวิทย์  จันทรส, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200822/image_big_5f40c752dfbe0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 15:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทิชา-เอ็นจีโอเด็ก&#039; เผยนักเรียนชูสามนิ้ว ตอกย้ำระบบอำนาจนิยมกดทับยาวนานจนต้องลุกขึ้นทวงสิทธิ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิชา ณ นคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอ็นจีโอด้านเด็ก จี้ ศธ.ไฟเขียวนักเรียน นักศึกษาแสดงออกทางการเมือง ชงครูอำนวยความสะดวก รวบรวมเนื้อหาส่งต่อภาครัฐอย่างเป็นระบบ วอนเลิกติดตาม ข่มขู่คุกคาม ด้านป้ามลชี้ผู้ใช้อำนาจยังเหลิงเมาในอำนาจ โรงเรียนมีระบบอำนาจนิยมเกินขอบเขตมายาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.63 - นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชาย บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวความเคลื่อนไหวของนักเรียนหลายสถาบันพร้อมใจกันทำกิจกรรมชูสามนิ้วหลังเคารพธงชาติ ตลอดจนการผูกริบบิ้นสีขาวเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงจุดยืนการเมือง ว่า ปรากฏการณ์ชูสามนิ้วของนักเรียน ในโรงเรียนช่วงเข้าแถวตอนเช้ากำลังเล่าอะไรบางอย่างกับสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นระบบอำนาจนิยมที่ถูกผลิตซ้ำอย่างไม่ขาดสาย อาทิ วัฒนธรรมในโรงเรียน ที่เปิดเทอมต้องกร้อนผม ตัดเลาะกระโปรง เป็นต้น อำนาจนิยมในบริบทดังกล่าวขัดแย้งกับสังคมจริงนอกห้องเรียนที่มนุษย์ต้องคิดเป็น ตัดสินใจเป็น มีทางเลือกเป็นของตนเอง ส่วนการกระทำในบริบทของครู เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ทำมาอย่างยาวนาน ระบบอำนาจนิยมที่หยั่งรากลึกในโรงเรียนภายใต้โลกใบใหม่ของนักเรียนที่เขาสามารถเชื่อมข้อมูล ความทุกข์ แรงกดดัน ได้อย่างเสรี คือการเร่งวิกฤตศรัทธาต่อผู้ใช้อำนาจในอัตราที่เร็วมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะที่ผู้ใช้อำนาจยังเหลิง ยังเมาในอำนาจไม่สร่างชัดเจน นักเรียนเหล่านี้ได้ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ ยืนยันเสรีภาพ ตอกย้ำระบบอำนาจนิยมที่กดทับพวกเขามายาวนาน เมื่อปัจจัยภายในโรงเรียนมาถึงจุดที่สุกงอม ขณะที่ปัจจัยภายนอกเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่เขาตามหา การสนธิปรากฏการณ์ระหว่างสองปัจจัยส่งผลให้ทะลุเพดานการเคลื่อนไหว เกิดปรากฎการณ์ชูสามนิ้วทั้งในและนอกโรงเรียนที่ส่งรับกัน&amp;rdquo; นางทิชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า กรณีนี้พบว่ามีครู อาจารย์ ในโรงเรียนบางแห่งได้กระทำการที่ไม่เหมาะสมกับเด็กๆนักเรียนที่แสดงออก ทั้งวาจาและการกระทำ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ในฐานะคนทำงานด้านเด็กและเยาวชน มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผลกระทบโดยตรงต่อเด็ก จึงขอแสดงจุดยืน ดังนี้ 1.ขอสนับสนุนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักเรียนนักศึกษาทุกระดับชั้น ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับรองไว้ และเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิการมีส่วนร่วมของเด็กอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กระทรวงศึกษาธิการควรมีนโยบายเปิดพื้นที่แสดงออกของนักเรียน นักศึกษา ให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยปราศจากการแทรกแซง หรือคุกคามของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดหรือแม้กระทั่งครู อาจารย์ และควรกำหนดให้ครู อาจารย์ อำนวยความสะดวกในการทำกิจกรรม เพื่อรวบรวมเอาความคิดเห็นต่างๆของเด็กๆส่งต่อให้กับรัฐบาล เพื่อให้ได้รับรู้ความเป็นไปและข้อเท็จจริงที่เขาต้องการ และคอยชี้แนะให้อยู่ในกรอบที่ไม่ละเมิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.