<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65557</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2020 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หม่อมเต่า&#039; ถอยยังไม่เสนอครม.ปรับเพิ่มเงินช่วยผู้ประกันตนเป็น 75% ส่วนผู้นำแรงงานความเห็นแตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หม่อมเต่า&amp;quot; ถอยยังไม่เสนอครม.ปรับเพิ่มช่วยเหลือผู้ประกันตนได้รับผลกระทบจากโควิดเป็น 75% นักวิชาการแนะให้ฟังมติบอร์ด-ผู้นำแรงงานความเห็นแตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.63 - นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เรียนถาม ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน ถึงกรณีที่จะนำเรื่องเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จาก 62% ของเงินเดือน (เพดานขั้นสูงสุด 15,000 บาท)เป็น 75% เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้หรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานบอกว่าคงต้องหารือกันภายในกระทรวงให้ได้ข้อสรุปเรียบร้อยก่อน ดังนั้นในสัปดาห์นี้จึงยังไม่นำเสนอ ครม. ที่สำคัญคือ ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือ การจ่ายเงินให้ผู้ประกันตนที่มาลงทะเบียนให้ครบก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ภายหลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด)มีมติไม่เห็นด้วยที่จะปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นเป็น 75% ซึ่งขัดแย้งกับการแถลงข่าวของ ม.ร.ว.จัตุมงคล ที่ต้องการให้มีการปรับเพิ่มเป็น 75% อย่างไรก็ตามล่าสุด ม.ร.ว.จัตุมงคล ยอมถอยที่จะไม่น้ำเรื่องเข้าสู่ ครม.เนื่องจากเมื่อพิจารณาตัวเลขที่จะช่วยเหลือผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นป็น 75% นั้น จะส่งผลกระทบต่อเงินกองทุนประกันการว่างงานเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อรุณี ศรีโต ผู้นำแรงงาน และกรรมการบอร์ดประกันสังคม กล่าวว่า ยังไม่แน่ใจว่า รมว.แรงงานจะยังเดินหน้าเสนอครม.หรือไม่ ซึ่งหากมีการชงเรื่องให้ครม.จริง ก็เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบเองเพราะบอร์ดก็ได้แสดงจุดยืนออกไปแล้วว่า ไม่เห็นด้วยเนื่องจากต้องคำนึงถึงผู้ประกันตนทั้ง 15 ล้านคนที่จ่ายเงินเข้ากองทุนประกันการว่างงาน ซึ่งในอนาคตหากพวกเขาตกงานก็ควรมีโอกาสได้ใช้เงินที่เขาจ่ายสมทบทุกเดือนด้วย หากเงินก้อนนี้หมดแล้วจะทำอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่มีใครไม่เห็นด้วยที่จะให้ลูกจ้างได้รับเงินช่วยเหลือมากขึ้น แต่ไม่ใช่เอางบของประกันสังคมไปทุ่มทั้งหมด เงินกองนี้มี 1.6 แสนล้านบาท ควรใช้เมื่อลูกจ้างตกงานหรือออกจากงานเพื่อประทังความเดือดร้อน 3-6 เดือน เราต้องคำนึงถึงผู้ประกันตนที่เขาจ่ายเงินกันทุกๆเดือนด้วย ถ้าอนาคตถ้าเขาตกงานก็ควรมีสิทธิใช้เงินนี้ จริงๆแล้วหากรัฐบาลต้องการจะช่วยเหลือลูกจ้างมาก 62% ก็น่าจะใช้งบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน&amp;rdquo;น.ส.อรุณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อรุณี กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือหากมีการเพิ่มเงินเช่วยเหลือเป็น 75% ต่อไปนายจ้างที่จะเลิกจ้างงานก็จะโอนภาระทั้งหมดมาให้ประกันสังคม ทั้งๆที่เขายังช่วยเหลือตัวเองได้ ที่สำคัญคือทำให้ลูกจ้างได้รับเงินชดเชยน้อยลงคือแทนที่จะได้ 75% ของเงินเดือน กลับจะมารับเพียง 75%ของเพดานเงินเดือน 15,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย และประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน กล่าวว่า เคยแสดงจุดยืนแล้วว่า ไม่เห็นด้วยหากจะมีการปรับเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนจากเหตุโควิด-19 เป็น 75% เพราะเรากลัวว่านายจ้างจะเลี่ยงกฎหมายคุ้มครองแรงงานและโอนภาระให้กับกองทุนประกันสังคม ซึ่งตอนนี้เงินของกองทุนประกันการว่างงานก็มีเงินปริ่มๆน้ำอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมยังไม่เห็นมีผู้ประกันตนมาร้องเรียนเลยว่า ได้รับเงินว่างงาน 62% นั้นน้อยไป แต่ถ้ารัฐบาลต้องการให้ได้มากขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดีแต่ควรเอางบประมาณของรัฐบาลจากภาษีมาจ่าย ไม่ใช่เอาเงินของประกันสังคม&amp;rdquo;นายมนัส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก รมว.แรงงานยังยืนยันที่จะนำข้อเสนอปรับเพิ่มเป็น 75% สู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี จะดำเนินการอย่างไร นายมนัสกล่าวว่า โดยมารยาทแล้วไม่เคยมีรัฐมนตรีที่ไม่ฟังมติบอร์ด ขณะที่บอร์ดเองก็ต้องฟังนโยบายจากรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้หากรัฐมนตรียังนำเรื่องส่งไปให้ ครม.พิจารณาก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก แต่ ครม.อาจจะไม่ผ่านก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.)กล่าวว่า คสรท.