<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อยุธยาโมเดล” ต้นแบบรถโรงเรียนวิถีใหม่ ปลอดอุบัติเหตุ ไกลห่างโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จัดเสวนาในหัวข้อ &amp;quot;วิถีชีวิตใหม่ รถรับ-ส่งนักเรียน อย่างไร ให้ปลอดภัยห่างไกลโควิด&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อหาแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากการใช้บริการรถรับ-ส่งนักเรียน รวมถึงการหามาตรการป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดกับรถรับ-ส่งนักเรียนที่พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุ และเด็กนักเรียนเสียชีวิตจำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการเดินทางไปโรงเรียนของเด็ก เยาวชน เนื่องจากมีสถิติทุก 1 ชั่วโมง จะมีคนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนน 2 ราย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงนั้นเป็นเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติและเป็นที่รักของครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อมูลจากระบบบูรณาการการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 3 ฐาน โดยกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2561 พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 10-24 ปี ซึ่งเป็นวัยเรียนมากถึง 5,131 คน หรือคิดเป็นภาพรวมมากถึงร้อยละ 25.7 ในจำนวนนี้พบว่ารถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะอันดับ 1 ที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ซึ่ง สสส.ได้เจาะลึกลงไปถึงอุบัติเหตุที่เกิดนั้น เนื่องจากไม่ตอบโจทย์ความจำเป็นในการเดินทาง เช่น รถรับ-ส่งนักเรียนที่ไม่สะดวก ส่งผลให้ทางเลือกในการเดินทางมีอย่างจำกัด บางครอบครัวจึงซื้อจักรยานยนต์ สำหรับใช้ในการเดินทาง โดยส่วนใหญ่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นระหว่างการใช้รถจักรยานยนต์เดินทางไป-กลับโรงเรียน ปัญหานี้จำเป็นต้องช่วยกันแก้ไขด้วยการจัดหารถโรงเรียนที่มีมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุ และการเสียชีวิตลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่งอรุณกล่าวต่อว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในปี 2561 พบว่า ภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีสถิติอุบัติเหตุมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคกลาง โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็น 1 ใน 4 อันดับแรกที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดในภาคกลาง สสส.และภาคีเครือข่ายจึงดำเนินงาน &amp;ldquo;โครงการส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม&amp;rdquo; ในการหาทางออกร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดการสูญเสียจากการใช้บริการรถรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งหลังจากนี้จะขยายวงกว้างพูดคุยแก้ปัญหาเข้าไปในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถือเป็นต้นแบบในการสร้างเครือข่ายลดอุบัติเหตุ จึงได้เลือกให้เป็นต้นแบบสำหรับการขยายผล เพื่อให้เป็นโมเดลสำคัญในการทำงาน ซึ่งสามารถเชื่อมประสานกับภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้วยจิตอาสา จนประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ&amp;rdquo; รุ่งอรุณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่งอรุณกล่าวด้วยว่า ในการแก้ไขอุบัติเหตุที่เกิดจากพฤติกรรมของคน สภาพรถ ท้องถนน ของรถโรงเรียน จะต้องสร้างความปลอดภัยในช่วงเดินทางไป-กลับ ผู้ประกอบการจะต้องยกระดับมาตรฐานตัวรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัย หากเกิดอุบัติเหตุก็ต้องให้ลดการบาดเจ็บ ลดความรุนแรงให้ได้มากที่สุด &amp;ldquo;ที่นั่งในตัวรถเกาะติดกับตัวรถ เด็กไม่กลิ้งกระดอนออกจากที่นั่ง ในช่วงโควิด-19 ระบาด ไม่สามารถจัดที่นั่งเว้นระยะห่างได้ ก็ต้องดูแลใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อชดเชย ป้องกันเด็กและเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เรื่องนี้ต้องใช้ความตั้งใจและจริงใจในการแก้ไขปัญหา ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องด้วยการเชื่อมประสานทุกฝ่าย พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กก็ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกัน การให้ความสำคัญกับรถรับ-ส่งนักเรียนจอดรับเด็กขึ้น-ลง เพื่อลดอุปสรรคเด็กขึ้น-ลงไม่เรียบร้อย ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ขณะเดียวกันต้องรู้เท่าทันปัญหาเป็นหัวใจสำคัญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นตัวอย่างที่ดี นำวิธีปฏิบัติในทุกมิติ พฤติกรรมการป้องกันโควิด-19 เพื่อเป็นตัวอย่างให้โรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดอื่นๆ ในการทำงาน ลดจำนวนผู้เสียชีวิตที่อยู่ในวัย 10-24 ปี ซึ่งเป็นเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ในสถานการณ์การระบาดของโควิด ยังต้องให้ความสำคัญกับมาตรการการป้องกันโรคและความปลอดภัย ด้วยการจำกัดผู้โดยสาร ใส่หน้ากากทุกครั้ง ลดการพูดคุย ไม่รับประทานอาหารในรถ ช่วยป้องกันและลดการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้&amp;rdquo; รุ่งอรุณกล่าวพร้อมยกตัวอย่าง สังคมเมืองหลายๆ พื้นที่มีทางเลือกอื่นให้เลือกใช้ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน รถประจำทาง แต่ในต่างจังหวัดหลายพื้นที่รถโดยสารเป็นรถดัดแปลง ความปลอดภัยไม่มีมากนัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศุภกร การสมบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.ศุภกร การสมบัติ หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนและงานบุคคล โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย กล่าวว่า โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยเป็นตัวแทนของ รร.