<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศาลปกครอง&#039; ยกฟ้องคดีสมาคมสภาคนพิการฯ ขอให้จัดทำลิฟท์ในสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 กันยายน 2564 ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง คดีที่สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม./ผู้ถูกฟ้องคดี) ละเลยต่อหน้าที่กรณีไม่จัดทำลิฟต์สำหรับคนพิการและสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานีรถไฟฟ้าให้ครบถ้วนและเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ทั้ง 16 สถานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลฯ ว่า ภายในสถานีรถไฟฟ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ได้จัดให้มีการติดตั้งลิฟต์สำหรับคนพิการ ลิฟต์บันได และทางลาดสำหรับคนพิการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ที่มาใช้บริการรถไฟฟ้าในทุกสถานี โดยมีลิฟต์สำหรับคนพิการสถานีละ 4 ตัว ส่วนสถานีรถไฟฟ้าที่คร่อมบริเวณทางแยก ได้แก่ สถานีบางพลู สถานีแยกนนทบุรี 1 สถานีบางซ่อน รฟม. ได้ติดตั้งลิฟต์บันไดเพื่อให้สามารถขึ้นไปถึงชั้นออกบัตรโดยสารและชั้นชานชาลาเพิ่มเติม โดยลิฟต์บันไดดังกล่าวมีราวกั้นทุกด้านบริเวณช่วงลำตัวของคนพิการและที่ล้อเข็นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และมีป้ายสัญลักษณ์คนพิการที่มีสีขาว และพื้นป้ายสีน้ำเงินติดไว้ที่ช่องประตูด้านนอกลิฟต์และที่อุปกรณ์ลิฟต์บันได&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภายในอาคารสถานีรถไฟฟ้าได้จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ได้แก่ ช่องขายตั๋ว ห้องน้ำ ที่จอดรถสำหรับคนพิการ และมีพื้นผิวต่างสัมผัสสำหรับคนพิการทางการมองเห็นในบริเวณต่างๆ ในสถานีรถไฟฟ้า อีกทั้งได้จัดให้มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในรถไฟฟ้า ได้แก่ 1) พื้นที่สำหรับจอดรถเข็นคนพิการในรถไฟฟ้า จำนวน 2 จุด ต่อหนึ่งตู้โดยสาร ใกล้กับประตูรถไฟฟ้า โดยพื้นผิวของพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นผิวกันการลื่นไถล 2) ที่นั่งสำรองสำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และคนพิการ จำนวน 2 ที่นั่ง ต่อหนึ่งตู้โดยสาร ใกล้กับประตูรถไฟฟ้า 3) อุปกรณ์สำหรับยึดรถเข็นคนพิการ เป็นประเภทเข็มขัดนิรภัยและชุดล็อคขนาดมาตรฐานทั่วไป สามารถปลดออกได้ในกรณีฉุกเฉิน 4) ป้ายสัญลักษณ์คนพิการ บริเวณพื้นที่สำหรับจอดรถเข็นคนพิการ และ 5) ป้ายสัญลักษณ์คนพิการด้านนอกขบวนรถไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจึงรับฟังได้ว่า รฟม. ดำเนินการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการเพื่อให้คนพิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ภายในสถานีรถไฟฟ้า และขบวนรถไฟฟ้า ตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 และกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ หรือการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ พ.ศ. 2556 ตามควรแก่กรณี เพื่อเป็นการดำเนินการให้คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะในการใช้บริการรถไฟฟ้าอย่างเหมาะสมแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่อาจฟังได้ว่า รฟม. ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กรณีการจัดทำลิฟต์สำหรับคนพิการ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116058</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยกฟ้อง, ลิฟต์สำหรับคนพิการ, ศาลปกครองกลาง, สายสีม่วง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607a768225ccd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91039</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยกฟ้อง&#039;สมอล์ล บัณฑิต&#039; ไม่ผิด ม.112 ปมพูดเปรียบเทียบฝุ่นละอองใต้เท้า เป็นข้อความสามัญไม่ใช่ราชาศัพท์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค.64- ที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3049/2562 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้องนายจือเซง แซ่โค้ว หรือนามปากกา &amp;quot;สมอล์ล บัณฑิต อานียา&amp;quot; อายุ 80 ปี นักเขียนนิยาย แนวร่วมคนเสื้อแดง เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
&amp;nbsp;
