<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห้ามม็อบเผชิญหน้า จวกไม่จริงใจปฏิรูป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ บอกดูอยู่ ม็อบเตรียมกลับมา 14 ต.ค. ย้ำยอมเปิดพื้นที่แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ข้องใจคนที่ไม่เคารพกฎหมาย วันหน้าถ้าดำเนินการสำเร็จจะบริหารประเทศได้อย่างไร ความขัดแย้งจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ท้ายสุดประเทศชาติอยู่ไม่ได้ เตือนกลุ่มต้านขนม็อบชนสุ่มเสี่ยงเข้าทาง วงเสวนาอัด &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เจตจำนงอ่อนแอยื้อเวลาปฏิรูปตำรวจ ยังหวังจะมีปฏิรูปชาตินี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังที่ประชุมร่วมรัฐสภามีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช... ก่อนรับหลักการจำนวน 6 ฉบับของรัฐสภา ที่จะมีการประชุม กมธ.นัดแรกวันพุธที่ 30 ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่ญัตติการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาและยังไม่มีการลงมติทั้ง 6 ญัตติ ยังไม่ถือว่าถูกตีตกไป โดยเรื่องนี้ยังไม่จบเพราะยังไม่มีการลงมติ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้น ก็จะมีหน้าที่ในการพิจารณาศึกษาทั้ง 6 ญัตติ ขอยืนยันว่าญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ถูกตีตก ส่วนญัตติใดที่ไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมนี้ สามารถเสนอได้ในสมัยประชุมหน้าหากประธานสภาวินิจฉัยและอนุญาต ส่วนกรณีการตรวจสอบรายชื่อประชาชนที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนของกลุ่มไอลอว์ หากมีการเลื่อนวาระการพิจารณาญัตติใดของสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถนำขึ้นมาตรวจสอบก่อนได้ หากเรื่องที่เสนอนั้นเกี่ยวข้องกับญัตติที่บรรจุในที่ประชุมแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับก่อนหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนัดชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค.ว่า &amp;quot;จะดูเหมือนเดิม&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีเป้าหมายที่ชัดเจน นายกฯ จะยอมเปิดให้มีพื้นที่การเคลื่อนไหวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;quot;เรื่องนี้คงไม่ยอม กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย เราไม่ยอมเขาก็ไม่ยอม เราห้ามเขาก็ฝ่าฝืน บังคับใช้กฎหมายเขาก็หาว่าไปกดดัน ทั้งๆ ที่อยากให้คนทั้งประเทศช่วยกันพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าวัตถุประสงค์นั้นคืออะไร แล้วเราจะช่วยกันได้อย่างไร เข้าใจหรือไม่ ถ้าโยนภาระมาให้เจ้าหน้าที่และรัฐบาลทั้งหมด แล้วถ้าผมสั่งให้มันเต็มที่ไปเลยจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องไปดูว่าคนที่เขาไม่ยอมเคารพกฎหมายอะไรเลย ขอถามว่าวันหน้าถ้าคนเหล่านี้ดำเนินการได้สำเร็จ แล้วเขาจะบริหารประเทศได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน ความขัดแย้งจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ท้ายสุดประเทศชาติอยู่ไม่ได้&amp;quot; นายกฯ ระบุ
ไม่ให้มีการเผชิญหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า สมมติว่าในอนาคตหากคนรักสถาบันลุกฮือขึ้นมาปะทะกับกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถาบัน มันจะวุ่นวายกว่าหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;quot;เราก็ระมัดระวังไม่ให้เกิดการปะทะ สื่อก็ต้องช่วยลดแรงกระทบตรงนี้ เขาก็ทำไม่ได้ และวันนี้รัฐบาลทำอย่างเต็มที่ในการเปิดพื้นที่ให้ คำว่าเปิดพื้นที่แต่ต้องเคารพกฎหมาย เข้าใจหรือไม่ วันนี้อาจจะดูว่าเราอ่อนไปหรือเปล่า ต้องดูว่าเงื่อนไขเขาคืออะไร&amp;nbsp; เขาต้องการให้เกิดผลกระทบตรงนี้ขึ้นมา เราจะไปเข้าทางเขาทำไม เราต้องป้องกันทั้งสองฝ่ายไม่ให้มีการเผชิญหน้ากัน เข้าใจหรือไม่ คนรักสถาบันและประเทศชาติมีตั้งหลายสิบล้านคน เข้าใจหรือไม่ ทุกจังหวัดมีหมดอยู่แล้ว ฉะนั้นขอให้ช่วยกันลดกระแสความกดดันตรงนี้ไป อะไรที่ไม่ดีอย่าไปขยายความให้กับเขา ทุกคนรู้ว่าอะไรดีไม่ดีไม่ใช่หรือ การแสดงออกที่ผ่านมามันเป็นอย่างไร ใช่หรือไม่ ดังนั้นอย่าเอามาพันกันทั้งหมด กลายเป็นว่ารัฐบาลอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง เจ้าหน้าที่ไม่ทำงาน มันทำอยู่แล้ว มีระยะเวลาในการทำงานอยู่ ให้เวลาเขาทำงานหน่อย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า &amp;quot;ขอให้ทุกคนช่วยกัน บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตการณ์ของโควิด-19&amp;nbsp; อะไรต่างๆ ที่ไม่ใช่ปัญหา และที่ร้อนฉ่าทุกวันๆ ก็ค่อยๆ แก้กันไปทำกันไป คิดว่าไปได้หมดถ้าทุกคนหันมาพูดจาคุยกันภาษาดอกไม้กันบ้าง การใช้ภาษาไม่ไพเราะบางทีความร่วมมือก็เกิดน้อย คนไทยละเอียดอ่อนตรงนี้ ใช้คำพูดให้เหมาะสมก็แล้วกัน อย่าไปขยายความคำพูดที่ไม่ถูกต้อง หยาบคาย ไม่มีใครรับได้หรอก&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ร่วมกับคณะกรรมการณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ จัดงานเสวนา &amp;quot;ยื้อแก้รัฐธรรมนูญ-ยื้อปฏิรูป ตร. คนไทยยังรอไหวหรือไม่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานสัมมนาดังกล่าวมีนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาและอดีตคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ... และร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. .... ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์&amp;nbsp; เป็นประธาน, นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และนักวิชาการจากนิด้า, ดร.นิดาวรรณ เพราะสุนทร ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และพ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมร่วมเสวนา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวหา ส.ว.ยื้อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ส่วนตัวโหวตงดออกเสียงในการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาก่อนรับหลักการในวาระ 1 แต่การตั้งคณะกรรมาธิการก่อนรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมีการเสนอกฎหมายเข้าสภาถึง 6 ร่าง จึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษารายละเอียดก่อน และหากโหวตไปในวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา เชื่อว่ามีแนวโน้มสูงที่ทั้ง 6 ร่างจะตก เพราะ&amp;nbsp; ส.ว.ส่วนใหญ่ต่างอภิปรายไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไข ทั้งหลักการและเห็นว่าขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม หลังการศึกษาในกรรมาธิการเป็นเวลาครบ 1 เดือนแล้ว หากไม่มีการลงมติในร่างแก้ไขทั้ง 6 ฉบับ เชื่อว่าผู้เสนอจะต้องถอนร่างออกจากสภา โดยทุกฝ่ายเห็นร่วมกันในการเสนอร่างฉบับใหม่เข้าไปแทน
ตร.แปลงสารร่าง พรบ.ตำรวจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ ฉบับนายมีชัยไม่ถือว่าเป็นร่างที่ดีที่สุด แต่ถือว่าตอบโจทย์ในระดับหนึ่ง โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่สอดคล้องกับการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์การแต่งตั้งที่ต้องพิจารณาใน 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.อาวุโสร้อยละ 45 2.ความรู้ความสามารถร้อยละ 25&amp;nbsp; และ 3.ประเมินจากคะแนนที่ได้จากประชาชนร้อยละ 30 เรื่องสําคัญคือการแยกงานสอบสวนให้มีสายการบังคับบัญชาและการสั่งคดีต่างหาก ป้องกันการแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชา ก็ถูกตัดออกไป พร้อมกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงานของตํารวจแต่ละคนโดยภาคประชาชน ในช่วงเริ่มต้นรัฐธรรมนูญกำหนดว่า หากคณะกรรมการปฏิรูปยังทำงานไม่แล้วเสร็จ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเป็นไปตามหลักอาวุโส แต่ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ออกคำสั่งสำนักนายกฯ ให้การแต่งตั้งไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ต่อมาตำรวจส่วนหนึ่งจึงไปร้องต่อศาลปกครอง และไม่นานนัก พล.อ.ประยุทธ์จึงออกคำสั่งมาตรา 44 รับรองคำสั่งดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้นปี 2562 ร่างฉบับนายมีชัยกลับมาสู่สำนักเลขาฯ ครม.โดยที่ สตช.ไม่เห็นด้วย ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ตั้งรัฐบาลใหม่และกำกับดูแล สตช.เอง พร้อมตั้งนายมีชัยขึ้นมาพิจารณากฎหมายอีกครั้ง จากนั้นวันที่ 15 มิ.ย.63 สตช.ทำหนังสือถึงร่างฉบับนายมีชัย ตั้งข้อสังเกตไม่เห็นด้วย 14 ประเด็นหลัก 100&amp;nbsp; ประเด็นย่อย ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์จึงให้ สตช.นำร่างดังกล่าวไปปรับปรุง ก่อนที่ ครม.จะเห็นชอบในวันที่ 15 ก.ย.63 โดยตัดหัวใจสำคัญของการปฏิรูป 2 ประเด็นไป ทั้งการประเมินจากประชาชนและการทำงานของพนักงานสอบสวน จึงไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ง (4) เกี่ยวกับการแต่งตั้ง และมาตรา 260&amp;nbsp; ที่ตำรวจไม่น่าจะมีอำนาจเสนอกฎหมายนี้เอง ร่างฉบับดังกล่าวจึงเป็นการแปลงสาร ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ผมก็จะเสนอแปรญัตติให้กลับไปเป็นร่างของนายมีชัย ถ้าสามารถทำได้&amp;quot; นายคำนูณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิชายกล่าวว่า ถ้าถามว่าใครยื้อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องบอกว่าพรรคพลังประชารัฐ โดยมีการวางแผนมาก่อน เพราะเห็นว่า ส.