<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69418</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 19:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ็มพาวเวอร์&#039; ทำหนังสือถึงนายกฯ-ศบค.ขอความชัดเจนเปิดผับบาร์ หญิงบริการเงินเก็บหมดเกลี้ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินเก็บเกลี้ยงกระเป๋า-ขายของที่มีอยู่ทุกอย่างแล้ว พนักงานบริการโวยประกันสังคมยังไม่จ่ายว่างงาน ส่งจดหมายถึงนายกฯ-ศบค.ขอความชัดเจนเปิดผับ-บาร์-คาราโอเกะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย.63 - เครือข่ายพนักงานบริการ มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค) โดยระบุว่า ขณะนี้หลายอาชีพได้กลับไปทำงาน แต่ศบค. ยังไม่มีวิธีที่จะเปิดสถานบริการ บาร์ คาราโอเกะ อาบอบนวดให้ปลอดภัยได้อย่างไร โดยพนักงานบริการกับสถานบริการร่วมมือกันทำตามนโยบายเพื่อสังคมที่ปลอดภัยได้ แต่ในช่วงที่ปิดนี้จะใช้ชีวิตกันอย่างไร เมื่อเงินเยียวยาหมดไปแล้ว เงินประกันสังคมบางคนยังไม่ได้ ยิ่งพนักงานบริการที่เป็นชาติพันธุ์และคนที่ถือบัตรแรงงานข้ามชาติ ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆเลย ทุกคนไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายยังมี ไม่ว่าจะเป็นค่าที่อยู่ ที่กิน ด้วยความที่พนักงานบริการ 80% เป็นแม่ เดือนหน้าโรงเรียนเปิดแล้ว ค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน ค่าหนังสือ จะหาจากไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บางคนใช้เงินเก็บจนหมด บางคนขายของที่มีอยู่ออกไป พยายามที่จะหารายได้จากหลายๆทาง ทั้งขายของออนไลน์ ปลูกผัก รับจ้าง บางคนเรียนทักษะต่างๆ เพิ่ม บางคนพยายามกลับไปทำงานที่เคยทำ เช่น ก่อสร้าง แม่บ้าน เด็กเสิร์ฟ รับจ้าง ถึงอย่างนั้นก็ตาม ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน เราก็ไม่สามารถวางแผนชีวิตให้มั่นคงได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การคอรัปชั่น และการแสวงหาประโยชน์ได้ ผลกระทบนี้ส่งผลไปถึงลูกจ้างในสถานบริการมากกว่า 1 ล้านคน&amp;rdquo;จดหมายเปิดผนึก ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในจดหมายระบุว่า มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ร่วมกับองค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน 51 รายชื่อ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกที่ถึงนายกรัฐมนตรีและ ศบค. เพื่อเรียกร้องให้ 1.รัฐบาลต้องประกาศให้ชัดเจนว่าสถานบริการจะปิดเป็นเวลานานเท่าไหร่เพื่อที่พนักงานบริการวางแผนชีวิตได้ 2.รัฐต้องขยายเวลาในการช่วยเหลือเงินเยียวยา 5,000 บาทกับพนักงานบริการ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติทุกคน 3.รัฐต้องเร่งรัดการจ่ายเงินว่างงานให้กับผู้ประกันตน ม.33 และขยายเวลาจาก 90 วันเป็น 180 วัน 4.รัฐต้องลบประวัติความผิดทางอาญากับผู้ขายบริการทางเพศที่เคยถูกจับในความผิดค้าประเวณีเพื่อสามารถสร้างชีวิตใหม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไหม จันตา ตัวแทนพนักงานบริการกล่าวว่า กรณีเงินเยียวยา 5,000 บาท คนที่ถือบัตรประชาชนไทยส่วนมากจะได้รับเงินกันเกือบหมดแล้ว &amp;nbsp;เพราะทุกคนเข้าถึง แต่สำหรับพนักงานที่มาจากพื้นที่สูงและพนักงานกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งยังไม่มีสถานะทางทะเบียนและเข้าถึงประกันสังคมได้น้อยมาก ซึ่งคนกลุ่มนี้มีมากกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานบริการ แต่กลับเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ ที่สำคัญคนกลุ่มนี้ส่วนมากไม่มีประกันสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลบอกว่าพวกเราอยู่ในระยะที่ 4 แต่เขายังไม่ผ่อนปรน และจัดพวกเราไว้เป็นกลุ่มสุดท้าย ไม่มีความชัดเจนแน่นอนเลย ทั้งผับ บาร์ คาราโอเกะ จะเปิดเมื่อไหร่ พวกเราเหมือนถูกทิ้งแล้ว จึงต้องทำจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เราไม่ได้โต้แย้งว่าเราจะขอเปิด เพียงแต่ถ้าปิดต่อ ช่วยบอกให้ชัดเจนได้มั้ยว่าจะปิดไปถึงเมื่อไหร่ และต้องมีเงินเยียวยาให้เราต่อ ไม่ใช่ทิ้งเราไว้แบบนี้&amp;rdquo;น.ส.ไหม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไหมกล่าวว่า ตอนนี้คนที่ได้รับความช่วยเหลือเยียวยา 5 พันได้เงินครบแล้ว แต่พนักงานที่รอกรณีว่างงานจากประกันสังคมกลับยังไม่ได้รับเงินกันเลย เรื่องเงียบหายไปเลย ทั้งๆที่มีนายจ้างรับรอง ทำให้คนตกงานยังคงตั้งหน้าตั้งตารอ เขาตั้งคำถามว่าเงินประกันสังคมเป็นเงินของเขาเองแท้ๆ แต่กลับได้ยากเย็น จึงอยากให้รัฐบาบเร่งรัด &amp;rdquo;น.ส.