โจทก์ฟ้องกรณีเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2558 ได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการหัวข้อ &amp;quot;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช?&amp;quot; จัดโดยขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 50 คน โดยจำเลยได้แสดงความคิดเห็นกล่าวถ้อยคำต่อผู้เข้าร่วมเสวนาตอนหนึ่งว่า คุณค่าแห่งความเป็นคน และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของคนไทยทั้งแผ่นดิน จะต้องสูงกว่าฝุ่นละอองที่ติดอยู่ที่ฝ่าเท้าของคนบางคน ทำให้ผู้ที่ได้ฟังเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นการละเมิด หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใส่ความในหลวงรัชกาลที่ 9 การกระทำของจำเลยทำให้พระองค์เสื่อมเสีย พระเกียรติ ทรงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในพระองค์ เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีนี้ เดิมถูกพิจารณาในศาลทหารตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้คดีความมั่นคงในส่วนของพลเรือนขึ้นศาลทหาร ต่อมามีการยกเลิกคำสั่งภายหลัง จึงมีการโอนย้ายมาพิจารณายังศาลอาญาซึ่งเป็นศาลพลเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้นายจือเซง จำเลย ซึ่งได้รับการประกันตัว ปัจจุบันมีโรคประจำตัวเป็นความดันสูง ภูมิแพ้ และเคยผ่าตัดมะเร็งในกระเพราะปัสสาวะ เดินทางมาศาล โดยมี น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา หรือแหวน พยาบาลอาสา แนวร่วมกลุ่มราษฎร เดินทางมาดูแล ขณะที่ภายในห้องพิจารณามีทีมทนายความ ผู้แทนสถานทูต และผู้ติดตามเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษานับสิบคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว พยานโจทก์เห็นว่าคำว่าฝุ่นละอองที่ติดอยู่ที่ฝ่าเท้า มาจากคำราชาศัพท์ว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ขณะที่ฝ่ายจำเลยเห็นว่าฝุ่นละอองเป็นคำทั่วไป มีความแตกต่างจากคำว่าฝ่าละออง และไม่ได้เอ่ยชื่อผู้ใด ซึ่งอาจตีความแตกต่างกัน การใช้คำพูดดูหมิ่นหรือไม่ต้องพิจารณาภาพรวม โอกาส สถานที่ เป็นการใส่ความยืนยันหรือไม่ หมายถึงบุคคลใดโดยเฉพาะหรือไม่ ข้อความที่จำเลยกล่าวไม่มีข้อความสื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นข้อความสามัญไม่ใช่ราชาศัพท์ ประกอบกับจำเลยเบิกความเป็นคนจีน คำว่าคุณค่าแห่งความเป็นคน จำเลยต้องการสื่อให้คุณค่าความเป็นคนสูงขึ้น คำว่าฝุ่นละอองมาจากหนังสือที่จำเลยอ่านใช้คำว่าใต้เท้า ไม่ได้หมายถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 พยานโจทก์มีหลักฐานสงสัยตามสมควรว่าหมายถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายจือเซง เปิดเผยความรู้สึกว่า ที่ผ่านมาตนทำเพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน เรื่องที่ถูกนำมาฟ้องเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 แล้ว เมื่อศาลยกฟ้องก็ถือว่าความยุติธรรมยังมีอยู่จริง ถ้าทางโจทก์มีการอุทธรณ์ตนก็คงจะด่ากลับ แต่หลังจากนี้ตนจะไม่ฟ้องกลับ ตนไม่ชอบเท้าความ ตามสำนวนจีนที่ว่า ถ้าขึ้นโรงขึ้นศาลกินขี้หมาดีกว่า.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91039</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;สมอล์ล บัณฑิต อานียา, จือเซง แซ่โค้ว, ฝุ่นละอองใต้เท้า, ม.112, ยกฟ้อง, ศาลอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600f9fd5467bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 12:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 12:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกฟ้อง&#039;ผู้กองหยอง-อดีตเมียเสี่ยร้านทอง&#039;จ้างวานฆ่าผัว จำคุก4จำเลยก๊วนรุมตี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค. 63 - ที่ห้องพิจารณา 908 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีจ้างวานฆ่าเสี่ยร้านทอง หมายเลขดำ อ.1869/2562 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง ร.ต.อ.ภาคภูมิ หรือผู้กองหยอง ทองแจ้ง อดีต รอง สวป.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี, น.ส.