<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 07:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 07:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิด้าโพล&#039; เผยประชาชนเชื่อ &#039;ม็อบเยาวชนปลดแอก&#039; มีคนอยู่เบื้องหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 2564 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ม็อบเยาวชนปลดแอก 7 สิงหาคม&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 9 &amp;ndash; 11 สิงหาคม 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,318 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการชุมนุมของ ม็อบเยาวชนปลดแอก 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการมีผู้อยู่เบื้องหลังของ ม็อบเยาวชนปลดแอก 7 สิงหาคม พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.74 ระบุว่า มีผู้อยู่เบื้องหลัง ขณะที่ ร้อยละ 36.04 ระบุว่า ไม่มีผู้อยู่เบื้องหลัง และร้อยละ 12.22 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการชุมนุมของ ม็อบเยาวชนปลดแอก 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 26.18 &amp;nbsp; ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ เป็นการแสดงออกที่ทำได้ในการเรียกร้องสิทธิ และเป็นวิถีทางแบบประชาธิปไตย เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาล อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เพื่อประเทศจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า การชุมนุมควรใช้วิธีที่เหมาะสมให้ยึดหลักสันติวิธี และไม่เห็นด้วยที่จะใช้ความรุนแรง ร้อยละ 19.19 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ เป็นการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเล็งเห็นถึงปัญหาที่ประชาชนได้รับมากขึ้น เรียกร้องความยุติธรรม อยากเห็นบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยที่จะใช้ความรุนแรงในการชุมนุม ร้อยละ 16.77 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ วิธีการรุนแรงเกินไป ก่อให้เกิดความวุ่นวาย มีวิธีการอื่นที่ดีกว่าการชุมนุม ขณะที่บางส่วนระบุว่า จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด &amp;ndash; 19 ได้ และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นได้ ร้อยละ 35.43 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ ทำให้เกิดความวุ่นวาย บ้านเมืองไม่สงบสุข เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ดี ขณะที่บางส่วนระบุว่า อันตรายเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด &amp;ndash; 19 ยังรุนแรงอยู่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น และร้อยละ 2.43 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113308</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ม็อบเยาวชนปลดแอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118641d14aff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84186</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 23:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 23:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนละไม้คนละมือ ‘อัด อวัช’ขนน้ำเกลือเข้าช่วยม็อบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ ทำให้ประชาชนในม็อบหลายคนมีอาการแสบตา ล่าสุดนักแสดงหนุ่ม อัด-อวัช รัตนปิณฑะ ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ชุมนุมพร้อมทั้งนำน้ำเกลือไปให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหนุ่มอัด โพสต์ทวิตเตอร์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า &amp;ldquo;ตอนนี้แนวหน้ายังขาดของอะไรบ้างครับ? &amp;hellip;กำลังขนน้ำเกลือ 15 ขวดไปให้ครับ #ม็อบ17พฤศจิกา&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;พี่ๆบอกทีมแพทย์อาสาบอกว่าคนส่งของมาให้เยอะมาก ตอนนี้กำลังทยอยเก็บของกันเตรียมสำหรับครั้งต่อๆไป (ถ้าพวกเขายังทำร้ายประชาชน) ขอบคุณทุกคนมากๆที่ช่วยกันส่งมานะครับ ใครอยากsupport ทีมแพทย์อาสา ก็ติดตามได้ทาง @VolunteerMedTH ครับ lll&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม  ud_awat&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84186</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะราษฎร, น้ำเกลือ, ม็อบคณะราษฎร, ม็อบเยาวชนปลดแอก, สลายการชุมนุม, อัด อวัช, อัด-อวัช รัตนปิณฑะ, แก๊สน้ำตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb3f94787371.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ๊อด บัณฑิต&#039;ฝากบอกม็อบ&quot;ถ้าอยากได้ใจเขาก็อย่าย่ำยีหัวใจเขา&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้กำกับฝีมือดี อ๊อด-บัณฑิต ทองดี โพสต์ถึงบรรดาลูกหลานเหล่าม็อบเยาวชนปลดแอก ยอมรับและเข้าใจความคิดและแนวทางของการออกมาเรียกร้องและอยากเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่วอนขอหยุดให้ร้ายรัชกาลที่ 9