ว.จะไม่ให้ร่างกฎหมายผ่านรัฐสภา นอกจากนี้พรรค พปชร.อาจไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและตั้ง ส.ส.ร.เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงพยายามหาวิธีการเลื่อนออกไป&amp;nbsp; และหากโหวตเพื่อรับหลักการในวันที่ 24 ก.ย.ก็จะเกิดกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไปด้วยเสียงข้างน้อย&amp;nbsp; ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวนอกสภาอันมีชนวนจาก ส.ว.เป็นผู้ขัดขวาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เห็นว่าการตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาในเวลา 1 เดือนนั้น ยังเป็นการซื้อเวลาเพื่อกล่อมพรรคร่วม ให้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยอาจมีการเสนอร่างแก้ไขฉบับใหม่เข้าสภา ส่วน พล.อ.ประยุทธ์แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้แสดงออกว่าอยากให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภา นั่นเท่ากับว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลจากการเลื่อนโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความแตกแยกในพรรคร่วมรัฐบาลพอสมควร และยังผลักปัญหาออกนอกสภา ถือเป็นการตัดโอกาสการแก้ไขปัญหาในระบบ ทำให้คนไม่ไว้วางใจระบบรัฐสภาอย่างรุนแรง จึงขอให้การยื้อครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย&amp;quot; ประธาน ครป.ระบุ
&amp;#39;ประยุทธ์&amp;#39; ไม่จริงใจปฏิรูป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชายกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการปฏิรูปตำรวจ พล.อ.ประยุทธ์ยื้อเวลาด้วยหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์มีเจตจำนงที่อ่อนแอในการปฏิรูปตำรวจ แม้มีการตั้งคณะกรรมการแล้วก็ไม่ได้ลงไปกำกับผลักดัน เป็นเพียงการทำตามกระแสข้อเรียกร้องของสังคม และ พล.อ.ประยุทธ์อาจมองว่าหากเปลี่ยนแปลง เช่นปรับระบบโยกย้ายใหม่ ก็จะกระทบนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาที่กำลังจะได้รับตำแหน่ง&amp;nbsp; ทำให้การแต่งตั้งตำรวจเป็นไปแบบเดียวกับทหาร ทั้งที่อำนาจหน้าที่และพื้นฐานต่างกันมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ดร.นิดาวรรณกล่าวว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีล่าสุด ไม่ถือเป็นการปฏิรูป เป็นเพียงการปรับปรุงแก้ไขเท่านั้น ทั้งนี้อำนาจของการสอบสวนที่เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมแทบจะไม่ถูกปรับปรุงแก้ไขเลย ในช่วงยุครัฐบาล คสช.อำนาจในการสอบสวนเป็นปัญหามาก โดยมีการออกคำสั่ง คสช. 7/59 ปรับกระบวนการพนักงานสอบสวน มีการข้ามสายงานจากปราบปรามมาเป็นพนักงานสอบสวน เป็นยุคที่มีพนักงานสอบสวนฆ่าตัวตายจำนวนมาก เชื่อว่าการปฏิรูปตำรวจจะไม่เกิดขึ้นในยุคนี้อย่างแน่นอน แต่หวังว่าจะได้มีการปฏิรูปตำรวจกันในชาตินี้ การปฏิรูปตำรวจควรเน้นไปที่การลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยมีระบบที่สามารถตรวจสอบได้ พนักงานสอบสวนต้องมีอิสระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ตํารวจ ฉบับที่ สตช.เสนอต่อนายกฯ ไม่สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 260 ซึ่งกําหนดให้การปฏิรูปต้องดําเนินการโดยคณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามองค์ประกอบของบุคคลที่กําหนด โดยจํากัดสัดส่วนผู้เป็นตํารวจไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตํารวจผู้ใหญ่ทั้งในปัจจุบันและอดีตมีบทบาทครอบงําทิศทางปฏิรูปเช่นที่ผ่านมา จึงถือว่าการที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ตำรวจฉบับนายมีชัยยังถูกตัดออกไป เช่น การกําหนดให้ตํารวจบางประเภทไม่มียศเพื่อลดความเป็นศักดินาของตํารวจ, การแยกสายงานสอบสวนออกจากหัวหน้าสถานีตำรวจ และหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายที่ชัดเจนโดยให้ยึดหลักอาวุโส เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;งานสอบสวนปัจจุบันขาดการตรวจสอบจากภายนอกโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นโดยฝ่ายปกครอง,&amp;nbsp; ผวจ.