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกจ้างมาว่าเงินที่ได้รับจากกรณีว่างงานของสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ซึ่งจ่าย 62% มีปัญหาเพราะหากเป็นเหตุสุดวิสัยและต้องหยุดงาน นายจ้างจ่ายให้ 75% แต่ถ้ามารับเงินจาก สปส.ได้เพียง 62% ซึ่งต่ำกว่า ดังนั้นควรจ่ายให้ได้รับเท่ากับกฏหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นการจ่ายแค่ชั่วคราว ส่วนเรื่องเงินกองทุนว่างงานจะหมดหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง กรณีที่เกรงกันว่านายจ้างจะผลักภาระมาให้ สปส.นั้น หากไม่ใช่เหตุสุดวิสัยก็สามารถตรวจสอบกันได้ เราต้องเอาเหตุสุดวิสัยจริงๆ แต่ถ้านายจ้างใช้ช่องทางซิกแซกเป็นหน้าที่รัฐต้องเข้าไปตรวจดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราอยากพูดเรื่องของคนงานที่กำลังเดือดร้อนและไม่มีอันจะกินของลูกจ้าง เราต้องพยายามหาทางช่วยเหลือพวกเขา ขณะเดียวกันตอนนี้ผู้ประกันตนในมาตรา 33 ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงเพราะไม่ได้ลงไปดูในเนื้องาน จริงๆแล้วคนงานได้รับผลกระทบกันมากมาย มีทั้งการตัดโอที การได้รับเงินตามมาตรา 75 ทำให้พวกเขามีรายได้ลดลงมาก รัฐบาลควรช่วยเหลือเขาบ้าง เช่น เกลี่ยเงินที่กู้ตามพระราชกำหนดมาช่วยเหลือคนงานด้วย&amp;rdquo;นายชาลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายยงยุทธ แฉล้มวงศ์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า กองทุนประกันสังคมบริหารโดยระบบไตรภาคี ที่ประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนนายจ้าง ลูกจ้าง รวมถึงมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในงานประกันสังคม ให้ข้อมูลความเห็นในการตัดสินใจ และลงความเห็นเป็นมติของบอร์ด&amp;nbsp;แม้รมว.แรงงาน ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองที่มีสถานะดูแลกำกับหน่วยงาน ที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งใดที่รมว.แรงงานดำเนินการนอกเหนือจากมติของบอร์ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ &amp;nbsp;เพราะเป็นเรื่องของกติกา แยกอำนาจหน้าที่ระหว่างข้าราชการประจำและข้าราชการฝ่ายการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องไม่เช่นนั้น ฝ่ายการเมืองแทรกแซงในกองทุนต่างๆ&amp;rdquo;นายยงยุทธกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ กล่าวอีกว่า กองทุนประกันการว่างงาน 1.6 แสนล้านบาท มีเจตนาดูแลลูกจ้างที่ตกงาน ถูกเลิกจ้าง ไม่ใช่กลุ่มลูกจ้างที่ถูกปิดงานชั่วคราวจากเรื่องโควิด เนื่องจากทางการสั่งปิดสถานประกอบการชั่วคราวที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เช่นเดียวกับการช่วยเหลือคนกลุ่มอื่นๆ กรณีนายจ้างสั่งปิดงานชั่วคราวทั้งหมด หรือบางส่วนก็เป็นเรื่องที่นายจ้างต้องดูแล รับผิดชอบลูกจ้าง ตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 75&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65557</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กระทรวงแรงงาน, ชาลี ลอยสูง, บอร์ดประกันสังคม, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, มนัส โกศล, ยงยุทธ แฉล้มวงษ์, สำนักงานประกันสังคม, หม่อมเต่า, อรุณี ศรีโต, เยียวยาผู้ประกันตน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200420/image_big_5e9d4a0151312.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พายุเศรษฐกิจ  ในมรสุมโควิด-19  ว่างงานกี่ล้านคน?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp;หากให้เหมือนเดิม3-4ปีเป็นอย่างน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลายสัปดาห์หน้านี้ พฤหัสบดีที่ 30 เม.ย. จะครบกำหนดการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะตัดสินใจว่าจะขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงการใช้มาตรการต่างๆ เช่น การประกาศเคอร์ฟิวต่อไปหรือไม่ภายในวันอังคารที่ 28 เม.ย.นี้ ขณะที่ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ-ภาคธุรกิจหลาย sector ทั้งรายใหญ่-รายเล็ก เรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลงเพื่อให้ภาคธุรกิจกลับมา Re-start กิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้งโดยเร็ว เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องจนต้องเลิกกิจการ เลิกจ้างแรงงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ นักวิชาการที่เชี่ยวชาญคร่ำหวอดอยู่ในสายงานด้านแรงงาน-การวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจระดับโครงสร้าง ให้ข้อมูลทางวิชาการหลังมีการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะ ผลกระทบกับภาคแรงงาน ทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มต้นที่ ดร.