<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอกชน&#039;แห่ชงครม.สัญจร ชี้บัตรคนจน=ประชานิยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพชรบูรณ์ชงยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจรับ ครม.สัญจร รัฐบาลลุยคลอดโปรเจ็กต์แก้จนเพิ่ม โพลเผยบัตรคนจนลดเหลื่อมล้ำไม่ได้ ซ้ำรอยประชานิยม นักวิชาการชี้ ศก.ไทยโดนกินรวบจากเจ้าสัวไม่กี่ตระกูล &amp;nbsp;ผ่านระบบอุปถัมภ์การเมือง แนะยกเลิกหลักสูตรคอนเนกชั่น แก้ผูกขาดอำนาจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะทำงาน ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น-เพชรบูรณ์-เลย &amp;nbsp; พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปกรณีถนนทรุดตัวของทางหลวงหมายเลข 2331, โครงการขยายช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 12 และการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว จังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นเดินทางไปที่หมวดทางหลวงภูเรือ ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย ติดตามโครงการขยาย 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 21 ตอนหล่มเก่า-ตำบลร่องจิก-ตำบลสานตม-จังหวัดเลย ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) วันที่ 18 ก.ย. ที่จังหวัดเพชรบูรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายยชญ์สุธา วิชัยธนพัฒน์ ประธานหอการค้าเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า หอการค้าจังหวัดเพชรบูรณ์ได้เตรียมข้อเสนอโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เสนอต่อ ครม.สัญจร เช่น ยุทธศาสตร์ประตูเศรษฐกิจ ภาคเหนือ-ภาคอีสาน (ทางหลวงหมายเลข 12) ยุทธศาสตร์เชื่อมโยงเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวไทย-ลาว (เพชรบูรณ์-เลย-หลวงพระบาง) ทางหลวงหมายเลข 21 ต่อ 2399 ยุทธศาสตร์เขาค้อป่าอนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยว แก้ปัญหาเร่งด่วนทางขึ้นทับเบิก ขึ้นทะเบียนศรีเทพเป็นมรดกโลก เพชรบูรณ์จีโอปาร์คเป็นมรดกโลก รวมถึงยุทธศาสตร์ความสุขของผู้อยู่และผู้มาเยือน ซึ่งจะเป็นการผลักดันในเรื่องของโรงพยาบาล โดยขอขยายห้องผ่าตัดเพิ่มที่โรงพยาบาลจังหวัดเพชรบูรณ์ และขอตึกผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาลหล่มสัก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในการใช้บริการทางการแพทย์ได้มากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศในประเด็นที่พี่น้องประชาชนเรียกร้องใน 6 ด้านสำคัญ คือ แก้จน แก้เหลื่อมล้ำ แก้โกง ปฏิรูปราชการ การมีส่วนร่วม และการสร้างอนาคต ให้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการดีๆ ที่กำลังเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้เกษตรกร เช่น โครงการสืบสานกระจายผลแนวทางการทำการเกษตรในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน และเกษตรอินทรีย์ ธนาคารปูม้าทั่วอ่าวไทยและอันดามัน ชุมชนไม้มีค่า (ธนาคารต้นไม้) ตลอดจนโครงการที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลและของนายกรัฐมนตรี ที่จะทำให้โครงการเหล่านี้เป็นของขวัญ เพื่อที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยหลายสิบล้านคน นำไปสู่การแก้จน ลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย? พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 80.84 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รองลงมา ร้อยละ 17.80 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือ &amp;ldquo;บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;rdquo; จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ในระดับใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 32.08 ระบุว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างมาก ร้อยละ 25.30 ระบุว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างน้อย ขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.08 ระบุว่าบัตรดังกล่าวไม่สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.00 ระบุว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่แตกต่างจากนโยบายประชานิยม เพราะมีแนวทางในการแก้ไข ช่วยเหลือ ปัญหาความยากจนเหมือนกัน แค่ใช้ชื่อเรียกที่ต่างกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมอนุสรณ์ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว มีการจัดเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;นโยบายและมาตรการป้องกัน การผูกขาดทางเศรษฐกิจและข้อเสนอที่เป็นธรรม&amp;rdquo; จัดโดยคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่ายภาคประชาชน โดยมีนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), นายพิชาย รัตดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ และกรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละจำกัด ร่วมเสวนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพนธ์กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทย เกิดจากความสูญเสียที่สืบเนื่องมาจากความไม่เท่าเทียมในการแข่งขันทางธุรกิจ จากการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งในหลายอุตสาหกรรมมีผู้ประกอบการเพียง 2-4 ราย ขณะที่ดัชนีความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคธุรกิจยังมีต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะห่างกันมากกว่าเดิม ทั้งนี้ เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้วิธีการหลากหลายในการแทรกแซง อาทิ การเข้าสู่การเมืองโดยตรง หรืออาศัยนอมินีลงเล่นการเมือง