เพชรรัตน์ หรือเจ๊บิ๊ก ตั้งสิริเมธาพร อดีตภรรยานายอนุพันธ์ ทวีสิทธิศักดิ์, นายสุนทร หรือแต่ สุทธิบุตร, นายผจุน หรือวุ่น มีนิลดี, นายธวัชชัย หรือต๋อง เทียนสว่าง และนายวุฒิชัย หรือกอล์ฟ น้อยหรุ่น&amp;nbsp; ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานจ้างวานให้พยายามฆ่าผู้อื่นฯ, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้บาดเจ็บสาหัส และความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2562 ว่า เมื่อต้นเดือน เม.ย. 2562 - วันที่ 21 เม.ย.2562 ร.ต.อ.ภาคภูมิ และ น.ส.เพชรรัตน์ อดีตภรรยาของนายอนุพันธ์ ทวีสิทธิศักดิ์ เจ้าของร้านทองแสงเจริญ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ได้จ้างวานให้จำเลยอีก 3 คน ใช้อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มม.พร้อมกระสุนยิงนายอนุพันธ์ โดยมีเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนด้าน จำเลยจึงใช้ท่อนเหล็กแป๊บพันผ้าเทปสีดำ 3 ท่อน รุมตีที่ศีรษะและลำตัวนายอนุพันธ์ และนายชัชวาล ทราจารวัตร คนใกล้ชิด ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนหลบหนี เหตุเกิดบริเวณลานจอดรถ ห้างเทสโก้ โลตัส อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-6 มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยที่ 3-6 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคนร้ายจำนวน 4 คน ได้ดักทำร้ายนายอนุพันธ์ ผู้เสียหายที่บริเวณลานจอดรถห้างเทสโก้โลตัส ซึ่งนายสุนทร จำเลยที่ 3 ได้ใช้อาวุธปืนบังคับไม่ให้ลูกน้องของนายอนุพันธ์เข้าช่วยเหลือได้ จากนั้นจำเลยที่ 4-6 ได้นำท่อเหล็กรุมทำร้ายตีบริเวณลำตัวหลายครั้ง นานประมาณ10 นาที ทำให้นายอนุพันธ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมีสติครบถ้วนและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล จากผลการตรวจของแพทย์พบว่าบาดแผลผู้เสียหายบริเวณลำตัวและศีรษะไม่ถึงขั้นจะเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ ขณะที่ผู้เสียหายก็เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลาไม่ถึง 20 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 4-6 ไม่ได้เจตนาจะทำร้ายให้นายอนุพันธ์เสียชีวิต เพราะตอนใช้ท่อนเหล็กตีตามลำตัวร่างกายไม่ได้มุ่งตีที่บริเวณศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญ จึงเชื่อว่าคนร้ายต้องการจะใช้ท่อนเหล็กตีสั่งสอนเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธปืนจี้ลูกน้องของนายอนุพันธ์ เพื่อไม่ให้เข้าไปช่วยเหลือนั้น ก็ไม่ได้เจตนาจะยิงหรือฆ่าผู้อื่นทั้งที่มีโอกาสที่จะทำได้ พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าฯ&amp;nbsp; แต่การกระทำของจำเลยที่ 3-6 ยังคงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นให้บาดเจ็บสาหัสโดยมีอาวุธปืน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกว่า จำเลยที่ 4-6 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ข่มขืนใจผู้อื่นฯ หรือไม่ พยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยทั้งหมดได้ไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อจะมาก่อเหตุทำร้ายผู้เสียหาย และขณะนั่งรถมาด้วยกัน จำเลยที่ 4-6 รู้เห็นว่าจำเลยที่ 3 พกพาอาวุธปืนมาในกระเป๋าเสื้อ จึงถือว่าร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและร่วมกันพาอาวุธปืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาต้องวินิจฉัยประเด็นต่อไปว่า ร.ต.อ.ภาคภูมิ จำเลยที่ 1 และ น.ส.เพชรรัตน์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ้างวานหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 4-6 ให้การว่าได้รับคำสั่งจากนายทองแดง โดยการสนทนาผ่านแอพลิเคชั่นไลน์ ไม่รู้ชื่อ-นามสกุลจริง รู้เพียงผู้จ้างวานเป็นตำรวจ พยานหลักฐานไม่อาจเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องของนายทองแดงว่าเป็นจำเลยที่ 1 ได้ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นไม่มีพยานหลักฐานใดบ่งชี้ข้อเท็จจริงได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ้างวานและการทำร้ายร่างกาย เป็นเพียงการคาดการณ์ของโจทก์เองเท่านั้น จึงให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1-2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้บาดเจ็บสาหัสโดยมีอาวุธปืน, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ โดยจำเลยที่ 3-6 ให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 