ยงยุทธ ย้ำว่า วิกฤติครั้งนี้สร้างผลกระทบทำให้แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบกว่า 37 ล้านคนได้รับผลกระทบกันหมด แต่พวกกลุ่มแรงานในระบบประมาณ 15 ล้านคนจะมีเงินเดือน มีระบบของรัฐในการดูแลแล้วระดับหนึ่ง หากรัฐโดยกระทรวงแรงงานมีการออกมาตรการช่วยเหลือออกมาก็จะช่วยเหลือได้อีกทางหนึ่ง ส่วนแรงงานนอกระบบที่มีร่วม 22 ล้านคนจะเดือดร้อนกันถ้วนหน้า เพราะเป็นแรงงานที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น พวกลูกจ้างชั่วคราว คนที่ไม่อยู่ในประกันสังคม เพราะมาตรา 40 ของกฎหมายแรงงาน ทำให้แรงงานกว่า 2 ล้านคนถูกดึงเข้ามาอยู่ในแรงงานในระบบหมด ทำให้แรงงานนอกระบบร่วมกว่า 20 ล้านคนจะได้รับผลกระทบมาก และในกว่า 20 ล้านคนดังกล่าวพบว่า เกือบครึ่งหนึ่ง กว่า 10 ล้านคนอยู่ในภาคเกษตร เขาก็มีความคาดหวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือ รัฐบาลก็ต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้คลายความเดือดร้อนได้ โดยต้องแยกฐานข้อมูลออกมาให้แม่นยำว่าจะช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรได้ถูกคนจริงๆ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- มาตรการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ เช่น โครงการเราไม่ทิ้งกัน ที่ช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบหลายล้านคน และมีการขยายฐานออกไปอีก เป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ แก้ปัญหาคนที่ได้รับผลกระทบในภาคแรงงานที่ถูกจุดหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รูปแบบการช่วยเหลือ รัฐบาลมั่นใจในตัวเองมากเกินไปว่าจะมีข้อมูลที่สมบูรณ์พอที่จะทำในสิ่งที่เรียกว่า การหากลุ่มเป้าหมาย ที่ตรงกับข้อเท็จจริง แต่ที่จริงแล้วข้อมูลที่มีอยู่ไม่พร้อม เลยทำให้เกิดการคาดหวังมากเกินไปจากข้อมูลที่มีอยู่ สำหรับประเทศไทยวัฒนธรรมการทำงานของบ้านเราไม่เหมือนกับต่างประเทศ เพราะของบ้านเราเป็นวัฒนธรรมของคนทำงานหลายอาชีพ เพราะทำอาชีพเดียวไม่พอกิน เลยทำหลายอาชีพ โดยมีฐานของภาคเกษตรยังใหญ่อยู่ คือ แรงงานนอกระบบยังใหญ่อยู่มาก คิดเป็น 65-67 เปอร์เซ็นต์ ยังมากกว่าแรงงานในระบบอยู่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดังนั้น นโยบายรัฐบาลที่ทำออกมาก็ควรต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย การช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ 22 ล้านคนจึงต้องให้ความสำคัญมาก เพราะแรงงานในระบบ 15 ล้านคนเขายังพอช่วยตัวเองได้ ระบบต่างๆ ก็มีการวางไว้อยู่ โดยใน 22 ล้านคนดังกล่าว เกือบครึ่งหนึ่งคือเกษตรกร รวมถึงพวกที่อยู่ในสายอื่นๆ เช่น ทำ SME รัฐบาลต้องเข้ามาดูว่าจะช่วยเหลือพวกเขาทั้งหมดอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การช่วยเหลือในรอบนี้ถือว่ายังช้าไป เพราะไปเสียเวลากับฐานข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยเมื่อฐานข้อมูลไม่สมบูรณ์ก็ทำให้การช่วยเหลือต่างๆ ออกมาแล้ว ประชาชนที่ไม่ได้ก็เสียความรู้สึก น้อยอกน้อยใจ เกิดความรู้สึก ทำไมคนนั้นได้ แต่เขาไม่ได้ ก็เป็นเพราะข้อมูลที่รัฐมีอยู่ไม่เพียงพอในการไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่จะช่วยได้แม่นยำ ดังนั้นตรงนี้การให้เงินเยอะๆ แล้วทำให้คนมีความคาดหวัง ก็เลยทำให้ทุกคนก็อยากได้โดยที่เขาเองอาจไม่ได้ดูว่าตัวเขาเองควรจะได้หรือไม่ได้ หลายประเทศนโยบายที่เขาทำกันจะเริ่มจากการ &amp;quot;ให้น้อยแต่ให้แบบถ้วนหน้าไปก่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.ยงยุทธ-นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ มีความเห็นเรื่องการช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิด-19 ว่า ประเทศไทยเรามี 21 ล้านครัวเรือน การให้เงินช่วยเหลือประชาชนก็ควรให้ 21 ล้านครัวเรือนไปเลย เพียงแต่ต้องใช้เทคนิคตรวจสอบด้วย เช่น ครัวเรือนไหนพอมีฐานะ โดยใช้ฐานการเสียภาษี ก็จัดกลุ่มคนเหล่านี้แยกออกไปได้ แล้วก็ให้แต่ละครัวเรือนไปเลย โดยให้ไม่มาก คือ ให้ไปก่อนเลยครัวเรือนละ 3,000 บาท จากนั้นหากรัฐบาลจะเพิ่มให้เงินรอบสองค่อยไปแยกดูรายละเอียดจัดแต่ละกลุ่มประชากรออกมา โดยครั้งที่สองการให้ก็จะง่ายขึ้น เพราะรอบแรกมีการประเมินคัดกรองคนออกมา แต่เมื่อรัฐบาลไปให้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท โดยที่รายละเอียดของกลุ่มอาชีพในประเทศไทยมีร่วม 40-50 ประเภทธุรกิจ แล้วในนั้นยังมีแยกย่อยออกมาอีกได้ร่วมกว่า 400 อาชีพ ซึ่งรัฐบาลจะไปดูกว่า 400 อาชีพ ถามว่าจะไหวหรือ มันก็ไม่ไหว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผมถึงเห็นว่าวิธีการที่ช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ให้ได้ก่อน แล้วค่อยๆ ใช้วิธีการ Inclusion &amp;quot;เอาคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป โดยให้เขาสมัครใจ&amp;quot; ส่วนกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในทะเบียนก็ให้ใช้วิธีเก็บตก อย่างในต่างประเทศเขาก็มีตัวอย่างทำมาแล้ว คือ การใช้ &amp;quot;คูปอง&amp;quot; โดยประชาชนก็มา identify ตัวเองว่าเขาควรจะได้ แต่เขาไม่ได้เพราะติดขัด เช่น ไม่มีทะเบียนต่างๆ เช่น กลุ่ม minority กลุ่มชายขอบ คนเร่ร่อน แล้วก็รับคูปองไป ก็จะไม่มีใครอดตาย ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเสริมให้คนที่ตกสำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้รัฐบาลไปใช้วิธีกดปุ่มเลย แล้วจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ เพราะรายละเอียดมันเยอะมาก จากรอบแรกต่อไปพอจะทำรอบสอง แล้วไปใช้ AI มาทำ ก็อาจมีคนมาร้องเรียนอีก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..