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การศึกอันใดถ้าไร้พันธมิตรก็มิอาจชนะศึก ลูกหลานเอ๊ย เราอาจต่างวัยต่างมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน แต่เราควรเข้าใจและใส่ใจความรู้สึกของกันและกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีคนๆหนึ่งที่ลุงรัก และเทิดทูนมากมากว่า 40ปี ซึ่งหนูอาจจะมองว่าลุงถูกล้างสมองหรืออะไรก็ตาม แต่ลุงเห็นมาตั้งแต่เด็ก รักตั้งแต่จำความได้ ถ้าเรามัวแต่กังขาสิ่งที่ท่านทำ ใครทำความดีอะไรก็สามารถถูกกังขาได้ทั้งนั้น หนูไม่รักเหมือนลุงก็ไม่เป็นไรลูก ลุงเข้าใจว่าหนูไม่อิน เพราะหนูโตมาตอนท่านทรงชรามากแล้ว&amp;nbsp; ลุงยอมรับและเข้าใจในความคิดพวกหนูนะ พวกหนูอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างซึ่งหนูมองว่ามันคือปัญหา ซึ่งแม้พวกลุงจะชินกับมันแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าคนรุ่นลุงจะไม่มองว่าเป็นปัญหา ถ้าพวกหนูอยากได้รับสิ่งที่อยากได้ หนูต้องมีแนวร่วมที่มากพอ หนูจะชนะได้ยังไงในเมื่อยังมีคนอีกครึ่งนึงของประเทศไม่เห็นไปในทิศทางเดียวกับหนู ถ้าอยากได้ใจเขาก็อย่าย่ำยีหัวใจพวกเขา ด้วยการด่า ให้ร้าย และพาดพิงถึงคนบนฟ้าที่พวกลุงรัก บอกเพื่อนบอกพี่น้อง คนข้างตัวคนที่เรารู้จัก กระซิบบอกพวกเขาว่า หยุดให้ร้ายรัชกาลที่๙ กันเถอะนะลูกนะ แล้วพวกหนูอาจจะได้ใจมวลชนเพิ่มขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81840</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักเรียนเลว, ผู้กำกับ, ม็อบเยาวชนปลดแอก, รัชกาลที่ 9, อ๊อด-บัณฑิต ทองดี, เยาวชนปลดแอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201026/image_big_5f969e0f0a1ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2020 20:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2020 20:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วี วิโอเลต&#039;ลั่นเยาวชนเขาตัวเปล่านะคะ ต้องทำขนาดนี้เลยหรือ! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักร้องสาว วี-วิโอเลต วอเทียร์ โพสต์ทวิตเตอร์หลังเกิดการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงกับกลุ่มเยาวชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การชุมนุมต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เพื่อประชาธิปไตย โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรงของกลุ่มเยาวชน ต้องไม่ถูกปฏิบัติจากคนที่ต้องปกป้องประชาชนแบบนี้ ต้องไม่ใช้ความรุนแรง กลุ่มเยาวชนเค้าตัวเปล่านะคะ ต้องทำขนาดนี้เลยหรอคะ #16ตุลาไปแยกปทุมวัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม violettewautier&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80786</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักเรียนเลว, ม็อบ16ตุลา, ม็อบเยาวชนปลดแอก, วี วิโอเลต, วี-วิโอเลต วอเทียร์, สลายการชุมนุม, สลายม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201016/image_big_5f899cee5a2f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 20:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีศักร&#039; วิพากษ์ &#039;ม็อบเด็กก้าวร้าว&#039; เคลื่อนไหวปฏิวัติวัฒนธรรมแบบฝ่ายเสรีประชาธิปไตยอเมริกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก สยามเทศะ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;เด็กก้าวร้าว : สัญญาณปฏิวัติวัฒนธรรม?&amp;quot; เขียนโดยศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร&amp;nbsp;วัลลิโภดม นักวิชาการชื่อดังด้านมานุษยวิทยาและโบราณคดี ซึ่งนำเสนอผ่านทางวารสารออนไลน์ &amp;quot;สยามเทศะ https://siamdesa.org&amp;quot; โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นนักวิชาการทางสังคม ไม่เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์จะเป็นอุปสรรคของความเป็นประชาธิปไตยตามแนวคิดวิวัฒนาการทางสังคม หากมองในทางตรงข้ามว่า สถาบันกษัตริย์ยังมีหน้าที่ในทางคุณูปการแก่สังคมที่มีอยู่ในสยามประเทศตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ลงมาช้านานแล้ว เพราะเป็นสถาบันที่จรรโลงทั้งสถาบันศาสนาและสถาบันครอบครัวและชุมชน อันเป็นสถาบันสากลในความเป็นมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านที่เป็นนักการเมืองใหม่ในสังคม เพื่อล้มล้างรัฐบาลในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตย์ทรงเป็นพระประมุข โดยการปลุกระดมให้มีเด็กนักเรียนออกมาเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้คือ การเคลื่อนไหวในลักษณะการปฏิวัติวัฒนธรรมที่มีมาแต่ยุคสงครามเย็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมก่อน พ.