<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ศาลปค.สูงสุด ตอกฝาโลงคดี ค่าโง่โฮปเวลล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลปกครองสูงสุดตอกฝาโลงค่าโง่โฮปเวลล์ 2.5 หมื่นล้านบาท ยืนตามศาลชั้นต้นไม่รับคำร้อง ตีตกข้อต่อสู้ &amp;ldquo;คมนาคม-รฟท.&amp;rdquo; ทุกเม็ด โดยเฉพาะประเด็นเป็นต่างชาติฝ่าฝืนคำสั่งคณะปฏิวัติ ชี้ก่อนลงนามและลงนาม รวมทั้งตอนสู้ในอนุญาโตตุลาการกลับไม่สู้ มางัดใช้เมื่อสายไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. ศาลปกครองกลางได้นัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำ ที่ 107/2552, 2038/2551, 1379/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 366-368/2557 ระหว่างกระทรวงคมนาคม ที่ 1 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ 2 ผู้ร้อง กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้าน ในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่
โดยศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของกระทรวงคมนาคมและ รฟท. ที่ยื่นขอให้รื้อคดีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กระทรวงคมนาคมและ รฟท.ต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ทั้งสองหน่วยงานต้องคืนเงินค่าตอบแทนที่ที่โฮปเวลล์ชำระและใช้เงินในการก่อสร้างโครงการพร้อมดอกเบี้ย
ทั้งนี้ ศาลให้เหตุผลในประเด็นที่กระทรวงคมนาคมและ รฟท.อ้างว่าศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดคลาดเคลื่อนในประเด็นเกี่ยวกับเวลาในการเสนอข้อพิพาท และการกำหนดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนั้น เห็นว่าการกำหนดประเด็นแห่งคดีและปัญหาทั้งหลายที่ต้องวินิจฉัย ตลอดจนการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามที่อ้างนั้น ล้วนแต่เป็นการใช้ดุลยพินิจของศาลในการกำหนดประเด็นแห่งคดีและวินิจฉัยปัญหาตามรูปเรื่องข้อเท็จจริงแห่งคดี ข้ออ้างดังกล่าวจึงมีลักษณะโต้แย้งดุลยพินิจในการพิจารณาพิพากษาของศาล แม้จะแตกต่างไปจากความเห็นของผู้ร้องทั้งสอง แต่ก็ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด หรือทำให้การดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีกลายเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มีข้อบกพร่องสำคัญที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่อ้างว่าการที่ศาลปกครองสูงสุดไม่ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดีถือเป็นข้อบกพร่องสำคัญในการกระบวนการพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่ยุติธรรมนั้น เห็นว่า ที่กำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นโดยศาลปกครองสูงสุดไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดที่ให้ศาลปกครองสูงสุดต้องมีคำสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง แล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลปกครองชั้นต้นเพื่อให้พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ทุกกรณี แต่ให้เป็นดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุดตามที่เห็นว่ามีเหตุสมควรเท่านั้น จึงจะให้ส่งสำนวนคืนไปที่ศาลปกครองชั้นต้นเพื่อให้พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ เมื่อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.221-223/2562&amp;nbsp;ศาลเห็นว่า ก่อนศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษา ได้ดำเนินการในชั้นการแสวงหาข้อเท็จจริง โดยคู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงและชี้แจงโต้แย้งแล้ว คดีจึงมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาพิพากษาหรือชี้ขาดคดีต่อไปได้&amp;nbsp;จึงเป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดใช้ดุลยพินิจเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรส่งสำนวนคดีคืนไปยังศาลปกครองชั้นต้น ดังนั้นการที่ศาลปกครองสูงสุดไม่ส่งสำนวนคืนไปยังศาลปกครองชั้นต้นเพื่อให้พิจารณาประเด็นแห่งคดีใหม่ จึงไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่จะถือว่าเป็นข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนการพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเด็นที่อ้างว่า พบพยานหลักฐานใหม่ว่าบริษัท โฮปเวลล์ฯ ในขณะเข้าทำสัญญาเป็นการดำเนินการของบุคคลต่างด้าวที่ฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พ.