2 ปี 18 เดือน, จำเลยที่ 4 และ 6 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 4 ปี 20 เดือน นอกจากนี้ ให้จำเลยที่ 3-6 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย จำนวน 1.2 ล้านบาทเศษ ริบของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 1-2 แต่ให้ขังจำเลยที่ 1 ไว้ระหว่างอุทธรณ์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87545</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้กองหยอง, ยกฟ้อง, ศาลอาญา, เจ๊บิ๊ก, เสี่ยร้านทองราชบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201221/image_big_5fe0382518a12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลแพ่งยกฟ้องคดีวิสามัญ&#039;ชัยภูมิ ป่าแส&#039; ทบ.ไม่ต้องชดใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ต.ค. 63 - ที่ห้องพิจารณา 503 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ พ2591/2562 ที่นางนาปอย ป่าแส มารดาของนายชัยภูมิ ป่าแส เป็นโจทก์ฟ้องกองทัพบกเป็นจำเลย ให้ชดใช้ทางละเมิด กรณีเจ้าหน้าที่ทหาร สังกัดกองทัพบก ได้วิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ที่บริเวณ ด่านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ นางนาปอย ได้เดินทางมายังศาลแพ่ง พร้อม นายไมตรี จำเริญสุขสกุล ผู้ก่อตั้งกลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคมรักษ์ลาหู่ ผู้ดูแลนายชัยภูมิ, นายปรีดา นาคผิว ทนายความจากมูลนิธิ ผสานวัฒนธรรม และ ผู้เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายไมตรี เปิดเผยความรู้สึกก่อนขึ้นฟังคำพิพากษาว่า ที่ผ่านมา กลุ่มตนเองได้พยายามเรียกร้องขอความเป็นธรรมหลังนายชัยภูมิเสียชีวิตมาโดยตลอด เพราะทางครอบครัวอยากรู้ความจริง ว่าสาเหตุที่นายชัยภูมิ เสียชีวิตไปนั้นเกิดจากอะไร เนื่องจากที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระบุว่า สาเหตุที่นายชัยภูมิเสียชีวิตของนายชัยภูมิ มาจากเรื่องของยาเสพติด แต่ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลภาพ จากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ในจุดเกิดเหตุให้สาธารณชนรับทราบ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทางกลุ่มฯต้องต่อสู้ แม้ว่าการต่อสู้จะเป็นในด้านของการเรียกค่าเสียหายแต่นั่นก็เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ต้องการจริง ๆ คือ ความยุติธรรมต่อเด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นเด็กชนเผ่าและไม่มีสัญชาติไทย ทุกคนควรจะมองเขาคือมนุษย์คนหนึ่ง ประกอบกับเมื่อเขาเสียชีวิตไปแล้วผู้ที่กระทำกลับไม่ได้รับการลงโทษใดๆ และยังไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงจากทางเจ้าหน้าที่รัฐ เบื้องต้นยอมรับว่าที่ผ่านมามีความรู้สึกกลัวแต่การฟ้องร้องก็เป็นกระบวนการเดียวที่จะสามารถเรียกร้องความยุติธรรมให้กับนายชัยภูมิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายปรีดา กล่าวว่า คดีนี้ได้มีการฟ้องร้องกันที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่เพื่อพิสูจน์ว่าการเสียชีวิตของนายชัยภูมิ เกิดจากอะไรแต่ไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิดว่าใครเป็นฝ่ายผิด ซึ่งศาลก็ได้ระบุชัดว่าใครเป็นคนยิงนายชัยภูมิ ส่วนการฟ้องคดีแพ่งก็เป็นการใช้สิทธิ์ในฐานะญาติของผู้ตายมาฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะเจ้าหน้าที่ได้กระทำในหน้าที่ เมื่อกระทำในหน้าที่ก็เป็นอำนาจของประชาชนในการที่จะฟ้องร้อง ด้วยการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐในที่นี้ก็คือกองทัพบก ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และจะเป็นส่วนที่ทำให้ไปพิสูจน์ความจริงต่อว่าการกระทำในหน้าที่เกินกว่าเหตุ สมควรที่หน่วยงานรัฐจะต้องรับผิดชอบหรือไม่ ซึ่งทางหน่วยงานก็มีหน้าที่ที่จะต้องไปแก้ไขปรับปรุงในการพัฒนาบุคลากรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก และนี่ก็คือเป้าหมายที่ต้องการจะให้เกิดการปรับปรุงเพราะเหตุที่เกิดลักษณะนี้ก่อนหน้าคดีของนายชัยภูมิ ระยะเวลาห่างกันไม่นาน ก็เคยเกิดมาแล้วกับนายอะเบ แซ่หมู่ ชาวไทยภูเขาเผ่าลีซู ซึ่งคดีของนายอะเบ ทางศาลแพ่งก็ได้พิพากษาให้กองทัพบกชดใช้ค่าเสียหาย โดยทางกองทัพบก ก็ไม่ได้อุทธรณ์และปัจจุบันคดีก็ได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้ว