การให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวของรัฐบาล เป็นเรื่องการบริโภค เพื่อพยุงเครื่องยนต์การบริโภคเท่านั้นเอง ไม่ให้ประชาชนอยู่ด้วยความยากลำบากมาก อย่างที่รัฐบาลให้เดือนละ 5,000 บาท แต่ฐานของทีดีอาร์ไอที่เราทำ ต้องให้ 7,000 กว่าบาทถึงจะอยู่ได้ การให้เดือนละ 5,000 บาทถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานค่าครองชีพ แต่ที่ทำเพื่อให้เศรษฐกิจมันหมุนเวียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงานจากทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงภาพรวมผลกระทบกับภาคแรงงานจากวิกฤติรอบนี้ว่า ที่มีบางกลุ่มเคลมจำนวนการว่างงานออกมา เป็นแค่ระยะสั้นๆ เช่น ของหอการค้า ที่บอกจะมีแรงงานได้รับผลกระทบ 6 ล้านคน ในช่วง 3 เดือน คือมีนาคมถึงพฤษภาคม ที่ไม่มีการผ่อนผันให้ทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ เลย แต่หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก เลยเดือน พ.ค.ไปอาจขึ้นไปถึง 9 ล้านคน แต่จริงๆ ผมมองว่าก็คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะหากมีการผ่อนคลายแล้วสถานประกอบการต่างๆ เริ่มกลับมาประกอบการได้ บางส่วนก็อาจจะยังไม่เปิดทันที ที่ก็จะมี 2 ลักษณะ คือ หนึ่ง กลับมาเปิดใหม่ แต่จะไม่ใช้คนเท่าเดิมแล้ว เพราะได้โอกาสเมื่อกลับมาเปิดใหม่แล้วต้นทุนสูง ผู้ประกอบการดูแล้วรายได้คงไม่เข้ามาเหมือนเดิม ก็จะกลับมาจ้างแรงงานไม่เท่าเดิม ก็เลยเลิกจ้างแรงงานบางส่วน หรือบางแห่งก็ไม่เปิดเลย เพราะไม่ไหวเลยเลิกกิจการ โดยเฉพาะพวก SME ที่จะปิดตัวง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- หากนายกฯ ตัดสินใจขยายการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปอีก 1 เดือน จะมีผลกระทบตามมามากแค่ไหน?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธุรกิจหากไม่เปิดนานขนาดนั้น กลับมามันก็ไม่เหมือนเดิม เพราะกรณีของวิกฤติครั้งนี้ทำให้รูปแบบการทำงานมันเปลี่ยนไป เพราะอย่างที่เห็น พอเกิดการทำงานแบบ work from home ทำให้การทำงานก็อาจใช้คนน้อยลง อย่างที่หอการค้าบอกอาจมีคนว่างงานถึง 6 ล้านคน ถามว่าเป็นไปได้ไหม ผมก็มองว่าหากสถานประกอบการไม่กลับมาทยอยเปิด ก็อาจเป็นไปได้ แต่หากธุรกิจขนาดใหญ่กลับมาเปิดแบบเดิมได้ก็จะทำให้ปัญหาการว่างงานลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- สถานการณ์ต่อไปจากนี้ภาคแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ กลุ่มอาชีพไหนที่มีความเสี่ยงมากสุดในสถานการณ์โควิด?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กลุ่มกิจการธุรกิจที่ปิดทันที ในนโยบาย social distancing ก็จะได้รับผลกระทบมาก ที่มากสุดก็คือภาคบริการ ซึ่งมีประมาณ 19 ล้านคน และเป็นแรงงานนอกระบบ ที่ไม่มีงานแน่นอน ประมาณ 10.8 ล้านคน ที่พอมีการปิด ให้หยุดก่อน ก็ได้รับผลกระทบทันที เพราะเป็นพวกลูกจ้างชั่วคราว โดย 10.8 ล้านคนดังกล่าวกระจายอยู่ในพวกค้าส่ง-ค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร แม้แต่พวกสถานศึกษา พวกครูผู้ช่วยที่เป็นลูกจ้างรายวัน ดูแลพวกเด็กเล็กที่มีอยู่เยอะเหมือนกัน ร่วมกว่า 800,000 คน หากตัดกลุ่มคนที่ทำงานในภาครัฐออก จาก 10.8 ล้านคน ก็จะเหลือประมาณกว่า 8 ล้านคน ที่น่าจะได้รับผลกระทบอย่างใดอย่าง 1 ในช่วง 3 เดือนนี้ มี.ค.-พ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- ที่มีกลุ่มภาคธุรกิจบางคณะ โดยเฉพาะที่อยู่ในคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์โควิด-19ของนายกฯ บอกว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจทำให้เกิดการว่างงาน 10 ล้านคน เป็นไปได้ไหม?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันนี้ดูแล้วตัวเลขมากไป เพราะตัวเลขสิบล้านกว่าคนดังกล่าว จากตัวเลขแรงงาน ทั้งในระบบและนอกระบบ 37 ล้านคน การที่จะมีคนว่างงานถึงร่วม 10 ล้านคน จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ เท่ากับจะว่างงานถึงเกินกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนแรงงาน มันแทบเป็นไปไม่ได้ ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่จะมีคนว่างงานถึงขนาดนั้น เพราะขนาดที่เราเคยเจอวิกฤติเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ ว่างงานก็แค่ประมาณ 8-9 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ที่บอกจะว่างงาน 10 ล้านคน เท่ากับเกือบ 25-26 เปอร์เซ็นต์ หากเป็นแบบนี้จริง ก็เป็นประวัติการณ์ใหม่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;คำว่า &amp;quot;ว่างงาน&amp;quot; แบบนั้นอาจหมายถึงแค่ชั่วคราว 1-2 เดือน แต่หากเป็นแบบไตรมาสเป็นปี คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่โอเค อาจเป็นไปได้แต่แค่ระดับชั่วคราว แต่ถึงเป็นสิบล้านคน โดยให้คนที่เคยทำงานแล้วอยู่เฉยๆ โดยหากเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือชดเชย ถ้าในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อยู่ในแรงงานในระบบ 15 ล้านคนด้วย ยังไงเขาก็ต้องได้รับการเยียวยาชดเชย ที่กระทรวงแรงงาน จะให้ 62 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนที่เคยได้ แต่พวกที่เดือดร้อนกว่าคือพวกแรงงานนอกระบบ 22 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ตัวเลขคนว่างงานที่จะสูงขนาดนั้น จะเป็นไปได้ ก็คือกรณีที่สถานประกอบการ จะยังคงปิดกิจการต่อไป แต่เมื่อกลับมาเปิดกิจการ สถานการณ์การว่างงาน ก็จะเบาลง เพราะคนก็จะทยอยกลับไปทำงาน ทำให้ดูแล้ว ยังไง การว่างงานก็ไม่ถึงสิบล้านคน แต่ถ้าถึงระดับสิบล้าน ก็เป็นประวัติศาสตร์ประเทศไทยแล้ว เพราะปัจจุบัน ประเทศไทยมีการว่างงานแค่ 1.1 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ก่อนหน้านี้ ตอนต้นปี 2563 เคยประเมินไว้ว่า มากสุดก็ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ก็คือ 7 แสนคน แต่แย่สุดก็คือ 1 ล้านคน แต่พอมีโควิด แล้วมีการปิดกิจการกันเยอะ หลังใช้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน-เคอร์ฟิว ทำให้กิจกรรมหลายอย่างทำไม่ได้ เลยทำให้ตัวเลขการว่างงานมันเลยขึ้นมา แต่ผมก็มองว่าหากการว่างงานในประเทศไทยอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp; 10 เปอร์เซ็นต์ ก็แค่ 3 ล้าน 7 แสนคน แค่นี้ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะต้องไม่ลืมว่า เมื่อคนเราไม่มีเงิน เขาก็ต้องพยายามทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กลับบ้านไปปลูกผัก ทำเกษตร แบบนี้ถือว่าไม่ได้ว่างงาน มีงานทำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;... การว่างงานจากวิกฤติรอบนี้ ผมประเมินว่า มากสุด ก็คงไม่เกิน 14-15 เปอร์เซ็นต์ ที่ก็คือ ประมาณ 5-6 ล้านคน โดยดูจากเกณฑ์ความยืดหยุ่นต่อรายได้ของแรงงานจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย ก็น่าจะอยู่ประมาณนี้ อันนี้คืออยู่ในช่วงถึงเดือน พ.ค. แต่หากหลัง พ.ค.ไปแล้ว ยังไม่ดีขึ้น การว่างงานก็ต้องมีเป็นหลักล้าน แต่ละเดือน เพียงแต่จะกี่ล้านเท่านั้นเอง เพราะก็มีอีกบางปัจจัยเช่น หลังจากนี้พอเข้าฤดูฝน พวกที่อยู่ภาคเกษตรมาก่อน ก็อาจจะกลับไปทำการเกษตรที่ภูมิลำเนา การนับคนทำงาน ต้องนับจากการจ้างงาน ทำให้การจ้างงาน ก็อาจดร็อปลงสักครึ่งหนึ่ง ก็น่าจะประมาณ 3-4 ล้านคนเป็นอย่างมาก แต่หากยังแบบนี้ลากยาวหกเดือนขึ้นไป แบบนี้ก็ยาว ยังคาดการณ์ไม่ได้ตัวเลขจะไปถึงขั้นไหน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.ยงยุทธ-จากทีดีอาร์ไอ กล่าวอีกว่า สำหรับการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการของภาครัฐบาล เพื่อไม่ให้มีการเลิกจ้างแรงงานนั้น การช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นเรื่องใหญ่เพราะสถานประกอบการก็มีการจ้างแรงงานมาก ก็เห็นมีการใช้มาตรการ เช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ พวก soft loan แต่มันก็ยังยากอยู่ เพราะอย่างมาตรการที่ให้ พักเงินกู้แต่ยังคงให้จ่ายดอกเบี้ยแก่ธนาคาร มันก็คือการเลื่อนกำหนดการจ่ายเงิน มันไม่ได้หายไป เพราะพอทุกอย่างกลับมาแบบเดิม ก็ต้องกลับมาในระบบแบบเดิม ทำให้หนี้ยังอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ภาครัฐควรต้องไปให้ความสำคัญกับการดูแลเรื่อง กระแสเงินสด และช่วยดูเรื่องตลาดให้ แต่เรื่องของตลาดก็มีปัญหา เพราะสถานการณ์เวลานี้ การส่งออกก็ยังส่งออกไม่ได้ เพราะฐานใหญ่การส่งออก เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป หากยังไม่มีการเปิด ถึงผลิตไป ก็ยังส่งออกไปไม่ได้ พวกสถานประกอบการที่เป็น real sector ที่จ้างแรงงานร่วม 5-6 ล้านคน เขาก็ทำงานไม่เต็มที่ ก็ทำให้การดำเนินกิจการก็ต้องชะลอออกไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต้องเร่งช่วยแรงงานนอกระบบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาแรงงาน จากทีดีอาร์ไอ ย้ำว่า รัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือดูแลกลุ่มแรงงาน ที่ไม่ได้เป็นทางการ แรงงานนอกระบบ เช่น ภาคเกษตร เพราะภาคเกษตร เป็น 1 ใน 3 ของกำลังแรงงานทั้งหมดที่เรามีอยู่ หากเราทำให้ภาคเกษตรยังคงผลิตอาหารที่คนต้องกินต้องใช้อยู่ แต่ผมมองว่าหากทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ พวกแรงงานในระบบน่าจะมีปัญหามากกว่าแรงงานนอกระบบ เพราะหากนอกระบบ เขาสามารถไปทำกินอย่างอื่นได้ เช่นทำเกษตร มันทำอะไรได้มาก ภาครัฐบาลก็คอยดูแลเรื่องการหาตลาดให้ เพราะเรื่องธุรกิจอาหาร ไทยยังมีศักยภาพ สามารถส่งออกได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อันที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มแรงงานประเภท กึ่งทางการ-ไม่เป็นทางการ คือพวกภาคบริการหลายสิบล้านคนที่หายไป ยังไม่รู้ว่าเมื่อใดแรงงานกลุ่มนี้จะกลับมาได้ เพราะอย่างเรื่องการท่องเที่ยว ประเทศจีน ต่อไปเขาก็ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องการท่องเที่ยวในประเทศตัวเองก่อน เพราะจีนมีแหล่งท่องเที่ยวเยอะ เขาก็จะเที่ยวในประเทศก่อน จนกว่าเขาจะมั่นใจในประเทศอื่นๆ ถึงจะกลับออกมาเที่ยวต่างประเทศ ทำให้ภาคบริการ การท่องเที่ยว ที่สร้างกระแสเงินสดก็จะเกิดสภาพชะลอ เพราะยุโรปก็เชื่อว่า ก็ยังไม่มั่นใจในประเทศของเขาเอง เพราะก็อยู่ในสภาพอยางที่เห็น ทำให้คนยุโรปที่จะออกมาท่องเที่ยว มากินมาเที่ยว ก็จะหายไป ต้องใช้เวลา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...