และนายอำเภอ หรือแม้กระทั่งพนักงานอัยการตามหลักสากล ประชาชนไม่สามารถทำอะไรได้เลย หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวนหรือคดีไม่คืบหน้า อย่างไรก็ตาม คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา&amp;nbsp; ที่เป็นการร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะซ่องโจร ซึ่งการดำเนินคดีตามกฎหมายก็เป็นไปอย่างล่าช้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็ทำให้การปฏิรูปตำรวจกลับมาอยู่ในความสนใจของประชาชนอีกครั้ง&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวอีกว่า ไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประยุทธ์จริงใจในการปฏิรูปตำรวจหรือไม่ แนวทางการปฏิรูปที่ถูกต้องทำให้ตำรวจอยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นหัวหน้าสูงสุดของจังหวัด ซึ่งผู้ว่าฯ จะทราบดีว่าปัญหาในแต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร แต่ปัจจุบัน ผบก.ตำรวจจังหวัด ส่วนใหญ่ไม่เข้าประชุมกับจังหวัดที่ผู้ว่าฯ เป็นประธานด้วยซ้ำ และ ผกก.สถานีก็ไม่เข้าร่วมประชุมกับนายอำเภอ เพราะกลัวถูกหัวหน้าส่วนราชการที่ร่วมประชุมซักถามปัญหาต่างๆ ที่ตอบไม่ได้หรือไม่อยากตอบ จึงไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งสิ้น แล้วบ้านเมืองเราจะอยู่กันอย่างไร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78920</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 ต.ค., ปฏิรูปตำรวจ, ม็อบเผชิญหน้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ห้ามม็อบเผชิญหน้า, ไม่เคารพกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200928/image_big_5f71ec3f3be1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2ม็อบขยับแสดงพลัง ‘ครช.’จี้แกร้ ธน./‘ศอปส.’ชงปธ.สภาฯฟันไอ้โม่งยุเด็กจาบจ้วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ม็อบเผชิญหน้าสัปปายะสภาสถานไร้เหตุรุนแรง จัดกิจกรรมคนละฟากถนน &amp;ldquo;ครช.&amp;rdquo; ย้ำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เผากงเต๊ก รธน.2560 ส่วน &amp;ldquo;ศอปส.&amp;rdquo; ส่งหนังสือให้ &amp;ldquo;ชวน&amp;rdquo; ลงดาบ &amp;ldquo;ไอ้โม่ง&amp;rdquo; ที่อยู่เบื้องหลังม็อบเด็ก &amp;ldquo;กำนัน&amp;rdquo; เริ่มขยับบอกอย่าก้าวล่วงสถาบัน &amp;ldquo;ครป.&amp;rdquo; เตรียมนัด 30 องค์กรหนุนเด็กจัดกิจกรรม &amp;ldquo;พุทธิพงษ์&amp;rdquo; แจงดำเนินคดีเว็บปูดข่าวมั่วแล้ว พร้อมจี้แพลตฟอร์มต่างประเทศต้องเดินเครื่อง&amp;nbsp; หากเมินเฉยมีโทษปรับหนักแน่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม ที่สัปปายะสภาสถาน หรือรัฐสภา ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุม 2 กลุ่มมาจัดกิจกรรม ประกอบด้วยคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ที่นำโดยนายอนุสรณ์ อุณโณ&amp;nbsp; อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์กลางประสานงาน นักศึกษา อาชีวะ ประชาชน ปกป้องสถาบันฯ (ศอปส.) นำโดยนายสุเมธ ตระกูลวุ่นหนู และ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตกรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โดยผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายต่างอยู่กันคนละมุมถนน โดย ครช.ปักหลักอยู่บริเวณทางเข้าออกหลักของรัฐสภา ถ.สามเสน ส่วน ศอปส.รวมตัวอยู่ฝั่งศูนย์ราชการฯ กทม. ถ.ทหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กลุ่ม ครช.เริ่มดำเนินกิจกรรมแสดงละครเงียบล้อการเมือง และมีตัวแทนแต่ละกลุ่มมาปราศรัยแสดงจุดยืนไม่แก้ไข แต่ต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เท่านั้น โดยนายอนุสรณ์อ่านแถลงการณ์ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างมาเพื่อผลประโยชน์ของบางกลุ่ม และสร้างเงื่อนไขอย่างแน่นหนาในการแก้ไข จึงจำเป็นต้องทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นกลุ่มจึงขอยื่นหนังสือแก่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เพื่อให้ยื่นร่างพระราชบัญญัติประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และบรรจุในวาระการพิจารณาของสภาให้ออกเป็นกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมารับหนังสือและระบุว่า พรรคฝ่ายค้านมีความคิดไปในทิศทางเดียวกันกับทุกท่านที่มา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาเหนี่ยวรั้งการพัฒนาประเทศ โดยร่างรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไข พรรคฝ่ายค้านร่างและลงชื่อเรียบร้อยแล้ว พร้อมเสนอต่อรัฐสภาในวันจันทร์ที่ 17 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นกลุ่ม ครช.ทำกิจกรรมเผากงเต๊ก ส่งรัฐธรรมนูญกลับไปให้ท่านใช้เอง โดยเมื่อผู้ชุมนุมเผาพานรัฐธรรมนูญกระดาษเรียบร้อยก็ได้แยกย้ายเลิกทำกิจกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกลุ่ม ศอปส.เริ่มต้นชุมนุมบริเวณศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร (เกียกกาย) ถ.