ขนาดใหญ่ มีนักเรียน 4,200 คน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นประโยชน์ต่อการรับ-ส่งนักเรียน ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา การจัดรถรับ-ส่งของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ถือเป็นรถต้นแบบของจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาระบบต่างๆ ด้วยมาตรการเรื่องรถรับ-ส่งนักเรียน รถเอกชนไม่ได้มีลักษณะเป็นรถรับ-ส่งจากโรงเรียน แต่เดิมเราไม่ได้มีหน้าที่เข้าไปดูแลรถรับ-ส่ง เครือข่ายผู้บริโภคเข้ามาทำโครงการ ทำให้ทาง รร.เห็นว่าเป็นภาระหน้าที่ของผู้บริหาร รร.ที่จะเข้ามาดูแลร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การดูแลรถรับ-ส่งนักเรียนกลายเป็นภารกิจหนึ่งในงานที่ครูจะต้องดูแลโดยตรง ด้วยการประสานงานกับผู้ประกอบการตั้งเป็นชมรมรถรับ-ส่งนักเรียน รร.อยุธยาวิทยาลัย มีกลุ่มไลน์ให้ความรู้หรือประชาสัมพันธ์ผ่านกลุ่ม ปีที่แล้วนักเรียนใช้บริการรถรับ-ส่ง 1,200 คน จากนักเรียน 4,200 คน หรือ 28% นักเรียนจาก 16 อำเภอและจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเรียน ทางเลือกในการใช้รถรับ-ส่งนักเรียนสะดวกที่สุดสำหรับผู้ปกครอง เมื่อเปรียบเทียบนักเรียนใช้รถประจำทางต้องใช้เวลานาน รถนักเรียนจะมารับถึงบันไดบ้าน ส่งกลับถึงบันไดบ้าน ทาง รร.ขึ้นทะเบียนรับรองเป็นรถรับ-ส่งนักเรียนเพื่อไปตรวจสภาพรถ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ผ่านมาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนักเรียนทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็กที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยปัจจัยหลักยังมาจากการขับรถเร็ว ส่วนอุบัติเหตุที่เกิดจากรถรับ-ส่งนักเรียนยังไม่พบ แต่ทางโรงเรียนยังเล็งเห็นถึงความสำคัญ ได้ออกมาตรการร่วมกันกับผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยมีเด็กนักเรียนขี่รถจักรยานยนต์มาโรงเรียนประมาณ 200 คน โดยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กกลุ่มนี้กว่า 10 กรณี ทางโรงเรียนจึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้ความรู้กับนักเรียนหน้าเสาธง พร้อมตั้งกลุ่มไลน์เพื่อพูดคุยกับผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียนทุกคัน เพื่อเป็นการป้องกันและหาทางออกร่วมกันหากเกิดปัญหาขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ชลดา บุญเกษม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชลดา บุญเกษม หัวหน้าศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ขนส่งจัดรถรับส่งนักเรียนที่ไม่ถูกต้องเข้าสู่ระบบ เป็นไปตามมาตรฐานด้วยหลักการพ่อแม่ผู้ปกครองฝากลูกหลานเดินทาง เราเป็นศูนย์เชื่อมประสานแต่ละหน่วยงานแบบบูรณาการ การจัดรถรับส่งนักเรียนให้ปลอดภัย การขึ้นทะเบียน ขอใบรับรองจาก รร.เชื่อมระหว่าง รร. ขนส่ง การตรวจสภาพรถยนต์เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เหตุการณ์ที่คนขับรถลืมเด็กไว้ในรถโรงเรียน และเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้ามีระบบที่ดีจะตรวจสอบได้ว่ามีเด็กตกหล่นอยู่ในรถหรือไม่ กลไกลดความเสี่ยงมีการขับเคลื่อนขนส่งจังหวัดให้การรับรองดูแลเรื่องความปลอดภัย มาตรฐานรถ การบังคับใช้ กม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เด็กนักเรียนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปัญหาการเข้าถึงรถโดยสารสาธารณะ เนื่องจากการเดินรถยังไม่ครอบคลุมทั้งจังหวัด ทำให้เกิดธุรกิจรถรับส่งนักเรียนในพื้นที่มีจำนวนมาก ที่ผ่านมาจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่ารถที่ผู้ประกอบการนำมาใช้ ส่วนหนึ่งไม่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงตั้งกลไกคุ้มครองสิทธิประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ขนส่งจังหวัด ตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนพนักงานขับรถ เป็นต้น ให้ปรับปรุงรถรับส่งนักเรียนเป็นไปตามข้อกำหนด พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือประชาชนหากเกิดปัญหาจากการใช้รถรับส่งนักเรียน เสนอให้ภาครัฐออกนโยบายให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของการใช้รถรับส่งนักเรียนในทุกประเด็น เพราะจะทำให้ทุกโรงเรียนตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สุเทพ กุมุท หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า รถรับส่งนักเรียนมีมานานแล้ว มีการจัดระเบียบรถโรงเรียนตั้งแต่ปี 2546 แต่อยู่ในบรรยากาศล้มลุกคลุกคลาน เนื่องจากรถรับส่งนักเรียนเป็นรถนอกระบบ เป็นรถผู้ปกครอง รถของชาวบ้านว่างก็นำมารับส่งเด็กนักเรียน ในช่วงแรกๆ ขนส่งมีความลำบากใจมาก เนื่องจากรถที่นำมารับส่งนักเรียนนั้นมีปัญหากับรถโดยสารประจำทาง แต่เมื่อมีรถโรงเรียนจำนวนมากขึ้น ขนส่งต้องเข้าไปจัดการด้านนโยบาย การออกแบบให้รถมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นำมารับส่งนักเรียนได้อย่างถูกต้อง&amp;nbsp; เมื่อเปิดเทอมขนส่งออกตรวจดำเนินการเพื่อให้ได้รับใบอนุญาต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาในปี 2560 มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค เข้ามาร่วมประสานงานกับทางโรงเรียน ในช่วงแรกทาง รร.มีข้อจำกัดในความรับผิดชอบรถจากที่ไหนก็ไม่รู้นำเด็กมาส่งที่ รร. ขอดูแลเฉพาะเด็กอยู่ใน รร. ถ้านอก รร.ไม่ขอรับผิดชอบ เกิดเป็นช่องว่างของโรงเรียนในภาพการขนส่ง ถ้าจะเปรียบเทียบโรงเรียนเสมือนกับตลาดหลักทรัพย์ รับส่งนักเรียนก็เหมือนกับนักเล่นหุ้น ต้องเข้ามา โรงเรียนในตลาดหลักทรัพย์สร้างเงื่อนไขเพื่อให้ผู้ประกอบการรถโรงเรียนได้ปฏิบัติทั้งหมด ทำอย่างไรให้โรงเรียนมีบทบาทเหมือนในตลาดหลักทรัพย์ จึงได้มีการหารือกันให้รถอยู่ในระบบ ให้ทางขนส่งดำเนินการให้ถูกต้องตาม กม. ถ้าโรงเรียนยื่นเงื่อนไขรถกลุ่มนี้ก็ต้องทำตามทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค โรงเรียนเครือข่ายนำทีมดูงานที่สุพรรณบุรี ประสบความสำเร็จ เพื่อให้ รร.