แรงงานภาคบริการ น่าจะหนักกว่าภาคการผลิตพวก real sector เสียด้วยซ้ำ ภาคบริการทั้งระบบ ที่กลุ่มนี้มีประมาณ 18-19 ล้านคน ถึงต่อให้ห้างสรรพสินค้ากลับมาเปิดแล้วก็ตาม ก็อาจไม่มีคนไปเดิน ไปจับจ่ายเหมือนเดิม ดังนั้น การจะให้ธุรกิจฟื้นตัวแล้วกลับมาเหมือนเดิม ทั้งภาคบริการและภาค real sector ก็จะช้ากว่าภาคอื่นๆ ยกเว้นพวกสินค้าอาหาร หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมสุขภาพ ก็จะมีบางส่วนได้ประโยชน์ แต่ส่วนมากจะไม่ได้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิกฤติแรงงาน รอบนี้เรียกได้ว่าหนักหนาสาหัสที่สุด หนักกว่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 เพราะตอนนั้นยังเป็นวิกฤติที่เรามีปัญหาในประเทศ อาจลามไปถึงอาเซียนและในเอเชีย แต่ไม่ได้ลามไปถึงตลาดใหญ่ของเราหรืออย่างตอนปี 2552 ที่เป็นช่วงวิกฤติซับไพรม์หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่เป็นปัญหาจากภายนอก แต่เราก็ยังเอาตัวรอดได้ แต่รอบนี้มันเจอสองเด้ง เราก็มีปัญหาภายในด้วย จากโควิด และทั่วโลกก็มีปัญหาจากโควิดด้วย เลยเป็นปัญหาสองเด้ง ทำให้ตัวเลขคนว่างงาน ณ จุดใดจุดหนึ่ง ในระยะเวลาสั้นๆ อย่างที่หอการค้าประเมิน ว่าจะมีคนว่างงานหลายล้านคน แม้อาจดูสูงเกินไป แต่ระยะสั้นๆ ก็อาจเป็นไปได้ แต่ว่าถ้ามองระยะยาวทั้งปี คงไม่ถึงขนาดนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เจอ twin action-ศก.อีกนานฟื้นตัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.ยงยุทธ-นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย หากวิกฤติโควิด-19 คลี่คลายลงว่า ต้องขึ้นอยู่กับมาตรการที่รัฐบาลจะพิจารณาเรื่องการผ่อนคลายต่างๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อพบว่าเริ่มลดลงมาเรื่อยๆ ซึ่งเพื่อให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ธุรกิจแต่ละ sector ก็ต้องออกแรงผลักดันให้รัฐบาลผ่อนคลาย เช่น ยกเลิกเคอร์ฟิว โดยช่วง 2-3 เดือนที่รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อพ้นระยะสัก 3 เดือนไปแล้ว ธุรกิจต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดดำเนินการได้ แต่ละฟังก์ชันในภาคธุรกิจ เช่น การบิน การขนส่ง เช่นพวกอาหาร สามารถส่งออกได้ ก็จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยกลับมาได้ แต่มันก็คงลำบาก เพราะตราบใดที่การส่งออกของไทย ยังเจอสองวิกฤติแบบที่บอกข้างต้น โอกาสที่เราจะใช้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอย่างอื่น ที่เป็นการบริโภคในประเทศมันชะลอไปหมด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ขณะที่การลงทุนก็ยังไม่น่าจะมีแหล่งทุนจากที่ไหนมาลงทุน ก็ทำให้เรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ก็ยังจะไม่ดี ก็เหลือแต่การใช้จ่ายของภาครัฐ ที่ตอนนี้ก็เริ่มจะติดเพดานแล้ว ที่เข้าข่ายจะไปถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถ้าจะทำต่อไปอีก ก็จะมีปัญหา เพราะการกู้เงินจากภายในประเทศก็จะเริ่มลำบาก ก็ทำให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ยังทำงานไม่ได้มาก ทำให้ยังไง ปีนี้ GDP&amp;nbsp; ก็ติดลบ จะติดลบตั้งแต่ไตรมาสแรก ก็อยู่ที่สองไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะฟื้นตัวได้มากแค่ไหน ซึ่งหากยังพอฟื้นตัวได้บ้างในช่วงสองไตรมาสหลัง ก็อาจทำให้อยู่ในช่วง 3-4 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเป็นตัวเลขที่อาจเป็นไปได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องใช้เวลา อย่างช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง เราต้องใช้เวลาร่วม 3-4 ปี กว่าที่ทุกอย่างจะกลับมาเท่าเดิม จากที่เคยตกไปแล้วดึงกลับมา รอบนี้หากจะฟื้น ก็อาจฟื้นในปีที่สอง แต่หากจะให้กลับมาเหมือนเดิม ผมว่าน่าจะใช้เวลานานกว่าเก่า น่าจะเป็น 3-4 ปีอย่างน้อย เพื่อจะกลับสู่สภาวะปกติ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรอบนี้มันกระทบแบบ twin action คือมันเกิดปัญหาทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศพร้อมกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - มองว่าอาจต้องใช้เวลา 3-4 ปี หากจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นกลับมาแบบเดิม?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครับ อย่างมาตรฐานของยุโรป ตอนวิกฤติแฮมแบเกอร์ก็สองปี ก็วูบไปสักระยะแล้วก็กลับคืนมา แต่ต้มยำกุ้งตอนปี 2540 ก็สี่ปี ก็ทำให้โควิด ตอนนี้ก็น่าจะเกิน 4 ปี ถึงคืนสู่ภาวะปกติ รอบนี้การว่างงาน สุดท้ายจะอยู่ที่เท่าใด ก็อยู่ที่การฟื้นตัวของผู้ประกอบการที่ก็น่าห่วงอยู่. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64233</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, พายุเศรษฐกิจ, พายุเศรษฐกิจ  ในมรสุมโควิด-19  ว่างงานกี่ล้านคน, ยงยุทธ แฉล้มวงษ์, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200425/image_big_5ea426edb5dfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2019 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีดีอาร์ไอชี้แรงงานอาชีวะยังขาดแคลน&quot;อีอีซี&quot; ต้องการถึง 1.73แสนคน แต่ผลิตไม่พอ ขาดอีก 55,462คน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13มี.ค.62-ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า &amp;nbsp;ไทยยังจ้างแรงงานทักษะต่ำถึงปานกลางเป็นแรงงานเข้มข้น ถึง 84% ใช้แรงงานระดับช่างเทคนิค และ แรงงานวิชาชีพ เพียง 16% ขณะที่ในเอเชีย ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้แรงงานระดับสูง สูงถึง 60-70% &amp;nbsp;การที่ประเทศไทยยังติดอยู่กับการผลิต ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ คือ ความล้มเหลว ในการกระจายความเจริญไปยังชนบท ที่มีคนอยู่ในภาคเกษตรมากกว่า 14 ล้านคน ต้องเผชิญชะตากรรมราคาสินค้าเกษตรตกต่ำผันผวน ผลผลิตไม่แน่นอนขึ้นกับ ดินฟ้าอากาศ ผลิตภาพของแรงงานในสาขาเกษตรจึงต่ำสุดและเกือบไม่เปลี่ยนแปลง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเพียงภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีคนทำงาน ไม่เกิน 6 ล้านคน มีผลิตภาพแรงงานสูงสุด รองลงมาคือ ภาคบริการ มีคนทำงานอยู่ มากกว่า 17 ล้านคน ดังนั้น ถ้าจะเร่งเพิ่มผลิตภาพแรงงานต้องเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นลำดับแรก ซึ่งสามารถเพิ่มผลิตภาพได้มากกว่า 30% ในรอบ 10 ปี &amp;nbsp;และเมื่อดูการใช้กำลังคนในภาคอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.วิจัยทีดีอาร์ไอ ให้ข้อสังเกตว่า มีการใช้แรงงานระดับ ปวช. และ ปวส. เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ถึง 2560 จาก 9.5% เป็น 11.9% ตามลำดับ แต่อุตสาหกรรมไทย ก็ยังจ้างแรงงานสายอาชีพน้อยมาก &amp;nbsp;และจากทิศทางการใช้กำลังคนในอดีต ทำให้เห็นการเพิ่มสัดส่วนการใช้กำลังคนอาชีวศึกษาในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่ยังไม่เป็นไปตามกรอบความคาดหวังของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้อาชีวะสร้างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้ม การส่งเสริมอุตสาหกรรม 4.0 ภายใต้ การส่งเสริมตามกรอบ EEC &amp;nbsp;จำเป็นต้อง ใช้แรงงานอาชีวศึกษา ถึง 173,705 คน ซึ่งยังผลิตกำลังคนไม่เพียงพอ (Excess demand) อีกถึง 55,462 คน หรือ 32%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการศึกษา Vocational Education in Thailand : Its Evolution, Strengths Limitations, and Blueprint for future ของตนและ ดร. วรรณวิศา สืบนุสรณ์ พบว่า คุณภาพของผู้กำลังเรียนเกือบ 1 ล้านคน ในวิทยาลัยของรัฐและเอกชน มีปัญหา เชิงคุณภาพ 4 ประการ คือ 1) คุณภาพของผู้สมัครเรียนคะแนนไม่สูงนัก 2) คุณภาพของผู้สอนยังไม่ดี ขาดประสบการณ์ 3) หลักสูตรการเรียนการสอนไม่ทันสมัย ส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักสูตรฐานสมรรถนะ 4) อุปกรณ์ล้าสมัย ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้อง ได้รับการแก้ไขโดยด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากประสบการณ์ที่มีโอกาสดูงานหลายวิทยาลัยโพลีเทคนิคในประเทศจีน คิดว่าอาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการโดยเน้นไปที่การรับเด็กเรียนดีที่ยากจนหรือให้ทุนทุกคนที่สนใจมาเรียน ในสาขาที่ต้องการจนถึงระดับ ปวส. หรือ อาจรับผู้จบ ปวช. เข้ามาทำงานถ้าอายุครบ 18 ปี ให้ทำงานพร้อมเรียนไปด้วย โดยต้องเป็นความร่วมมือระหว่างสถานประกอบการกับวิทยาลัยเทคนิคในเขตพื้นที่ ซึ่งอาจจำเป็นต้องอุดหนุนค่าเล่าเรียนและที่พัก พร้อมการันตีมีงานทำ ได้เงินเดือนสูง เทียบเท่าปริญญาตรีสายทั่วไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับครูช่างที่กำลังทยอยเกษียณหลายพันคนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ต้องรับครูใหม่มาแทน และยกระดับครูในช่วง 2 ปีนี้ ภายใต้ความช่วยเหลือจากวิทยาลัยโพลีเทคนิคของจีนหลายแห่งในโครงการ Belt and Roads initiatives ส่งครูไปเรียนเพิ่มเติมในทุกสาขาที่นำมาสนับสนุน การพัฒนา EEC หรือการยกระดับเป็นอุตสาหกรรม 4.0&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดเด่นของวิทยาลัยโพลีเทคนิคของจีน คือ มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพียงพอต่อการฝึกฝน ขณะเดียวกันทางคณะกรรมการอาชีวศึกษาของไทยจะต้องเร่งสร้างห้องทดลองกลาง มี model ให้ฝึกทักษะอย่างครบวงจร ถ้าไม่สร้างใหม่ก็เลือกบางวิทยาลัยเทคนิคเป็นเป้าหมายการปรับปรุงภาคละอย่างน้อย 1 แห่ง ถ้างบประมาณไม่มี ก็ควรพิจารณากู้เงินจากประเทศที่มาลงทุนในไทย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือจีนเพื่อยกระดับครูช่างให้เพิ่มสมรรถนะสูงเพียงพอ ต่อการสอนปีละอย่างน้อย 300 คน &amp;nbsp;ขณะเดียวกันการรับครูรุ่นใหม่เพิ่มเติม