ไหม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69418</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, มาตรการเยียวยา, มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์, สถานบริการ, หญิงบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef0a32ec22ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2020 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯชง7ข้อยูเอ็นเขย่า&#039;รัฐไทย-ธุรกิจ&#039;สร้างหลักประกันคุ้มครองนักต่อสู้สิทธิมนุษยชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย.63 - &amp;nbsp;เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) และภาคีเครือข่ายอีก 53 หลากหลายองค์กร อาทิ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคณะผู้จัดการประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน: ปัญหาท้าทายใหม่ แนวทางการดำเนินงานใหม่ เอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างวันที่ 9-11 มิถุนายนนี้ เพื่อเรียกร้องให้ผู้จัดการประชุมมีการอภิปรายในประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิที่ถูกคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมซึ่งเกิดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และให้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอจากเวทีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส. ปรานม สมวงศ์ องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) &amp;nbsp;กล่าวว่า การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมโดยรัฐ หรือหน่วยงานธุรกิจ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และยังเป็นการละเมิดหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดว่า &amp;ldquo;เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยบริษัท รัฐบาลต้องดำเนินการให้เกิดการเยียวยาที่เข้มแข็งและเหมาะสมต่อผู้เสียหาย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอระบุว่า ดังนั้นการพิจารณาของเวทีนี้ ควรมีประเด็นสำคัญอย่างการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) ของภาคธุรกิจในทุกเวทีอภิปรายด้วย โดยสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตกเป็นเป้าหมายการฟ้องคดีเพื่อขัดขวางการดำเนินงานเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดิน ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรในท้องถิ่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
น.ส.ปรานม &amp;nbsp;ซึ่งเป็นตัวแทนจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2557 พบว่ามีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างน้อย 440 คนถูกดำเนินคดี ซึ่งผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงยากจนในเขตเมืองที่ถูกไล่รื้อจากที่อยู่อาศัย ตามมาด้วยจำเลยที่เป็นผู้หญิงซึ่งทำงานปกป้องที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนของตนเอง โดยผู้ที่เป็นคนฟ้องคดี คือ บริษัทเหมืองแร่ บริษัทปาล์มน้ำมัน และหน่วยงานของรัฐบางแห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่รัฐควรจะสนับสนุนและคุ้มครองผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลไทยมีท่าทีเพิกเฉยในการที่บริษัทสามารถคุกคามและข่มขู่โดยผ่านกระบวนการยุติธรรมและรูปแบบอื่น ๆ เช่น บริษัทเหมืองทองคำ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง รวมทั้งมีการทำร้ายร่างกายสมาชิกกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด องค์กรชุมชนที่มีแกนนำเป็นผู้หญิงในจังหวัดเลยในปี 2557 ซึ่งบริษัทเหมืองทองคำและหน่วยงานรัฐ ได้ฟ้องดำเนินคดีถึง22 คดีต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;น.ส.ปรานม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังพบด้วยว่ามีอีกในหลายพื้นที่ที่มีการดำเนินคดีกับผู้นำชุมชน ในข้อหาละเมิดพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการรวมตัวประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านโครงการที่สร้างความเสียหายในพื้นที่ของตนเอง โดยคดีที่มักมีการฟ้องผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้แก่ คดีหมิ่นประมาท ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ในลักษณะความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของบริษัทในการดำเนินคดีกับผู้หญิง เพราะจะส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัว และรวมถึงทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผู้หญิงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลครอบครัว เมื่อต้องใช้เวลาต่อสู้คดี ย่อมมีเวลาน้อยลงในการทำงานดูแลครอบครัว นอกจากเป็นการแทรกแซงต่อความจำเป็นในการดูแลครอบครัวแล้ว การที่ผู้หญิงต้องออกไปต่อสู้คดีทำให้ถูกมองว่าเพิกเฉยต่อหน้าที่ของตนเอง กลายเป็นตราบาปอันเป็นเหตุให้มีการมองว่าผู้หญิงไม่ได้ดูแลครอบครัวของตนเองอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่พบในชุมชนชนบท&amp;quot;น.