<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;ยกเลิกมอบนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย. 64 - เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ชั้น 3 โรงแรมรามา การ์เดนส์ ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในเวลา 14.30 น. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน มีกำหนดการมามอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ ในงานดังกล่าว อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีข่าวนายสุพัฒนพงษ์ เชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เคสทองหล่อ และถึงแม้นายสุพัฒนพงษ์เองได้โพสต์เฟซบุ๊กโชว์ผลตรวจไร้เชื้อโควิด-19 แล้วก็ตาม แต่มีรายงานข่าวว่า นายสุพัฒนพงษ์ จะไม่เดินทางมามอบนโยบายในงานดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98352</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, ผู้ว่าราชการจังหวัด, ยกเลิก, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606a8154e9818.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 18:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเผยแพร่การยกเลิกประกาศคสช.ล็อตใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.62- ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562เรื่อง การยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บางฉบับที่หมดความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีประกาศและคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ รวมทั้งการส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ ซึ่งในขณะนี้การดำเนินการตามประกาศและคำสั่งบางฉบับได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่มุ่งหมายไว้แล้ว สมควรยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่หมดความจำเป็น เพื่อให้บทบัญญัติของกฎหมายมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเป็นการเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของกฎหมายทั้งระบบ เพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงและการปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่ำงถูกต้อง อันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา265ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒/๒๕๕๗ เรื่อง ขอความร่วมมือจาก สื่อสังคมออนไลน์ ลงวันที่ &amp;nbsp;๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ,ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๑/๒๕๕๗ เรื่อง ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๔/๒๕๕๗ เรื่อง ให้เรือนจำในสังกัดกรมราชทัณฑ์กระทรวงยุติธรรมปฏิบัติตามหมายของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ,ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40542</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., ประกาศราชกิจจา, ยกเลิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2019 17:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2019 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมยกเลิกคำสั่งคสช.โอนคดีที่อยู่ศาลทหาร ไปอยู่ในศาลพลเรือน ปลดล็อกคุมสื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย.62-รายงานข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แจ้งว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของ คสช. กำลังเร่งยกร่างคำสั่งหัวหน้า คสช. เพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช.ต่างๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยภายใน 1 &amp;ndash; 2 วันนี้ จะมีการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.เพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช.ทุกฉบับที่เกี่ยวกับการทำงานของสื่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิ ประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การห้ามเสนอข่าวสารที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง ความลับของหน่วยราชการ ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง ผู้ใดฝ่าฝืนให้ระงับการจำหน่าย จ่าย แจก หรือเผยแพร่สื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งการออกอากาศรายการดังกล่าวโดยทันที, ประกาศ คสช.ที่103 /2557 แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคสช.ฉบับที่ 97 /2557 โดยห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช.โดยเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ, คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่3/2558 (ข้อ5) ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด, คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 41/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานแจ้งอีกว่า นอกจากนี้ เร็วๆ นี้ จะมีการยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. โดยโอนคดีที่อยู่ศาลทหาร ไปอยู่ในศาลพลเรือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38291</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., คุมสื่อ, ยกเลิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180613/image_big_5b208ff79611b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2019 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2019 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดซะแล้ว คลังงดแจก1,500 เที่ยวเมืองรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย. 2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปีเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังปรับปรุงรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวอยู่ เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและมีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่สุด โดยในส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เบื้องต้นจะไม่เสนอให้ทำมาตรการแจกเงินให้คนละ 1,500 บาท จำนวน 10 ล้านคน เพื่อไปใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อีเพย์เมนต์ในเมืองรอง 55 จังหวัดแล้ว เพราะเมื่อศึกษาอย่างละเอียดแล้วพบว่าโครงการนี้อาจไม่คุ้มค่าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจะคงเหลือแต่มาตรการทางภาษี ได้แก่ การขยายมาตรการเปิดให้นำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ปีนี้ 15,000 บาทต่อคน และขยายระยะเวลาเปิดจุดให้บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในกรุงเทพฯและปริมณฑลให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปอีก 6 เดือน ถึงเดือนเม.ย.-ก.ย. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้ จะเน้นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเหมือนเดิม โดยจะพิจารณาการเติมเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถนำไปเงินไปใช้ดำรงชีพได้ พร้อมกับเน้นมาตรการการช่วยเหลือด้านการศึกษาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ ขณะเดียวกันจะมีการออกมาตรการทางภาษีช้อปช่วยชาติ เพื่อให้นำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้ออุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์กีฬา หนังสือมาลดหย่อนภาษีเงินได้ในปีนี้ได้เพิ่มด้วย&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากการะทรวงการคลัง ระบุว่า สาเหตุที่กระทรวงการคลังมีการยกเลิกการแจกเงิน 1,500 บาทให้ไปเที่ยวเมืองรอง เนื่องจากได้รับนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีการทบทวนใหม่ หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็นการส่งเสริมให้คนนำงบประมาณไปใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย รวมถึงยังไม่สบายใจที่มีกระแสข่าวหลุดมาก่อนที่จะนำเรื่องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา จึงสั่งให้ชะลอและหาทางปรับปรุงมาตรการใหม่ให้เหมาะสม หรือจนกว่าจะมีความจำเป็นกว่าเดิม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34572</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการแจกเงินให้คนละ 1500 บาท, ยกเลิก, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, เที่ยวเมืองรอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5a837d4dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2019 13:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2019 13:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพากร” ถอยไม่รีดภาษีดอกเบี้ยฝากที่ไม่ถึง 2 หมื่น/ปี  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย. 62 - นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์ เกี่ยวกับกรณีแนวทางการเก็บภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝาก ว่า สัปดาห์หน้ากรมสรรพากรจะออกประกาศการเว้นการเก็บภาษีดอกเบี้ยฝากออมทรัพย์ไม่เกิน 2 หมื่นบาทใหม่ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ฝากเงินส่วนใหญ่