ศ.2500 ครั้งนั้น โลกแบ่งสังคมออกเป็นสองฝ่าย คือ &amp;#39;ฝ่ายที่มีการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยที่เป็นทุนนิยม&amp;#39; กับ ฝ่ายสังคมนิยมประชาธิไตย&amp;#39; ที่คนไทยเรียกว่า &amp;#39;คอมมิวนิสต์&amp;#39; เป็นสิ่งที่รัฐบาลและคนส่วนใหญ่ในประเทศมองว่าเป็นฝ่ายอธรรม ที่กำลังขยายตัวแผ่อำนาจเข้ามายึดครองบ้านเมือง เปลี่ยนแปลงการปกครอง ศาสนา ประเพณีวัฒนธรม และชีวิตวัฒนธรรมที่มีมาแต่เติมให้หมดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งนั้นข้าพเจ้าเป็นนักเรียน ข้าพเจ้าได้รับการอบรมบอกเล่าจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และผู้รู้ในสังคมว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นปลุกขึ้น สอนให้ผู้คนในสังคม โดยเฉพาะบรรดาเด็กนักเรียนที่เป็นเยาวชนเลิกเคารพพ่อแม่ว่าไม่ได้เป็นผู้มีพระคุณแต่อย่างใด เพราะการให้กำเนิดลูกเต้านั้นเป็นผลมาจากความสุขในทางเพศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ก็เป็นเพียงแต่ผู้รับจ้างสอนหนังสือเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังและนบนอบ เด็กและผู้ใหญ่ทัดเทียมกันหมด ส่วนเรื่องศาสนาก็เป็นเรื่องงมงายไม่จำเป็นต้องมีวัดและมีพระหรือนักบวชเพื่อสั่งสอนศาสนาและทำพิธีกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กนักเรียนการบอกล่าและอบรมให้เด็กและคนตามท้องถิ่นต่างๆ ในชนบทหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ดูได้ผลดีเพราะคนที่เป็นชาวบ้านพื้นถิ่นมองคอมมิวนิสต์เหมือนภูตผีปีศาจ กลายเป็นความเชื่อที่อยู่สืบมาจนกระทั่งราว พ.ศ.2509-2510 สมัยเมื่อข้าพเจ้าไปเก็บข้อมูลทางชาติวงศ์วรรณาในชุมชนหมู่บ้านที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อนำไปเขียนเป็นวิทยานิพนธ์ทางมานุษยวิทยาสังคมเสนอต่อมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเสีย เพราะตามบ้านเรือนของชาวบ้านมักมีรูปภาพของหัวกะโหลกผีและรูปภูตผีปีศาจ มีเขาแบบผีฝรั่ง เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายแบบคอมมิวนิสต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเชื่อดังกล่าวนี้มีผลถึงข้าพเจ้าที่เข้าไปศึกษาพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชนเพราะระยะแรกๆ ที่เข้าไปในฐานะคนแปลกหน้า ไมใช่คนในชุมชน ข้าพเจ้ามักถูกมองและสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ก็เป็นสายลับของทางราชการ เพราะชาวบ้านนอกจากไม่ชอบคอมมิวนิสต์แล้วยังไม่ชอบคนที่เป็นข้าราชการด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นบุคคลไม่น่าไว้ใจรวม 4-5 เดือน แต่เมื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมได้เป็นที่วางใจแล้ว ราว 6 เดือนต่อมา ชาวบ้านก็ยอมรับและมักเรียกข้าพเจ้าเป็นญาติพี่น้องเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในชุมชน แต่ในขณะที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษานานาชาติ เช่น มาเลเชีย ญี่ปุ่นและเวียดนามรวมอยู่ด้วย ข้าพเจ้าและนักศึกษาที่เป็นคนไทยมักถูกมองจากบรรดานักศึกษาจากประเทศอื่นว่ามาจากประเทศที่เป็นขี้ข้ารับใช้อเมริกันในการทำสงครามกับเวียดนาม มักถูกมองด้วยสายตาที่เย้ยหยัน เลยพยายามหาทางทำความเข้าใจว่าทำไมนักศึกษาต่างชาติเหล่านั้นไม่ชอบคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนได้บทเรียนจนหายโง่เมื่อพบปะสนิทสนมกับนักศึกษาเวียดนามใต้คนหนึ่ง และถามเขาว่าทำไมมีใจให้กับเวียดนามเหนือที่เป็นคอมมิวนิสต์ เขาบอกว่าเขาเป็นคนชาติเวียดนาม เช่นเดียวกันทั้งเหนือและใต้ แต่อเมริกันคือผู้รุกรานและใช้เมืองไทยเป็นฐานทัพ ส่งเครื่องบินและกำลังรบไปทำลายบ้านเมืองเขา คนเวียดนามผู้เป็นพี่น้องร่วมชาติภูมิล้มตายเป็นล้านๆคน บ้านเมืองพินาศวอดวายอย่างทนโท ไม่น่าจะต้องมาวุ่นวายกับการเป็นคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยที่ทั้งคนไทยและอเมริกันถือว่าเป็นความสำคัญ ข้าพเจ้าเห็นใจและเข้าใจในความรู้สึกของนักศึกษาคนนั้น และกลับทุเรศในความเป็นคนไทยที่บ้าบอกับลัทธิความเป็นคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้เรียนรู้วิชามานุษยวิทยาสังคมและมีโอกาสออกไปศึกษาความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนตามท้องถิ่นต่างๆ ข้าพเจ้าก็สามารถทำความเข้าใจได้ว่า ความเป็นระบอบการเมืองที่เรียกว่าประชาธิปไตยเป็นอุดมคติของทั้งสองค่ายแต่ต่างกันทางรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางค่ายคอมมิวนิสต์คือสังคมนิยมประชาธิปไตย ในขณะที่ทางค่ายประชาธิปไตยคือทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยที่เน้นเสรีภาพของปัจเจกบุคคลในการลงทุนทางเศรษฐกิจ ส่วนทางด้านคอมมิวนิสต์เน้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องของส่วนรวมหรือกลุ่มทางสังคมเป็นสำคัญ โดยใช้ฐานทางสังคมที่เรียกว่า