กองทัพบกได้นำเงินมาวางไว้ที่ศาลแพ่งเพื่อที่จะโอนเงินให้กับแม่ของนายอะเบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้ว พยานโจทก์นำสืบในทำนองเดียวกัน นายชัยภูมิ ผู้ตายมีผลการเรียนดี เป็นนักกิจกรรมจิตอาสา เคยเป็นประธานนักเรียน ชอบช่วยเหลือครูและเพื่อน มีความกตัญญู ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนจำเลยไม่รู้จักผู้ตาย โดยทหารพยานจำเลยเบิกความขณะเกิดเหตุตรวจค้นรถ ผู้ตายไม่ยินยอมให้เปิดฝาหม้อไส้กรองอากาศ เมื่อเปิดพบยาบ้า 2,800 เม็ด ผู้ตายหลบหนี ใช้ระเบิดขว้าง ทหารจึงหยิบปืน M16 ยิงที่แขนซ้ายเพื่อหยุดการกระทำกับเจ้าหน้าที่ พยานจำเลยแจ้งพบบัญชีผู้ตายมีการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงเรื่องยาเสพติด บันทึกการโทรศัพท์เกี่ยวกับผู้ต้องหาคดียาเสพติด พยานจำเลยที่เป็นเพื่อนนักเรียนเชื่อว่าจำเลยน่าจะรู้เรื่องยาเสพติด ประจักษ์พยานไม่พบพิรุธสงสัย พลทหารยิงผู้ตายเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ จึงไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังพิพากษา โจทก์พร้อมญาติและเพื่อนที่เดินทางมาให้กำลังใจต่างรู้สึกเสียใจกับคำพิพากษา และต้องการที่จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81801</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพบก, ชัยภูมิ ป่าแส, ยกฟ้อง, ยาเสพติด, ศาลแพ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201026/image_big_5f964a2ea638a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยกคำฟ้อง &#039;สันธนะ&#039; หา &#039;จักรทิพย์&#039; ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ช่วย &#039;สุวัฒน์&#039; ขึ้น ผบ.ตร. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้อง คดีหมายเลขดำ อท.148/2563 ที่นายสันธนะ ประยูรรัตน์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นจำเลย (ฟ้องเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา) ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องโจทก์ระบุคดีนี้สืบเนื่องจากมีหลักฐานว่า เมื่อระหว่างปี 2544-2547 พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข สมัยดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล 7 ซึ่งมีเงินเดือนเพียง 30,000 บาทเศษ แต่มีเงินเข้าออกบัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวนกว่า 13 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้มานอกเหนือจากเงินเดือนปกติของข้าราชการตำรวจ โดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ จึงเป็นการร่ำรวยผิดปกติ ตาม ม. 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ได้เคยยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามเลขรับที่ 19822 ลงวันที่ 26 ก.ค. 2562 แล้ว ต่อมาวันที่ 27 ส.ค. 2563 โจทก์ได้ยื่นเอกสารต่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ในฐานะ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ต้องออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัยกับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทันที ต้องจัดเตรียมข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือก เสนอชื่อข้าราชการตำรวจเพื่อดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ แต่ได้บังอาจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ออกคำสั่งดังกล่าว และไม่นำหนังสือร้องคัดค้านของโจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเร่งด่วนที่สุด บรรจุเข้าในวาระประชุมของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ โดยช่วยเหลือและปกปิด ทำให้ที่ประชุมลงมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.