ทหาร จากนั้นได้เคลื่อนมายังบริเวณป้ายรถเมล์หน้ารัฐสภา ถ.สามเสน โดยนายสุเมธอ่านแถลงการณ์ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันต้องการความรู้รักสามัคคี แต่มีกลุ่มบุคคลเคลื่อนไหวนำสถาบันพระมหากษัตริย์มายุยงให้แตกแยก เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น กลุ่มนักเรียนอาชีวะและนักศึกษา ประชาชนที่มีใจรักสถาบันและแผ่นดินไทยเห็นว่าถึงเวลาที่จะรวมตัวกันประท้วงกลุ่มคนเหล่านั้น ที่ใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทำลายชาติ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ พวกเราจึงรวมตัวกันจัดตั้งศูนย์ ศอปส.ขึ้นเพื่อดำเนินการท้วงติงให้สติต่อกลุ่มเยาวชน พ่อแม่ ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่รัฐ ให้ตระหนักถึงภัยคุกคามของชาติ โดยกลุ่มจะใช้วิธีการต่อต้านโดยการเปิดเผยชื่อบุคคลที่ชังชาติ และดำเนินการกับกลุ่มที่หมิ่นสถาบันอย่างถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากมีกลุ่มจาบจ้วงสถาบัน พวกผมก็จะไปยืนดูอย่างสงบนิ่ง และสบตาทุกคนที่จาบจ้วง ผมจะล็อกเป้าทุกคน แต่ล็อกเป้ามาเจรจากัน&amp;rdquo; นายสุเมธกล่าว
จี้ลงดาบไอ้โม่งอยู่เบื้องหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายแทนคุณ จิตต์อิสระ คณะทำงานของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มารับหนังสือจากกลุ่ม ศอปส. โดยตัวแทนนักเรียนอาชีวะอ่านเนื้อหาในหนังสือที่ยื่นข้อเรียกร้องถึงประธานสภา ขอให้รัฐสภาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะกลุ่มได้ข้อสรุป 3 ข้อ คือ 1.มีกลุ่มการเมืองที่มีเจตนาไม่ดีต่อสถาบัน ซึ่งอยู่เบื้องหลังการชุมนุมและส่งชุดความคิดไม่ถูกต้อง 2.ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง&amp;nbsp; กลุ่มนักการเมืองพยายามสร้างวาทกรรมแบ่งแยกพรรคการเมืองออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือประชาธิปไตย อีกฝ่ายคือเผด็จการ การกระทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด และ 3.ปัจจุบันกลุ่มการเมืองใช้วาทกรรมแบ่งแยกประชาธิปไตยออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในนามกลุ่มพิจารณาแล้วว่า รัฐสภาซึ่งเป็นสถาบันด้านประชาธิปไตยที่มีหน้าที่ให้ความรู้ด้านประชาธิปไตยให้ถูกต้อง ต้องดำเนินการดังนี้ 1.ควบคุมการเมืองที่ปลุกปั่นอย่าให้ดำเนินการเช่นนี้อีก&amp;nbsp; และตรวจสอบจริยธรรมนักการเมืองเหล่านี้ พร้อมลงโทษตามความผิดรัฐธรรมนูญ และ 2.ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะแม้ผมเป็นเด็กรุ่นใหม่ก็ยอมรับไม่ได้ที่ใครจะมาจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเรา&amp;rdquo; ตัวแทนเยาวชนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายแทนคุณกล่าวหลังรับหนังสือว่า การมาครั้งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย กลุ่มผู้ชุมนุมใช้สันติวิธีจึงจะนำข้อเรียกร้องนี้เรียนต่อประธานสภาต่อไป และยินดีรับหนังสือจากกลุ่มผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม เพราะต้องการให้ใช้กลไกของรัฐสภาให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุม ศอปส.ได้ร้องเพลงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนแยกย้ายกันกลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศักดิ์ชัย ชาติพุดซา นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.นครราชสีมา กล่าวว่า อยากเรียกร้องกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวชุมนุม โดยเฉพาะเรื่องการจาบจ้วงสถาบันอยากให้หยุด การที่ท่านจะเรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญหรือเรื่องอะไรก็ตามจากรัฐบาลก็เรียกร้องไปตามสิทธิของท่าน แต่ขอย้ำว่าให้อยู่ในกรอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ระบุว่า ในวันศุกร์ที่&amp;nbsp; 14 ส.ค. เวลา 13.00-16.30 น. ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ครป.จะเชิญเครือข่ายภาคประชาชนและ 30 องค์กรประชาธิปไตยมาระดมความคิดเห็น และทางออกเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยในสถานการณ์วิกฤติ โดยมีวาระสำคัญ 3 วาระ คือ 1.แสดงพลังสนับสนุนขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย 2.เรียกร้องรัฐบาลปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ยุติการติดตามข่มขู่คุกคามนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และ 3.นำเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ก่อนจะบานปลายกลายเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคมครั้งที่ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)&amp;nbsp; กล่าวถึงการชุมนุมของม็อบทั้ง 2 กลุ่มว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างในทางการเมืองเป็นเรื่องปกติที่มีมาโดยตลอด สิ่งหนึ่งที่จะเรียนคือการใช้โอกาสในการสื่อสารในส่วนของโซเชียลมีเดีย อยากจะให้ระมัดระวังเพราะบางข้อมูลเป็นข้อมูลที่บิดเบือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าความเห็นต่างเป็นสิ่งปกติในทางระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องระมัดระวัง การละเมิดสิทธิ์คนอื่นและสถาบันหลักของประเทศ ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ว่าใครก็คงจะยอมไม่ได้&amp;rdquo; นายพุทธิพงษ์กล่าว