คอมมูนเป็นเป้าหมายของการอยู่ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอมมูนเป็นโครงสร้างและองค์กรที่มีรกเหง้ามาจากชุมชนอันเป็นองค์สังคมธรรมชาติ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มอย่างมีโครงสร้างและระเบียบแบบแผนจึงจะมีชีวิตรอดร่วมกันได้ การเกิดของชุมชนตั้งอยู่บนฐานของการเข้ามารวมกันของครอบครัวและเครือญาติ (Family และ kinship) ซึ่งนับเนื่องเป็นสถาบันสากลของความเป็นมนุษย์เพราะมนุษย์ไมใช่สัตว์โลกที่เป็นเดรัจฉานที่ช่วยตัวเองได้และแยกตัวออกไปอยู่ตามสำพัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายครอบครัวและเครือญาติที่แตกต่งกันในทางสายเลือดและชาติพันธุ์มารวมกันเป็นชุมชนในพื้นที่ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดเดียวกัน และมีการเติบโตตั้งขึ้นจากชุมชนหมู่บ้าน (Village) มาเป็นเมือง นคร และรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีผู้นำผู้ปกครองและองค์กรทางรัฐศาสตร์และการบริหารทำหน้าที่ในการปกครอง ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากกษัตริย์ จนถึงประธานาธิบดีหรือผู้นำของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้นับเนื่องเป็นมิติทางสังคมที่มีอยู่ควบดูไปกับการสร้างวัฒนธรรม (Cultur) เพื่อชีวิตรอดร่วมกันที่มีศาสนาเป็นสถาบันสากล (Universal institution) ที่ขาดไม่ได้ในความเป็นมนุษย์ควบคู่ไปกับสถาบันทางสั่งคม อันได้แก่ ครอบครัวและชุมชนในยุคสงครามเย็นทั้งด้านทุนนิยมเสรีและสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ต่างก็ต้องมีการพัฒนาสังคม บ้านเมืองเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี โดยมีการสร้างแผนพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ เป็นฐานในการพัฒนาที่มีความแตกต่างกัน ทางฝ่ายทุนนิยมเสรีเน้นการพัฒนา หรืออีกนัยหนึ่งการเปลี่ยนแปลงในลักษณะปฏิรูปที่มีการวางแผนแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่หักโหม เพราะเกรงว่าคนในสังคมที่มีหลากหลายระดับจะปรับตัวไม่ได้เท่ากัน เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ทางค่ายคอมมิวสต์สร้างแผนพัฒนาแบบบังคับให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยอำนาจของรัฐ ในลักษณะที่เป็นการปฏิวัติ (Revolution)เพื่อให้ประสบผลสำเร็จโดยรวดเร็วทำให้ลักษณะการปกครองเป็นแบบเผด็จการ เกิดการฆ่าฟัน บรรดาเศรษฐี นายทุน ขุนนาง ข้าราชการและกษัตริย์ที่เคยมีมาแต่อดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิวิติดังกล่าวนี้มีลักษณะองค์รวมที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งสถาบันทางสังคม การเมืองเศรษฐกิจที่เรียกรวมๆ ว่าการปฏิวัติวัฒนธรรม หัวใจของการปฏิวัติดังกล่าวนี้อยู่ที่คนรุ่นใหม่ (Young generation) ลึกๆลงไปในสาเหตุของการปฏิวัติวัฒนธรรมดังกล่าวนี้ เนื่องมาจากความยากจน (Poverty) และความอดอยาก (Hunger) ผู้คนในระดับต่างๆ ทางสังคมได้รับจากการเอารัดเอาเปรียบจากบรรดาผู้มีอำนาจและนายทุนของบ้านเมืองในระบบการปกครองที่มีมาแต่เดิม จึงสรรหาวิธีการใหม่ๆ ที่เป็นการปฏิวัติล้มล้างลัทธินายทุน และระบบการปกครองที่มีมาแต่เดิมที่ไม่สามารถทำให้คนจนในระดับล่างอยู่ดีกินดีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นเพื่อสร้างสังคมใหม่ให้ได้ผลดี ก็ต้องสร้างพลังอำนาจใหม่ให้เกิดขึ้น คือจากคนรุ่นใหม่ โดยทำลายสิ่งที่เป็นสถาบันในความเป็นมนุษย์ เช่น สถาบันครอบครัว ชุมชน และการแต่งงาน ซึ่งนับเนื่องในมิติทางสังคม กับสถาบันทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งคือ ศาสนา&amp;nbsp;รวมทั้งความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นจากความมั่งคั่งและเป็นอารยธรรมที่มีมาแต่อดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สังคมมนุษย์ที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตที่กล่าวถึงในบทความนี้ก็คือ&amp;nbsp;อิสราเอลและจีนคอมมิวนิสต์อิสราเอล สร้างโรงเลี้ยงเด็กเป็นคอมมูนในนามของ คิบบุทซ์ เอง เด็กแยกออกจากพ่อแม่มาเลี้ยงให้การศึกษาอบรมให้กลายเป็นเด็กและคนของรัฐโดยไม่ต้องมีพ่อแม่ เช่นเดียวกันกับจีนคอมมิวนิสต์ สมัยเหมาเจอตุงเป็นผู้นำ จีนสร้างโรงเลี้ยงเด็กเพื่อเป็นกำลังของรัฐและภักดีต่อประธานเหมา อันเป็นผู้นำสูงสุดที่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมของบ้านเมืองในนามของ เรดการ์ด ที่เติบโตอย่างทำให้เยาวชนและองค์กรเยาวชนมีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของบ้านเมือง รวมทั้งก่อความรุนแรงไม่กรงกลัวต่อกฎหมาย ขนบประเพณีของบ้านเมือง เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลต้องจัดระเบียบบ้านเมืองใหม่ และสมัยต่อมาเมื่อเติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้นำก็ได้ปราบปรามลดอำนาจของพวกเยาวชนเรดการ์ดให้หมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การปลุกปั่นเด็กเยาวชนให้เป็นครื่องมือทางการเมืองตามที่กล่าวมานี้ก็หาได้หมดไปไม่ ดูเหมือนจะไปเกิดขึ้นที่กัมพูชายุคเขมรแดง สมัยพล พต เป็นผู้นำ การดำเนินงานของเด็กเยาวชนที่มีอำนาจ ได้ทำให้เกิดการฆ่ากันอย่างมโหฬาร (Killing Fild) นับล้านคนในสังคมกัมพูชาก่อนที่พล พตจะสิ้นอำนาจ ถึงแม้ในทุกวันนี้การใช้เด็กเยาวชนเป็นเครื่องมือเพื่อการปฏิวัติและกระทำการรุนแรงก็ยังหาได้หมดไปไม่ เพราะได้ยินมาว่า การเกิดความไม่สงบแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดภาคใต้ก็มีการใช้เด็กและผู้หญิงเป็นกำลังในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนมาในทุกวันนี้การปลุกปั่นเด็กและยาวชนเพื่อการปฏิวัติ โผล่ให้เห็นในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เริ่มด้วยการแสดงออกของเยาวชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิงในชั้นมัธยมออกมาด่าว่าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่ เช่นพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีพระคุณ เพราะเด็กเกิดมาอันเนื่องมาจากการเสพย์ต่อทางเพศ ส่วนครูบาอาจารย์ก็เป็นเพียงคนรับจ้างสอนหนังสือเพื่อเลี้ยงชีพ คนเหล่านี้ไม่
ทันโลก เป็นพวกเต่าล้านปีไดโนเสาร์อะไรทำนองนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สิ่งพี่ทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจก็คือ วิธีการใช้เด็กเยาวชนเป็นเครื่องมือในการปฏิวัตินั้นหาได้เป็นความคิดมาจากสังคมที่เป็นคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม เช่น จีน รัสเซีย และอิสราเอล ที่เลิกไปนานแล้ว เพราะตระหนักดีว่าการใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการปฏิวัตินั้นใช้ในยุคที่สังคมวิกฤตที่ต้องต่อสู้เท่านั้น เมื่อเข้าสู่ภาวะปกติแล้วทุกอย่างในความเป็นมนุษย์ก็กลับมา ดังเช่นที่อิสราเอลและจีนไม่มีใครปล่อยให้ลูกอยู่ในคิบบุทซ์ และโรงเลี้ยงเด็กอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเป็นสถาบันครอบครัวก็กลับมา เมื่อความคิดที่สอนให้เด็กอกตัญญกับพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หาได้มาจากฝ่ายสังคมนิยมแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นว่ามีที่มาจากสังคมเสรีประชาธิปไตยที่เป็นทุนนิยมสามานย์ เช่น อเมริกาอย่างแน่นอน เพราะมหาวิทยาลัยสำคัญๆ ในอเมริกาสอนให้บรรดานักศึกษาไทยที่จบการศึกษามาเป็นข้าราชการ ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;#39;ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุดที่มีการปกครองแบบประธานาธิบดีนั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เพราะมีสถาบันกษัตริย์เป็นอุปสรรคในขั้นตอนวิวัฒนาการของประชาธิปไตยแบบอเมริกัน&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นนักวิชาการทางสังคมที่ไม่ได้เรียนจบจากอเมริกา ไม่เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์จะเป็นอุปสรรคของความเป็นประชาธิปไตยตามแนวคิดวิวัฒนาการทางสังคม หากมองในทางตรงข้ามว่า สถาบันกษัตริย์ยังมีหน้าที่ในทางคุณูปการแก่สังคมที่มีอยู่ในสยามประเทศตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ลงมาช้านานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะเป็นสถาบันที่จรรโลงทั้งสถาบันศาสนา และสถาบันครอบครัวและชุมชน อันเป็นสถาบันสากลในความเป็นมนุษย์ โดยหน้าที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกปกครองดูแลพระสงฆ์และวัด อันเป็นศูนย์กลางสังคมของครอบครัวและชุมชน ดังเห็นได้แต่อดีตมาจนปัจจุบัน วัดและบ้านหรือชุมชนเป็นอันหนึ่งอันเดียว การสร้างวัดคือการสร้างชุมชน เช่นในยามที่มีผู้คนโยกย้ายเข้ามาจากภายนอกเข้ามาเป็นคนในแผ่นดินก็มี หรือเมื่อมีการทำศึกสงครามกับประเทศอื่นเมืองอื่น การกวาดต้อนผู้คนเข้ามาก็นำเอามาเป็นพลเมืองโดยพระมหากษัตริย์ก็ไม่ฆ่าตี หรือเอามารับใช้เป็นทาสแบบอย่างที่มีในบ้านอื่นเมืองอื่นในยุโรปหรืออเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะให้เข้ามาอยู่รวมกันในท้องถิ่นเป็นชุมชนด้วยการที่พระมหากษัตริย์ทรงกัลปนาที่ดินสร้างวัดแล้วกัลปนาผู้คนที่มาจากภายนอกให้เป็นข้าวัดตั้งบ้านเรือนและทำกันในที่ดินของวัด และดูแลรักษาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนและครอบครัว เพื่อคนจะได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนทางสังคม ที่กลายมาเป็นคนไทยตามท้องถิ่นในเวลาผ่านไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สังคมไทยอยู่กันอย่างนี้เป็นบ้านเป็นเมือง เป็นรัฐแต่ราวพุทรตวรรษที่ 18 ในดินแดนที่เรียกว่า สยามประเทศ โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู ร่วมกันกับชุมชนในศาสนาอื่นๆ ไม่มีความเดียดฉันท์ แม้ในปัจจุบันสังคมบนเมืองก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทุกแห่งทุกภาคของประเทศก็ยังคงเป็นสังคมที่มีบ้านและวัดอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตวัฒนธรรมที่ไม่ผิดแผกไปจากเดิม&amp;nbsp;โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นประเทศประชาธิปไตยแบบมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของสาธารณรัฐ เช่น อเมริกาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทุกวันนี้ทุกแห่งทุกภูมิภาคของประเทศก็อยู่กันอย่างเป็นชุมชนที่มีวัดเป็นศูนย์กลางที่มีมาแต่อดีตล้วนเป็นชุมชนที่ไม่ขาดแคลนในเรื่องอาหารการกิน เพราะเป็นชุมชนเกษตรกรแบบพอเพียงตามโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ข้าพเจ้าผ่านไปมาแทบทุกภูมิภาคก็แลไม่เห็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองเพื่อล้มล้างความเป็นมนุษย์ที่ต้องมีความกตัญญต่อแผ่นดินเกิด ต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และผู้มีบุญคุณต่อแผ่นดินอย่างที่มีอยู่ในภาพข่าวทางทีวีหรือจากทางสื่อต่างๆ ที่ทำให้ดูเหมือนเมืองไทยกำลังเดือดร้อนภายใต้การปกครองของทรราชกดขี่อะไรทำนองนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าก็แลเห็นความร่วมมือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนในชุมชนที่ถูกคุกคามโดยโรคระบาดร้ายโควิด 19 ที่ทำให้มีคนติดเชื้อและตายกันทั้งโลก เมืองไทยแต่อตีตจนปัจจุบันไม่มีใครอดอยาก ขาดแคลนอาหารการกิน ไม่มีทางที่จะเกิดความวุ่นวาย ฆ่าฟันกันอย่างประเทศอื่นๆ ในโลกที่มีการปฏิวัติทางสังคมเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ดังเช่นในสังคมคอมมิวนิสต์หรือเป็นแบบในสังคมกัมพูชา เขมรแดงสมัยพล พต ทั้งๆที่บ้านเมืองก็เป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์เช่นเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้ายังอดคิดไม่ได้ว่า การปฏิวัติ ฆ่าฟันกันอย่างเป็นสงครามภายใน เช่น กัมพูชาสมัยพล พตนั้น หาใช่มาจากความหิวโหยในเรื่องอาหารการกินและนำไปสู่ความโกรธ ความเกลียด ที่นำไปสู่การล้มล้างเผ่าพันธุ์ หากมาจากลัทธิการเมืองการปกครองที่มาจากความต้องการอำนาจ ความโลภละโมบในทางวัตถุที่ทำให้เกิดความโกรธ ความเกลียดและสุดท้ายก็ฆ่าฟันกันอย่างสิ้นความเป็นมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าก็มองโลกในทางที่ดีว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องของเด็กและเยาวชนก้าวร้าวด้วยความคิดที่ผิดความเป็นมนุษย์เป็นเพียงแค่ &amp;#39;แฟลชไลท์&amp;#39; วูบวาบอยู่พักหนึ่งเท่านั้น ที่มีที่มาจากการยุยงจากมหาอำนาจตะวันตกเสรีประชาธิปไตยที่ใกล้จะถูกทำลายโดยโควิด 19 สัตว์ตัวเล็กที่สุดในจักรวาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78183</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา, มูลนิธิเล็ก-ประไพ, ม็อบเยาวชนปลดแอก, ศรีศักร วัลลิโภดม, สยามเทศะ, เด็กก้าวร้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a77f613a8c99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2020 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2020 19:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ครูวีระ&#039;เหน็บ&#039;รมว.ศธ.&#039;ช่างฉลาดในวลีอันขลาดเขลาแต่ไม่ต้องลาออกเพราะทำตามเงื่อนไขนักเรียนแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ก.ย.63 - นายวีระ สุดสังข์ นักเขียนอิสระ อดีตครูสอนภาษาไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าผมเป็นนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจะกล่าวถึงกรณีนักเรียนชุมนุมระท้วง เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2563 อย่างเต็มภาคภูมิว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นักเรียนขาสั้นคอซองในยุคที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นนักเรียนที่มีความคิดความอ่านทางด้านสังคมและการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีในรัฐบาลชุดใดมาก่อน นี่คือ พืชผลแห่งคุณภาพที่เจริญงอกงามขึ้นในสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมแห่งการสื่อสาร สังคมแห่งความสับสน สังคมที่ยังไม่มีจุดหมายปลายทางอันเด่นชัด พวกเขาเหล่านี้เป็นเยาวชนที่เปี่ยมด้วยจิตสำนึกและมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งพวกเขาและเราทุกคนเป็นเจ้าของประเทศนี้ หลักสูตรการศึกษาได้หล่อหลอมบ่มเพาะความเป็นมนุษย์ ผมในฐานะรัฐมนตรีก็เปิดโอกาสให้เยาวชนเหล่านี้ โดยเปิดประตูเสรีภาพการรวมพลังและแสดงออกทางความคิด ซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่ของเยาวชนรุ่นใหม่ ผมถือว่าเป็นความสำเร็จในฐานะเจ้ากระทรวงผู้บริหารการศึกษาและบริหารทรัพยากรมนุษย์...