ย.2515&amp;nbsp;เห็นว่า&amp;nbsp;ไม่ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสามารถของบริษัท โฮปเวลล์ฯ ตามหนังสือรับรองจดทะเบียนนิติบุคคลหรือการเข้าประกอบกิจการก่อนที่จะได้รับหนังสือรับรองจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าในขณะนั้น จะเป็นจริงดังที่อ้างหรือไม่ก็ตาม แต่โดยข้อเท็จจริงความสามารถของบริษัท โฮปเวลล์ฯ เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ตั้งแต่ขณะเข้าทำสัญญา&amp;nbsp;ซึ่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นเอกสารที่ทุกคนสามารถขอตรวจสอบจากราชการได้ และหนังสือดังกล่าวก็ต้องยื่นประกอบการลงนามในสัญญา&amp;nbsp;นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมฯ ได้บรรยายฟ้องว่า คณะกรรมการ รฟท.มีมติให้ รฟท.มีอำนาจลงนามในสัญญาร่วมกับกระทรวงคมนาคมและให้บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) มีอำนาจเข้าดำเนินการก่อสร้าง พัฒนาที่ดินของ รฟท.&amp;nbsp;ซึ่งบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นตามกฎหมายไทย กรณีดังกล่าวบ่งชี้ว่ากระทรวงคมนาคมทราบดีว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) มีบริษัทแม่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อโต้แย้งเรื่องความสามารถของบริษัท โฮปเวลล์ฯ ขณะเข้าสัญญา ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติ รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญาเป็นบุคคลที่อยู่ร่วมใน ครม. ย่อมต้องรู้ว่าบริษัท โฮปเวลล์ฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก ครม. อีกทั้งกระทรวงคมนาคมยอมรับในคำขอพิจารณาคดีใหม่ว่าบริษัท โฮปเวลล์ฯ ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายในบัญชี ค.ท้ายประกาศคณะปฏิวัติ และกรณีนิติบุคคลต่างด้าวจะประกอบกิจการตามที่ลงนามในสัญญาต้องขออนุญาตจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าก่อน จึงเป็นข้อบัญญัติกฎหมายที่กระทรวงคมนาคมปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่ได้&amp;nbsp;แต่ควรต้องตรวจสอบเรื่องความสามารถของคู่สัญญาก่อนลงนาม&amp;nbsp;อีกทั้งร่างสัญญาต้องผ่านการตรวจจากกรมอัยการขณะนั้นก่อนลงนาม การที่กระทรวงคมนาคมและ รฟท.ไม่ตรวจสอบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และไม่เคยยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นต่อสู้มาก่อนทั้งในชั้นเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการและในชั้นศาลปกครองเลย จึงเป็นความบกพร่องของกระทรวงคมนาคมและ รฟท.เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าทั้งสองไม่ทราบถึงความมีอยู่ของพยานหลักฐานนั้นในการพิจารณาคดีครั้งที่แล้วมาโดยมิใช่ความผิดของกระทรวงคมนาคมและ รฟท. ดังนั้นเอกสารที่ทั้งสองกล่าวอ้างจึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ที่จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่อ้างว่าศาลปกครองชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาหรือมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น เห็นว่า คำขอพิจารณาคดีใหม่เป็นคำฟ้องตามนัยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ซึ่งโดยกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าการยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ต้องยื่นศาลปกครองใด จึงต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไปว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองตามนัยข้อ 5 วรรคสอง แห่งระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2543 ดังนั้นคำขอพิจารณาคดีใหม่ในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองชั้นต้น
ทั้งนี้ หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยวันนี้ ต้องติดตามประเด็นมูลค่าความเสียหายในคดีค่าโง่โฮปเวลล์ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ 22 เม.ย.2562 ที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยให้ รฟท.จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้โฮปเวลล์ มูลค่ากว่า 11,800 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ภายใน 180 วัน หลังจากนั้นมีการประมวลมูลค่าความเสียหายจะอยู่ประมาณ 25,000 ล้านบาทว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการ รฟท. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ได้รับรายงานแล้ว อยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงคมนาคม และ รฟท. พิจารณาร่วมกันในเนื้อหาคำสั่งนี้อย่างถี่ถ้วนก่อน ว่าจะมีการดำเนินการไปในทิศทางใดต่อไป เพราะขณะนี้ถือว่า รฟท.ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72253</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อนลงนามและลงนาม, คมนาคม-รฟท, ค่าโง่โฮปเวลล์, ฝ่าฝืนคำสั่งคณะปฏิวัติ, ม่รับคำร้อง, ศาลปกครองสูงสุด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200722/image_big_5f18446f9a86a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