เชื่อม็อบไม่ชนม็อบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความกังวลว่าทั้ง 2 ม็อบจะเผชิญหน้ากันหรือไม่ นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า คิดว่าเป็นไปได้น้อยเพราะทั้งสองฝั่งก็มีนักคิดของตัวเอง ทุกคนแสดงความเห็นต่างกันทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่ว่าการปะทะกันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย ในอดีตที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยการปะทะกันทำให้เกิดความเสียหายและสูญเสีย คิดว่าเราควรแสดงออกแบบคนรุ่นใหม่โดยใช้เหตุและผล ทั้งการใช้ผ่านโซเชียลมีเดียหรือแสดงออกผ่านทางการชุมนุม ซึ่งพยายามติดตามดูว่าถ้าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ไปละเมิดหรือก้าวล่วงสถาบันหลักก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าไปละเมิดยืนยันว่าดำเนินคดีแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ยังกล่าวถึงการดำเนินคดีในเว็บเพจต่างๆ ว่า ในเวลา 7 วันที่ผ่านมามีเว็บที่มีการบิดเบือนเข้ามาประมาณ 3 พันเรื่อง ส่งศาลไปแล้วกว่า 700 เรื่อง หากศาลมีคำสั่งออกมาเราจะดำเนินการไปยังแพลตฟอร์มต่างประเทศเพื่อให้ปิดหรือลบตามคำสั่งศาลภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการภายใน&amp;nbsp; 15 วัน เราจะดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มต่างประเทศนั้นๆ ซึ่งมีทั้งโทษอาญาและโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท นอกจากนี้ยังมีการปรับรายวันไม่เกิน 5 พันบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของ กปปส.ในอนาคตว่า เรื่องนี้อยู่ในความรู้สึกของทุกคน หากมีอะไรที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นก็คงมีคนออกมาเสมอ ไม่ว่าจะมาจากฝั่งไหน ตนเองเป็นคนหนึ่งที่เคยออกมาเคลื่อนไหว อยากเตือนไปถึงน้องๆ ว่าการออกมาชุมนุมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียคือเกิดการสูญเสียขึ้น หากจะทำอะไรต้องตัดสินใจให้ดีและอยู่ในกรอบกฎหมาย และหลังจากชุมนุมทุกครั้งจะมีการดำเนินคดีขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่ว่าจะผิดหรือถูกก็ต้องใช้เวลานานมากกว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอยากให้น้องๆ ทุกคนที่ออกมาได้ระมัดระวัง เพราะเสียเวลาและเสียโอกาส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.ชี้แจงกรณีสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ได้โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า มีเยาวชนแกนนำที่จะจัดกิจกรรมในจังหวัดพิษณุโลก หายตัวไปติดต่อไม่ได้ 3 คน และล่าสุดถูกอุ้มไปไว้ในค่าย ตชด.เพื่อให้งานในวันที่ 9 ส.ค.ล่ม ว่าจากการตรวจสอบไม่พบมีการดำเนินคดีหรือการควบคุมตัวผู้ใดตามที่โพสต์แต่อย่างใด ซึ่งขอฝากไปถึงกลุ่มผู้ชุมนุมโดยเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ออกมาจัดกิจกรรมสามารถกระทำได้ แต่ต้องกระทำภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด ส่วนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ นั้นก็ควรตรวจสอบข้อมูลก่อน เนื่องจากการเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และทำให้สังคมเกิดความสับสนและประชาชนตื่นตระหนกได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันยังคงมีการแสดงความคิดเห็นถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะความคิดเห็นของ
สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต่างคนต่างคิดแต่ยังไม่เคยได้พูดกัน ตอนนี้ยังไม่มีใครส่งอะไรมา ขอรอให้ตกผลึกก่อน ส่วนที่เคยบอกว่ารัฐบาลมีธงแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น รอให้นายกฯ เป็นผู้ควักธงออกมา ทั้งนี้รัฐบาลมีส่วนในการใช้รัฐธรรมนูญนี้ ตั้งแต่มีการประกาศใช้ก็มองเห็นจุดอ่อน ส่วนจะแก้อะไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แก้ รธน.ต้องใช้ทุกฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วรัฐบาลพร้อมเป็นเจ้าภาพ นายวิษณุกล่าวว่า ยังไม่ทราบจะไปถึงขนาดไหน แต่ทุกคนต้องเข้าใจว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องอาศัยเสียงของ ส.ส.และ ส.ว. และบางประเด็นต้องอาศัยเสียงของประชาชน ถ้าเข้าใจตรงนี้กันแล้วทุกอย่างก็จะเดินไป