สุวัฒน์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พฤติการณ์และการกระทำนี้ส่งผลกระทบและความเชื่อมั่นของประชาชน เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม กระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเหตุให้ราชการเสียหายเป็นการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจซึ่งไม่เหมาะสม โดยไม่คำนึงถึงความอาวุโสประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติประกอบตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์คำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเป็นผู้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มีหน้าที่ป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยและดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการทางวินัยกับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แต่จำเลยหาปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้นไม่ กลับกระทำการช่วยเหลือปกปิด ไม่นำเรื่องที่โจทก์ร้องคัดค้านเข้าวาระการประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งและเสนอชื่อ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และบรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยบังอาจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัย พล.ต.อ.สุวัฒน์ เพื่อช่วยเหลือให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยไม่ได้บรรยายให้ปรากฏว่า การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น จำเลยกระทำด้วยเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างไร อันเป็นองค์ประกอบความผิดประการหนึ่ง แม้ในฟ้องของโจทก์จะบรรยายต่อมาว่า ผลแห่งการกระทำของจําเลยทำให้โจทก์ไม่ได้รับความยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ เคยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่บิดเบือนแทรกแซงคดีของโจทก์มาโดยตลอด ก็เป็นเพียงการบรรยายให้เห็นพฤติการณ์ของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ เท่านั้นหาใช่เป็นการบรรยายให้เห็นถึงเจตนาพิเศษในการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่งอีกประการหนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นั้นเป็นบทบัญญัติที่ต้องการลงโทษเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน และเป็นความผิดต่อรัฐเท่านั้น หากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยตรง และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวหาได้เป็นการกระทำต่อโจทก์โดยตรง และก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์โดยตรงไม่ โจทก์ย่อมไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79538</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, ยกฟ้อง, ศาล, สันธนะ ประยูรรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181220/image_big_5c1b2de79eb8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้องคดี &#039;ธนาธร-อนาคตใหม่&#039; ฟ้อง กตต.เร่งรัดยุบพรรคมิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เม.ย.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำสั่ง/คำพิพากษาชั้นตรวจคำฟ้อง คดีหมายเลขดำ อท.185/2562 ที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเกรียงศักดิ์ ม่วงอ่อน ประธานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคดียุบพรรค อนค., นายนิยต ดำรงประภักดิ์, นายสุชาติ เพชรอาวุธ ทั้งสองเป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวน, พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต., นางสุกัญญา รัตนนาคินทร์, พล.ท.สมชาย ชัยวณิชยา, พ.ต.อ.ชนะชัย ลิ้มประเสริฐ ทั้งสามเป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัย, นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต., นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์, นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย, นายฉัตรชัย จันทร์พรายศรี, นายปกรณ์ มหรรณพ, นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ทั้งเจ็ดเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจำเลยที่ 1-14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 69 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 กรณีทำสำนวนคดียุบพรรค อนค.ไม่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอน มีลักษณะเร่งรัดคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2562 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 8 ก.ค. - 11 ธ.ค. 2562 คณะกรรมการ กกต.จำเลยที่ 8-14 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 1-3 ให้เป็นประธานกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เพื่อรวบรวมหลักฐานและแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ร้องกล่าวหานายธนาธร หัวหน้าพรรคและพรรค อนค.