กระทรวงศึกษาและสถานศึกษาควรระลึกอยู่เสมอว่า ความตื่นตัวในทางการเมืองและสนใจปัญหาบ้านเมืองของนักเรียนนักศึกษาในยุคนี้ คือสิ่งที่มีค่า ควรสนับสนุนและรักษาไว้อย่างยิ่ง &amp;nbsp;ควรตั้งคำถามกับระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ว่า เหตุใดการเรียนการสอนทุกวันนี้จึงไม่สามารถกระตุ้นการเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ให้กับลูกศิษย์ได้เลย &amp;nbsp;ครั้นเมื่อเด็กๆลุกขึ้นมาตื่นรู้ด้วยตัวเองแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่เด็กๆจะถูกปิดกั้นและริดรอนสิทธิเสรีภาพของพวกเขา ควรยอมรับความจริงว่าความล้มเหลวในระบบมีอยู่จริงและต้องเร่งแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ทหาร &amp;nbsp;ตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆต้องยุติการแทรกแซงกิจกรรมของนักเรียนนักศึกษาในทุกรูปแบบทันที &amp;nbsp;หากต้องการรับรู้สถานการณ์และข้อมูลให้สอบถามจากครู &amp;nbsp;อาจารย์ในโรงเรียนเท่านั้น และไม่ควรมีใครติดตาม คุกคาม นักเรียนนักศึกษาและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ขอเรียกร้องต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้พยายามทำความเข้าใจต่อมุมมอง ความคิดของเด็กๆ &amp;nbsp;มองให้เห็นคุณค่าและความงดงามในการตั้งคำถาม &amp;nbsp;การลุกขึ้นมาเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ คอยระมัดระวังเรื่อง Hate speech สร้างความเกลียดชัง &amp;nbsp;และให้การเคารพในความคิดต่าง&amp;rdquo; นายชูวิทย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธนเดช&amp;nbsp;ใจสบาย ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนปกป้องสิทธิ &amp;nbsp;ได้ออกแถลงการณ์โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า &amp;ldquo;เครือข่ายเยาวชนปกป้องสิทธิ เห็นว่าการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนักเรียน ในรั้วสถาบันการศึกษานั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของนักเรียนที่สามารถจะกระทำได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า &amp;ldquo;บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่มีหลักการสำคัญคือเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก 4 ด้าน โดยเฉพาะด้านที่4&amp;ldquo;สิทธิที่จะมีส่วนร่วม&amp;rdquo; ซึ่งสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ตลอดจนเข้ามามีบทบาทในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะกับเรื่องที่ส่งผลกระทบหรือมีส่วนโดยตรงกับตัวเด็กและเยาวชน เครือข่ายเยาวชนปกป้องสิทธิ จึงขอเรียกร้องไปยังสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ให้สถาบันการศึกษาทุกระดับ เปิดพื้นที่ในรั้วสถาบันการศึกษาให้แก่นักเรียนเพื่อแสดงออกทางความคิดได้อย่างเสรี และไม่ปิดกั้นการทำกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ตลอดจนไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อร่างกายและจิตใจของนักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชูวิทย์ จันทรส&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74798</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูสามนิ้ว, ทิชา ณ นคร, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชาย, เอ็นจีโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3b8a3f4d1ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการเรียกร้องสังคมบอยคอตสื่อปั่นดราม่าน้องชมพู่ ละเมิดสิทธิ-ล้ำเส้นจรรยาบรรณ จี้รัฐลงโทษจริงจัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.63 -ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน ในเวทีเสวนา &amp;ldquo;ข่าวเลยเถิดละเมิดสิทธิ ปั่น ดราม่า มอมเมา สังคมไทยควรทำอย่างไร&amp;rdquo; จัดโดย มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กรณีสื่อทีวีดิจิทัล 2 ช่อง นำเสนอข่าวการเสียชีวิตน้องชมพู่ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเชื่อมโยงเรื่องไสยศาสตร์นั้น