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า ความเห็นต่างกันบ้างถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่สุดคงต้องใช้เสียงข้างมากว่าควรแก้ในประเด็นไหน วิธีการอย่างไร&amp;nbsp; ส่วนกำหนดเวลารัฐบาลเหลือกว่า 2 ปีจะทันหรือไม่นั้น เวลาก็มีอยู่เท่านี้ ฉะนั้นเรื่องเวลาก็ต้องบริหารกัน บางอย่างอาจทันสมัยนี้ บางอย่างอาจไม่ทัน แล้วแต่จังหวะ ฉะนั้นเวลามีค่า และอะไรที่เราเห็นตรงกันและสามารถทำได้ทันก็ต้องอาศัยความร่วมมือกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เหมือนขับรถออกจากบ้าน บางทีเกิดอุบัติเหตุโดยไม่รู้ตัวก็ได้ หรืออาจเรียบร้อยไม่มีอะไรก็ได้ ยิ่งตอนนี้มีการปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว ผมเชื่อว่าตอนนี้อารมณ์ของสังคมให้ความสำคัญเรื่องโควิด และหลังโควิดคือเรื่องเศรษฐกิจ ตอนนี้ทุกคนกลัวตกงาน เรื่องปากท้อง ถ้าเรื่องเศรษฐกิจไปได้ด้วยความเรียบร้อย พี่น้องประชาชนก็ต้องสนับสนุนให้รัฐบาลได้ทำงานต่อจนครบเทอม&amp;ldquo; นายสุวัจน์กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยได้ประชุมและประเมินสถานการณ์ การชุมนุมของประชาชนเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ากระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญจุดติดขึ้นมาแล้ว วันนี้มีการเถียงกันว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราหรือแบบมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และจะทำอย่างไรให้มีการแก้ไขโดยเร็วที่สุด พรรคเพื่อไทยขอ 3 อย่าที่รัฐบาลอย่ากระทำต่อประชาชน 1.อย่าไปข่มขู่ คุกคามนิสิต นักศึกษาประชาชน 2.อย่าดำเนินการเกินกรอบกฎหมาย อย่าแจ้งข้อหาหนักเกินกว่าความเป็นจริง และ 3.อย่าจัดม็อบชนม็อบ
&amp;ldquo;พรรคเพื่อไทยมองว่าวิกฤติการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง เสียงที่ประชาชนขับไล่รัฐบาลเป็นเสียงประชาชน ดังนั้นควรเปิดช่องทางให้ทุกฝ่ายร่วมกันค้นหาทางออกให้ประเทศชาติ&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว &amp;nbsp;
นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า เห็นด้วยสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นด้วยสำหรับการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมไม่ได้สร้างความเสียหายให้ประเทศ มีแต่ทำงานให้ประเทศด้วยความตั้งใจ ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันเหมือนรัฐบาลในอดีต ดังนั้นการชุมนุมขับไล่จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวโต้ว่า สงสัยว่าสติของนายธนกรยังดีอยู่หรือไม่ เพราะประเทศชาติเสียหายทุกวันนี้เพราะใคร ไปถามชาวบ้านเดินถนนดูก็รู้ นักเรียนนิสิตนักศึกษายังออกมาประท้วงทั่วประเทศเหมือนไฟลามทุ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74035</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม็อบเผชิญหน้า, ยุเด็กจาบจ้วง, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไร้เหตุรุนแรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200810/image_big_5f31534a9363d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2019 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2019 21:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวฮ่องกง 1.7 ล้านคนชุมนุมสันติลบภาพความรุนแรง ม็อบต่างแดนเผชิญหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชาวฮ่องกงมากกว่า 1,700,000 คนร่วมการเดินขบวนประท้วงอย่างสันติ มีเหตุผลและไม่ใช้ความรุนแรงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายสนามบินสัปดาห์ที่แล้วทำลายภาพลักษณ์และโดนจีนประณามว่าไม่ต่างก่อการร้าย ส่วนในยุโรป ม็อบหนุนจีนและหนุนฮ่องกงเผชิญหน้ากันในหลายเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประท้วงชุมนุมที่สวนสาธารณะวิกตอเรียบนเกาะฮ่องกง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานของรอยเตอร์และเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2562 กล่าวว่า การชุมนุมที่สวนสาธารณะวิกตอเรีย ในเขตคอสเวย์เบย์บนเกาะฮ่องกง ในวันนี้ กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เชิญชวนประชาชนออกมารวมตัวกันประกาศไว้ว่าจะเป็นการชุมนุมอย่างสันติ มีเหตุมีผลและไม่ใช้ความรุนแรง หลังจากการบุกยึดอาคารผู้โดยสารของสนามบินฮ่องกงเมื่อวันจันทร์และอังคารทำให้สนามบินต้องปิดทำการ กระทบเที่ยวบินยกเลิกเกือบ 1,000 เที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อคืนวันอังคารที่แล้วยังเกิดภาพความรุนแรงที่ผู้ประท้วงหัวรุนแรงกลุ่มเล็กๆ ทำร้ายร่างกายชาวจีน 1 คนและนักข่าวจีน 1 คน เพราะสงสัยว่าพวกเขาเป็นสายลับและผู้สนับสนุนรัฐบาลปักกิ่ง ผู้ประท้วงบางส่วนต้องกล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์มีชาวฮ่องกงนับล้านคนฝ่าอากาศร้อนและสายฝนออกมาประท้วง ซึ่งแสดงว่ามวลชนจำนวนมากยังสนับสนุนการต่อสู้เพื่อให้รัฐบาลฮ่องกงตอบสนองข้อเรียกร้องของพวกเขา กลุ่มแนวร่วมสิทธิพลเมืองซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมครั้งนี้กล่าวในเวลาต่อมาว่า การประท้วงครั้งนี้มีประชาชนมาเข้าร่วมมากกว่า 1.7 ล้านคน ทำให้เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่การประท้วงเริ่มต้นเมื่อ 3 เดือนก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ประท้วงเคยออกมารวมตัวกันเกิน 1 ล้านคนเมื่อเดือนกรกฎาคมและมิถุนายน เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้จีน การประท้วงได้บานปลายเป็นการขับไล่แคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดของเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และประณามการใช้ความรุนแรงของตำรวจ รวมถึงได้พัฒนาเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยและปกป้องเสรีภาพ ที่ได้รับประกันไว้ภายใต้หลัก &amp;quot;หนึ่งประเทศ สองระบบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปลดปล่อยฮ่องกง&amp;quot; และ &amp;quot;ประชาธิปไตย ณ บัดนี้&amp;quot; ข้อความของผู้ชุมนุมในขบวนเมื่อวันอาทิตย์ ที่ได้เคลื่อนออกจากสวนวิกตอเรียท่ามกลางสายฝน โดยผู้ชุมนุมมีตั้งแต่คนชรา คนวัยกลางคน หนุ่มสาว และครอบครัวที่พาเด็กเล็กมา คนหนึ่งเข้าห้ามปรามผู้ประท้วงหลายคนที่ต่อว่าตำรวจ &amp;quot;วันนี้เป็นการเดินขบวนอย่างสันติ อย่าตกหลุมพราง โลกกำลังมองดูพวกเรา&amp;quot; เสียงร้องเตือนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูสอนประวัติศาสตร์รายหนึ่งบอกว่า เมื่อเขายังเด็ก เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องเสรีภาพ แต่ลูกชายบอกกับเขาว่า หลังปี พ.ศ. 2590 แล้ว ลูกจะเป็นอย่างไร เมื่อข้อตกลงรับประกันเสรีภาพภายใต้หลักหนึ่งประเทศ สองระบบ นั้นครบกำหนด 50 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพสัญลักษณ์ต่อต้านการใช้ความรุนแรงของตำรวจที่ทำให้หญิงสาวคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่ตาข้างหนึ่งจากกระสุนถุงตะกั่วเมื่อสัปดาห์ก่อน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนแสดงให้เห็นว่าจีนใกล้หมดความอดทน โดยประณามผู้ประท้วงที่ใช้ความรุนแรงว่าไม่ต่างกับการก่อการร้าย สื่อกระบอกเสียงของจีนยังเผยแพร่ภาพการระดมกำลังตำรวจเพื่อทำการฝึกที่นครเซินเจิ้นติดชายแดนฮ่องกง นัยว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าจีนพร้อมเข้าแทรกแซง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ ครูฮ่องกงหลายพันคนเดินขบวนสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาว และยังมีผู้ชุมนุมอีกหลายพันคนเดินขบวนในเขตฮุงฮอมและโตกวาวัน แต่วันเดียวกันก็มีชาวฮ่องกงนับแสนคนออกมาแสดงพลังสนับสนุนรัฐบาล โดยผู้จัดอ้างว่ามีผู้เข้าร่วมถึง 476,000 คน แต่ตำรวจกล่าวว่ามีผู้ชุมนุมราว 108,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประท้วงฝ่ายหนุนจีนเผชิญหน้ากับฝ่ายหนุนประชาธิปไตยในฮ่องกง ที่เมืองซานตาโมนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐ เมื่อวันเสาร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายนอกฮ่องกง มีภาพการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมฝ่ายหนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงและฝ่ายหนุนจีนในหลายเมืองของหลายประเทศ เช่นที่แคนาดาเมื่อวันอาทิตย์ การชุมนุมของฝ่ายหนุนผู้ประท้วงฮ่องกงเผชิญหน้าการฝ่ายหนุนจีนในเมืองแวนคูเวอร์, โทรอนโต และแอลเบอร์ตา ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ ม็อบทั้งสองฝ่ายก็เผชิญหน้ากันที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส, กรุงลอนดอนของอังกฤษ และอีกหลายเมืองของสหรัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43707</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ชุมนุมสันติ, ประท้วงฮ่องกง, ม็อบเผชิญหน้า, ฮ่องกง, เรียกร้องประชาธิปไตย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190818/image_big_5d595b42e2140.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
