<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 20:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 20:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ &#039;พีระพันธุ์&#039; ชี้เปรี้ยงคดีโฮปเวลล์หมดอายุความแล้ว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค. 64 - นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศึกษาปัญหาสัญญาโฮปเวลล์ ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชี้ว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ปี 2545 เรื่องการนับระยะเวลาฟ้องคดีปกครองให้เริ่มตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ที่นำมาใช้อ้างอิงในคดีค่าโง่โฮปเวลล์ 2.4 หมื่นล้าน ขัดรัฐธรรมนูญ ว่าทำให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยคดีนี้ถือว่าขาดอายุความไปแล้ว เนื่องจากข้อพิพาทที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นเดือนมกราคม ปี 2541 นับจากวันที่ ครม.มีมติบอกเลิกสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ อย่างเป็นทางการ ซึ่งในขณะนั้นการนับอายุความคดีปกครอง ต้องใช้ตามมาตรา 51 ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่กำหนดอายุความคดีปกครองไว้แค่ 1 ปี เท่ากับว่าคดีนี้ต้องหมดอายุความในปี 2542 แต่โฮปเวลล์ไปยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการในปี 2547 ถือว่ากรณีนี้หมดอายุความไปแล้ว ซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย มาโดยตลอด แม้ว่าในภายหลังจะมีการแก้ไขมาตรา 51 เพิ่มอายุความจาก 1 ปี เป็น 5 ปี และไม่เกิน 10 ปี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะไม่ได้เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะมีข้อพิพาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าคณะทำงานศึกษาปัญหาสัญญาโฮปเวลล์ฯ กล่าวว่า แม้ว่าจะนับอายุความตามกฎหมายมาตรา 51 ที่มีการแก้ไขใหม่ อายุความก็จบลงที่ปี 46 แต่โฮปเวลล์ยื่นเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการปี 47 ถือว่าคดีขาดอายุความไปแล้ว และจะนำเรื่องอายุความ 10 ปี ที่กำหนดไว้ในมาตรา 51 มาใช้ไม่ได้ เนื่องจากต้องเป็นกรณีที่ไม่ทราบว่าเหตุพิพาทเกิดขึ้นเมื่อใด แต่กรณีนี้มีการแจ้งบอกเลิกสัญญาชัดเจนในปี 2541 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เรื่องให้นับอายุความตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องไปใช้การนับอายุความตามมาตรา 51 ซึ่งถือว่าคดีนี้หมดอายุความไปแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96523</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีโฮปเวลล์, ยพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4d08e04f2e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พีระพันธุ์&#039;เรียกร้องไทยต้องเด็ดขาดกรณีนักการทูตแทรกแซงกิจการภายในประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย. 62 - นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กด้วยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยต้องเด็ดขาดกรณีนักการทูตแทรกแซงกิจการภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่มีคณะทูตจากประเทศตะวันตกหลายประเทศส่งผู้แทนเข้าร่วมฟังการสอบสวนนายธนาธรต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการกระทำความผิดอาญาตามกฎหมายอาญาของไทยถึงห้องสืบสวนสอบสวนนั้นเป็นการกระทำที่ไม่อาจรับได้เลยในฐานะประเทศเอกราช การกระทำของตัวแทนสำนักงานสถานทูตต่างประเทศเหล่านี้เป็นการกระทำที่ผิดวิสัยและผิดประเพณีทางการทูตอย่างร้ายแรง เพราะการกระทำความผิดที่นายธนาธรถูกล่าวหานั้น
1) เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นกิจการภายในของไทยอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลักการที่ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติและจรรยามารยาททางการทูตจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่บรรดาคณะทูตหรือชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องหรือยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศเช่นนี้ จึงถือได้ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอันเป็นกิจการภายในประเทศของไทยอย่างรุนแรงที่สุด ซึ่งบรรดานักการทูตเหล่านั้นย่อมตระหนักและทราบดีทั้งในฐานะนักการทูตมืออาชีพและโดยจรรยามารยาททางการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงเห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องตอบโต้การกระทำอันไม่สมควรและไม่เหมาะสมของบรรดานักการทูตเหล่านั้นอย่างรุนแรงกับการกระทำมากกว่าการเรียกมาชี้แจง เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มคนต่างชาติที่มีตำแหน่งทางการทูตเหล่านี้เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายครั้งแล้วที่นักการทูตกลุ่มนี้ไปปรากฎตัวเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ ภาพมีปรากฎทั่วไป แต่ครั้งนี้เหิมเกริมถึงขนาดไปนั่งฟังการสอบสวน นับเป็นการกระทำที่รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลไทยจึงพึงต้องทำการสอบสวนให้ได้ความถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของการกระทำของบรรดาคณะทูตดังกล่าวว่าเหตุใดนักการทูตเหล่านั้นจึงกล้ากระทำการที่ผิดจารีตประเพณีและมรรยาททางการทูตที่ร้ายแรงเช่นนั้น ว่ามีใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ รวบรวมพฤติกรรมที่สะสมมาในการเข้ามาจุ้นจ้านกิจการภายในอย่างไร้ยางอายมีกรณีไหนบ้าง และประท้วงกลับไปยังผู้นำประเทศนั้นโดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกด้านหนึ่งก็ต้องดำเนินการกับพวก &amp;ldquo;ชักศึกเข้าบ้าน&amp;rdquo;ที่เพียงกรณีนี้แต่อย่างเดียวก็ส่อให้เห็นวิธีคิดแล้วว่าให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ชาติกับผลประโยชน์ตัวเช่นไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33286</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทูต, ธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ, ยพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, แทรกแซงกิจการภายใน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190409/image_big_5cac3f914a9ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