เกิดแนวคิดเรื่องความปลอดภัย ใช้บริบทวิชาการ มีการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบ เมื่อ รร.ขนาดใหญ่เข้าร่วมบริหารจัดการและเห็นความสำคัญของรถรับส่งนักเรียน ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย สำนักงานขนส่งจังหวัดของบประมาณจากกองทุนความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน การใช้สื่อถึงพนักงานที่ทำหน้าที่ขับรถส่งนักเรียนมีการจัดอบรม รวบรวมรถรับส่งนักเรียนทั่วทั้งจังหวัด จัดตั้งเป็นกลุ่มไลน์ การสร้างเครือข่าย มี 5 กลุ่ม มีประธาน เลขาฯ บริหารจัดการกลุ่ม รร. มูลนิธิ ขนส่ง มีการนำเสนอปัญหาต่อผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งการดูแลรถรับส่งนักเรียนเป็นกรณีพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดในช่วง 2 ปีนี้ ตัวรถรับส่งนักเรียนต้องมีการปรับปรุงให้เกิดความปลอดภัย มีการตรวจโรคคนขับจำนวน 382 คน เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้ปกครอง โรงเรียน เมื่อส่งเด็กนักเรียนแล้วพนักงานขับรถจะต้องทำความสะอาดเบาะรถ ราวประตูจับ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และเมื่อส่งเด็กกลับถึงบ้านแล้ว หลังจากนั้นก็ต้องทำความสะอาดภายในและนอกรถ และห้ามพนักงานนำสินค้ามาขายให้กับเด็กรับประทานบนรถ ดูแลเด็กทุกคนให้สวมหน้ากากอนามัย มีเจลแอลกอฮอล์ ขณะนี้บาง รร.เปิดสลับวันเพื่อลดความแออัดภายในห้องเรียน ดังนั้น เด็กที่มารถโรงเรียนก็จะมาสลับวันก็ลดความแออัดภายในรถโรงเรียนได้ ขนส่งก็ต้องตรวจตรารถโรงเรียนห้ามเสริมเบาะนั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมขอการันตีตลอด 10 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่เคยมีรถโรงเรียนชนกันบนท้องถนนที่ จ.อยุธยา ยกเว้นเป็นรถโรงเรียนจากจังหวัดอื่นเข้ามาประสบอุบัติเหตุในจังหวัดอยุธยา ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเรานำมาเป็นบทเรียนเพื่อแก้ไขทุกปัญหา&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รถรับส่งนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ตามมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ&amp;nbsp;ผู้ประสานงานโครงการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคใน 6 ภาค ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้รวบรวมข้อมูลความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนทั่วประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่สภาพรถรับส่งนักเรียนไม่ได้ตามมาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.มีการดัดแปลงเพื่อรับเด็กนักเรียนให้ได้จำนวนมากขึ้น เช่น โครงสร้างรถไม่แข็งแรง มีการต่อเติมท้ายรถยื่นออกมา หรือไม่มีเหล็กกั้นกันตกในตอนท้ายของรถสองแถว เพราะส่วนใหญ่ให้บริการรับส่งนักเรียนครั้งละหลายโรงเรียนในละแวกเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ขาดอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ควรมีในรถ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.พฤติกรรมเสี่ยงและประมาทของคนขับรถ เช่น ขับรถเร็ว การลืมเด็กไว้ในรถ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งโรงเรียน ผู้ปกครอง นักเรียน หรือคนขับรถ ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการป้องกัน หรือมาตรการความปลอดภัยต่างๆ ซึ่งการพัฒนาให้รถรับส่งนักเรียนมีมาตรฐาน จำเป็นต้องมีการลงทุนในการปรับปรุงสภาพรถ จึงทำให้เป็นข้ออุปสรรคสำคัญในการยกระดับและพัฒนาคุณภาพรถรับส่งนักเรียนของผู้ประกอบการในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108421</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขับขี่รถจักรยานยนต์, คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ชลดา บุญเกษม, ต้นแบบรถโรงเรียนวิถีใหม่, นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, ผู้ประสานงานโครงการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม, ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, รถรับ-ส่งนักเรียน, รถโรงเรียน, วิถีชีวิตใหม่ รถรับ-ส่งนักเรียน อย่างไร ให้ปลอดภัยห่างไกลโควิด, สร้างเครือข่ายลดอุบัติเหตุ, สสส., สำนักขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สุเทพ กุมุท, หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง, หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนและงานบุคคล, หัวหน้าศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค, อ.ศุภกร การสมบัติ, อยุธยาโมเดล, เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน, โครงการส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม, โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60dee9e24be3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ยิ่งยืดเยื้อ ก็ยิ่งเสียหาย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน จึงได้เร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า โดยมีนโยบายที่จะขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อกระจายเส้นทางการเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว และขนส่งผู้โดยสารได้ในปริมาณมาก ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและคับคั่งบนถนนที่มีพื้นที่จำกัด รวมไปถึงลดปริมาณการใช้รถยนต์ของประชาชน เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณในการนำเข้า และยังช่วยลดมลพิษที่ปัจจุบันภาวะโลกร้อนกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสภาพอากาศของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือชื่ออย่างเป็นทางการ &amp;#39;รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สาย 1&amp;#39; สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช รถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย เปิดให้บริการเมื่อปี 2542 และได้มีการขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องจนสามารถเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรี และขยายในแนวเหนือ-ใต้ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เชื่อมไปหมอชิต ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ไม่ว่าจะเชื่อมกับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และเตรียมจะเชื่อมรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างใหม่อีก 2 สาย คือ เชื่อมกับสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ และเชื่อมกับสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ที่สถานีสำโรง ซึ่งช่วยลดปัญหาความคับคั่งของการจราจรลงได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยเฉพาะสายสีเขียว ที่ประสบความสำเร็จเปิดให้บริการครบทุกสถานีตลอดเส้นทางทั้ง 59 สถานี รวมระยะทางกว่า 68 กิโลเมตร มีรถไฟฟ้าให้บริการมากที่สุดถึง 98 ขบวน 392 ตู้ และมีการจัดรูปแบบการเดินรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถรองรับผู้โดยสารทั้งระบบได้สูงสุดมากกว่า 1.5 ล้านเที่ยวคนต่อวัน ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ตลอดจนส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยรอบเส้นทางรถไฟฟ้า รองรับการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบัน การเดินรถในช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เชื่อมไปหมอชิต ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการนั้น บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC บริษัทในเครือบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เป็นผู้รับสัมปทานเดินรถ และจะสิ้นสุดปี 2572 ดังนั้นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการเดินรถจึงมีแนวคิดที่จะต่อสัญญากับผู้รับสัมปทานรายเดิมออกไปอีก 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ซึ่งก็ลุ้นกันตัวโก่งสำหรับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่ตั้งแท่นจะนำเสนอที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชี้ขาดเกี่ยวกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวในวันที่ 1 มิ.ย.2564 ที่ผ่านมา แต่แล้วก็ต่องวืดไปอีกครั้ง หลังจากที่กระทรวงคมนาคม และเครือข่ายในภาคประชาชนที่นำโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคออกโรงค้านหัวชนฝา ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐจะพิจารณาต่อขยายสัมปทานให้กับ บมจ.บีทีเอส BTS จากเดิมสิ้นสุดปี 2572 ออกไปอีก 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยให้ข้ออ้างว่า อัตราค่าโดยสารที่กำหนดตามร่างสัญญาที่ 65 บาทตลอดสายนั้นสูงเกินไป ยิ่งในสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ด้วยแล้ว ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายยังคงยืนยันเห็นว่าอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมนั้นคือ 25 บาทตลอดสาย ก็ยังทำให้กรุงเทพมหานครมีกำไรกว่า 23,000 ล้านบาทแล้ว และที่สำคัญรัฐควรที่จะนำโครงการมาดำเนินการเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในส่วนของกระทรวงคมนาคม เห็นว่า ภาครัฐจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปจ่ายคืนหนี้ค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายแทนกรุงเทพมหานคร รวมถึงจ่ายค่าจ้างเดินรถให้กับบีทีเอส และเมื่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวสิ้นสุดลงในปี 2573 ให้รัฐเปิดประมูลการเดินรถใหม่ โดยนำโครงการเข้าสู่กระบวนการ PPP (รัฐร่วมลงทุนเอกชน) เพื่อกำหนดรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวนั้นจะทำให้รัฐมีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวและนโยบายอื่นๆ เพื่อสวัสดิการของประชาชน และสามารถลดค่าโดยสารจาก 65 บาทต่อเที่ยวเหลือ 50 บาทต่อเที่ยว หรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นระดับค่าโดยสารที่เหมาะสมที่ทำให้ประชาชนมีกำลังบริโภคเพิ่มขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม ขณะที่ภาครัฐจะมีรายได้จากเงินนำส่งระหว่างปี 2573-2602 เป็นเงิน 380,200 ล้านบาท พร้อมทั้งยังระบุอีกว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดรายได้สูง รวมทั้งมีโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แต่ก่อนอื่นต้องยอมรับกันว่า กรุงเทพมหานครเป็นหนี้บีทีเอสจำนวน 33,222 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้บีทีเอสอยู่ระหว่างปรึกษาทนายความของบริษัท และรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ เพื่อดำเนินการยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ตามกฎหมายคาดว่าจะเริ่มกระบวนการยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองเร็วๆ นี้ ยังไม่รวมหนี้ระบบรถไฟฟ้า ดอกเบี้ยที่จะทยอยครบดีล และค่าจ้างเดินรถในระยะ 8-9 ปีข้างหน้าก่อนสัญญาสัมปทานหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 อีกกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แน่นอนว่า หนี้มหาศาลก้อนนี้ถึงอย่างไรกรุงเทพมหานครก็ไม่อาจบิดพลิ้วหรือชักดาบคู่สัญญาเอกชนได้ ต่อให้ต้องทอดยาวไป 5 ปี 10 ปี ยังไงเสียก็ต้องได้รับการจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่ก็อย่าลืมว่าบีทีเอส (BTS) ที่ว่านี้เคยผ่านบทเรียนที่ต้องแบกหนี้ท่วมจนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลายกลางแบบ &amp;ldquo;การบินไทย&amp;rdquo; มาแล้ว บริษัทต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ต้องยอม &amp;quot;แฮร์คัตหนี้&amp;quot; ไประลอกหนึ่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดังนั้น หากต้องแบกหนี้จากที่รัฐเอาแต่ซื้อเวลาไม่ยอมชดใช้หนี้ให้จนไม่อาจจะให้บริการเดินรถไฟฟ้าได้อีก ถึงเวลานั้นรัฐจะทำอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ กระทรวงคมนาคมและเครือข่ายเพื่อผู้บริโภคจะบากหน้าเข้ามารับผิดชอบแทนได้หรือ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;และที่สำคัญ งานนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเร่งให้จบโดยเร็ว เพราะหากโอ้เอ้ ซื้อเวลา-ซุกปัญหาใต้พรม อาจจะกลายเป็นประเด็นการเมืองที่จับเอามาต่อรองหรือโจมตีรัฐบาลโดยใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย เหมือนระบบตั๋วร่วม จนแล้วจนรอดผ่านไป 10 ปียังไม่ได้ใช้กันสักที. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105460</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS, บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC, บีทีเอส, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์, สายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_608128ca6de8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแนะประชาชนอย่าหลงเชื่อการลงทุนที่ไม่มีตัวตน ยกเคสแชร์ลูกโซ่ &#039;ประสิทธิ์ เจียวก๊ก&#039; เป็นบทเรียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 2564 &amp;nbsp;นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยถึงกรณีคดีฉ้อโกงประชาชนในการชักชวนลงทุนตามที่นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ได้มีการชักชวนลงทุนทำธุรกิจกระเป๋าแบรนด์เนม ว่า เพื่อไม่ให้เป็นการหลงกลกลุ่มมิจฉาชีพประชาชนต้องสังเกตุว่าธุรกิจดังกล่าวนั้นเป็นธุรกิจลักษณะไหน สำหรับธุรกิจที่ไม่มีสินค้าแล้วมีการดำเนินการให้มีการลงทุนชักชวน โดยอ้างว่าลงทุนในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์,ลงทุนเรื่องการออมต่างๆตามที่นายประสิทธ์ ได้ทำ แล้วบอกว่าจะได้ผลกำไรจากการลงทุน ถือว่าไม่ใช่การตลาดแบบตรงหรือการขายตรงตาม พ.ร.บ.การตลาดแบบตรงและขายตรง พ.ศ.2545 ถือเป็นการกระทำที่ผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนฤมล กล่าวว่าสำหรับธุรกิจลักษณะการลงทุนแบบนี้จะต้องขออนุญาติจากคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ &amp;nbsp;คือเรื่องการลงทุนการประกอบธุรกิจต้องมีการขออนุญาติจดทะเบียนแต่กรณีของนายประสิทธิ์ เป็นลักษณะที่ว่าอ้างว่ามีการลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่ได้ระบุว่าอสังหาริมทรัพย์อะไร ซึ่งในรายละเอียดบอกแค่ว่าหากมีหากมีบัตรเครดิต มีเงินฝากสามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้ แล้วจะได้ผลกำไรจากการลงทันนั้น กรณีนี้เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่อย่างแน่นอน เนื่องจากพ.ร.บ.การตลาดขายตรงกำหนดเรื่องการได้รับผลตอบแทนในลักษณะการสมัครสมาชิกและได้ผลประโยชน์จากการชักชวนคนมาสมัครสมาชิก ถือเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแชร์ลูกโซ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิธีสังเกตุเฝ้าระวังกลุ่มมิจฉาชีพ มีดังนี้ 1.ธุรกิจที่แอบอ้างมีตัวตนหรือไม่ เพราะไม่ว่าธุรกิจอะไรก็ตามหากเราต้องการที่จะเข้าไปซื้อหุ้นหรือลงทุน เราจะเห็นตัวตนของธุรกิจนั้นๆเช่น ลงทุนกับธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงานจะเห็นว่ามีกลุ่มพลังงานกี่บริษัท ดังนั้นบริษัท ที่เขาแอบบอ้างต้องมีตัวตน มีข้อมูลที่เราสามารถตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนการซื่อหุ้นหรือตราสานทั้งหลาย ซึ่งจะมีข้อมูลตรวจสอบของแต่ละหน่วยงาน 2.การลงทุนถ้าเอามาแล้วลักษณะไปพูดให้เห็นภาพว่า ถ้ามีการลงทุนแล้วจะได้ผลกำไรประมาณนี้ ซึ่งเขาจะมีวิธีการพูดที่เป็นการชักจูงด้วยการเอาผลกำไรและทรัพย์สินมาให้ดูว่ารวยขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ3.ธุรกิจที่เกิดขึ้นหรืออ้างว่ามีสินค้า ดังนั้นหากเป็นธุรกิจแบบตรงจริงๆเห็นได้ง่ายแบบธุรกิจขายตรง เจากร้านค้าที่มีชื่อเสียง เช่นแอมเวย์, กีฟฟาลีน และมีสทีน เหล่านี้คือการตลาดแบบตรงและการขายตรง ซึ่งธุรกิจดังกล่าวนี้ได้มีการขออนุญาติจดทะเบียนที่คณะกรรมการคุมครองผู้บริโภค เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) &amp;nbsp; เป็นนายทะเบียน ดังนั้นช่องทางที่เราจะสามารถตรวจสอบได้ว่าธุรกิจนั้นๆประกอบธุรกิจถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ก็สามารถตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการร้องเรียนผ่านสามาคมผู้บริโภคที่ผ่านมานั้น โดยหลักการค่อยข้างเยอะในเชิงปัญหา แต่ผู้ที่มาร้องเรียนแบบจริงจังมีเพียง1-3 ราย แต่กลุ่มก้อนที่เจอปัญหาเหล่านั้นมักจะมีการพูดคุยหารือกันในเฟซบุ๊คหรือในเพจของตัวเอง สุดท้ายก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนกรณีที่ผ่านมานั้นผู้เสียหายได้รับเงินค่าเสียหายหรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องดูเป็นกรณี ซึ่งต้องดูว่าเส้นทางการเงินตรวจสอบแล้วสามารถที่จะอายัดทรัพย์สินหรือเงินได้หรือไม่ ซึ่งต้องดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจโดยเร็วเพื่อให้ตำรวจประสานไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ตรวจสอบเส้นทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวว่าขณะนี้กลโกงมีหลากหลายรูปแบบในการลงทุน ซึ่งมองว่าหากผู้บริโภคจะมช้วิธีการลงทุนเพื่อเป็นการออมหรือเป็นการสร้างอนาคตให้ตัวเอง การศึกษาข้อมูลของการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ และการที่จะลงทุนกับธุรกิจที่ไม่มีตัวตน จะทำให้มีความเสี่ยงและสิ่งสำคัญอย่าหลงเชื่อว่าผู้ที่มาชักชวนนั้นรวย คนที่รวยอาจจะโกงเราก็ได้ความรวยของเขา โดยการนำบ้านหลังใหญ่ๆหรือรถหรูๆมาโชว์ ธุรกิจแบบนี้เรียกภาษาชาวบ้านคือ&amp;rdquo;ธุรกิจที่ใช้ความโลภของมนุษย์เป็นพื้นฐานในการทำธุรกิจ และช่องทางการโกง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กลโกง การหลอกลวงที่พบในขณะนี้คือ แชร์ลูกโซ่และการพนันออนไลน์ จะใช้วิธีให้เราได้ก่อน และพอสุดท้ายเขาจะเอาเงินเราไปเรื่อยๆเพราะเราอยากรวย แรกๆอาจจะได้มาบ้าง เพื่อให้ผู้เล่นตายใจ เล่นแล้วได้จริง จากนั้นผู้เล่นจะมีการบอกต่อว่าเล่นแล้วได้จริง เมื่อหลวมตัวเข้าไปเล่นทำให้หมดตัวได้ ดังนั้นหากจะลงทุนอะไรก็แล้วแต่ควรจะศึกษาข้อมูลให้ละเอียดรอบครอบเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่โดยหลอก&amp;rdquo;นางนฤมล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104072</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤมล เมฆบริสุทธิ์, ประสิทธิ์ เจียวก๊ก, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, เตือนแชร์ลูกโซ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60ac655d55ef6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นศาลปกครองเพิกถอนมติกขค.