อาจเลือกจากผู้จบเทคโนโลยีบัณฑิตที่เก่งจากสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศมาฝึกอบรมเพิ่มเติม ถ้าทำสำเร็จจะมีครูช่างมากเพียงพอแทนครูช่างที่เกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักสูตรอย่างน้อยต้องปรับให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะทุกระดับการศึกษา โดยใช้สมรรถนะที่ออกไปแล้ว โดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพและ/หรือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเอาไปปรับหลักสูตร โดยเฉพาะสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน หลักสูตรต้องเปลี่ยนได้รวดเร็ว ทันสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างที่ดีคือ การสร้างความร่วมมือวิทยาลัยเทคนิคไทยกับวิทยาลัยโพลีเทคนิคจีน ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่โดยสภาสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร ผ่าน MOU &amp;nbsp;โดยเลือกปรับหลักสูตรร่วมกันให้นักเรียน &amp;nbsp;ปวส. ของไทยไปศึกษาและฝึกงานในวิทยาลัยของจีนเป็นเวลา 1 ปี (2 เทอม) เพื่อเรียนรู้ ฝึกใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ในสาขา คอมพิวเตอร์ ICT แอนิเมชัน ภาพยนตร์ การซ่อมบำรุงรถไฟ และการขับรถไฟความเร็วสูง การซ่อมบำรุงอากาศยาน การสร้างและฝึกบังคับโดรน ซึ่งจีนมีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยทุกสาขาอาชีพ ที่เป็นที่ต้องการของประเทศ เป็นต้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้จบการศึกษาจากโครงการ ไทย-จีนจะการันตีงานให้ทำ เงินเดือน สูงกว่าในไทย ได้ co-certificate ของไทย และจีน เพื่อทำงานบริษัทไทยหรือบริษัทจีนในไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ดร.ยงยุทธ กล่าวว่า การยกตัวอย่างความร่วมมือของไทยกับจีนเช่นนี้ &amp;nbsp;เพื่อต้องการให้ผู้เกี่ยวข้อง และกระทรวงศึกษาไทยได้ตระหนักว่า โลกให้ความสนใจกับผู้เรียนสายอาชีพ อย่างจริงจังและจริงใจแค่ไหน เพราะเขา เชื่อว่าอาชีวศึกษาสร้างชาติได้จริง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31237</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อาชีวะ, ทีดีอาร์ไอ, ยงยุทธ แฉล้มวงษ์, อีอีซี, แรงงานอาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b51d74599f17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 19:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีดีอาร์ไอ แนะจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีดีอาร์ไอ แนะควรจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data เพื่อให้สามารถนำมาใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบReal time ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20ก.ค.61-นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า &amp;nbsp;การปิดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service - OSS) ไปเมื่อ วันที่30 มิถุนายน 2561 ถือว่าเป็นการสิ้นสุด &amp;ldquo;การนิรโทษกรรม&amp;rdquo; แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายและลักลอบทำงาน เนื่องจากแรงงานต่างด้าวที่รอพิสูจน์สัญชาติจำนวนมากกว่า 9 แสนคน รัฐบาลได้ใช้เวลาในการพิสูจน์สัญชาติได้แล้วเสร็จผ่านระบบ OSS ในพื้นที่ที่แรงงานต่างด้าวทำงานอยู่แล้ว ประการที่สอง รัฐบาลยังใจดีนิรโทษกรรมนายจ้างให้พาแรงงานที่ทำงานกับนายจ้างก่อน 31 มี.ค.61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแต่หลักฐานไม่ตรงและ/หรือไม่มีหลักฐานเอกสารใดๆให้สามารถนำไปจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติให้เรียบร้อยภายใน 30 มิ.ย.61 ซึ่งก็ได้ใจนายจ้างเป็นจำนวนมากที่หาจังหวะนำแรงงานมาจดทะเบียนไม่ได้สักทีเพราะกลัวกฎหมายใหม่ที่จะทำโทษนายจ้างค่อนข้างรุนแรง ถึงแม้จะบ่นเกี่ยวกับการทำงานกระบวนการจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติว่ายุ่งยากซับซ้อนมากจนต้องพึ่งนายหน้าก็ตาม แต่ทุกฝ่ายก็ช่วยกันดำเนินการจนผ่านไปได้ด้วยดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานได้จัดระเบียบการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องตามกฎหมายได้มากกว่า 90% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่หน้าที่ของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่จบ เนื่องจากตลาดแรงงานต่างด้าวมีความเป็นพลวัตในตัวของมันเอง ดังนั้นมองว่าหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเอาไว้ 3 ล้านคนเศษที่อยู่ในประเทศไทยนั้นจะต้องรับจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data เพื่อให้สามารถนำมาใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบ Real time ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13790</URL_LINK>
                <HASHTAG>TDRI, การนิรโทษกรรม, ยงยุทธ แฉล้มวงษ์, ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b51d74599f17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