โดยประกาศใหม่นี้ กรมสรรพากรจะใช้อำนาจให้ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทุกบัญชีมาให้กรมสรรรพากร เพื่อประมวลผลว่ามีผู้ใดมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากเกิน 2 หมื่นบาท ก็จะส่งข้อมูลกลับไปให้ธนาคารพาณิชย์ทำการหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 15% ให้กรมสรรพากร

ขณะที่ผู้ฝากเงินท่านใดประสงค์ไม่ต้องการให้ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากให้กรมสรรพากร ก็สามารถแจ้งกับทางธนาคารพาณิชย์ได้ แต่ทางธนาคารจะทำการหักดอกเบี้ยเงินฝากทั้งหมด แม้ว่าจะมีรายได้จากดอกเบี้ยไม่ถึง 2 หมื่นบาทให้กรมสรรพากร และหากผู้ฝากเงินเห็นว่าไม่มีภาระดอกเบี้ยเงินฝากต้องเสียภาษี ก็ให้มาขอยื่นคืนภาษีตอนสิ้นปีภาษีได้

&amp;quot;ในการหารือร่วมกันครั้งนี้ ธปท. ได้ชี้แจงว่า หากกรมสรรพากรมีฐานอำนาจที่สามารถสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลลูกค้าก็สามารถทำได้ ดังนั้นผู้ฝากเงินออมทรัพย์ 80 ล้านบัญชี ไม่ต้องทำอะไรเลย ให้อยู่เฉยๆ เหมือนเดิม ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝากหากรวมแล้วไม่เกิน 2 หมื่นบาท เพราะธนาคารพาณิชย์จะส่งข้อมูลมาให้กรมสรรพากรประมวลผลเอง&amp;quot; นายปิ่นสาย กล่าว

สำหรับการส่งข้อมูลบัญชีเงินฝากของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ให้กับกรมสรรพากร จะเริ่มดำเนินการในเดือน พ.ค. และ พ.ย. ของทุกปี เพื่อที่กรมสรรพากรจะได้ประมวลผลและส่งให้ธนาคารพาณิชย์เก็บภาษีดอกเบี้ยคนที่เกิน 2 หมื่นบาท ในเดือน มิ.ย. และ ธ.ค. ของทุกปี ซึ่งใน 80 ล้านบัญชี มีไม่ถึง 1% ที่มีภาระต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากที่เกิน 2 หมื่นบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34439</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก, ยกเลิก, สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5b9f6a40eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22867</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อล่ม! บอร์ดสลากฯ จ่อล้มแผนขายรวมชุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่อล่ม! บอร์ดสลากฯ จ่อล้มแผนขายรวมชุด อ้างกลัวเพิ่มปัญหา สร้างกระแสสลากชุดเกินราคาในตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ในฐานะโฆษกสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ ในวันที่ 28 พ.ย. 2561 จะมีการหารือเรื่องการการทำสลากรวมชุด แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะได้ข้อยุติหรือไม่ เนื่องจากในการประชุมคณะกรรมการสลากฯ หลายครั้งมีการนำเรื่องนี้ และมีการหารือกันตลอด แต่คณะกรรมการฯ ยังมีความกังวล เรื่องการออกสลากชุดจะกลายเป็นการเพิ่มปัญหาการรวมชุดสลากขายในตลาดมากขึ้นหรือไม่ เพราะปัจจุบันจะเห็นมีสลากรวมชุดขายกันอยู่แล้ว ซึ่งประเด็นที่ต้องพิจารณายังมีอีกมาก ทั้งจำนวนสลากที่จะออกแบบรวมชุดควรจะมีเท่าไรต่องวด วิธีการจำหน่าย กระจายสลากจะจัดสรรให้ใครอย่างไร เพราะเรื่องโควตาสลากก็ยังไม่มีความชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่อสลากรวมชุด จะเคาะภายในปีนี้เลยหรือไม่ ผมยังไม่กล้าสัญญา บอร์ดให้ความสำคัญเรื่องสลากชุดแต่ยังได้ข้อสรุปเพราะยังมีความกังวลว่าจะยิ่งไปเพิ่มปัญหาเรื่องขายสลากชุดเกินราคาเข้าไปอีก&amp;quot; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของยอดพิมพ์สลากยังคงไว้ที่ 90 ล้านฉบับต่องวด เนื่องจากเห็นว่าปัญหาเรื่องผู้ค้าสลากที่ไปรอต่อคิวซื้อสลากที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย เริ่มน้อยลง และผู้ค้ารายย่อยเริ่มได้สลากคนละ 10 เล่ม เพียงพอกับความต้องการขายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ สำนักงานสลากฯ เคยเสนอแนวคิดเรื่องการออกสลากรวมชุด 5 ใบ แบบแยกใบๆละ 80 บาท ปริมาณ 20-50 ล้านฉบับต่องวด ซึ่งเป็นการแบ่งส่วนจากโควตาปัจจุบันออกมาทำ โดยขายต้นทุนชุด 5 ใบ ที่ 352 บาท และขายปลีก 400 บาทให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรูปแบบการจำหน่ายสลากฯชุด จะเสนอให้เลือก 4 วิธี &amp;nbsp;1. ให้ผู้ค้าสลากฯเดิม เข้ามาจองซื้อผ่านระบบอินเตอร์เน็ตธนาคารกรุงไทยทั้งหมด 2.แบบผสมผสานให้ทั้งผู้ค้าสลากฯย่อยเดิม และมูลนิธิองค์กร ได้เข้าถึงสลากชุดพร้อมกัน 3.