อนุมัติควบรวมยักษ์ค้าปลีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 2564 รายงานจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค&amp;nbsp; แจ้งว่า&amp;nbsp; หลังจากศาลปกครองมีคำสั่งให้รับคําฟ้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและ 36 องค์กรผู้บริโภค ที่ยื่นฟ้องคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กรณีมี มีมติอนุมัติให้บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวล ลอปเม้นท์ จํากัดควบรวมกิจการกับบริษัท เทสโก้ สโตร์ส จํากัด โดยศาลมีคำสั่งให้พิจารณาเร่งด่วนและให้องค์กรผู้บริโภคส่งคําชี้แจง รวมถึงส่งเอกสารประกอบถึงเหตุผลที่ว่า หากศาลไม่มีคำสั่งให้ชะลอหรือระงับตามคำสั่งทางปกครองไว้ชั่วคราวจะเกิดความเสียหายอย่างไรบ้างนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ36 องค์กรผู้บริโภคในฐานะผู้ฟ้องคดี ได้ส่งคําชี้แจงที่ระบุถึงเหตุผลที่ขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่าหากศาลไม่คุ้มครองชั่วคราวจะทำให้เกิดการผูกขาดจนยากต่อการแก้ไขเยียวยาภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อมีการรวมธุรกิจของทั้งสองบริษัท จะทำให้สามารถครอบงำตลาดค้าปลีกได้ทุกประเภท นอกจากนี้ เมื่อรวมกับธุรกิจค้าส่งสมัยใหม่จะส่งผลให้ทั้งสองบริษัทมีอำนาจผูกขาดตลาดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นการผูกขาดตลาดในแนวดิ่ง &amp;nbsp;แม้ว่าบริษัท ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด จะประกอบกิจการในตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ แต่ก็ยังเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ทางนโยบายกับเครือซี.พี.เสมือนหนึ่งเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกัน ซึ่งในเครือธุรกิจดังกล่าวประกอบธุรกิจในตลาดค้าส่งสมัยใหม่ ได้แก่ บริษัท สยามแม็คโคร จํากัด (มหาชน) กิจการที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้าบริโภค กิจการด้านกลุ่มการเกษตรและ ปศุสัตว์ และธุรกิจการขนส่งสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายหากปล่อยให้มีการกระจุกตัวเพิ่มมากขึ้นทั้งการรวมธุรกิจ การขยายสาขา การมีอำนาจเหนือตลาด จะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องถูกกีดกันออกจากตลาดการแข่งขันทำให้ไม่เกิดการแข่งขันในตลาดค้าปลีก และไม่เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นในตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การรวมธุรกิจของทั้งสองบริษัทจะทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกขนาดเล็กน้อยลง เนื่องจากการรวมธุรกิจครั้งนี้ทำให้ทั้งสองบริษัทมีอำนาจเหนือตลาดมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้า รวมถึงชนิด และปริมาณของสินค้าที่จําหน่ายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากรายงานการวิจัยของศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ที่ระบุว่า ปัจจุบันประเทศกําลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ได้ รวมถึงปัญหาสภาพคล่องส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร้านค้าปลีกขนาดเล็กจำนวนกว่า 8.95 แสนราย จากผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งหมด 9.05 แสนราย หากคำสั่งรวมธุรกิจของทั้งสองบริษัทยังดำเนินการต่อไป จะทำให้ร้านค้าปลีกขนาดเล็กทยอยปิดตัวลงจนไม่สามารถกลับมาประกอบกิจการได้ดังเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และตามรายงานการวิจัยของ Ennis, Gonzaga, และ Pike (2019) ที่ศึกษาข้อมูลความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวนหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่า อำนาจตลาดที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่ไม่มีการแข่งขันอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้มีอำนาจตลาดกล้าขึ้นราคาสินค้าและคว้ากําไรเพิ่มขึ้น ผลก็คือ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เมื่อมีอำนาจเหนือตลาดก็ย่อมมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าผู้ผลิตสินค้าหรือวัตถุดิบที่ เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายสุด หากศาลไม่มีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยให้ระงับคำสั่งการรวมธุรกิจไว้ก่อน และต่อมาศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนมติอนุญาตให้รวมธุรกิจของคณะกรรมการแข่งขันฯ ก็แทบจะไม่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากจะไม่มีร้านค้าปลีกเล็ก ๆ ในท้องตลาดที่จะสามารถกลับมาดำเนินการได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103581</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.), ถอนมติ กขค., บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวล ลอปเม้นท์ จํากัด, บริษัท เทสโก้ สโตร์ส จํากัด, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2021 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2021 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ควบรวม&#039;ซีพี-เทสโก้โลตัส&#039;ส่องานเข้าศาลปกครองรับฟ้องสั่งไต่สวนใน7วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้เผยแพร่คำสั่งของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ศาลปกครองมีคำสั่ง ลงวันที่ 22 มีนาคม 2564 ให้ประทับรับฟ้องคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่าย 36 องค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศยื่นฟ้องคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(กขค.)กรณีมีมติอนุมัติควบรวมกิจการระหว่าง บริษัทซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กับบริษัทเทสโก้สโตร์ส จำกัด ที่อาจไม่ขอบด้วยกฏหมายขัดพรบ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีโดยเร่งด่วน และสั่งให้ทำคำชี้แจง รวมถึงส่งเอกสารประกอบว่า​ หากไม่มีคำสั่งให้ชะลอ หรือระงับตามคำสั่งทางปกครองในเหตุพิพาทไว้เป็นการชั่วคราวก่อน​นั้น จะเกิดความเสียหายและยากแก่การเยียวยาแก้ไขอย่างไร​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ศาลยังได้เรียกบริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ บริษัท โลตัส สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายที่สาม โดยกำหนดให้บริษัท ซี.พี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัดเป็นผู้ร้องสอดที่ 1 และบริษัท โลตัส สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ร้องสอดที่ 2 (ซึ่ง บริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท โลตัส สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้ร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษานั้น ศาลขอให้ผู้ฟ้องจัดทำคำชี้แจง พร้อมเอกสารหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลภายใน 7 วัน หลังจากที่ได้รับหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2564 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่าย 36 องค์กรเพื่อผู้บริโภคทั่วประเทศ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง กรณีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(กขค.)มีมติอนุมัติการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กับบริษัทเทสโก้ สโตร์ส จำกัดว่า มติดังกล่าวอาจขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่มุ่งเน้นกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้มีแข่งขันทางการค้ามากที่สุดภายใต้หลักเสรีและเป็นธรรม ปล่อยให้บริษัทที่มีส่วนแบ่งในตลาดอยู่แล้วถึงร้อยละ 69.3 ก่อนการควบรวมมีอำนาจเหนือตลาดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 83.97 หลังการควบรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากทำให้เกิดการผูกขาดสินค้าที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้บริโภค อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าและวัตถุดิบ ที่ขาดอำนาจการต่อรอง และทำลายโอกาสการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับคู่แข่งเดิมและคู่แข่งหน้าใหม่ และเมื่อจำนวนผู้แข่งขันลดลง ย่อมทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกสินค้าน้อยลง จนทำให้ผู้บริโภคอาจตกอยู่ในภาวะที่ต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงอย่างเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นก่อนการพิจารณาอนุมัติควบรวม คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าไม่ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไป ซึ่งถือได้ว่าไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มีการกำหนดกรอบในการลงมติของคณะกรรมการเป็นการกำหนดกรอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเงื่อนไขว่าคณะกรรมการที่ลงมติไม่เห็นชอบ จะไม่มีสิทธิกำหนดเงื่อนไขเชิงโครงสร้างและเงื่อนไขเชิงพฤติกรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98289</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมโลตัส, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, ศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a38ee3a7a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ตรวจการแผ่นดินรับลูกสอบควบรวม &#039;ซีพี-โลตัส&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้โพสต์รายงานล่าสุดว่าหลังจากที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ 37 องค์กรผู้บริโภคและผู้บริโภคทั่วประเทศ ได้เป็นโจทก์ฟ้อง คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และ สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต่อศาลปกครอง กรณีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(กขค.) มีมติ อนุญาตให้ควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ และบริษัทเทสโก้ สโตร์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันที่ 29 มี.ค.ว่าได้รับแจ้งจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิและสิ่งแวดล้อมว่า ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนของสมาคมฯ เกี่ยวกับกรณีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(กขค.) มีมติ อนุญาตให้ควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ และบริษัทเทสโก้ สโตร์ โดยไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้สำนักงานตรวจการแผ่นดินอยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีหนังสือขอให้หน่วยงานเหล่านั้น ส่งหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนดังกล่าว และในกรณีจำเป็นสำนักงานตรวจการแผ่นดินอาจแสวงหาข้อเท็จจริงในพื้นที่เพื่อประกอบการพิจารณาเพื่อทำคำวินิจฉัยต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97775</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.), ควบรวมธุรกิจ, ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, เทสโก้ สโตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a38ee3a7a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กมธ.-มูลนิธิฯขู่ฟ้องกขค.