ถือเป็นการสร้างมลพิษในพื้นที่ข่าวให้กับสังคม นำเสนอความขัดแย้ง ขยายบาดแผล ขยี้ปมเรื่องส่วนตัว ไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่ยกระดับข่าวให้เกิดการกระตุ้นเตือนสังคม หรือถอดบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้กระทำซ้ำ ดังนั้นควรมีกลไกคัดกรองคนทำสื่อ เพราะสื่อทำหน้าที่เหมือนตะเกียงและกระจก คอยส่องทางสะท้อนภาพสังคมที่เกิดขึ้นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สื่อสารมวลชนที่ดี ไม่ควรคิดเพียงประโยชน์ส่วนตัว หรือ ยอดรีวิว ยอดแชร์ เรียกเรตติ้ง เช่น บางสำนัก จับน้องสะดิ้งออกมาสัมภาษณ์ขณะที่อยู่ในห้องเรียน โดยไม่ขออนุญาตผู้ปกครอง ถือว่าไม่สมควร ละเมิดสิทธิ สื่อผิดชัดเจน เพราะน้องยังเป็นเยาวชน และตามหลักสากลเด็กควรถูกกันตัวออกจากการเป็นแหล่งข่าว ดังนั้นหลักการสัมภาษณ์ ควรสอบถามบุคคลที่ 3 ที่ทำงานกับเด็ก เช่น นักสหวิชาชีพ นักจิตวิทยา ตำรวจ และนักพัฒนาสังคม เพราะเป็นประเด็นเปราะบาง อาจสร้างปมในใจให้เด็กไปตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าวหากมีการร้องเรียน บทลงโทษขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละองค์กร โทษเบาแค่ตักเตือน ลดเงินเดือน หรือหยุดแพร่ภาพ ส่วนโทษหนัก ปลดออกและเสียค่าปรับ ซึ่งการลงโทษสื่อยังไม่ใช่ทางออกทั้งหมด บางคนอาจกลับมาทำความผิดซ้ำ เพราะสื่อบางสำนักยังอยู่ภายใต้อำนาจทุน จึงฝากถึงหน่วยงานที่กำกับดูแลสื่อต้องทำงานเชิงรุก ฝึกอบรมจริยธรรม สอบวัดมาตรฐานวิชาชีพ ที่สำคัญ กสทช. ต้องผลักดันเรื่องนี้ให้กลายเป็นวัฒนธรรม ส่วนภาคการศึกษา ต้องปลูกฝังเรื่องจริยธรรมในทุกหลักสูตร&amp;rdquo; อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทิชา ณ นคร &amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า การนำเสนอข่าวของสื่อต่อคดีนี้ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามทางเพศอื่นๆ หากมีการสัมภาษณ์เด็ก ถือว่าผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ การขยายประเด็นข้อมูลที่เกินความจำเป็น อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดในตัวเด็กและครอบครัว ส่งผลต่อความยากลำบากในการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการจำลองภาพความรุนแรง (Immersive Graphic) ลำดับขั้นตอนการล่วงละเมิดทางเพศและเผยแพร่ภาพจำลองที่ไม่เหมาะสม เกินความจำเป็น เท่ากับสร้างแรงกดทับ ซ้ำเติม และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กโดยตรง รวมถึงครอบครัว ที่สำคัญหลังจากข่าวนั้นๆซาลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรงในชุมชน ใครจะรับผิดชอบในการแก้ไขเยียวยาเพราะสื่อมาแล้วก็ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มันเลยเถิดข้ามเส้นจรรยาบรรณและความถูกต้อง จนความเป็นธรรมของผู้เสียหาย ของเด็ก ครอบครัวและชุมชน ถูกแปรมารับใช้เรตติ้ง เป็นราคาทางเศรษฐกิจของบางอาชีพไปแล้ว แทนที่จะรักษาความเป็นธรรมให้เหยื่อ ให้ผู้เสียหาย เราก็แพ้กระแสสังคมที่โหมกระหน่ำ พึ่งใครไม่ได้ ไสยศาสตร์จึงชนะขาดลอย&amp;rdquo; นางทิชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทิชา กล่าวด้วยว่า กสทช. ต้องเร่งตรวจสอบการเผยแพร่ข่าว ว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็ก ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเข้าข่ายมอมเมาประชาชน ให้เล่นการพนัน ใบ้หวยหรือไม่ หากพบความผิดจริงขอให้ดำเนินคดีตามมาตรา พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ &amp;nbsp;และหากมีความผิดซ้ำซากต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด ขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ช่วยให้ความสำคัญและมีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันแก้ไขปัญหานี้&amp;rdquo;นางทิชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กล่าวว่า สื่อหลายสำนักพยายามแข่งขันเรียกเรตติ้ง