ส.ปรานม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ปี 2562 กล่าวถึงปัญหาในกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลของนักปกป้องสิทธิที่ถูกคุกคาม ว่า การพิจารณาคดีมักเกิดขึ้นที่ศาลระดับจังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกล ทำให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิที่ถูกฟ้องมีภาระที่เพิ่มขึ้น ทั้งการดูแลบุตร การเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการสู้คดี ทำให้เกิดความเครียดและความยากลำบากในชีวิตมากขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงที่จะเป็นการปิดปากให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯไม่สามารถแสดงความเห็นที่สำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา ระบุว่า &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าดีใจที่ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยให้ความสำคัญกับ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) แต่แผนดังกล่าวกลับไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ ทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผู้หญิงยังคงมีชีวิตอยู่กับความกลัว ความไม่ปลอดภัย และการถูกคุกคามโดยเฉพาะการคุกคามทางเพศ และการคุกคามทางโซเซียลมีเดีย (Cyber Bullying)ในขณะที่การเยียวยาเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย การขอความคุ้มครองจากรัฐมักเป็นไปโดยยากลำบาก เพราะแทนที่จะให้ความคุ้มครอง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมักได้รับคำแนะนำให้หยุดแสดงความคิดเห็นหรือหยุดเคลื่อนไหว แผนปฏิบัติการชาติ (NAPs) ด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเพียงสิ่งที่เขียนไว้ในกระดาษ แต่ไม่มีผลทางปฏิบัติ&amp;quot; นางอังคณา ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ และผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม ยังเกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ที่ทำงานสนับสนุนผู้หญิงและชุมชนระดับรากหญ้า อย่างคุณอังคณาก็เป็น1ใน 22 คน รวมถึง น.ส.พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน , น.ส.ธนภรณ์ สาลีผล อดีตเจ้าหน้าที่ องค์กรฟอร์ทิไฟท์ ไรทส์ , น.ส.สุธารี วรรณศิริดีต นักวิจัยประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน , นางสุชาณี คลัวเทรอ ผู้สื่อข่าว , น.ส.สุธาสีนี แก้วเหล็กไหล นักสหภาพแรงงาน, น.ส.งามศุกร์ รัตนเสถียร &amp;nbsp;อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล ที่ถูกฟ้องร้องจากบริษัทแห่งเดียวกันนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักกฎหมายผู้นี้ ระบุว่า &amp;nbsp;คดีหมิ่นประมาทต่อบุคคลเหล่านี้มีโทษจำคุกระหว่าง 8-42 ปี และมีค่าปรับระหว่าง 8แสน ถึง 4.2 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำเพียงเล็กน้อย รวมทั้งการแชร์ทวีตให้กำลังใจแรงงานข้ามชาติ ที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิด้านแรงงานของตน การถูกดำเนินคดีเช่นนี้ เป็นการโจมตีอย่างจงใจและมียุทธศาสตร์ เมื่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญถูกฟ้อง ย่อมส่งผลให้ผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่น ๆ เกิดความหวาดกลัว ถือเป็นฟ้องคดีฟ้องปิดปาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์กร Fority Rights &amp;nbsp;ระบุว่า ในระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 และหลังจากนี้ หน่วยงานธุรกิจย่อมมองหาแนวทางที่จะฟื้นฟูกิจการจากภาวะขาดทุน และมุ่งทำกำไรให้เร็วสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จะยิ่งมีความสำคัญ เพราะเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากสุดที่จะเน้นให้เห็นปัญหาการละเมิด หรือการคุกคามต่อสิทธิมนุษยชน เพื่อประกันว่าหน่วยงานธุรกิจจะปฏิบัติตามหลักการและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน แต่การที่รัฐบาลปล่อยให้เกิดการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อไป ย่อมส่งผลให้การทำงานที่สำคัญเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนมีความเสี่ยงอันตราย และดำเนินการได้ยากขึ้น สุดท้ายแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจและสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้จดหมายเปิดผนึกของกว่า 40 องค์กรจากเครือข่ายภาคประชาชนจากชุมชนองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและต่างประเทศและผู้ลงนามบุคคลหลายท่าน กล่าวถึงข้อเสนอว่า ขอให้คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG) ใช้โอกาสนี้แสดงจุดยืนที่เข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ให้ปลอดจากการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการฟ้องคดีปิดปาก ด้วยการหยิบยกประเด็นเหล่านี้ไปนี้เพื่อพูดคุยกับรัฐบาลไทย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ขอให้ผู้จัดประชุมถามความคืบหน้าจากรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในปี 2561 เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการดำเนินคดีเพื่อขัดขวางการปกป้องสิทธิมนุษยชนของนักปกป้องสิทธิทั้งหญิงและชาย 2.