โจทก์ที่ 1-2 ว่ากระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองหรือไม่ โดยอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ให้พรรค อนค.โจทก์ที่ 2 กู้ยืมเงินจำนวน 191,200,000 บาท ซึ่งประธานและคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ จำเลยที่ 1-3 ทราบระเบียบแล้วแต่ไม่ได้กระทำให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอน กลับร่วมกันทำรายงานการไต่สวนพร้อมทั้งสรุปสำนวนการสืบสวนและไต่สวนเสนอจำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณาทั้งที่ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับโจทก์ทั้งสอง จึงถือได้ว่ายังไม่มีการไต่สวนตามกฎหมายและเป็นการละเว้นการกระทำอันมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เลขาธิการ กกต.จำเลยที่ 4 ก็ทราบดีอยู่แล้วว่ายังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการหรือสั่งการให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนดำเนินการแจ้งข้อกล่าวแก่โจทก์เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยจำเลยที่ 4 ส่งสำนวนการสืบสวนและไต่สวนให้จำเลยที่ 5-7 ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัย &amp;nbsp;อันเป็นการเร่งรัดคดีกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองต่อไป ส่วนจำเลยที่ 5-7 ก็มีมติเห็นควรส่งเรื่องให้ศาลที่มีเขตอำนาจดำเนินการต่อไปและส่งสำนวนการสืบสวนและไต่สวนให้จำเลยที่ 8-14 ซึ่งเป็นคณะกรรมการ กกต.พิจารณาโดยไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน โดยหากจำเลยที่ 5-7 เห็นว่าสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนยังไม่ถูกต้องก็มีอำนาจส่งเรื่องกลับไปให้เลขาธิการ กกต.จำเลยที่ 4 ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือมอบหมายให้จำเลยที่ 1-3 ดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคณะกรรมการ กกต.จำเลยที่ 8-14 ก็ทราบอยู่แล้วว่าสำนวนการสืบสวนและไต่สวนยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับร่วมกันลงมติให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองตามสำนวนการสืบสวนและไต่สวนดังกล่าว โดยมีมติเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค อนค.โจทก์ที่สอง มติของจำนวนที่ 8-14 จึงเป็นผลมาจากการร่วมกันกระทำโดยจงใจละเมิดต่อกฎหมาย &amp;nbsp;และเป็นการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองที่ถูกริดรอนสิทธิที่จะรับทราบข้อกล่าวหา, ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา, เสนอพยานหลักฐาน หรือต่อสู้คดีตามสิทธิในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างชั้นตรวจคำฟ้อง (พิจารณาคำฟ้องที่บรรยายข้อกฎหมาย-พฤติการณ์-เอกสารประกองฟ้อง) นั้น ศาลมีหนังสือลงวันที่ 6 ม.ค. 2563 ถึงสำนักงาน กกต. ให้มีหนังสือชี้แจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลเพื่อพิจารณาประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาเอกสารตามฟ้อง-ข้อเท็จจริงที่มีชี้แจง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เพื่อรวบรวมหลักฐานและแสวงหาข้อเท็จจริง กรณีมีผู้ร้องกล่าวหานายธนาธร อดีตหัวหน้าพรรค และพรรค อนค.เกี่ยวกับเงินกู้ยิม เป็นการแต่งตั้งไปตามอำนาจหน้าที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560, ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน การวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยได้ทำความเห็นเสนอ กกต.พิจารณาตามอำนาจหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการพิจารณาเรื่องที่จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค อนค. โจทก์ที่ 2 เริ่มวันที่ 26 พ.ย. 2562 ที่จำเลยที่ 8-14 มีมติในที่ประชุมว่า เพื่อให้การดำเนินการต่อกรณีที่กล่าวหาว่ามีกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้เลขาธิการ กกต. จำเลยที่ 4 ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของอำนาจหน้าที่ กกต.