อนุมัติควบรวม&#039;ซีพี-โลตัส&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังรอคำวินิจฉัยกลางของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต่อมติของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค ) เสียงข้างมากที่เห็นชอบการควบรวมธุรกิจค้าปลีก ระหว่างกลุ่มบริษัท ซีพี กับห้างเทสโก้ โลตัสไปตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.63 &amp;nbsp; แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยกล่างออกมาแม้จะผ่านมาร่วมเดือนแล้วก็ตาม ทำให้สังคมต่างเฝ้ารอว่า เมื่อไหร่คณะกรรมการกลางจะมีคำวินิจฉัยกลางออกมา &amp;nbsp; แม้จะมีกระแสข่าวว่า จะมีคำวินิจฉัยกลางออกมาในช่วงบ่ายวันที่ 16 ธ.ค.63ที่ผ่านมาแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในงานเสวนา&amp;rdquo;ควบรวมธุรกิจค้าปลีก ..ประชาชนได้หรือเสีย เป็นโอกาสหรือวิกฤติ และโฉมหน้าธุรกิจค้าปลีกจะไปทางไหน&amp;rdquo; ว่า เท่าที่ติดตามมติ กขค.ที่ออกมานั้น คิดว่าเป็นมติที่มีปัญหาชัดเจน ดังเช่นที่กรรการเสียงข้างน้อยให้เหตุผลว่าการตัดสินใจของกรรมการเสียงข้างมากครั้งนี้ จะส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศตามมาอย่างแน่นอน เพราะประกาศหลักเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดกำหนดไว้ชัดเจน กรณีที่ผู้ประกอบการมีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50%และมียอดขายเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไปย่อมเข้าข่ายการมีอำนาจเหนือตลาดอยู่แล้ว แต่การควบรวม 2 ยักษ์ค้าปลีกในครั้งนี้ ครองส่วนแบ่งตลาดไปถึง 87.97% เกิน 50% และเกิน 1,000 ล้านบาทแต่แรกอยู่แล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยอมรับว่า หลังจากคณะกรรมการ กขค.มีมติออกมาโดยเห็นว่ามีอำนาจเหนือตลาดแต่ไม่ถือเป็นการผูกขาดและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น ถือเป็นมติที่ตลกและประหลาดที่สุดเท่าที่เครือข่ายได้ยินมา เพราะข้อเท็จจริงนั้นมติดังกล่าวจะส่งผลต่อการผูกขาด ส่งผลต่อธุรกิจโดยรวมของประเทศ ความมั่นคงด้านอาหาร สุดท้ายจำกัดทางเลือกผู้บริโภคอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้กระทั่งวันนี้ เราได้เห็นชัดกันแล้ว กล้วยหอมที่ทางมูลนิธีชีววิถีศึกษาพบว่า ของเราแพงกว่าอังกฤษ มันเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้บริโภคเรากินกล้วยหอมแพงกว่าต่างประเทศทั้งที่เราเป็นผู้ผลิตเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยืนยันว่า ทางมูลนิธิฯ กำลังรอดูคำวินิจฉัยกลางของคณะกรรมการกลางที่จะออกมาว่า จะเป็นอย่างไร แต่ก็อยากเห็นสมาคมค้าปลีกจะได้ออกโรงเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เช่นเดียวกับทางมูลนิธิที่จะคงจะดำเนินการพิจารณาฟ้องร้องคดีเช่นกัน แต่จะต้องรอมติคณะกรรมการกลางแข่งขันทางการค้าที่ชัดเจนก่อน จึงจะดำเนินการได้ เพราะจะอาศัยแต่ข่าวที่ออกมาก่อนหน้าคงลำบาก และหากผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่เห็นว่าเดือดร้อนอยากจะฟ้องร่วมกับทางมูลนิธิก็ขอให้ยื่นเรื่องมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสิริกัญญา ตันสกุล ประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาเศรษฐกิจ จากที่กมธ.ได้เชิญบอร์ด กขค.เข้ามาให้ข้อมูลนั้นยอมรับว่าข้อมูลที่ได้รับ ยังขาดความชัดเจนอยู่มาก โดยกขค.ได้ซอยตลาดค้าปลีกออกเป็น 3 ตลาดคือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต &amp;nbsp;และคอนวีเนี่ยนสโตร์และอ้างว่า หลังอนุมัติควบรวมไปแล้ว ตลาดที่จะกระทบคือคอนวีเนียนสโตร์เท่านั้น ส่วน อีก 2 ตลาดคือไฮปเอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตไม่เปลี่ยนแปลงเพราะกขค.ไม่ได้เอาห้างแมคโครเข้ามาอยู่ในตลาดด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องประหลาดอีก &amp;nbsp;โดยกขค.อ้างว่าไม่มีเวลาศึกษา ทั้งที่ดิลควบรวมซีพีและเทสโก้ โลตัสนั้นมีการยื่นมาตั้งแต่ปลายปี 62 แต่กลับไม่มีการศึกษาอะไรเอาไว้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กมธ.ยังตั้งคำถามเรื่องผลกระทบกับคู่แข่ง ซึ่งสำนักงาน กขค.อ้างไม่มีปัญหา เพราะค้าปลีกขนาดย่อมยังมีอีกเยอะ ยังสามารถเข้าสู่ตลาดได้ด้วยเงินลงทุน 5-10 ล้านบาท แต่พอไปดูด้านซัพพลายเออร์ ทางกขค.กลับให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สังคมมการตั้งคำถามต่อการอนุมัติ กขต. ในครั้งนี้มาก เพราะดูจะเป็นโอกาสทองของธุรกิจยักษ์ใหญ่ ที่จะกลายเป็นเรือธงของธุรกิจใหญ่ไปสู่ตคลาดโลก แต่ก็เป็นวิกฤติสำหรับร้านค้าย่อย คู่ค้าและผู้บริโภค สะท้อนความเหลื่อมล้ำ ทำให้โอกาสของธุรกิจรายย่อยแข่งขันลำบาก หรือไม่มีทางแจ้งเกิดได้เลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทาง กมธ.พร้อมสนับสนุนสมาคมค้าปลีก หรือองค์กรผู้บริโภคให้ยื่นเรื่องไปยังศาลปกครองขอให้ระงับคำสั่ง กขค.นี้ เพราะกมธ.ยื่นเองไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้มีสวนได้เสียโดยตรง คนที่จะร้องต้องเป็นผู้บริโภคหรือองค์กรของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ &amp;nbsp;นายกสมาคมค้าปลีก กล่าวว่าการอนุมัติควบรวมซีพีและเทสโก้ โลตัสครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเสียมากกว่า คณะกรรมการมักมองด้านเดียวตลอด ไม่เคยเห็นคนจนข้างล่างโหยหาทุนต่างประเทศเข้ามาตลอด ด้านโครงสร้างราคาหลังควบรวม พอเหลืออยู่น้อยราย หรือเหลืออยู่รายเดียว เขาครองหมดแล้ว การที่จะมาเยียวยา จะมาเยียวยาอย่างไร จะมาแจกเงิน 200-300 บาท เยียวยาหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนเงื่อนไข 7 ข้อ ที่กขค.ออกมานั้น เป็นแค่เงื่อนไขเด็ก ๆ น้ำจิ้มเท่านั้น &amp;nbsp;ไม่มีทางที่จะสู้ได้ &amp;nbsp;ใครจะไปตรวจสอบการทำงานว่า ทำตามเงื่อนไขได้หรือไม่ &amp;nbsp;ทุกวันนี้รายใหญ่ต้องการอะไร ทุบโต๊ะ ใครจะกล้าหือ ไม่มีสิทธิ์จะต่อรอง สินค้าที่ต้องการขายเข้าไปต้องทำโปรโม่ชั่น เพิ่มความเหลื่อมล้ำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87172</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า, ควบรวม, ซีพี-โลตัส, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สารี อ๋องสมหวัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5deddac8892e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