ที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การคุ้มครองหรือรับรองการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นผล แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และมติที่ให้ความคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่มีสถานะเป็นเพียงกฎ ตามมาตรา 3 ของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักในแง่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่สามารถบังคับใช้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ศาลสามารถยกฟ้องคดี หรือห้ามบุคคลเอกชนฟ้องคดีใหม่ กรณีที่เห็นว่าเป็นการฟ้องคดี &amp;ldquo;โดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการใช้บทบัญญัติตามมาตรา 161/1 และ 165/2 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานี้ให้เป็นผล อีกทั้งในกฎหมายไม่มีการให้นิยามคำว่า &amp;ldquo;โดยไม่สุจริต&amp;rdquo; ส่งผลให้ตกเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งจนถึงปัจจุบัน การร้องขอต่อศาลให้ใช้อำนาจตามมาตรา 161/1 ในคดีต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มักถูกปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ตามมาตรา 21 ของพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีในลักษณะที่เป็นการคุกคาม ข่มขู่ หรือตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรืออื่น ๆ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าการสั่งไม่ฟ้องคดีไม่ได้เป็นอำนาจเฉพาะของอัยการสูงสุด หากมีขั้นตอนปฏิบัติที่ยาวนาน และไม่เป็นที่ชัดเจนว่าที่ผ่านมามีการให้ทรัพยากรและความช่วยเหลืออย่างเพียงพอต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้ใช้อำนาจของตนได้อย่างเป็นผลและมีประสิทธิภาพหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.นอกจากนี้ยังไม่มีการกำหนดขั้นตอนปฏิบัติ หรือข้อบทที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสั่งปรับ หรือการลงโทษหน่วยงานธุรกิจที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ฐานคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 6. ความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งแม้พิสูจน์ว่าเป็นจริง แต่ไม่ได้เป็นความผิดที่สร้างอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน จึงไม่ควรถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งมีบทลงโทษจำคุก และมีค่าปรับจำนวนมาก การลงโทษเช่นนี้ควรมาใช้เฉพาะกับอาชญากรรมร้ายแรง จึงขอเรียกร้องให้คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และหน่วยงานอื่น ๆ สนับสนุนให้รัฐบาลไทยลดการเอาผิดทางอาญากับความผิดฐานหมิ่นประมาท และให้ยกเลิกบทลงโทษทางอาญาใด ๆ กับความผิดฐานหมิ่นประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ7.เรียกร้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทำงานในประเด็นธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ให้ใช้ทรัพยากรและอำนาจที่มีอยู่เพื่อประกันว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะยุติการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยทันที โดยเฉพาะต่อผู้หญิง และให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจที่ดีและมีการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงใจ โดยเครือข่ายหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและหน่วยงานสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกันให้มีการคุ้มครองหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68041</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซประเทศไทย, นางอังคณา นีละไพจิตร, มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ, มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน, มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์, ยูเอ็น, สกต., สิทธิมนุษยชน, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย, เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน, โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200607/image_big_5edc8ecadad7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉล่อซื้อพนักงานบริการไม่แก้ปัญหาค้ามนุษย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์จัดเสวนาแฉความล้มเหลวล่อซื้อพนักงานบริการไม่ช่วยแก้ปัญหาค้ามนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม&amp;nbsp;มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ แจ้งว่า ในวันที่ 1 มิถุนายน เวลา 10.30-16.00 น.