&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ ! รัฐมนตรีกล่าวว่า &amp;quot;นักเรียนไล่ออก ถือว่าคุกคามรัฐมนตรี&amp;quot; มันช่างฉลาดและหลักแหลมในวลีอันขลาดเขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นานมาแล้ว หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬและแม้แต่พฤษภาอำมหิต ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้คร่ำหวอดทางสังคม การเมืองการปกครอง นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเคยกล่าวด้วยอารมณ์อันผิดหวังว่า &amp;quot;คนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษาสมัยนี้ (2535-2553) มันหมกมุ่น มัวเมาอยู่กับเกม แฟชั่น ละคร ภาพยนตร์และเซ็กบนจอโทรศัพท์มือถือ โดยไม่สนใจเหตุการณ์ทางสังคม การเมืองการปกครอง บางคนบางกลุ่มก็เอาแต่เรียน เรียน เพื่อจุดหมายของตนเองมากกว่าจุดหมายของสังคม บางคนบางกลุ่มเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับยาเสพติด...ฯลฯ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และบัดนี้ นักเรียน นักศึกษาได้เงยหน้าขึ้นมาจากจอมือถือกันแล้ว และนำความรู้ ความคิดจากจอมือถือมากดดันผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำทางสังคม &amp;quot;กรุณาอย่าด่า อย่าใส่ร้ายและอย่าทำร้ายเด็กก็แล้วกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเรียกร้องของเด็ก 1.หยุดคุกคามนักเรียน 2.ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง 3.ปฏิรูปการศึกษา เป็นข้อเรียกร้องที่บริสุทธิ์มาก มันไม่เสียหาย ไม่เสียหน้า ถ้าจะรับปากว่า &amp;quot;จะหยุดคุกคามเด็กด้วยถ้อยคำและด้วยการใช้กำลังหรือวิธีการอื่นๆ เรารักเด็กอยู่แล้ว เด็กก็เหมือนลูกของเรา เราจะไปคุกคามทำไม? เรื่องยกเลิกกฎระเบียบก็ต้องยกมาพิจารณากัน ถามกลับสิว่า นักเรียนอยากให้ยกเลิกกฎระเบียบอะไรบ้าง ระเบียบการแต่งกาย ไว้ทรงผม โอเคเลย ยกเลิกทันทีก็ได้ ระเบียบอื่นๆมีอะไรอีกไหม? ถ้าบอกว่า ยกเลิกระเบียบบังคับการเข้าเรียน อันนี้ไม่ได้มันต้องมาถกเถียงกัน มาอธิบายกัน มันส่งผลดีผลเสียต่อประเทศชาติอย่างไร? เรื่องปฏิรูปการศึกษา ให้นักเรียนคัดตัวแทนมาเลย จะมีนักเรียนกี่คนก็แล้วแต่จะตกลงกัน เอาตัวแทนครูมาด้วย มาร่วมประชุมกับคณะวิชาการ คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา อยากให้ปฏิรูปอย่างไร? มีความเป็นไปได้แค่ไหน? เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปและวางแผน/โครงการต่างๆ(เหมือนนิยายเรื่อง นักเรียนปฏิวัติ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า &amp;quot;การชุมนุมของนักเรียนครั้งนี้มีใครอยู่เบื้องหลังไหม?&amp;quot; ตอบทันทีว่า &amp;quot;มี อย่างน้อยก็พ่อแม่นักเรียนสนับสนุนให้เงินค่ารถ ค่าขนมไปร่วมชุมนุม&amp;quot; และถามว่า &amp;quot;มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังไหม?&amp;quot; ตอบทันทีว่า &amp;quot;มี มีแล้วไง? กลัวอะไร? ดีเสียอีกที่พวกเขาคอยสนับสนุนการแสดงออกของนักเรียน ไม่ต้องกลัว เพราะเรามีวิธีการที่จะเอาชนะด้วยเหตุผล คนเรามันต้องแพ้ชนะกันด้วยเหตุผล เมื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียนครบทุกข้อแล้ว จะต้องกลัวอะไรอีก มีแต่จะถามว่า นักเรียนต้องการอะไรอีกไหม?&amp;quot; และรัฐมนตรีไม่ต้องลาออกเพราะได้ทำตามเงื่อนไขของนักเรียนทุกข้อแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือวิธีคิดและการตอบสนอง หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนนั้น ชื่อ วีระ สุดสังข์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76757</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนักเรียนเลว, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, ม็อบเยาวชนปลดแอก, วีระ สุดสังข์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200907/image_big_5f5626dbb15b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 07:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 07:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลดแอกจนพระยังเดือดร้อน! ต้องแจง พระตุ๊ด เณรแต๋ว ไม่ใช่เสรีภาพทางเพศ &#039;บัณเฑาะก์&#039;บวชไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.63- &amp;nbsp;พระครูปลัดกวีวัฒน์ธีรวิทย์ ฉนฺทวิชโช รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Teerawit Sukontavaranon &amp;nbsp;กรณีการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และมีการชูป้ายข้อความ &amp;quot;พระตุ๊ด เณรแต๋ว คือเสรีภาพทางเพศ ไม่ใช่เรื่องผิดบาป&amp;quot;ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เพื่อประชา- ธิปไตย ว่าไปเถิด
อย่าเตลิด ท้วงไป ในทุกสิ่ง
บางเรื่องนั้น ควรดูฐาน ตามความจริง