การเปิดให้มูลนิธิ องค์กร ได้เข้าถึงสลากรวมชุดอย่างเดียว ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปในแนวทางที่เหมาะสมได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22867</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ยกเลิก, สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, หวยชุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cecb7de53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 08:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดฉาก “กองทุนเอฟทีเอ” พาณิชย์โอดถูกตัดงบเกลี้ยง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปิดฉาก &amp;ldquo;กองทุนเอฟทีเอ&amp;rdquo; หลังถูกตัดงบประมาณปี 62 ไม่เหลือ แค่เหตุผลเบิกจ่ายล่าช้า &amp;ldquo;กรมการค้าต่างประเทศ&amp;rdquo; เผยจากนี้ไป จะไม่มีเงินช่วยเหลือเกษตรกร-ผู้ประกอบการปรับตัวให้พร้อมรับผลกระทบการเปิดเสรี ในขณะที่ไทยเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอกับหลายประเทศไม่หยุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณปี 62 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนต.ค.61-ก.ย.62 กรมฯ ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการกองทุนเพื่อการปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า หรือกองทุนเอฟทีเอ (กระทรวงพาณิชย์) ที่กรมฯ ได้ของบประมาณไป&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ล้านบาท เพราะสำนักงบประมาณได้ตัดงบส่วนนี้ไป โดยให้เหตุผลว่ามีการเบิกจ่ายล่าช้ากว่ากำหนด โดยไม่เข้าใจถึงภารกิจของกองทุนเอฟทีเอที่ต้องช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าให้สามารถปรับตัวได้ และบางโครงการจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการที่นานกว่าปกติ เนื่องจากการปรับตัว ไม่ใช่ทำได้แค่วันสองวัน หรือแค่ไม่กี่เดือน แต่ต้องใช้ระยะเวลาเป็นปี หรือต่อเนื่องหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลจากการตัดงบประมาณดังกล่าว ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 62 กรมฯ จะไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีของไทยกับประเทศต่างๆ ได้ ในขณะที่นโยบายของรัฐบาลพยายามเดิมหน้าจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ต่อไป จะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อีก ทั้งๆ ที่กองทุนเอฟทีเอ จัดตั้งโดยมติ ครม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ ดำเนินโครงการกองทุนเอฟทีเอมานานถึง 10 ปี ได้รับงบประมาณเริ่มต้นที่ 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีให้ปรับตัวรองรับผลกระทบได้ และให้สามารถอยู่รอดได้อย่างเข้มแข็งมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ ต้องเขียนโครงการเข้ามาว่าจะทำอะไร งบประมาณเท่าไร แล้วต้องศึกษาความเป็นไปได้ด้วย มีคณะกรรมการกองทุนฯ เป็นผู้พิจารณา ถ้าผ่านถึงจะอนุมัติงบให้ จากนั้นเป็นขั้นตอนของการให้ความช่วยเหลือ ต้องลงพื้นที่ไปช่วยปรับตัว ไปแนะนำ มีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการ ซึ่งการช่วยเหลือจะมีขั้นตอนทำงาน ตรงนี้เลยทำให้เกิดความล่าช้า เพราะกว่าโครงการจะจบ ไม่ใช่แค่ไม่กี่เดือน บางโครงการใช้เวลาเป็นปี ก็เลยจบโครงการได้ช้า เบิกเงินได้ช้า เพราะมันไม่ได้เหมือนการแจกเงิน ที่ให้แล้วจบเลย&amp;rdquo;นายอดุลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่กรมฯ ถูกตัดงบประมาณ และพอกระบวนการจัดทำงบประมาณจบ รัฐบาลได้เปิดช่องให้หน่วยงานต่างๆ ของบประมาณเพิ่มเติมได้ กรมฯ เลยเสนอของบกองทุนเอฟทีเอเข้าไปอีก 50 ล้านบาท แต่ก็ไปตกที่สำนักงบประมาณเช่นเคย ไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนแปรญัตติ ก็เลยไม่มีโอกาสได้ชี้แจง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกองทุนเอฟทีเอ กรมฯได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลงทุกปี จากเริ่มต้นที่ 100 ล้านบาท แต่ล่าสุดปี 61 เหลือเพียง 5 ล้านบาท ทำให้ไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งๆ ที่ ที่ผ่านมา กองทุนเอฟทีเอ ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจนสามารถปรับตัวรองรับผลกระทบ และทำธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งในกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหอม กระเทียม ส้ม ฯลฯ โดยผลงานที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ ในช่วงต้นปี 61 สภาหัถตศิลป์โลก ประกาศรับรองให้จังหวัดสกลนครเป็น &amp;ldquo;นครหัตถศิลป์โลกเจ้าแห่งครามธรรมชาติ&amp;rdquo; ถือเป็นจังหวัดแรกของไทย และเป็นหนึ่งในเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15741</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเอฟทีเอ, ยกเลิก, อดุลย์ โชตินิสากรณ์, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5aa00743a4866.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