จะมีการจัดเสวนาในหัวข้อ &amp;quot;จับเข่าคุย ล่อซื้อ 10 ปี แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์หรือยัง?&amp;quot;&amp;nbsp;ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยเดือนมิถุนายนถูกจัดให้เป็นสัปดาห์วันต่อต้านการค้ามนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ระบุว่าแม้หลากหลายหน่วยงานจะออกมารณรงค์และทำงานในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทยกลับไม่ได้ดีขึ้นเลย โดยเฉพาะนโยบายการต่อต้านการค้ามนุษย์ที่มีไว้เพื่อปกป้องสิทธิของผู้หญิงแต่ยังมีผู้หญิงจำนวนมากที่ยังถูกจับและได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะนโยบายและแนวทางการ &amp;quot;ล่อซื้อพนักงานบริการ&amp;quot;&amp;nbsp;ที่ได้สร้างบาดแผลและผลกระทบให้กับพนักงานบริการและครอบครัวเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ระบุว่าการล่อซื้อพนักงานบริการเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามหลังสิทธิมนุษยชน และ ป.วิอาญามาตรา 226 ถือว่าเป็นปฏิบัติการที่ร่วมกระทำความผิด การบุกทลายก็เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นการกระทำที่รุนแรงต่อพนักงานบริการ และสร้างผลกระทบต่อพนักงานบริการทั้งหมด ซึ่งในประเทศไทยมีพนักงานบริการประมาณ 3 แสนคน 10 ปีที่ผ่านมาจับผู้เสียหาย 300 คนทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ โดยเหตุการณ์การบุกทลายที่นาตาลีอาบอบนวดจับผู้หญิงไป 121 คนได้ผู้เสียหาย 15 คน ล่าสุดที่วิทตอเรีย ซีเคร็ทจับผู้หญิง 113 คน ได้ผู้เสียหาย 8 คน ส่วนคนที่เหลือถูกจับข้อหามั่วสุมในสถานค้าประเวณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในหนึ่งปีพนักงานบริการถูกจับไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคน ตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณีเพื่อช่วยคนที่ด้อยโอกาส แต่เราเห็นว่าการจับกุมไม่ได้เป็นการให้โอกาสแต่อย่างไร&amp;rdquo;มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ระบุด้วยว่าจากเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่า การล่อซื้อและบุกทลาย เป็นการละเมิดสิทธิของพนักงานบริการอย่างมาก &amp;nbsp;มูลนิธิฯได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรกฎาคม 2560 ประเทศไทยต้องรายงานต่อคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ หรือ ซีดอ (CEDAW) ว่าที่ผ่านมาได้มีการปฏิบัติต่อผู้หญิงในประเทศยังไง ตามอนุสัญญาที่รัฐบาลไทยได้ลงนามไว้ และ เอ็มพาวเวอร์ (EMPOWER Foundation) ได้ทำรายงานคู่ขนานไปยังคณะกรรมการซีดอ(CEDAW)จากเหตุการณ์ร้านนาตาลีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้คณะกรรมการซีดอได้มีข้อเสนอให้กับรัฐบาลไทยต้องทำตามคือ ให้หยุดการล่อซื้อและบุกทลายทันทีและให้ยกเลิกความผิดการค้าประเวณี ให้ใช้กฎหมายแรงงานเข้ามาคุ้มครองพนักงานบริการ แต่แนวทางดังกล่าวนี้ก็ยังไม่ได้มีการนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ แจ้งด้วยว่า ในการจัดงานวันที่ 1 มิถุนายน นอกจากมีเวทีเสวนาแล้ว ยังมีการจัดฉายภาพยนตร์สั้น &amp;quot;The Last Rescue in Siam&amp;quot;&amp;nbsp;สาวน้อยผจญภัย ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงอุปสรรคที่พนักงานบริการต้องพบเจอในการทำงาน และยังมีนิทรรศการผ้าปัก &amp;quot;มิดะ&amp;quot;&amp;nbsp;ความยาวว่า 5 เมตรจากสองมือของพนักงานบริการที่บอกเล่าความจริงและชะตากรรมที่พนักงานบริการต้องพบเจอและได้รับผลกระทบจากนโนบายการล่อซื้อของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการ &amp;quot;ช่วย ไม่ช่วย&amp;quot;&amp;nbsp;โดยพนักงานบริการจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ สำหรับกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการต่อต้านการค้ามนุษย์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9909</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่อต้านค้ามนุษย์, บุกทลายอาบอบนวด, มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์, ล่อซื้อพนักงานบริการ, หยุดล่อซื้อค้าบริการทางเพศ, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b0698c36a50f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
