<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2021 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2021 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกพท.อุ้มกลุ่ม3นิ้วจี้รัฐเร่งหาตัวผู้ยิงแก๊สน้ำตาแนะดูสหรัฐจัดการเมียนมาเป็นตัวอย่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.พ.64 - น.ส.อรุณี กาสยานนท์&amp;nbsp; โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ก.พ. มีการใช้แก๊สน้ำตาจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บว่า&amp;nbsp; การชุมนุมครั้งนี้ปราศจากอาวุธ ขณะที่เจ้าหน้าที่วางกำลังจุดตรวจคัดกรองเข้าออกทุกเส้นทาง&amp;nbsp; จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ชุมนุมจะนำอาวุธหรืออุปกรณ์ที่เป็นอันตรายเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมได้ รัฐบาลไม่ควรปัดความรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ต้องสอบสวนให้เกิดความกระจ่างว่าใครเป็นผู้กระทำ ในการปฏิบัติกับผู้ชุมนุมที่ผ่านมา ยังขัดกับหลักสากลและหลักสิทธิมนุษยชน สวนทางกับประชาคมโลกที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ แม้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของสหรัฐฯโทรศัพท์พูดคุยกับเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) แสดงความกังวลถึงการชุมนุมประท้วงในไทยที่จับกุมและดำเนินคดีกับประชาชน แต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ รัฐบาลจับกุมนายอานนท์ นำภา และนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ผู้ชุมนุมโดยไม่ฟังเสียงห่วงใยจากสหรัฐ รัฐบาลไม่เคยตระหนักว่าการกระทำใดๆที่ไม่ชอบธรรมจะทำให้ขาดการยอมรับจากนานาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้พลเอกประยุทธ์มองสถานการณ์การเมืองและรัฐประหารยึดอำนาจในเมียนมาเป็นตัวอย่าง&amp;nbsp; เพราะสัปดาห์หน้านายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะใช้มาตรการต่างๆเพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าคณะรัฐประหารสามารถเข้าถึงเงินทุนของรัฐบาลเมียนมาที่ถือครองในสหรัฐฯกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 30,000 ล้านบาทได้ และจะควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด โดยจะอายัดทรัพย์สินที่เป็นของสหรัฐฯและเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลเมียนมา เป็นต้น หากไทยยังคงใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมทางการเมืองโดยใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือบ่อยครั้ง จนทำให้ไทยสูญเสียความเชื่อมั่นกับชาวโลก อาจทำให้สหรัฐเพ่งเล็งมาที่ไทย และจะกระทบกับการค้าการลงทุนระหว่างกันได้ในอนาคต&amp;nbsp; เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก มูลค่าการส่งออกในปีที่ผ่านมาอยู่ที่กว่า 1 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92785</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.อรุณี กาสยานนท์, ม็อบกลุ่มคณะราษฎร, ยิงแก๊สน้ำตา, รัฐประหารเมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210107/image_big_5ff6a220e6a8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2021 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2021 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกตร.ยันดำเนินคดีม.112 -ม.116เป็นไปตามกฎหมายไม่ใช่นโยบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ม.ค.64 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกตร. กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดมาตรา 116 และ 112 ว่า ได้ดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการ ระดับกองบัญชาการ ที่สำคัญตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ใช่นโยบาย และตำรวจจะละเว้นไม่ได้ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหามิสิทธิพบทนายความ เนื่องจากเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาตำรวจไม่ได้ปิดกั้นสิทธิดังกล่าว ทั้งนี้การเรียกร้องทางการเมืองเป็นสิทธิเช่นกัน แต่ต้องระวังไม่ให้ไปกระทบสิทธิของผู้อื่น หรือไม่ให้เกิดการกระทำความผิดกฎหมายเรื่องอื่น การเคลื่อนไหวที่กระทบสิทธิผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน ผู้เคลื่อนไหวต้องรับผลจากการกระทำนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาตำรวจ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมมือดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง การที่จะแจ้งข้อกล่าวหา ออกหมายเรียก ออกหมายจับ ตำรวจพิจารณาโดยคณะกรรมการ ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน การออกหมายเรียกหรือหมายจับ ตำรวจขอความเห็นจากศาล จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะออกหมายเรียกหรือหมายจับให้ ขอย้ำว่าตำรวจทำตามหน้าที่ ทำตามขั้นตอนกฎหมาย ที่ผ่านมาตำรวจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในข้อหามาตรา 116 และ 112 มาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถบอกจำนวนได้ เพราะอาจส่งผลกระทบหลายส่วน ยืนยันว่าต้องดำเนินการ เพราะหากไม่ทำแปลว่าตำรวจละเว้น ก็จะเป็นความผิดตามกฎหมายเช่นกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการเข้าไปจับกุมแกนนำในเวลากลางคืน ถูกตั้งคำถามว่าทำไม่ถูกต้องหรือไม่ พล.ต.ต.ยิ่งยศ ชี้แจงว่า ตนสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมแล้ว ทราบว่าเป็นการจับตามหมายในที่สาธารณะ ไม่มีข้อห้ามว่าต้องจับกี่โมง ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่ไม่ชัดเจน มีแนวโน้มว่าจะไม่ปรากฏตัวให้จับหรือไม่ มีแนวโน้มว่าจะหลบหนี เมื่อพนักงานสอบสวนมีความเห็นไปยังศาลขออนุญาตออกหมายจับ ศาลพิจารณาออกหมายจับให้ ตำรวจก็ไปจับกุมตามหมายจับ ย้ำว่าขั้นตอนจับกุมตำรวจทำตามระเบียบวิธีปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า&amp;nbsp; แกนนำที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ หลังถูกดำเนินคดีแล้ว ทางตำรวจได้เรียกไปปรับทัศนคติบ้างหรือไม่ พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า เรื่องการปรับทัศนคติไม่ได้เป็นขั้นตอนตาม ป.วิอาญา อาจมีการพูดคุยส่วนตัว แลกเปลี่ยนความคิดกัน ทางพนักงานสอบสวนน่าจะอยากทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม ทำไมจึงต้องทำแบบนั้น ต่อข้อซักถามว่าตำรวจได้ดำเนินคดีกับท่อน้ำเลี้ยงบ้างหรือไม่ โฆษก ตร. กล่าวว่า การมีผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ หากชุมนุมแล้วไม่สร้างความเสียหาย หรือกระทบสิทธิใคร คงเก็บข้อมูลไว้ตรวจสอบหากมีการกระทำความผิดภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ากรณีนายชยพล ดโนทัย หรือเดฟ นักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ที่ถูกพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ออกหมายจับในมาตรา 112 ซึ่งผู้ถูกกล่าวหายืนยันว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และเป็นการจับแพะ พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า หากเขายืนยันว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ก็เป็นเรื่องของกระบวนการสอบสวน สามารถเอาพยานแวดล้อม พยานบุคคล มายืนยันกับพนักงานสอบสวนได้ เรื่องการแจ้งข้อกล่าวหากับใคร เราสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นยังไม่ได้กระทำผิด เพียงแต่ว่ามีพยานหลักฐานกล่าวหาว่าผิด เขาก็นำหลักฐานมายืนยัน ตรงนี้เป็นสิทธิอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89905</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดำเนินคดีมาตรา 116, พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์, มาตรา112, ม็อบกลุ่มคณะราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210115/image_big_60012d4cddff9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2020 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2020 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกพท.อัด&#039;ประยุทธ์&#039;ผลักคนเห็นต่างเป็นศัตรูให้เข้าใกล้หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 พ.ย.63 - น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ ออกแถลงการณ์เตรียมยกระดับการใช้กฎหมายเข้มข้นกับผู้ชุมนุมว่า เป็นการผลักดันให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ และเป็นการแสดงออกของรัฐบาลอย่างเปิดเผยว่ากลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ที่เห็นต่างคือศัตรูของรัฐบาล ไม่ใช่ประชาชนคนไทย ไม่ให้ความสำคัญหรือสนใจในข้อเรียกร้องของประชาชน หากพลเอกประยุทธ์เตรียมนำกฎหมายอาญาที่มีความรุนแรงเอาผิดม็อบราษฎรตามที่คนบางกลุ่มเรียกร้อง ซึ่งเป็นภาคต่อจากการใช้คนเสื้อเหลืองมาปกป้องรัฐบาล เท่ากับพลเอกประยุทธ์กำลังสร้างเงื่อนไขการกระทำของตัวเอง เล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นหลังการบังคับใช้กฏหมายด้วยการผลักไสประชาชนให้เข้าใกล้หุบเหวแห่งความสิ้นหวังมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาท่าทีของพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; พิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคนตามที่ชอบกล่าวอ้าง แถลงการณ์นายกรัฐมนตรียิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย ผลักประชาชนเป็นศัตรู การไม่ระบุกฎหมายมาตราไหนซึ่งถือว่าอันตรายอย่างมากในสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้