จำเลยที่ 8-14 กรณีดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วในคดีที่มีการยื่นคำร้องยุบพรรค โจทก์ที่ 2 ว่าชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพัน รัฐสภา, คณะรัฐมนตรี, ศาล, องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 มาตรา 211 การกระทำของจำเลยทั้ง 14 คน จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดี ผลคำสั่งคดีนี้คู่ความยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกภายใน 1 เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61846</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการการเลือกตั้ง, คดียุบพรรคอนาคตใหม่, ยกฟ้อง, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200116/image_big_5e2065641c46c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เสรีพิศุทธ์&#039;โล่ง! ศาลไม่รับฟ้องคดีหมิ่น&#039;สิระ&#039;ปมด่าส.ส.สวะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 63 &amp;ndash; ที่ห้องพิจารณา 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่ง/คำพิพากษาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำ อ.3078/2562 ที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 กรณีโจทก์ฟ้องกล่าวหา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ หมิ่นประมาทจากการให้สัมภาษณ์ทำนองว่าเป็น ส.ส.สวะ ซื้อเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลากลางวัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จำเลย ขณะปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. และประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่อาคารรัฐสภา ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ในฐานะ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ด้วยข้อความลักษณะเปรียบเทียบเป็นพืชที่ไร้ประโยชน์ และมีเนื้อหาที่สื่อความหมายกล่าวหาหรือใส่ความโจทก์ทำนองว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แจกเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสนับสนุนโจทก์ในการปลดจำเลยออกจากการเป็นประธาน กมธ. ที่มีเจตนามุ่งทำลายชื่อเสียงโจทก์และทำลายความน่าเชื่อถือโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.และ กมธ. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเป็นการพูดในลักษณะดูถูกดูแคลนโจทก์ ซึ่งทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็น ส.ส.ไร้ประโยชน์ โดยถ้อยคำนั้นล้วนเป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จะประชุมเพื่อเสนอปลดจำเลยออกจากการเป็นประธาน กมธ.ดังกล่าวนั้น เป็นการเสนอความเห็นต่อสื่อมวลชนในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์และจำเลยตามอำนาจหน้าที่ ข้อบังคับการประชุมสภาฯ และข้อบังคับการประชุมกรรมาธิการฯ ซึ่งโจทก์เป็น ส.ส.ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ไม่เคยทำหน้าที่ใดๆ ให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหตุเกิดที่อาคารรัฐสภา ถ.สามเสน แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ โจทก์และจำเลยไม่ได้เดินทางมาศาล เนื่องจากเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์-จำเลย เดินทางมารับฟังคำสั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้ว กรณีโจทก์ให้สัมภาษณ์ว่าจะปลดจำเลยสามารถทำได้ตามระเบียบ เป็นความขัดแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลย ผู้สื่อข่าวจึงไปถามจำเลย เป็นเรื่องปกติที่จำเลยจะไม่พอใจ จึงใช้ถ้อยคำรุนแรงไปบ้าง ก็เป็นเพียงคำไม่สุภาพเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ที่จำเลยกล่าวถึงการพูดกันด้วยเงิน การแจกกล้วย หรือคำว่าสวะนั้น เป็นการกล่าวถึงการทุจริตทั่วไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจงระบุชื่อโจทก์ ตามที่จำเลยรับรู้จากการดำรงตำแหน่งประธาน กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร และคำว่าแจกกล้วยไม่ใช่คำด่าที่คนทั่วไปใช้ด่ากัน ที่จำเลยให้สัมภาษณ์จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท คำฟ้องโจทก์ไม่มีมูลให้รับไว้พิจารณา พิพากษายกฟ้อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61433</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยกฟ้อง, ศาลอาญา, ส.ส.สวะ, สิระ, เสรีพิศุทธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e43a63e91d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