ให้เงินสนับสนุนทางการเมืองแก่ทุกพรรค หรือใช้อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนธุรกิจขนาดกลางและเล็ก จะอาศัยการสร้างสายสัมพันธ์ ผ่านหลักสูตรที่เปิดสอนต่างๆ อาทิ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชายกล่าวว่า กระบวนการการผลิตซ้ำโครงสร้างอำนาจผูกขาดทางการเมืองของสังคมไทย ที่ผ่านมามีสถาบันระดับสูงทำหน้าที่อบรมข้าราชการและนักธุรกิจ อาทิ วปอ. ก่อนจะมีการขยายสถาบันในลักษณะเดียวกันอย่างแพร่หลาย ลามไปถึงกระทรวงยุติธรรมและองค์กรอิสระต่างๆ นั้น เป็นการทำให้ระบบพวกพ้องของชนชั้นระดับบนของประเทศขยายตัว จากสายสัมพันธ์เหล่านี้ ส่งผลให้ประเทศถูกควบคุมโดยกลุ่มคนเหล่านี้ เมื่อพวกเขาผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ สิ่งที่ปรากฏคือการเกื้อหนุนพวกเดียวกัน และกีดกัดคนต่างกลุ่มและผู้ประกอบการรายเล็ก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากไม่หยุดการผูกขาด ท้ายที่สุดจะเหลือเพียงไม่กี่ตระกูลที่ผูกขาดระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งช่วงเริ่มของรัฐบาลชุดนี้ มีการถ่ายรูปร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ 24 เจ้าสัว ซึ่งเป็นตัวแสดงที่ชัดเจนถึงสายสัมพันธ์ของรัฐและกลุ่มทุนใหญ่ ที่ตอกย้ำการผูกขาดทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน หากดำเนินอย่างนี้ต่อไป อาจนำไปสู่วงจรวิบัติ ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งของกลุ่มคนในสังคม นำไปสู่ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ และการอพยพออกนอกประเทศ ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลาตินอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สถาบันเหล่านี้เป็นตัวตอกย้ำให้ระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยแข็งแกร่ง หากยกเลิกสถาบันเหล่านี้ได้ อาจเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อป้องกันระบบพวกพ้องสืบทอดกันในสังคมไทย และทำให้มีโอกาสการแข่งขันเกิดขึ้นบ้าง เช่นเดียวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างยุติธรรมโดยไม่ต้องเกรงใจสายสัมพันธ์ของเครือข่ายเหล่านี้ ขณะเดียวกัน ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน นักการเมือง นักธุรกิจ ให้ตระหนักถึงปัญหาการผูกขาดทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบที่จะตามมา&amp;rdquo; นายพิชายระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวสฤณีกล่าวว่า การเข้าถึงอำนาจรัฐเป็นวิธีหลักที่กลุ่มทุนใหญ่ใช้แสวงหาอำนาจเหนือตลาด ขณะที่มิติอื่นๆ อาทิ การฮั้วราคา ล็อกสเปก หรือการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งการที่มีการดำเนินการลักษณะดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ จนเป็นเรื่องปกติ และทำให้บุคคลที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้สำนึกหรือรู้สึกผิด สอดคล้องกับชุดความคิดของสังคมไทยที่เชื่อว่า เรื่องสายสัมพันธ์สำคัญกว่าความรู้ความสามารถของตนเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาผูกขาด ทุกคนควรมียุทธศาสตร์ร่วมอย่างชัดเจน โดยไม่เกี่ยวข้องกับความคิดความเชื่อทางการเมือง ว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องจัดการปัญหาผูกขาดทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งการตื่นตัวกันของทุกภาคส่วนจะเป็นเรื่องสำคัญในการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ลดลงไปจากสังคมไทย และสุดท้ายประโยชน์เหล่านี้จะตกมาอยู่ที่ประชาชนทุกคน&amp;rdquo; นางสาวสฤณีกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17721</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ยชญ์สุธา วิชัยธนพัฒน์ฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180916/image_big_5b9e5921bf520.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2018 10:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2018 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงข้อเสนอ&#039;ประตูเศรษฐกิจ&#039;รับครม.สัญจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2561 - นายยชญ์สุธา วิชัยธนพัฒน์ฒน์ ประธานหอการค้าเพชรบูรณ์กล่าวว่าถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ในระหว่างวันที่ 17-18 ก.ย.ว่า หอการค้าจะเสนอข้อเสนอในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง โดยเตรียมโครงการยุทธศาสตร์ เช่น ยุทธศาสตร์ประตูเศรษฐกิจ ภาคเหนือ&amp;ndash;ภาคอีสาน (ทางหลวงหมายเลข 12) ยุทธศาสตร์เชื่อมโยงเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ไทย&amp;ndash;ลาว (เพชรบูรณ์&amp;ndash;เลย&amp;ndash;หลวงพระบาง) ทางหลวงหมายเลข 21 ต่อ 2399 ยุทธศาสตร์เขาค้อ ป่าอนุรักษ์ เพื่อการท่องเที่ยว และการขึ้นทะเบียนศรีเทพเป็นมรดกโลก รวมทั้งเพชรบูรณ์ จีโอปาร์ค เป็นมรดกโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยชญ์สุธายังกล่าวว่า ยังจะเสนอยุทธศาสตร์ความสุขของผู้อยู่และผู้มาเยือน ซึ่งจะเป็นการผลักดันในเรื่องของโรงพยาบาล โดยขอขยายห้องผ่าตัดเพิ่มที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์และขอตึกผู้ป่วยนอก (โอพีดี) &amp;nbsp;ที่ รพ.หล่มสัก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในการใช้บริการทางการแพทย์ได้มากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17671</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่, ครม.สัญจร, ยชญ์สุธา วิชัยธนพัฒน์ฒน์, หอการค้าเพชรบูรณ์, เพชรบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180717/image_big_5b4dbd8148bf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