โดยเฉพาะรายการข่าวที่ปัจจุบันเริ่มล้ำเส้นเรื่องสิทธิเพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำยังใช้กราฟฟิกเล่าเรื่องให้คนดูคล้อยตาม จนสังคมเกิดการตั้งคำถาม &amp;ldquo;คนไทยได้อะไรจากสื่อ&amp;rdquo; เมื่อข่าวอาชญากรรมเกิดการผลิตซ้ำ เร่งเร้าให้เห็นภาพที่ชัดเจน ส่งผลให้คนบางกลุ่มเกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบและยังกระทบสิทธิผู้ตกเป็นข่าว อย่างกรณีล่าสุดคดีน้องชมพู่ผู้ตกเป็นข่าวเป็นเด็กและเยาวชน ในด้านสิทธิมีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน แต่สื่อบางช่องไม่สนใจ กลับตีแผ่ข่าวล้ำสิทธิเรียกยอดรีวิว ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม สร้างความหวาดระแวงให้คนในชุมชน ก่อปัญหา มากกว่าสร้างสรรค์ ยังไม่เห็นหน่วยงานที่มีข้อบังคับด้านกฎหมายออกมาเอาผิดสื่อ ทุกคนมองเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายภาคส่วนต้องร่วมมือกระตุ้นให้ผู้บริโภคสื่อออกมาแสดงพลัง จี้จุดอ่อนของสื่อคือเอเจนซี่และแรงกดดันทางสังคม สื่อถูกปลูกฝังให้กำกับดูแลกันเอง กำกับจริยธรรมกันเอง ลงโทษกันเอง ซึ่งในความเป็นจริงบทลงโทษยังใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นอาจต้องสร้าง New Normal คุ้มครองสิทธิเด็ก หรือรอเปลี่ยนผ่านของ New Gen ที่ตื่นตัวเรื่องสิทธิ ความเป็นมนุษย์ เช่น ออกแถลงการณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น สำหรับกลไกลที่จะใช้ได้ผลในระยะยาว คือการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง ยื่นหนังสือถึงบริษัทโฆษณา เรียกร้องให้ไม่สนับสนุนสื่อที่ละเมิดสิทธิเด็ก รวมถึงการหาแนวร่วมองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดวาระที่ใหญ่ขึ้น&amp;rdquo; นางสาวสุภิญญา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เนื่องจากสังคมไทยยังคงเป็นสังคมอำนาจนิยมแบบชายเป็นใหญ่ &amp;nbsp;ทำให้สื่อบางส่วนได้รับอำนาจความคิดแบบนี้ จึงนำเสนอข่าวในทิศทางที่มีอำนาจเหนือกว่า สนใจประเด็นที่คนดูและติดตามเป็นหลักเพื่อเรียกเรตติ้ง เปิดเผยหมด ว่าใครทำอะไรอยู่ที่ไหนยังไง ชี้นำจนทำให้เสียรูปคดี &amp;nbsp;หรือกรณีข่าวข่มขืน ก็พยายามเบนประเด็น โค้ดคำพาดหัว ว่าผู้ถูกข่มขืนไม่ได้บริสุทธิ์จริง เป็นคนที่ชอบผู้ชาย ชอบเงินต่อรองเรียกผลประโยชน์ แต่งตัวโป้ เป็นต้น จนทำให้คนเสพสื่อมีความคิดว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายผิดมากกว่าไปแล้ว ยังไม่นับบรรดาละครทีวีต่างๆที่มีฉากพระเอกข่มขืน นางเอก ฉากตบตี ทำร้าย คุกคามทางเพศกันเป็นว่าเล่น &amp;nbsp;มาช่วยผสมโรงจนกลายเป็นความเสื่อมอย่างที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมาคมสื่อ ต้องตรวจสอบและประเมินผล จัดให้เกรด หรือเรตติ้ง เพื่อให้ประชาชนได้เลือกบริโภคสื่อองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆต้อง ยกระดับกลไกกำกับดูแลสื่อให้มีมาตรการที่เข้มและเป็นจริงมากกว่านี้ อย่าให้ถูกมองว่าเป็นเสือกระดาษหมดสภาพ ต้องประเมินและมีบทลงโทษอย่างจริงจัง รวมไปถึงสื่อออนไลน์ต้องมีกลไกกำกับดูแลเช่นกัน ส่วนประชาชนต้องช่วยกันแสดงออก ด้วยการปฏิเสธ ไม่สนับสนุนสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ ละเมิดสิทธิเด็กและสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรือมุ่งมอมเมาประชาชน หรือแม้กระทั่งการมีองค์กรไปร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย เช่น กรมกิจการเด็กและเยาวชน ต้องใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ฟ้องร้องเอาผิดกับสื่ออย่างจริงจัง&amp;rdquo; นายจะเด็จ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71301</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้องชมพู่, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, ละเมิดสิทธิ, เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง ( Active Youtg)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0c037d41115.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