&amp;nbsp;
&amp;quot;สิ่งที่ผู้ชุมนุมและประชาชนจำนวนมากทวงถามในเวลานี้ คือ ความยุติธรรมจากพลเอกประยุทธ์ในการสืบหาผู้ที่พกพาอาวุธปืนและการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภาในวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา รวมถึงกรณีที่มีภาพคปรากฎคนเสื้อเหลืองในม็อบบางคนที่อาจจะรู้จักกับรัฐมนตรี ซึ่งในสถานการณ์เช่นการทำให้ข้อเท็จปรากฏจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมพล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสที่จะผ่าทางตันหาทางออกให้ประเทศหลายหนทาง แต่ไม่เลือก&amp;nbsp; ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้อีกครั้ง ว่าคนชื่อประยุทธ์กำลังปิดตายทุกทางออกและกำลังสร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น&amp;quot;นางสาวอรุณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84477</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.อรุณี กาสยานนท์, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ม็อบกลุ่มคณะราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f958e6b42b59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2020 07:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 07:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนห่วงม็อบคณะราษฎรนำไปสู่ความรุนแรง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค. 63 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;รุนแรง...แตกแยก?&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19 &amp;ndash; 20 ตุลาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,336 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง &amp;nbsp;โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนต่อการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่าจะเกิด การบานปลายกลายเป็นความแตกแยกและความรุนแรงในสังคม พบว่า ร้อยละ 24.48 ระบุว่า กังวลมาก เพราะ กังวลว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นและอาจจะมีมือที่ 3 เข้ามาแทรกแซงเหมือนที่ผ่านมา ขณะที่บางส่วนระบุว่า กลุ่มคณะราษฎรในปัจจุบันมีความเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป หัวรุนแรงร้อยละ 34.21 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล เพราะ กังวลว่าจะมีการสร้างสถานการณ์เหมือนในอดีต เกรงว่าจะเกิดความรุนแรงระหว่างกลุ่มคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาจจะทำให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บ ร้อยละ 18.41 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล เพราะ เป็นการแสดงสิทธิ &amp;nbsp; และเสรีภาพของกลุ่มคณะราษฎรในการเรียกร้องให้รัฐบาลรับทราบถึงเหตุผลในการชุมนุมเท่านั้น และรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ร้อยละ 22.23 ระบุว่า ไม่กังวลเลย เพราะ ทุกเพศทุกวัยมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เป็นการชุมนุมอย่างสงบ และ &amp;nbsp;เป็นการชุมนุมเพียงระยะเวลาสั้น ๆ และร้อยละ 0.67 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 36.45ระบุว่า กำลังคิดอยู่ว่าควรจะตัดสินใจสนับสนุนฝ่ายใด รองลงมา ร้อยละ 33.46 ระบุว่า ได้ตัดสินใจเลือกสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว &amp;nbsp;ร้อยละ 29.94 ระบุว่า ขออยู่เฉย ๆ ไม่ตัดสินใจอะไร และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81676</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มคณะราษฎร, นิด้าโพล, ม็อบกลุ่มคณะราษฎร, “รุนแรง...แตกแยก?</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f94c28e17ede.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