หาใช่สิ่ง ร้องเอา ตามต้องการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#พระพุทธศาสนา มีกฎหมายแม่บทที่เรียกว่า &amp;ldquo;#พระวินัย&amp;rdquo; ซึ่งพระสงฆ์ทุกยุคทุกสมัยไม่เคยฉีก และมีการปฏิบัติเท่าเทียมกัน (#ศีลสามัญญตา) ไม่ได้แบ่งว่าพระบวชก่อน พระบวชหลัง ต้องละเว้นการปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่เรียกร้องตามภาพที่ปรากฏนี้ เข้าใจว่าคงเป็นกระแสจากการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ที่เรียกว่าตุ๊ด แต๋ว เมื่อบวชมาสังคมก็ให้ชื่อว่า พระตุ๊ด เณรแต๋ว ซึ่งโดยพฤตินัยแล้วยังมีให้เห็นคณะสงฆ์หาได้จำกัดสิทธิในการบวช คณะสงฆ์จำกัดสิทธิของการบวขในเพศสภาพตามพระวินัยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในส่วนที่มีการตำหนิก็คือกลุ่ม #พระตุ๊ด #เณรแต๋ว ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับความเป็นสมณะ สร้างความเสื่อมศรัทธาให้พุทธศาสนิกชน แต่ในส่วนที่บวชเข้ามาแล้วมีศีลาจารวัตรที่เรียบร้อย ก็ไม่มีใครจะตำหนิท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการเป็นตุ๊ด เป็นแต๋ว แล้วเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ไม่ได้เป็นความผิดบาปแต่อย่างใด แต่การเข้ามาบวชแล้วประพฤติตนไม่เคารพพระธรรมวินัยต่างหาก ซึ่งจะเป็นความผิดและบาป โดยไม่เกี่ยวว่าจะเป็นพระตุ๊ด เณรแต๋ว หรือไม่ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็คงต้องขอทำความเข้าใจในเงื่อนไขของของเพศสภาพตามพระวินัยที่ได้ห้ามไว้ซึ่งเรียกว่า &amp;ldquo;บัณเฑาะก์&amp;rdquo; สามารถสืบค้นได้ในพระไตรปิฏก เพื่อเป็นความรู้ของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#บัณเฑาะก์ ในพระวินัยปิฎกใช้คำนี้หมายถึงบุรุษที่พอใจมีเพศสัมพันธ์กับบุรุษโดยมีความรู้สึกตนเหมือนเป็นสตรี ในสมัยพุทธกาลได้มีกะเทยบวชเป็นภิกษุ แล้วไปชวนภิกษุสามเณรมีเพศสัมพันธ์ แต่ถูกภิกษุสามเณรเหล่านั้นขับไล่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภิกษุกะเทยจึงไปชวนพวกคนเลี้ยงช้างและคนเลี้ยงม้ามีเพศสัมพันธ์ด้วย เมื่อคนเลี้ยงช้างคนเลี้ยงม้าเหล่านั้นมีเพศสัมพันธ์กับภิกษุกะเทยแล้วก็ไปโพนทะนาว่า ภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ถ้าไม่ใช่กะเทย ก็เคยมีเพศสัมพันธ์กับกะเทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภิกษุได้ยินจึงนำเรื่องกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงรับสั่งมิให้อุปสมบทกะเทยอีก กะเทยที่อุปสมบทแล้วก็ให้สึกเสีย กะเทยจึงเป็นบุคคลจำพวกแรกในบุคคล 11 จำพวกที่ไม่ทรงอนุญาตให้อุปสมบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีคัมภีร์สมันตปาสาทิกาซึ่งแต่งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 10 ได้ตีความกะเทยใหม่ โดยจำแนกกะเทยไว้ 5 ประเภท ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#อาสิตตบัณเฑาะก์ หมายถึง กะเทยที่ใช้ปากอมองคชาตของผู้ชายเพื่อสำเร็จความใคร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#อุสุยยบัณเฑาะก์ หมายถึง กะเทยที่ดูการมีเพศสัมพันธ์ของบุคคลอื่นเพื่อสำเร็จความใคร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#โอปักกมิยบัณเฑาะก์ หมายถึง ขันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ปักขบัณเฑาะก์ หมายถึง คนที่เป็นกะเทยเฉพาะข้างแรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#นปุงสกบัณเฑาะก์ หมายถึง คนที่ไม่มีเพศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมันตปาสาทิการะบุว่าเฉพาะกะเทยสองประเภทแรกที่บวชได้ 3 ประเภทหลังห้ามบวช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นสิทธิแห่งการบวชที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย หาได้ห้ามผู้ที่มีสิทธิ ไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง แต่การเรียกร้องใดที่ขัดต่อพุทธานุญาตตามพระวินัยก็ไม่สามารถจะโอนอ่อนผ่อนไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#สรุปว่า ในโลกแห่งสังคมปัจจุบันทุกคนมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงออกได้อย่างชัดเจนโดยไม่จำกัดความหลากหลายทางเพศ แต่ในด้านศาสนานั้นค่อนข้างมีความละเอียดอ่อนบ้างอยู่พอสมควร ดังนั้นควรจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเชื่อมโยงความเชื่อ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความหลากหลายให้เป็นไปด้วยกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกันเมื่อพุทธศาสนาเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาประพฤติปฏิบัติตามความศรัทธาของตนแล้ว ตัวพระภิกษุสามเณรนั้นควรจะต้องยกระดับประคับประคองจิตใจให้ไม่ก้าวล่วงพระธรรมวินัยด้วยเช่นกัน จีวรคือสิ่งที่ย้ำเตือนให้ระมัดระวังในการประพฤติ เป็นเครื่องแบบ (uniform) ที่กระตุ้นความรู้สึกความเป็นพระที่ต้องข่มกลั้นจิตใจ ต้านทานต่อกระแสโลก กระแสความต้องการของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ล. ในที่สุดแล้วคุณค่าของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่เพศ ไม่ได้อยู่ที่เชื้อชาติ ศาสนา หรือชนชั้นใด ๆ แต่อยู่ที่ผู้ปฏิบัติตนนั้นสามารถมองเห็นคุณค่าของตน ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74763</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณเฑาะก์, พระครูปลัดกวีวัฒน์ธีรวิทย์, พระตุ๊ดเณรแต๋ว, ม็อบเยาวชนปลดแอก, เสรีภาพทางเพศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3b196b89376.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
